Saturday, 18 November 2017

อิออนกางแผนธุรกิจ 5 ปี

อิออนเปิดแผนธุรกิจ 5 ปี ทุ่มงบ 4,000 ลบ. รุก 3 ธุรกิจ พร้อมเตรียมนำบริษัทเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ฯ เผยปีนี้ทุ่ม 200 ลบ. เนรมิตอีก 8 สาขาทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด หนุนกวาดรายได้พุ่ง 7,500 ลบ.

มร.มาซามิสึ อิกุตะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อิออน (ประเทศไทย) จำกัด ดำเนินธุรกิจซุปเปอร์มาร์เก็ต ภายใต้แบรนด์ “แม็กซ์แวลู ซุปเปอร์มาร์เก็ต (Maxvalu Super Market)” และ “แม็กซ์แวลู ทันใจ (Maxvalu Tanjai)” เปิดเผยถึงแผนธุรกิจในปีระยะ 5 ปี (2559-2563) ว่า บริษัทจะใช้งบประมาณ 4,000 ล้านบาท ในการลงทุน 3 ธุรกิจ ประกอบด้วย 1. ซุปเปอร์มาร์เก็ต 2. ช้อปปิ้ง เซ็นเตอร์ และ 3. สเปเชียลตี้ ช็อป

โดยการลงทุนด้านซุปเปอร์มาร์เก็ต บริษัทจะดำเนินการขยายสาขาอย่างต่อเนื่องทั้งในส่วนของแบรนด์แม็กซ์แวลู ซุปเปอร์มาร์เก็ตและแม็กซ์แวลู ทันใจ ส่วนการลงทุนช้อปปิ้ง เซ็นเตอร์ จะเป็นศูนย์การค้าอิออนที่ยกต้นแบบมาจากประเทศญี่ป่นมาเปิดครั้งแรกในเมืองไทย ซึ่งคาดว่าจะมีการลงทุนในทำเลที่มีศักยภาพและมีการเดินทางได้อย่างสะดวกสบาย อาทิ เส้นทางด่วน, แนวรถไฟฟ้า, แนวรถไฟฟ้าความเร็วสูง เป็นต้น ซึ่งจะเป็นจุดที่จะก่อให้เกิดชุมชนใหม่ขึ้นในอนาคต ด้านการลงทุนสเปเชียลตี้ ช็อป จะเน้นการเปิดร้านค้าที่ยังไม่เคยมีในเมืองไทย โดยนำแบรนด์ที่ประสบความสำเร็จในประเทศญี่ปุ่นมาเปิดให้บริการในประเทศไทย

“นอกจากจะลงทุนในส่วนของการขยายสาขาและเปิดศูนย์การค้าแล้ว เรายังมีแผนที่จะแปรสภาพบริษัทเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งคาดว่าจะมีการดำเนินการภายในระยะเวลา 5 ปี โดยบริษัทมีแผนที่จะเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อเพิ่มเงินทุนของบริษัท และจะนำเงินไปลงทุนในส่วนของศูนย์การค้า ” มร.มาซามิสึ อิกุตะ กล่าว

ด้านแผนธุรกิจในปี 2559 บริษัทมีแผนที่จะทุ่มงบลงทุนกว่า 200 ล้านบาท ในการเปิดสาขาใหม่อีกประมาณ 8 สาขา ประกอบด้วย แบรนด์แม็กซ์แวลู ซุปเปอร์มาร์เก็ต จำนวน 3 สาขา ได้แก่ สาขาพัทยา ซึ่งจะเปิดให้บริการในวันที่ 1 เมษายน 2559 ส่วนอีก 2 สาขายังอยู่ระหว่างการพิจารณาการใช้ชื่อสาขา โดยตั้งอยู่ในเขตกรุงเทพมหานครและเขตปริมณฑล ทั้งนี้ ในการลงทุนต่อสาขาจะใช้งบประมาณ 50 ล้านบาทและมีพื้นที่ขายประมาณ 1,500 ตารางเมต

