Tuesday, 12 December 2017

มร.โอลิเวอร์ เย้ กรรมการผู้จัดการบริษัท ไวด์ เฟธ ฟู้ด จำกัด

“ไวด์ เฟธ ฟู้ด” ทุ่ม 2,000 ลบ. สร้างโรงงานแห่งที่ 3

“ไวด์ เฟธ ฟู้ด” ผู้นำด้านผลิตภัณฑ์ขนมขบเคี้ยวเพื่อสุขภาพ เดินหน้าขยายธุรกิจ อัดงบ 2,000 ล้านสร้างโรงงานแห่งที่ 3 ในนิคมอุตสาหกรรมเหมราชชลบุรี 2 ลั่นกำลังการผลิตสูงถึง 45,000 ตันต่อปี เร่งผลิตเพื่อส่งออกสนองความต้องการตลาด พร้อมคืนทุนได้ภายใน 5 ปี

มร.โอลิเวอร์ เย้ กรรมการผู้จัดการบริษัท ไวด์ เฟธ ฟู้ด จำกัด ผู้นำด้านผลิตภัณฑ์ขนมขบเคี้ยวเพื่อสุขภาพที่ทำจากข้าว กล่าวถึงเหตุผลในขยายการลงทุนเพิ่มด้วยการก่อสร้างโรงงานแห่งที่ 3 ว่า สืบเนื่องจากข้อมูลตัวเลขยอดค้าปลีกในตลาดโลกของผลิตภัณฑ์ขนมขบเคี้ยวเพื่อสุขภาพ (Snack Foods) มีมูลค่ารวม 374 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ต่อปี และมีโอกาสเติบโตอีก 2% ในทุกๆ ปี โดยแบ่งเป็นตลาดยุโรป (Europe) 167 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ต่อปี ตลาดอเมริกาเหนือ (North America) 124 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ต่อปี

รวมทั้ง ตลาดเอเชียแปซิฟิก (Asia-Pacific) 46 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี ตลาดลาตินอเมริกา (Latin America) 30 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี ตลาดตะวันออกกลางและแอฟริกา (Middle East/Africa) 7 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี ซึ่งที่ผ่านมาตลาดที่มีโอกาสเติบโตได้เร็วที่สุดคือ ตลาดเอเชียแปซิฟิกกับลาตินอเมริกา โดยจะเติบโตเป็น 2 เท่าของตลาดยุโรปและอเมริกา

นอกจากนี้ บริษัทยังมองว่าขนมขบเคี้ยวเพื่อสุขภาพเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่มาก มีโอกาสที่จะเติบโตได้อีกมาก และในอนาคตผู้บริโภคโดยเฉพาะผู้หญิงจะหันมาทานอาหารประเภทขนมขบเคี้ยวเพื่อสุขภาพมากยิ่งขึ้น โดยอาจจะมาแทนอาหาร 3 มื้อ อีกทั้งทานแล้วมีประโยชน์ต่อร่างกาย รสชาติอร่อย แคลอรี่ต่ำ และปราศจากไขมันทรานส์ ในจุดนี้จึงมองว่ามีโอกาสเติบโตได้อีกกว่า 45% และอีกประเด็นที่สำคัญคือ ประเทศไทยมีความเหมาะสมที่สุดสำหรับการผลิตและพัฒนาผลิตภัณฑ์ขนมขบเคี้ยวของบริษัท เนื่องจากตั้งอยู่ใกล้แหล่งวัตถุดิบ คือ ข้าว และยังสะดวกต่อการส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศอีกด้วย

มร.โอลิเวอร์ เย้ กล่าวต่อว่าจากปัจจัยดังกล่าวทำให้บริษัททุ่มเงินลงทุนกว่า 2,000 ล้านบาท เพื่อก่อสร้างโรงงานแห่งที่ 3 บนพื้นที่ 33 ไร่ ในนิคมอุตสาหกรรมเหมราชชลบุรี 2 โดยแบ่งการลงทุนออกเป็น 3 เฟส โดยเฟสแรกใช้เงินลงทุน 600 ล้านบาท สำหรับการก่อสร้างโรงงานใหม่พร้อมออฟฟิศและโชว์รูมสินค้า มีไลน์การผลิตทั้งหมด 3 ไลน์ และจะติดตั้งเครื่องจักรใหม่ที่มีเทคโนโลยีทันสมัย ซึ่งบริษัทเป็นผู้ออกแบบและพัฒนาเอง ทำให้สามารถผลิตสินค้าเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ด้วยกำลังการผลิตสูงถึง 11,250 ตันต่อปี

