Saturday, 18 November 2017
Warning: copy(): php_network_getaddresses: getaddrinfo failed: Name or service not known in /home/bizfocus/domains/bizfocusmagazine.com/public_html/plugins/content/mavikthumbnails/mavikthumbnails.php on line 674 Warning: copy(http://bizfocusmagazine.comimages/Biz_Interview/2015/bfi_035/powersolution/คุณพระนาย กังวาลรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่ บริษัท เพาเวอร์โซลูชั่น เทคโนโลยี จำกัด_PSTC.JPG): failed to open stream: php_network_getaddresses: getaddrinfo failed: Name or service not known in /home/bizfocus/domains/bizfocusmagazine.com/public_html/plugins/content/mavikthumbnails/mavikthumbnails.php on line 674

PSTC Q3 กำไรสุทธิ 15 ลบ.

PSCT เผย Q3/58 กำไรสุทธิ 15.18 ลบ. บวกกลับ 240% เตรียมทุนกว่า 880 ลบ. เพื่อลงทุนโรงไฟฟ้าชีวมวล 5 โรง รวม 5 MW และเข้าซื้อกิจการโรงงานไฟฟ้าชีวภาพ 3 โรง รวม 7 MW คาดตั้งแต่ ปี 59  เติบโตก้าวกระโดดจากโรงไฟฟ้าที่จะทยอยรับรู้รายได้กว่า 10 M พร้อมมี PPA ชีวมวล-ชีวภาพรอสร้างอีก 6 MW ในปี 60 ด้านความคืบหน้าในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่เพชรบุรี ปัจจุบันแล้วเสร็จ โดยจะเริ่มจำหน่ายไฟฟ้าในเดือนธันวาคมนี้

คุณพระนาย กังวาลรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่ บริษัท เพาเวอร์โซลูชั่น เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) หรือ PSTC ผู้นำด้านการบริหารจัดการระบบไฟฟ้าและพลังงานของประเทศ เปิดเผยผลประกอบการไตรมาสที่ 3 ของปี 2558 ว่า บริษัทมีกำไรสุทธิ  15.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 240% จากช่วง 6เดือนแรกของปี 2558 ที่ขาดทุน 11.3 ล้านบาท ทำให้มีงบ 9 เดือนกลับมาบวก 4.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายมากขึ้น และในไตรมาส 4 บริษัทยังมี backlog อีกมากกว่า 160 ล้านบาท ซึ่งภาพรวมยังเป็นไปตามเป้าหมายเดิมที่วางไว้ในปี 2558 จะเติบโตเพิ่มขึ้น 15-20%

นอกจากนี้ บริษัทเตรียมเพิ่มทุน 880 ลบ. ลงทุนโรงไฟฟ้าชีวมวล-ชีวภาพ โดยจะเพิ่มทุนจดทะเบียน จากทุนจดทะเบียนเดิม 225 ล้านบาท เป็นทุนจดทะเบียนใหม่ 492.5 ล้านบาท โดยออกหุ้นสามัญเพิ่มทุน 2,680 ล้านหุ้นเพื่อเสนอขายผู้ถือหุ้นรายเดิมตามสัดส่วนการถือหุ้น  (Right Offering) ในอัตราส่วน 1:1 ในราคา 0.40 บาท และให้ใบสำคัญสิทธิ์ (PSTC-W1) กับผู้ถือเดิมในอัตรา 5:1 โดยมีราคาใช้สิทธิ์ที่ 0.05 บาท

ทั้งนี้ การเพิ่มทุนดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ลงทุนโรงงานไฟฟ้าชีวมวลและชีวภาพ รวมถึงโครงการพลังงานทดแทนอื่นๆ โดยบริษัทจะลงทุนโรงไฟฟ้าชีวมวล 5 โรง ขนาดกำลังการผลิตโรงละ 1 เมกะวัตต์ ที่จังหวัด ที่จังหวัดชัยนาท, ชลบุรี, นครศรีธรรมราช, สุโขทัย และอุดรธานี มูลค่าการลงทุนโรงละ 120 ล้านบาท ซึ่งมีแผนก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2559-2560