ส่วนอีก 5 สาขาที่จะเปิดให้บริการจะเป็นแบรนด์แม็กซ์แวลู ทันใจจะเป็นสาขาที่ตั้งอยู่ในใจกลางเมือง ตามคอนเซ็ปต์ของแม็กซ์แวลู ทันใจ ที่จะตั้งอยู่ในอาคารสำนักงานและคอนโดมิเนียม ซึ่งในการลงทุนต่อสาขาจะใช้งบประมาณ 10 ล้านบาทและมีพื้นที่กว่า 200 ตารางเมตร

สำหรับเป้าผลประกอบการในปี 2559 บริษัทมีการตั้งเป้ารายได้รับรู้จากแบรนด์แม็กซ์แวลู ซุปเปอร์มาร์เก็ตและแบรนด์แม็กซ์แวลู ทันใจ 7,500 ล้านบาท โดยจะเติบเพิ่มจากปี 2558 ที่ผ่านมา ซึ่งมีรายได้ที่ 7,000 ล้านบาท นอกจากนี้ ในปี 2560 บริษัทตั้งเป้ารายไว้เพิ่มจากปีนี้เป็น 9,000 ล้านบาท

“เรามีความมั่นใจว่า รายได้ในปีนี้จะถึง 7,500 ล้านบาทอย่างแน่นอน ซึ่งนอกจากการเปิดสาขาใหม่และการสร้างการรับรู้แล้ว เราจะเน้นในเรื่องการบริการเพิ่มมากขึ้น เพราะเราถือว่าเราเป็นซุปเปอร์มาร์เก็ตแบรนด์ญี่ปุ่น ที่มีมาตรฐานและ มี Know-how จากญี่ปุ่นโดยตรง โดยประเทศญี่ปุ่นจะมีจุดเด่นในเรื่องของการให้บริการที่ดี และจะนำเข้ามาปรับใช้กับพนักงานที่ให้บริการดีมากยิ่งขึ้น” มร.มาซามิสึ อิกุตะ กล่าว

ทั้งนี้ บริษัทมีการวางแผนในการทำการตลาดที่จะส่วนช่วยกระตุ้นให้ผลประกอบการเป็นไปตามเป้าที่ได้ตั้งไว้ ด้วยการสร้างจุดเด่นให้มีความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น ในการพัฒนากลุ่มสินค้าพร้อมทาน (Ready to Eat) ซึ่งถือว่าในปัจจุบันสินค้าของบริษัทมีความโดดเด่นกว่าแบรนด์อื่นๆ อยู่แล้ว แต่จะพัฒนาให้มีความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น ทั้งในส่วนของอาหารไทย อาหารฝรั่ง และอาหารจีน

รวมทั้ง ยังมีในส่วนของอาหารญี่ปุ่นที่เป็นความถนัดโดยตรง ซึ่งบริษัทจะพัฒนาให้มีความหลากหลายของเมนูมากยิ่งขึ้น ซึ่งในปัจจุบัน บริษัทกำลังจะเปิดศูนย์ PC Center เพื่อรองรับการเพิ่มกำลังการผลิตสินค้ากลุ่มอาหารพร้อมทาน นอกจากนี้ ยังมีกลยุทธ์ที่จะแข่งขันและสร้างความแตกต่างทางการตลาด ด้วยแคมเปญ PB (Private Brand) โดยจะใช้แบรนด์ว่า “ท็อป แวลู (Top Value)” โดยจะเพิ่มในส่วนของรายการสินค้าให้เพิ่มมากยิ่งขึ้นอีกด้วย

“โดยแคมเปญ PB (Private Brand) ของแบรนด์ท็อป แวลู (Top Value) เราจะใช้วิธีการผลิตและพัฒนาสินค้าต่างๆ ให้ตรงตามความต้องการของลูกค้าเป็นหลัก ด้วยการรับฟังความคิดเห็นจากลูกค้าเป็นหลัก ผ่านช่องทางที่หลากหลายช่องทาง เช่น กล่องรับฟังความคิดเห็น เป็นต้น

