Wednesday, 13 December 2017

นิชคาร์กรุ๊ปอวดโฉมซุปเปอร์คาร์หรูระดับโลกในงานอัลติเมทสปีด
วันอังคารที่ 5 – วันจันทร์ที่ 11 กรกฎาคม 2559 ณ ควอเทียร์ แกลอรี่ ชั้น M ศูนย์การค้า ดิ เอ็มควอเทียร์

บริษัท นิช คาร์ กรุ๊ป จำกัด ผู้นำเข้าซุปเปอร์คาร์ระดับโลกอย่างเป็นทางการแต่เพียงรายเดียวในประเทศไทย นำขบวนซุปเปอร์คาร์ขุมพลังมหาศาล อาทิ ปากานี ฮูไอร่า, แลมโบร์กินี อเวนทาดอร์ LP 700-4, แลมโบร์กินี ฮูราคาน LP 610-4, แมคลาเรน 650S และ แมคลาเรน 570S ร่วมงาน อัลติเมทสปีด (Ultimate Speed 2016) ณ ควอเทียร์ แกลอรี่ ชั้น M ศูนย์การค้า ดิ เอ็มควอเทียร์ ระหว่างวันอังคารที่ 5 – วันจันทร์ที่ 11 กรกฎาคม 2559 ไฮไลท์อยู่ที่ ปากานี ฮูไอร่า (Pagani Huayra) ซึ่งเป็นรถยนต์ที่แพงที่สุดในโลก

ปากานี ฮูไอร่า (Pagani Huayra) ได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถัน โดยคุณโฮราซิโอ ปากานี่ (Horacio Pagani) โครงสร้างตัวถังแบบโมโนค็อก ขึ้นรูปด้วยคาร์บอนไทเทเนียม ให้ความแข็งแกร่งกว่าโครงสร้างแชสซี และวัสดุอลูมิเนียมอัลลอย น้ำหนักเพียง 1,350 กิโลกรัม ถือเป็นซุปเปอร์คาร์ที่น้าหนักเบาที่สุดในโลก เครื่องยนต์ V12 Twin Turbo ขนาด 5,980 ซีซี ระบบช่วงล่างรองรับฝูงม้า 730 ตัว ด้วยแรงบิดมหาศาล 1,000 Nm / 738 ft lbs แต่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในปริมาณที่ต่ากว่ารถ V12 ทุกแบรนด์

กระทิงดุจากแดนอิตาลี แลมโบร์กินี อเวนทาดอร์ เอสวี LP750-4 แบบคูเป้ราคาเริ่มต้น 38.5 ล้านบาท และแบบโรดสเตอร์ ราคาเริ่มต้น 40.5 ล้านบาท บรรจุเครื่องยนต์ 12 สูบ น้ำหนักแห้งอยู่ที่ 1,575 กิโลกรัม พละกำลัง 700 แรงม้า (515 กิโลวัตต์) แรงบิดสูงสุด 690 นิวตันเมตร แข็งแกร่งที่สุด เท่าที่แลมโบร์กินีเคยสร้างมา แรงและเร้าใจด้วยอัตราการเร่ง 0-100 กม./ชม. ภายใน 2.9 วินาที ความเร็วสูงสุด 350 กม./ชม. ด้วยประสิทธิภาพของระบบเกียร์ 7 speed ISR เปลี่ยนเกียร์ใช้เวลาเพียง 50 มิลลิวินาที นอกจากนี้ ผู้ขับสามารถเลือกที่เมนูการขับได้สามแบบ Strada, Sport และ Corsa โดยสามารถปล่อยให้เกียร์เปลี่ยนเองอัตโนมัติหรือเปลี่ยนด้วยตนเอง ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อแบบ Permanent all-wheel drive พร้อมกับชุดเพลาขับ Haldex generation IV กระจายกำลังไปที่ล้อหน้าได้มากถึง 60% การรีสตาร์ทเครื่องยนต์ ใช้เวลาเพียง 180 มิลลิวินาที ช่วยประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงและการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

แลมโบร์กินี ฮูราคาน LP610-4 ราคาเริ่มต้น 24.8 ล้านบาท สำหรับแบบสไปเดอร์ ราคาเริ่มต้น 26.8 ล้านบาท พละกำลังสูงสุด 426/580 กิโลวัตต์ ที่ 8,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 540 นิวตันเมตร ที่ 6,500 รอบต่อนาที ความเร็วสูงสุด 325 กม./ชม. เร่งเครื่อง 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ภายใน 3.4 วินาที น้ำหนักแห้งอยู่ที่ 1,389 กิโลกรัม