ในส่วนโรงไฟฟ้าชีวภาพ บริษัทจะลงทุนซื้อกิจการโรงไฟฟ้า 2 โรง ที่จังหวัดสุพรรณบุรี มูลค่ารวมกว่า 600 ล้านบาท ได้แก่โรงไฟฟ้าชีวภาพ ขนาดกำลังการผลิต 4 เมกะวัตต์ ของบริษัท อรัญ เพาเวอร์จำกัด และขนาดกำลังการผลิต 2 เมกะวัตต์ ของบริษัท เศรษฐีสุพรรณ ไบโอกรีน เพาเวอร์ จำกัด โดยโรงไฟฟ้าชีวภาพทั้ง 2 โรง เป็นโรงไฟฟ้าที่ใช้วัตถุดิบน้ำเสียจากโรงน้ำตาลและโรงงานเอทานอล ซึ่งปัจจุบันได้มีการเดินเครื่องผลิตอย่างมีประสิทธิภาพอยู่แล้ว นอกจากนี้ บริษัทยังมีโรงไฟฟ้าชีวภาพอีก 1 โรง ในชื่อบริษัท นวรัตน์ บีเวอร์เรส จำกัด มีตั้งอยู่ที่จังหวัดบุรีรัมย์ โดยบริษัทจะเข้าซื้อยังมีใบ PPA โรงไฟฟ้าขนาด 4 MW  ที่กำหนดขายไฟฟ้าปลายปี 2560 อยู่อีก 1 โรง ซึ่งบริษัทจะได้พิจารณาจัดสร้างต่อไป

คุณพระนาย กล่าวต่อว่า จากแผนการลงทุนโรงไฟฟ้าชีวมวล-ชีวภาพดังกล่าว ซึ่งจะทยอยรับรู้รายได้ตั้งแต่ปี 2559 เป็นต้นไป จะส่งผลให้ผลประกอบการของบริษัทตั้งแต่ปี 2559 เป็นต้นไปเติบโตในลักษณะก้าวกระโดด โดยในปี 2559 บริษัทจะเริ่มรับรู้รายได้จากโรงไฟฟ้าชีวภาพ 3 โรง กำลังการผลิตรวม 7 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าที่ดำเนินการผลิตแล้วในปัจจุบันได้แก่ โรงไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ 3 โรง กำลังการผลิตรวม 4 เมกะวัตต์ จากโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งจะเริ่มจำหน่ายไฟในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปีนี้ รวมถึงชีวมวลที่อยู่ระหว่างการดำเนินการก่อสร้างอีก 2 โรง ที่จังหวัดชลบุรีและชัยนาท ซึ่งมีแผนจะเริ่มจำหน่ายไฟภายในปี 2559

นอกจากนี้ ในปี 2560 บริษัทจะเริ่มรับรู้รายได้จากโรงไฟฟ้าชีวมวลอีก 3 โรง ที่จังหวัดสุโขทัย, อุดรธานี และนครศรีธรรมราช รวมกำลังการผลิต 3 เมกะวัตต์ นอกจากนี้ บริษัทยังมีสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) อีก 6 MW ซึ่งแบ่งเป็น ชีวมวล 2 MW และชีวภาพ 4 MW ซึ่งอยู่ระหว่างการวางแผนโครงการก่อสร้าง

ขณะเดียวกัน บริษัทยังอยู่ระหว่างการยื่นเสนอโครงการผลิตไฟฟ้าโซล่าร์ฟาร์มหน่วยงานราชการและสหกรณ์ โดยบริษัทจะได้มีการลงนามบันทึกความเข้าใจ ( เอ็มโอยู) กับหน่วยงานราชการและสหกรณ์การเกษตรลายแห่งและได้ยื่นเอกสารกับทาง กกพ. ไปเรียบร้อยแล้ว ซึ่งบริษัทคาดหวังว่าจะมีโอกาสได้งานจำนวนหนึ่ง และรวมถึงโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานขยะที่อยู่ระหว่างรอการพิจารณาตอบรับซื้อไฟฟ้าจำนวน 1 โครงการ รวม 8 เมกะวัตต์ ที่จังหวัดสุรินทร์