สำหรับคอนเซ็ปต์ของแบรนด์ท็อป แวลู (Top Value) เราจะเน้นเรื่องของคุณภาพเป็นสำคัญ โดยเฉพาะความปลอดภัยในการบริโภคที่จะต้องให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก สินค้าทุกชนิดที่เราผลิตนั้น เราจะใช้มาตรฐานของประเทศญี่ปุ่น อาทิ อาหารที่เราผลิต เราจะไม่ใช้สิ่งแปลกปลอม เคมี หรือส่วนผสมที่เป็นอันตราต่อสุขภาพ เป็นต้น” มร.มาซามิสึ อิกุตะ กล่าว

มร.มาซามิสึ อิกุตะ กล่าวต่อถึงการดำเนินการธุรกิจในประเทศไทยว่า ประเทศไทยเป็นตลาดที่มีการแข่งขันของตลาดการค้าปลีกที่สูงมาก โดยเฉพาะธุรกิจค้าปลีกที่มาจากต่างประเทศจะต้องแข่งขันกับกลุ่มค้าปลีกในประเทศ ซึ่งค่อนข้างที่จะทำตลาดได้ยากมาก

อย่างไรก็ตาม ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา บริษัทได้ผ่านปัญหาสภาวะเศรษฐกิจต่างๆ มากมาย อาทิ ปัญหาเศรษฐกิจในปี 2543 เป็นต้น ซึ่งบริษัทยังคงสามารถดำเนินธุรกิจผ่านพ้นปัญหามาได้ด้วยการรับฟังเสียงความต้องการของลูกค้าและนำมาพัฒนา ปรับปรุง ทั้งในส่วนของสินค้าที่ลูกค้าต้องการและการบริการที่สร้างความพึงพอใจ ตามคอนเซ็ปต์และนโยบายที่บริษัทได้มีการกำหนดไว้

“นอกจากการรับฟังความคิดเห็นของลูกค้าและสามารถตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าแล้ว ในอนาคตอาจจะยังไม่เพียงพอต่อการเติบโตและความเข้มแข็งของธุรกิจ เรายังคงสร้างความเชื่อมั่นอย่างต่อเนื่อง เราจะนำแนวทางของอิออน ประเทศญี่ปุ่น โดยจะมี Know-how และความเข้มแข็งทางตัวสินค้าค่อนข้างมาก และนำเข้ามาในเมืองไทย เพื่อสร้างความแปลกใหม่ให้กับลูกค้ามากขึ้น” มร.มาซามิสึ อิกุตะ กล่าว

มร.มาซามิสึ อิกุตะ กล่าวในตอนท้ายถึงสิ่งที่อยากจะฝากถึงลูกค้าว่า บริษัทมีเป้าหมายที่จะเป็น Healthy Supermarket คือ การเป็นซุปเปอร์มาร์เก็ตเพื่อสุขภาพ โดยจะนำ Know-how จากประเทศญี่ปุ่นเข้ามาดูแลในเรื่องของอาหารพร้อมทานที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ โดยจะมีการควบคุมปริมาณน้ำตาลหรือเกลือให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม

นอกจากนี้ บริษัทยังจะดูแลในส่วนของผักและผลไม้ออกแกนิกที่อยู่ในกลุ่มที่ปลอดสารพิษ รวมทั้งจะมีการคัดเลือกผลิตภัณฑ์อาหารกระป๋องต่างๆ ที่มีสารเจือปนน้อยที่สุดมาจำหน่ายให้กับผู้บริโภค เพื่อให้ลูกค้ามีความมั่นใจว่า จะมีการบริหารในส่วนของ Healthy Food ที่เป็นสินค้าที่รับประทานแล้วสุขภาพดีอย่างแน่นอน

then

CSR Video