“ไวด์ เฟธ ฟู้ด” ทุ่ม 2,000 ลบ. สร้างโรงงานแห่งที่ 3

ส่วนความคืบหน้าการก่อสร้างในเฟสแรก ปัจจุบันได้เริ่มดำเนินการแล้วตั้งแต่เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา โดยมีกำหนดแล้วเสร็จและพร้อมเปิดไลน์การผลิตในช่วงไตรมาส 3 ปี 2560 ส่วนการลงทุนในเฟสที่ 2 จะดำเนินการก่อสร้างประมาณสิ้นปีนี้ จากนั้นจะเริ่มดำเนินการก่อสร้างในเฟสที่ 3 ต่อเนื่อง โดยคาดว่าจะเสร็จสมบูรณ์และพร้อมดำเนินการผลิตรวมทั้ง 3 เฟสได้ในปี 2563 ซึ่งจะทำให้โรงงานแห่งใหม่นี้มีกำลังการผลิตรวมสูงถึง 45,000 ตันต่อปี

“โลเคชั่นของประเทศไทยดีมาก เป็นหัวใจในภูมิภาคเซาท์อีสเอเชียที่กำลังเติบโตมาก มีสิ่งอำนวยความสะดวกในหลายๆ ด้าน ทั้งการนำเข้าส่งออก มีกฎหมายที่เอื้อต่อการเข้ามาลงทุน มีแหล่งวัตถุดิบที่สามารถนำมาใช้ในการผลิต การมาลงทุนในประเทศไทยจึงง่ายกว่าและได้มาตรฐานกว่าประเทศอื่นๆ ในแถบนี้  ที่สำคัญข้าวของประเทศไทยขึ้นชื่อมีชื่อเสียง เมื่อเราใช้ข้าวเป็นวัตถุดิบหลักแล้ว เราก็ควรจะเลือกประเทศไทยเป็นฐานการผลิต

ส่วนเหตุผลที่เราไม่ก่อสร้างโรงงานทั้ง 3 เฟสพร้อมกัน เพราะเราจะมีการพัฒนาเครื่องจักรอย่างต่อเนื่อง เฟสแรกจึงต้องดำเนินการให้เร็วที่สุด และจะต้องเร่งผลิตสินค้าให้ทันกับความต้องการของตลาดที่มีมากกว่ากำลังผลิตของเรา ประกอบกับปี 2559-2560 เราต้องขยายตลาดเพิ่ม แต่กำลังการผลิตในปัจจุบันเต็มกำลังแล้ว เมื่อต้องการขยายตลาดจึงจำเป็นต้องเพิ่มกำลังการผลิตอย่างเร่งด่วน โดยกำลังการผลิตที่จะใช้สำหรับรองรับความต้องการตลาดในปีนี้และปีหน้า คือเฟสแรกที่มีกำลังการผลิต 11,250 ตันต่อปีของโรงงานแห่งที่ 3 ” มร.โอลิเวอร์ เย้ กล่าว

มร.โอลิเวอร์ เย้ กรรมการผู้จัดการบริษัท ไวด์ เฟธ ฟู้ด จำกัด

มร.โอลิเวอร์ เย้ กล่าวว่า จากมูลค่าการลงทุนที่สูงถึง 2,000 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่จะเป็นค่าใช้จ่ายด้านงานก่อสร้างและเครื่องจักร คาดว่าจะสามารถคืนทุนได้ภายใน 5 ปี เนื่องจากโครงการนี้บริษัทได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอ ซึ่งจะช่วยในด้านการลงทุน โดยได้รับยกเว้นภาษีรายได้นิติบุคคลเป็นระยะเวลา 6 ปี .และสิทธิประโยชน์ด้านต่างๆ อีกมากมาย