โดยในส่วนของจังหวัดสุรินทร์มีโอกาสที่จะได้รับการพิจารณาอนุมัติตอบรับซื้อไฟฟ้าในไตรมาส 4 ของปี 2558 ทั้งนี้ ในส่วนธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนนี้ บริษัทตั้งเป้าจะมี  PPA ให้ได้ถึง 100 เมกะวัตต์ ภายในปี 2560 หากทางภาครัฐเปิดยื่นเสนอขายไฟฟ้า ทั้งในรูป FIT หรือในรูป Competitive Bidding ทั้งนี้ บริษัทยังคงมีการศึกษาและมองหาพันธมิตรเพื่อเสริมสร้างโอกาสในธุรกิจพลังงานทดแทนมากยิ่งขึ้น

“การเดินหน้าขยายโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนของบริษัท ไม่ว่าจะเป็นโครงการโรงไฟฟ้าชีวมวล ชีวภาพ แสงอาทิตย์ รวมถึงโครงการพลังงานทดแทนอื่นๆ (ลมและขยะ) ซึ่งอยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุน จะทำให้บริษัทรับรู้รายได้จากธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนเพิ่มขึ้นอย่างมาก ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์และศักยภาพในการดำเนินธุรกิจที่แข็งแกร่งของ PSTC ที่มุ่งสู่การเป็นผู้นำด้านการบริหารจัดการระบบไฟฟ้าและพลังงานของประเทศแบบครบวงจร นอกจากนี้ PSTC ยังมุ่งมั่นที่จะเฟ้นหาโครงการพลังงานทดแทนใหม่ๆ ที่มีโอกาสและศักยภาพในการลงทุน เพื่อสร้างการเติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืนต่อไป” คุณพระนาย กล่าว

อนึ่ง บริษัท เพาเวอร์ โซลูชั่น เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) หรือ PSTC ก่อตั้งเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2544 โดยบริษัท เอ็ม.วี.ที. คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) ร่วมกับกลุ่มผู้บริหารแผนกระบบสำรองไฟฟ้าของ บริษัท เอ็ม.วี.ที. คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) เนื่องจากเล็งเห็นถึงโอกาสและการขยายตัวของกลุ่มผลิตภัณฑ์ด้านระบบสำรองไฟฟ้า โดยในช่วงแรกมีวัตถุประสงค์เพื่อประกอบธุรกิจจัดจำหน่ายและให้บริการระบบสำรองไฟฟ้าสำหรับระบบสื่อสารโทรคมนาคม (Telecommunication Power Backup Solution) ที่มีคุณภาพและมาตรฐานสูง ให้กับหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน จากนั้นบริษัทได้ขยายธุรกิจไปในด้านการให้บริการระบบตรวจวัดและจัดการสภาพแวดล้อม (Monitoring and Management Solution) ธุรกิจด้านพลังงานทดแทน (Renewable Energy Solution) ทั้งในด้านพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Power) พลังงานลม (Wind Power) และพลังงานชีวมวล (Biomass Power) และธุรกิจด้านการอนุรักษ์พลังงานและระบบอื่นๆ (Energy Saving Solution)

ด้านความคืบหน้าในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี ขนาด 1 เมะวัตต์ โดยตั้งอยู่บนพื้นที่ 12 ไร่จากพื้นที่รวม 16 ไร่ ซึ่งได้เริ่มดำเนินการเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ขณะนี้การก่อเสร็จเรียบร้อยแล้วทั้งในส่วนของการติดตั้งระบบ การติดตั้งเครื่องจักร และการติดตั้งแผงโชล่าร์เซลล์ ทั้งนี้ในระหว่างการดำเนินการไม่มีปัญหาหรืออุปสรรคแต่อย่างใด

สำหรับกระแสไฟฟ้าที่ผลิตได้จากโรงไฟฟ้าแห่งนี้ บริษัทจะจำหน่ายให้แก่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) 100% ในอัตราคงทีเป็นระยะเวลา 25 ปี ซึ่งในปัจจุบันอยู่ในระหว่างขั้นตอนการเชื่อมต่อไฟฟ้ากับทาง กภฟ. และคาดว่าจะสามารถเริ่มจำหน่ายกระแสไฟฟ้าได้ภายในเดือนธันวาคมนี้  

then

CSR Video