Tuesday, 12 December 2017

รถเมล์ ของขวัญคนไทย เจอปัญหาระบบราชการ นำรถออกยังไม่ได้
แจ้งเจ้าหน้าที่กรมศุลกากร ขอเงินประกันก่อน

หลังจากที่รัฐบาลได้สนับสนุนให้ ขสมก.ลงนามในสัญญาจัดซื้อรถเมล์ เอ็นจีวี 489 คันกับ บริษัทเบสทริน จำกัดได้สำเร็จในวงเงิน 3,389 ล้านบาท ประหยัดงบประมาณได้มากกว่า 600 ล้านบาท หลังจากค้างคามาตั้งแต่ปี 2545 ล่าสุดรถเมล์ล๊อตแรก ถูกจัดส่งมายังท่าเรือแหลมฉบังจำนวน 100 คันแรก ส่วนที่เหลือจะทยอยส่งมอบจนครบภายใน 29 ธันวาคมนี้

พลโทสรรเสริญ แก้วกำเนิดโฆษกสำนักนายกฯ กล่าวต่อว่า พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี รู้สึกยินดีที่การดำเนินการเห็นผลเป็นรูปธรรม เพราะ ขสมก. ไม่ได้จัดหารถใหม่มาให้บริการประชาชนนานมากแล้ว เนื่องจากติดขัดปัญหาหลายอย่าง รัฐบาลนี้เข้ามาสร้างความชัดเจนโปร่งใส เพื่อให้พี่น้องประชาชนโดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อยได้รับประโยชน์ เป็นของขวัญปีใหม่ที่จะมาถึงและคาดหวังว่า ประชาชนจะหันมาขึ้นรถเมล์สาธารณะกันมากขึ้น และในวันที่ 21 ธันวาคม ขสมก. จะนำรถรุ่นใหม่นี้ไปเปิดตัวให้ นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี ที่ทำเนียบรัฐบาล เป็นผู้โดยสารกลุ่มแรกได้ทดลองนั่งเป็นปฐมฤกษ์ จากทำเนียบรัฐบาลไปสถานีรถไฟหัวลำโพง

“ท่านนายกฯ มีความปรารถนาที่จะให้รถรุ่นใหม่นี้ไปบริการประชาชนวิ่งวนรอบท้องสนามหลวง เริ่มจากอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เพื่อให้บริการรับส่งประชาชนที่ไปร่วมงานพระบรมศพ ตั้งแต่วันที่ 22 ธ.ค.นี้.” พลโทสรรเสริญ กล่าว

นายคณิสสร์ ศรีวชิรประภา ประธานบริษัทเบสทริน กรุ๊ป จำกัด ให้สัมภาษณ์ในระหว่างเดินทางไปติดต่อธุรกิจต่างประเทศว่า รถบัสล๊อตนี้เข้ามาเทียบท่าเรือแหลมฉบังตั้งแต่ช่วงบ่ายของวันที่ 1 ธันวาคม จนถึงวันนี้รถทั้งหมดที่มา 100 คันเราได้ชำระภาษีมูลค่าเพิ่ม 7 เปอร์เซ็นต์ไปเรียบร้อยแล้ว แต่ขณะนี้กระบวนการทางศุลกากรยังไม่เรียบร้อย

“ผมกำลังสังหรณ์ใจว่าแผนงานและกำหนดเวลาต่างๆ ที่ทาง ขสมก.และความปรารถนาของท่านนายกรัฐมนตรีคงจะไม่สามารถดำเนินการได้แล้ว พี่น้องชาวกรุงเทพฯก็คงยังไม่ได้รับของขวัญจากท่านนายกฯประยุทธแน่ๆ ด้วยกรมศุลกากรยังไม่ยอมปล่อยรถ โดยให้เหตุผลเพียงว่า ยังมีข้อสงสัย จึงจำเป็นต้องกักรถไว้ที่ท่าเรือแหลมฉบังก่อน ซึ่งผมจะเปิดแถลงข่าวหลังจากกลับไทยในวันที่ 7 ธันวาคม ต้องเรียนเชิญพี่น้องสื่อมวลชนด้วย” นายคณิสสร์ กล่าว

นายมาโนช กำเนิดงาม ที่ปรึกษากฎหมายบริษัทเบสทริน จำกัด กล่าวว่า ผมได้รับรายงานจากเจ้าหน้าที่บริษัท ซุปเปอร์ซาร่า จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทฯ ผู้นำเข้ารถบัสล๊อตนี้ว่า นายกิติ สุทธิสัมพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักงานศุลกากรท่าเรือแหลมฉบัง อ้างมีเหตุข้อสงสัยในเรื่องเอกสาร From D ที่ออกโดยกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมระหว่างประเทศของประเทศมาเลเซีย ตามข้อตกลงสนธิสัญญาเขตการค้าเสรีกลุ่มประเทศสมาชิก AEC ซึ่งข้อตกลงนี้ 10 ประเทศสมาชิกร่วมกันจะยกเว้นภาษีหากประเทศผู้ผลิตผลิตสินค้าที่ใช้วัสถุดิบ อุปกรณ์ แรงงานภายในประเทศผู้ผลิตมากกว่า 40 เปอร์เซนต์ จะได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้าจึงขอกักรถไว้ก่อนเพื่อรอความชัดเจน

