Saturday, 18 November 2017

แชฟฟ์เลอร์ขยายโรงงานในประเทศไทย

แชฟฟ์เลอร์ รับบีโอไอหนุน ปักหมุดโรงงานที่นิคมอุตสาหกรรมเหมราช 2 มูลค่าการลงทุน 800 ลบ. เจาะกลุ่มลูกค้าญี่ปุ่น รวมถึงยุโรปและอเมริกา เตรียมเปิดไลน์การผลิตสินค้ากลุ่ม  Clutch กลุ่ม  Engine และกลุ่ม Transmission ในไตรมาสแรก พร้อมวางเป้าผลิตสินค้ามากกว่า 10 ประเภทในปี 2563 ป้อนผู้ประกอบการอุตสาหกรรมยานยนต์เต็มพิกัด

คุณจุนอิชิ ชิมาดะ ประธานฝ่ายยานยนต์ ดูแลภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแปซิฟิก บริษัท แชฟฟ์เลอร์ แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับการก่อสร้างขยายโรงงานในประเทศไทยที่นิคมอุตสาหกรรมเหมราช โครงการสอง จังหวัดชลบุรี บนพื้นที่ 33 ไร่ (55,000 ตารางเมตร) ว่า ใช้งบในการดำเนินการประมาณ 800 ล้านบาท โดยได้มีการวางศิลาฤกษ์เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2558 ปัจจุบันการก่อสร้างโรงงานเกือบเสร็จสมบูรณ์ ขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนการย้ายอุปกรณ์เครื่องจักรจากโรงงานเดิมที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะ ซิตี้ ระยอง

โดยโรงงานแห่งนี้ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอ ซึ่งจะได้รับสิทธิประโยชน์ เช่น ได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นเวลา 7 ปี สำหรับการประกอบกิจการที่ได้รับการส่งเสริม (บริษัทได้รับการส่งเสริมใหม่ 4 ผลิตภัณฑ์), ได้รับการยกเว้นภาษีอากรนำเข้าสำหรับวัตถุดิบและวัสดุจำเป็นที่ต้องนำเข้ามาจากต่างประเทศเพื่อใช้ในการผลิตเพื่อการส่งออก และได้รับการยกเว้นไม่ต้องนำเงินปันผลจากกิจการที่ได้รับการส่งเสริม ไปรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล ตลอดระยะเวลาที่ผู้ได้รับการส่งเสริมได้รับยกเว้นภาษี

สำหรับสินค้าที่มีแผนผลิตในปีนี้ ได้แก่ 1. Clutch sets  2. Belt Tensioner  3. Synchronizer Middle Ring ตามลำดับ และมีแผนจะวางจำหน่ายสินค้าในช่วงไตรมาส 3  โดยกำลังการผลิตของสินค้าแต่ละประเภทจะขึ้นอยู่กับความต้องการของลูกค้าเป็นหลัก โดยบริษัทสามารถปรับเพิ่มกำลังการผลิตได้ตามความต้องการของลูกค้า ทั้งนี้ บริษัทมีเป้าหมายว่าในปี 2563 โรงงานแห่งนี้จะผลิตสินค้าทั้งหมด 10 ประเภท เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจรถยนต์ ซึ่งจะมีการปรับแผนธุรกิจทุก 3-4 ปี

“แชฟฟ์เลอร์เป็นบริษัทเยอรมัน มีฐานลูกค้ากลุ่มยุโรปและอเมริกาเป็นหลัก ซึ่งช่วงแรกฐานลูกค้ากลุ่มญี่ปุ่นยังมีไม่มากนัก ต่อมาเราได้เล็งเห็นศักยภาพในการเติบโตของตลาดรถยนต์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะประเทศไทย ซึ่งค่ายรถยนต์ส่วนใหญ่เป็นค่ายญี่ปุ่นใกล้เคียงกับตลาดรถยนต์ในประเทศญี่ปุ่น

เราจึงขยายโรงงานในประเทศไทยเพื่อเป็นฐานการผลิตและขยายฐานลูกค้า เจาะตลาดลูกค้ากลุ่มรถยนต์ค่ายญี่ปุ่นเพิ่มมากขึ้น รวมทั้ง ลูกค้ากลุ่มยุโรปและอเมริกา เนื่องจากตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีการใช้รถปิกอัพและรถเล็กเป็นจำนวนมาก ซึ่งเราคาดการณ์ว่าค่ายรถยนต์จากยุโรปและอเมริกาต่างมุ่งทำตลาดรถปิกอัพและรถขนาดเล็กในภูมิภาคนี้เช่นกัน เช่น รถอีโคคาร์ เป็นต้น

