Saturday, 18 November 2017

เอ็ม.อี. เมดิเทคประกาศศักยภาพความสำเร็จ 45 ปี

เอ็ม.อี. เมดิเทค ตอกย้ำความสำเร็จกว่า 4 ทศวรรษ เปิดแผนธุรกิจปี 59 เดินหน้ารุกตลาดถุงบรรจุอาหารเหลว เจาะกลุ่มผู้ป่วยที่รักษาตัวอยู่ที่บ้าน คาดปีนี้เติบโตเพิ่ม 7% ด้วยยอดขาย 300 ลบ. พร้อมชูจุดเด่นองค์กรการันตีผลงานคุณภาพ สร้างความเชื่อมั่นให้แก่ลูกค้า

คุณจารุเดช คุณะดิลก กรรมการบริหาร บริษัท เอ็ม.อี. เมดิเทค จำกัด เปิดเผยว่า ธุรกิจผลิตและจำหน่ายอุปกรณ์ทางการแพทย์ของบริษัทที่ดำเนินมายาวนานถึง 45 ปีในปีนี้ เป็นหนึ่งในสี่ปัจจัยหลักในการดำเนินชีวิตของมนุษย์ (อาหาร, เสื้อผ้า, ที่พักอาศัย และยารักษาโรค) โดยการเติบโตของบริษัทจะอิงตามโรคภัยไข้เจ็บที่เกิดขึ้น ซึ่งแบ่งเป็นออกเป็น 2 ลักษณะ ได้แก่ การป่วยแบบเฉียบพลันและการป่วยแบบเรื้อรัง

โดยธุรกิจที่บริษัทดำเนินการในสายเวชภัณฑ์จะรองรับความต้องการของผู้ป่วยทั้งสองกลุ่มได้เป็นอย่างดี ปัจจุบัน บริษัทมีส่วนแบ่งการตลาดชุดน้ำเกลือประมาณ 70% ซึ่งสูงเป็นอันดับหนึ่งของประเทศ โดยโรงพยาบาลส่วนใหญ่ ทั้งภาครัฐและเอกชนจะใช้ชุดน้ำเกลือสารพัดยี่ห้อที่ผลิตโดยบริษัทมาแรมนาน

สำหรับทิศทางการดำเนินงานในปี 2559 บริษัทมีแผนรุกตลาดถุงบรรจุอาหารเหลว โดยจะเจาะกลุ่มผู้ป่วยระยะพักฟื้นที่มีความจำเป็นต้องรับประทานผ่านสายให้อาหาร หรือไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ เช่น คนไข้ที่ผ่าตัดสมองและนอนเตียงไม่รู้สึกตัว หรือผู้ป่วยสูงอายุที่นอนอยู่บ้านเป็นต้น ซึ่งบริษัทเน้นการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่สอดรับและเอื้อต่อการดูแลผู้ป่วยได้ต่อเนื่องทั้งระหว่างและหลังการนอนพักในโรงพยาบาล ให้สะดวกและประหยัดค่าใช้จ่ายโดยไม่ต้องพึ่งพาการนำเข้า ปัจจุบันบริษัทมีส่วนแบ่งการตลาดในธุรกิจนี้ประมาณ 50% จากการประเมินการให้อาหารทั้งปีทั้งผู้ป่วยในและผู้ป่วยนอก

“จากการดำเนินธุรกิจผลิตถุงบรรจุอาหารเหลวมากว่า 10 ปี เราได้มุ่งเน้นกลุ่มผู้ป่วยในมาตลอด เติบโตแบบก้าวกระโดดทีละน้อย ในปีนี้เราให้ความสำคัญกับธุรกิจนี้มากยิ่งขึ้น โดยจะออกสู่ตลาดอย่างหนักแน่น เจาะกลุ่มผู้ป่วยที่รักษาตัวอยู่ที่บ้านให้มากยิ่งขึ้น เป็นต้น ขณะนี้เราอยู่ระหว่างการพัฒนาช่องทางการจำหน่ายตรงไปยังกลุ่มผู้ป่วยต่างๆให้มากขึ้น เน้นความสะดวกในการสั่งซื้อ และบริการหลังการขายที่มีประสิทธิภาพ คาดว่าจะทำให้ส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มมากขึ้นได้แน่นอน” คุณจารุเดช กล่าว

คุณจารุเดช กล่าวต่อถึงส่วนแบ่งการตลาดโดยรวมในปี 2559 ว่า บริษัทจะคงนโยบายหลัก โดยกำหนดเกณฑ์ส่วนแบ่งทางการตลาดไม่ให้เกิน 70%  เพื่อเปิดทางให้คู่แข่งสามารถอยู่ได้และหลีกเลี่ยงสถานการณ์สงครามราคา อย่างไรก็ตาม หากผลิตภัณฑ์ใดที่ยังสามารถเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดได้อยู่ ทางบริษัทก็จะมุ่งเน้นเจาะตลาดใหม่ๆ เช่น ผู้ป่วยด้วยโรคเรื้อรัง ตลาดผู้สูงอายุ เพราะเชื่อว่าในอนาคตกลุ่มผู้ป่วยดังกล่าวจะมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นโดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงวัย กล่าวคือ บริษัทจะพัฒนาและเติบโตตามโรคต่างๆที่มีการรักษาได้ทั่วถึงและมากขึ้น และโตตามอัตราขยายตัวของประชากรที่เป็นผู้สูงอายุ ซึ่งจะทำให้บริษัทมีโอกาสพัฒนาเวชภัณฑ์ใหม่ๆเพิ่มได้มากขึ้น

ด้านอัตราการเจริญเติบโตรายปี บริษัทจะไม่ตั้งเป้าแบบก้าวกระโดด เพราะเป็นสิ่งที่ท้าทายมากหากจะอิงกับประชากรที่ป่วยด้วยโรคต่างๆ จึงตั้งเป้าให้อยู่ที่ตัวเลขหลักเดี่ยว โดยคาดไว้ว่าจะมียอดขายปีนี้ถึง 300 ล้านบาท เพิ่มจากปีก่อนประมาณ 7% ซึ่งน่าจะใกล้เคียงกับงบประมาณด้านสาธารณสุขของประเทศ

คุณจารุเดช กล่าวต่อถึงจุดเด่นของผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้ามายาวนานกว่า 4 ทศวรรษว่า ประกอบด้วยประเด็นด้านคุณภาพอยู่มากในฐานะที่เป็นเครื่องมือแพทย์ ซึ่งบริษัทได้รับรางวัล อ.ย. Quality Award ติดต่อกันมาถึง 4 ปีแล้ว เป็นการตอกย้ำถึงสถานประกอบการด้านเครื่องมือแพทย์ ที่มีคุณธรรมและจริยธรรมในการผลิตและจำหน่ายสินค้าทางสุขภาพที่ได้มาตรฐานและปลอดภัย รวมทั้งยังได้รับการรับรองมาตรฐานสากลเฉพาะด้าน เช่น ISO 13485 : 2003 สำหรับอุปกรณ์ทางการแพทย์ และได้รับการรับรองหลักเกณฑ์และวิธีการที่ดีในการผลิตเครื่องมือแพทย์ (THAI GMP) จากกระทรวงสาธารณสุข เป็นต้น โดยทั้งหมดเป็นกลไกหลักที่ทำให้ลูกค้ามีความเชื่อมั่นในบริษัทได้อย่างมาก

then

CSR Video