ถ้าต้องการนำรถออกไปก็ให้บริษัทผู้นำเข้าออกเอกสารยืนยันรับรองว่า รถยนต์โดยสารที่บริษัทซาร่านำเข้ามานั้นถูกต้องตามกฏหมายทุกประการ หากภายหลังปรากฏว่าเอกสารหรือรถยนต์โดยสารไม่ถูกต้องตรงกับที่บริษัทฯ แจ้งไว้ทางบริษัทฯ ยินดีรับผิดชอบทุกประการ และแนบใบอนุญาตนำผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมที่มีพระราชกฤษฎีกากำหนดให้ต้องเป็นไปตามมาตรฐานเข้ามาจำหน่าย และแนบเอกสารรับรองถิ่นกำเนิด (From D) ซึ่งออกโดยรัฐบาลมาเลเซีย และจะปล่อยรถออกจากด่านแหลมฉบัง

นายมาโนช กล่าวอีกว่า บริษัทซุปเปอร์ซาร่า ก็ได้จัดเอกสารเพิ่มเติมตามที่นายกิติ ขอมาตั้งแต่บ่ายโมงของวันที่ 2 ธันวาคม ทางเราก็ได้จัดเตรียมพนังงานขับรถนับสิบชีวิตไปรอเพื่อขับรถกลับ แต่ปรากฏว่า นายกิติไม่อยู่เข้ากรมฯที่กรุงเทพฯ กระทั่งเวลา 16.00 น. วันเดียวกัน มีเจ้าหน้าที่ด่านศุลการกรแจ้งเราว่า นายกิติ โอเคแล้วสั่งให้ปล่อยรถได้ แต่เราเห็นว่าเย็นแล้ว เลยคนขับรถก็กลับหมดแล้ว จึงคิดว่าพรุ่งนี้ค่อยมารับแต่เช้าก็ได้

กระทั่งเวลา 22.00 น. พนักงานของซุปเปอร์ซาร่าแจ้งมาอีกว่า มีกลุ่มชายฉกรรจ์กว่า 10 คนเข้ามาในบริเวณที่จอดรถบัสของเราภายในท่าเรือแหลมฉบัง ทราบภายหลังว่าเป็นเจ้าพนักงานของคณะกรรมการตรวจปล่อยรถยนต์ใหม่สำเร็จรูปที่นำเข้านำโดยนายธีระชาติ อินทริง ประธานคณะกรรมการฯ อ้างอำนาจหน้าที่ตามข้อ 3.2 ตรวจปล่อยรถยนต์ใหม่สำเร็จรูปที่นำเข้าในในพื้นที่รับผิดชอบของสำนักงานศุลกากรหรือด่านศุลกากรทุกแห่ง เพียงหน่วยงานเดียวโดยไม่ต้องมีการตรวจร่วมของเจ้าหน้าที่ส่วนควบคุมทางศุลกากรประจำสำนักงานศุลกากรหรือด่านศุลกากร

จากนั้น นายธีระชาติ ได้แจ้งแก่บริษัทฯ ว่า ถ้าจะเอารถออกต้องวางเงินประกัน เพราะ From D และตัวรถยนต์มีข้อสงสัย และขอให้ผู้นำเข้าไปนำพิมพ์เขียวการประกอบรถยนต์ที่รับรองโดยวิศวกร และให้ไปนำสัญญาสั่งซื้อวัสถุดิบหรืออุปกรณ์และอะไหล่ประกอบรถยนต์มาแสดง

เมื่อมาถึงจุดนี้ นายมาโนชถึงกับส่ายหน้า บอกไม่ไหวๆ รถรุ่นนี้แบบเดียวกันนี้ เราก็เคยนำเข้ามาแล้ว มีที่มาที่ไปทุกอย่าง เอกสารตรงกันเหมือนกันทุกฉบับ ไม่เคยเห็นมีปัญหาอะไร แต่มาล๊อตนี้กลับมีปัญหาซึ่งตนก็ไม่เข้าใจ ตนเป็นที่ปรึกษากฏหมายมากว่า 10 ปีเข้าใจกระบวนการต่างๆ อย่างดี โดยเฉพาะด้านเอกสารสำคัญๆต่างๆเราแสดงได้ถูกต้องโปร่งใสตรวจสอบได้ 100 เปอร์เซ็นต์