ร่วมด้วยสุดยอดรถแข่งฟอร์มูล่าวันจากอังกฤษ แมคลาเรน 650S อยู่ในรุ่นซุปเปอร์ซีรียส์ของแมคลาเรน โดยแบบคูเป้ ราคาจะเริ่มต้นที่ 31.5 ล้านบาท และสไปเดอร์ เริ่มต้น 32.5 ล้านบาท ใช้เครื่องยนต์ V8 ทวินเทอร์โบรุ่นพิเศษ M838T ซึ่งให้กำลัง 650 แรงม้า และ แรงบิด 678 นิวตันเมตร สามารถเร่งความเร็ว 0-100 กม./ชม. ได้ในเวลาเพียง 3 วินาที ทำความเร็วสูงสุดที่ 329 กม./ชม. ส่วนอัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงอยู่ที่ 11.7 ลิตร/100 กม. และอัตราไอเสียที่ 275 กรัม/กม. มีน้ำหนักรวม 1,370 กก. (ไม่รวมเชื้อเพลิง) สำหรับสไปเดอร์ และเพิ่มขึ้นเพียง 40 กก. เมื่อเป็นแบบรถคูเป้ ซึ่งเกิดจากการเพิ่มชิ้นส่วนหลังคาแข็งแบบพับและกลไกส่วนหลังคา หากก็ยังถือว่ามีน้ำหนักที่เบากว่ารถยนต์รุ่นอื่นในคลาสเดียวกัน  หลังคาแข็งแบบพับสองชิ้นสามารถปรับขึ้นและลงได้ภายในเวลา 17 วินาที โดยปรับได้ทั้งในขณะหยุดนิ่งและขณะรถเคลื่อนด้วยความเร็วสูงถึง 30 กม./ชม.

แมคลาเรน 570S ราคาเริ่มต้นที่ 22.7 ล้านบาท รุ่นแรกในสปอร์ตซีรียส์ ของตระกูลแมคลาเรน ได้รับรางวัล รถยนต์สุดยอดสมรรถนะ (Best Performance Car) ในงานประกาศรางวัล รถยนต์สหราชอาณาจักรประจำปี 2559 (2016 UK Car of the Year Awards -UKCotY) พิจารณาและตัดสินโดยสื่อมวลชนของสหราชอาณาจักร จำนวน 27 ท่าน ถือเป็นหลักชัยแห่งความสำเร็จในฐานะโมเดลแรกในสปอร์ตซีรียส์ พัฒนาขึ้นเพื่อให้สามารถขับได้ในทุกวัน พร้อมด้วยราคาที่เข้าถึงได้ ดีไซน์แบบ “Shrinkwrapped” เพิ่มประสิทธิภาพการระบายอากาศตลอดตัวถัง โครงสร้างตัวถังคาร์บอนไฟเบอร์แบบ MonoCell II ยังสร้างรูปลักษณ์ที่โดดเด่น และเอื้อในการเข้า-ออกตัวรถ ประตูผลิตจากอลูมิเนียมเป็นหลักเพื่อลดน้ำหนักและเพื่อการออกแบบทางอากาศพลศาสตร์ที่ประณีต น้ำหนักตัวรถเปล่ามีน้ำหนักเบาอยู่ที่ 1,313 กิโลกรัม เร่งเครื่อง 0-100 กม./ชม. ภายใน 3.2 วินาที ด้วยความเร็วสูงสุด 328 กม./ชม. เครื่องยนต์ 3.8 ลิตร V8 ทวินเทอร์โบ M838TE ชิ้นส่วนผลิตขึ้นพิเศษกว่า 30% ให้พละกำลัง 570 แรงม้า ที่ 7,400 รอบต่อนาที แรงบิด 600 นิวตันเมตรอยู่ที่ 5,000-6,500 รอบต่อนาที ระบบการขับขี่ล้อหลังเครื่องยนต์ขนาดกลางเอื้อให้การบังคับและความคล่องตัวดีขึ้น ให้พละกำลังมหาศาลผ่านเกียร์แบบ 7 speed (SSG) ระบบ Stop-start นำมาใช้ในแมคลาเรนเป็นครั้งแรก เอื้อการขับขี่ในเมือง และยังมีการปรับปรุงอัตราการกินน้ำมันอยู่ที่ 25.5 mpg และการปล่อยมลพิษ 258 กรัมต่อกิโลเมตร

หากต้องการข้อเพิ่มเติมเกี่ยวกับนิชคาร์กรุ๊ป สามารถติดต่อ ที่ โทร 02-321-1111 โดยโชว์รูมเปิดบริการทุกวัน จันทร์-อาทิตย์ ตั้งแต่เวลา8.30 – 17.30 น. หรือเยี่ยมชมhttps://www.facebook.com/nichecars/

then

CSR Video

X

Right Click

No right click