ด้านการทำตลาดในประเทศไทยเนื่องจากบริษัทมีโรงงานผลิตในประเทศไทย และทุกครั้งที่ไปออกบูธในงานแสดงสินค้าต่างๆ ลูกค้าจะให้การตอบรับที่ดีมาก มีกระแสเรียกร้องให้บริษัทนำสินค้าออกมาจำหน่ายในประเทศไทย ทำให้บริษัทตัดสินใจสร้างแบรนด์ และลงทุนผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศไทย โดยอีกประมาณ 2-3 เดือน ลูกค้าจะได้เห็นผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาด และเบื้องต้นตั้งเป้าหมายส่วนแบ่งทางการตลาดไว้ที่ 5% ในปีแรก เพราะบริษัทยังคงเน้นผลิตเพื่อส่งออกเป็นหลักอยู่ ทำให้สัดส่วนการจำหน่ายในประเทศน่าจะไม่เกิน 10% และส่งออก 90% แต่มีแนวโน้มเพิ่มสัดส่วนส่งออกมากขึ้นไปอีก เพราะในอนาคตยังมีตลาดต่างประเทศอีกหลายแห่งที่ยังไม่ได้เข้าไปเปิดตลาด

สำหรับสินค้าที่จะวางจำหน่ายในประเทศไทยประกอบด้วย ผลิตภัณฑ์ประเภทขนมขบเคี้ยวเพื่อสุขภาพที่ทำจากข้าว แบ่งออกเป็น 1. ข้าวขาวธรรมดา  2. ข้าวกล้อง  3. ข้าวกล้องผสมผัก ซึ่งเป็นสินค้าตัวใหม่ล่าสุดของบริษัทและได้รับความนิยมทั่วโลกในปัจจุบัน โดยขนมขบเคี้ยวเพื่อสุขภาพของบริษัทมีจุดเด่นคือ ผลิตจากข้าว มีแคลลอรี่ต่ำ และปราศจากไขมันทรานส์ มีรสชาติอร่อย ไม่ใส่ผงชูรส ไม่ใช้สินค้าจีเอ็มโอ เนื่องจากอาหารเพื่อสุขภาพส่วนใหญ่จะมีรสชาติที่ไม่อร่อย แต่สินค้าจากบริษัทมีจุดขายในเรื่องของการเป็นอาหารเพื่อสุขภาพที่มีรสชาติอร่อย จึงสามารถเข้าไปตอบโจทย์ผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี

ในประเทศไทยเรายังไม่มีการวางจำหน่าย แต่มีการนำสินค้าออกไปนำเสนอตลาดบ้างแล้ว เช่น ในงาน ไทยเฟค–เวิล์ด ออฟ ฟู้ด เอเชีย ที่อิมแพค เมืองทองธานี ซึ่งเป็นงานแสดงสินค้าเกี่ยวเนื่องกับอาหารจากผู้ประกอบการทั้งในและต่างประเทศครอบคลุมสินค้า และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับอาหารทุกประเภท ซึ่งสินค้าของเราขายดีมาก ทำให้สินค้าตัวอย่างที่นำไปวางในงานเพื่อนำเสนอสินค้ามีไม่เพียงพอ ลูกค้าสนใจซื้อ แต่เรายังไม่มีจำหน่าย และเร็วๆ นี้ เราจะเริ่มวางแล้วที่ เดอะมอลล์, ท็อป, วีล่า, ฟู้ดแลนด์ และแฟมมิรี่มาร์ท โดยโปรโมชั่นทุกอย่างจะเริ่มประมาณเดือนกันยายนนี้” มร.โอลิเวอร์ เย้ กล่าว

มร.โอลิเวอร์ เย้ กล่าวเพิ่มเติมถึงผลประกอบการโดยรวมว่า ในปีนี้ บริษัทตั้งเป้าผลประกอบการไว้ที่ 60 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนใหญ่มาจากการส่งออกเป็นหลัก 97% และในประเทศ 3% ซึ่งที่ผ่านมาบริษัทมีผลประกอบการเติบโตอย่างต่อเนื่อง และเป็นไปตามเป้าหมายทุกปี เนื่องจากบริษัททำธุรกิจเกี่ยวกับอาหาร ดังนั้นปัญหาด้านเศรษฐกิจการเมืองจะส่งผลกระทบน้อยมาก เพราะอาหารเป็นสิ่งจำเป็นในการใช้ชีวิตที่จะขาดไม่ได้

then

CSR Video

X

Right Click

No right click