กรมศุลฯ ยังให้เราขอเอกสารพิมพ์เขียวการประกอบรถยนต์จากโรงงานที่มาเลย์ เอกสารแบบนี้มันเป็นลิขสิทธิ์ไม่มีทางที่เขาจะให้ และเอกสารสัญญาสั่งซื้อวัสดุอุปกรณ์ประกอบรถยนต์ เอกสารแบบนี้มันเป็นความลับทางธุรกิจ คิดดูไม่มีนักธุรกิจใครที่ไหนให้หรอกครับ ถ้าจะให้วางเงินหลักประกัน และให้ต้องเอาเอกสารที่ไม่มีทางเป็นไปได้แบบนี้ แถมยังไม่แจ้งข้อหาแค่ตั้งข้อสงสัยอย่างนี้

“จับไปเถอะ แจ้งข้อหามาเลยดีกว่า แต่ถ้าไม่จับก็ต้องปล่อยรถออกมา ผมอดสงสัยไม่ได้ว่าที่ทำกันถึงขนาดนี้ น่าจะมีกลุ่มคนอกหักที่ยังไม่ยอมรับความจริงว่าตัวเองแพ้อยู่เบื้องหลังคอยกลั่นแกล้งเรามาแทบทุกขั้นตอนของการจำหน่ายรถล๊อตนี้ให้แก่ ขสมก.ขนาดอธิบดีกรมศุลกากร ท่านยังบอกว่า เอกสารถูกต้องครบถ้วนก็ปล่อยรถออกไปได้เลย แถมเจ้าหน้าที่ชุดนี้ขยันเกินครับสี่ทุ่มยังออกมาทำงานกัน”

“ย้ำอีกทีจับไปเลยครับ แต่ถ้าไม่จับต้องปล่อยรถ เพราะผมเสียหายต้องจ่ายที่จอดรถให้การท่าเรือแหลมฉบังวันละ 300,000 บาท ใครรับผิดชอบ” นายมาโนช กล่าว

ส่วนทางด้าน ดาโต๊ะ เอมราน บิน กาดีร์ ประธานบริษัท อาร์ แอนด์ เอคอมเมอเชียล วีฮีเคลส์ เอสดีเอ็น บีเอชดี โรงงานประกอบรถบัสล๊อตดังกล่าวนี้ กล่าวว่า เราไม่เคยเจอเรื่องแบบนี้มาก่อนเลย ตั้งแต่ทำธุรกิจมาตั้งแต่ปี  ค.ศ.1975 และเราได้แจ้งเรื่องราวที่เกิดขึ้นที่ท่าเรือแหลมฉบังให้ รัฐบาลมาเลเซียรับทราบถึงปัญหาของกรมศุลกากรไทยแล้ว

“ในฐานะนักธุรกิจมาเลเซีย ผมเสียใจที่เจ้าหน้าที่กรมศุลกากรไทยไม่เชื่อใจ ไม่เชื่อถือในเอกสารที่ออกโดยรัฐบาลมาเลเซีย ซึ่งเข้มงวดมากๆสำหรับเรื่องนี้ เราคงไม่ทำอะไรมั่วๆ ให้เสื่อมเสีย เพราะเรื่องการที่ตั้งข้อสงสัยแบบนี้ ผมถือว่าผิดมารยาทระหว่างประเทศอย่างมาก ประเทศในกลุ่มสมาชิก AEC เขาไม่ทำกัน”

บริษัทฯ เราไม่ใช่แค่โรงงานประกอบรถยนต์ทั่วไปแต่เป็นผู้นำเข้าและส่งออกอะไหล่และรถยนต์สำเร็จรูปมากมายหลายยี่ห้อ ได้รับความไว้วางใจจากรัฐบาลมาเลเซียและรัฐบาลประเทศอื่นๆ มากกว่า 35 ประเทศ

โดยเฉพาะรัฐบาลไทย กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพาณิชย์ ของประเทศไทย ได้มาตรวจสอบโรงงานพร้อมทั้งจดทะเบียนมาตรฐานอุตสาหกรรมมาตรฐานการส่งออกโดยเฉพาะกลุ่มประเทศสมาชิก AEC เราคงไม่ทำอะไรมักง่ายให้เสื่อมเสียชื่อเสียงของเราและประเทศของเราแน่นอน

“เราพร้อมที่จะให้ความร่วมมือกับข้อสงสัยของเจ้าหน้าที่ศุลกากรประเทศไทย ทันทีที่ท่านส่งเอกสารทักท้วงทวงถามข้อสงสัย เราพร้อมจะให้กระทรวงอุตสาหกรรมมาเลเซีย ดำเนินการตอบข้อซักถามทุกข้อโดยทันที” ดาโต๊ะ เอมราน บิน กาดีร์ กล่าว

then

CSR Video

X

Right Click

No right click