แชฟฟ์เลอร์เป็นองค์กรที่ดำเนินธุรกิจทั้งการผลิตและจำหน่าย เราจึงพัฒนาทุกด้านควบคู่กันอยู่เสมอทั้งการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์และการพัฒนายอดขาย โดยตั้งเป้าให้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตและจำหน่ายขนาดใหญ่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โรงงานเราจึงไม่เพียงแต่รองรับการเติบโตของตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่สนับสนุนตลาดประเทศญี่ปุ่นอีกด้วย” คุณชิมาดะ กล่าว

สำหรับวัตถุประสงค์ในการสร้างโรงงานแห่งนี้ประกอบด้วย  1. เพื่อเป็นฐานการผลิตและจำหน่ายสินค้าในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งญี่ปุ่น  2. เพื่อดูแลลูกค้าของแชฟฟ์เลอร์ให้ได้รับความสะดวกมากขึ้น เนื่องจากโรงงานตั้งอยู่ในพื้นที่ใกล้กับลูกค้า 3. มีความร่วมมือทางธุรกิจมากขึ้นโดยเฉพาะแชฟฟ์เลอร์ในประเทศไทย ญี่ปุ่น และสำนักงานใหญ่ที่เยอรมนี เพื่อเจาะตลาดลูกค้าค่ายรถญี่ปุ่น และโรงงานแห่งใหม่จะเป็นศูนย์กลางด้านความร่วมมือระหว่างหลายประเทศ

ด้านจุดเด่นของแชฟฟ์เลอร์ที่ทำให้สามารถแข่งขันในตลาดได้อย่างมีศักยภาพ ประกอบด้วย นวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดในอนาคต อย่างเช่น ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยลดโลกร้อน เป็นต้น รวมทั้งการได้รับการรับรองมาตรฐานสากล เพราะแชฟฟ์เลอร์คำนึงถึงคุณภาพของสินค้าเป็นสำคัญ ปัจจุบันโรงงานได้ผ่านการรับรองมาตรฐาน ISO/TS 16949 และ ISO 9001 เรียบร้อยแล้ว และมีแผนในการยื่นขอการรับรองมาตรฐาน ISO 14001 สำหรับโรงงานใหม่ในปี 2559 อีกทั้งแชฟฟ์เลอร์มีสำนักงานตั้งอยู่เกือบทุกประเทศ จึงทำให้การทำงานและกระจายสินค้าเป็นไปอย่างสะดวกและรวดเร็ว สามารถเข้าถึงและดูแลลูกค้าของแชฟฟ์เลอร์ทุกภูมิภาคทั่วโลก

คุณชิมาดะ กล่าวต่อว่า บริษัทตั้งเป้าให้รายได้เติบโตอย่างต่อเนื่อง 4 - 5% ทุกปี ส่วนรายได้รวมทั่วโลกของแชฟฟ์เลอร์ในปี 2557 เท่ากับ 12,100 ล้านยูโร และในไตรมาสที่สาม ปี 2558 เดือนกันยายน ยอดรายได้รวมประมาณ 10,000 ล้านยูโร สำหรับเป้าหมายในการดำเนินธุรกิจ ปัจจุบันแชฟฟ์เลอร์ติดอันดับ 1 ใน 10 ผู้นำธุรกิจแบริ่งระดับโลกและจะพยายามรักษาให้อยู่ในระดับนี้ตลอดไป

ส่วนหลักการบริหารและพัฒนาบุคคลากร แชฟฟ์เลอร์จะส่งบุคลากรที่มีความรู้ความชำนาญ เช่น จากบริษัทแม่ประเทศเยอรมนี จากแชฟฟ์เลอร์ญี่ปุ่น ผลัดเปลี่ยนเข้ามาบริหารและถ่ายทอดความรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับพนักงานไทย นอกจากนี้ ยังได้สนับสนุนส่งพนักงานไปฝึกอบรมหรือทำงานที่แชฟฟ์เลอร์สาขาต่างๆ เพื่อเรียนรู้การบริหารการตลาด แล้วนำมาประยุกต์ใช้กับตลาดในประเทศไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ เสริมสร้างประสบการณ์ ความแข็งแกร่งและเป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วโลก ดังวิสัยทัศน์ขององค์กรที่ว่า “Together we move the world เราจะขับเคลื่อนโลกนี้ไปด้วยกัน”

then

CSR Video