Wednesday, 18 July 2018

คุณพระนาย กังวาลรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เพาเวอร์ โซลูชั่น เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) หรือ PSTC

PSTC เปิดแผนปี 60 เดินหน้าเต็มสูบ

PSTC รุกธุรกิจออกแบบและติดตั้งระบบไฟฟ้า และธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนอย่างต่อเนื่อง คาดรายได้จากการลงทุนปี 59-60 ทยอยรับรู้รายได้เต็มทั้งหมดในช่วง Q4/60 หนุนรายได้ปีหน้าโตแบบก้าวกระโดด หรือมากกว่า 100%

คุณพระนาย กังวาลรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เพาเวอร์ โซลูชั่น เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) หรือ PSTC ผู้ออกแบบ จำหน่าย ติดตั้งระบบจ่ายไฟฟ้า และตรวจวัดจัดการสภาพแวดล้อม รวมถึงผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากพลังงานทางเลือก เปิดเผยถึงทิศทางการดำเนินธุรกิจในปี 2560 ว่า บริษัทจะให้ความสำคัญในการดำเนินธุรกิจ  2 หลัก ได้แก่ ธุรกิจออกแบบและติดตั้งระบบไฟฟ้าและธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน

โดยธุรกิจออกแบบและติดตั้งระบบไฟฟ้า บริษัทคาดว่าจะมีการขยายตัวของธุรกิจอีกประมาณ 20% ซึ่งจะมีการเติบโตตามโครงการขยายและการเพิ่มการลงทุนทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ หรือ IT เพิ่มมากขึ้น รวมทั้งโครงการโซลาร์เซลล์หรือโซลาร์รูฟ ที่ภาครัฐและเอกชนเริ่มให้ความสนใจลงทุนติดตั้งและนำกระแสไฟที่ได้มาใช้ภายในองค์กร เพื่อลดต้นทุนและลดภาระค่าใช้จ่าย เพิ่มช่องทางการใช้งานพลังงานทางเลือกเพิ่มมากขึ้น

ส่วนธุรกิจธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน บริษัทมีแผนลงทุนโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ โดยได้รับใบอนุญาตผลิตกระแสไฟฟ้าแล้วกว่า 45 เมกะวัตต์ ซึ่งจะใช้เงินลงทุนจากการระดมทรัพย์สินจากการเพิ่มทุนจดทะเบียน รวมทั้งบริษัทยังมีความพร้อมในการผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากพลังงานทางเลือก ที่ครอบคลุมทั้งพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานชีวภาพ พลังงานชีวมวล พลังงานลม และพลังงานขยะ

ขณะเดียวกันที่ผ่านมา บริษัทได้ลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าชีวมวล 2 แห่งในจังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งแห่งแรกได้มีการเลื่อนการเดินเครื่องผลิตกระแสไฟฟ้าและโรงไฟฟ้าพลังงานชีวมวลอีกแห่ง จะเป็นโรงไฟฟ้าที่จะใช้เปลือกไม้เศษไม้และพืชพลังงานเป็นวัตถุดิบผลิตกระแสไฟฟ้า ตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ซึ่งทั้ง 2 โรงไฟฟ้าจะเริ่มขายไฟฟ้าได้ในเดือนธันวาคม 2559

“เมื่อช่วงไตรมาส 3/2559 ที่ผ่านมา เรามีรายได้ที่ติดลบและมีต้นทุนในการลงทุนที่สะสมมาอย่างต่อเนื่อง โดยมีสาเหตุจากการเริ่มลงทุนโรงไฟฟ้าหลายแห่ง และมีผลกระทบจากการดำเนินการติดตั้งและผลิตกระแสไฟฟ้าจำหน่ายที่ล่าช้า รวมทั้งการเพิ่มมาตรฐานด้านความปลอดภัยของระบบการผลิตและจะต้องมีการตรวจสอบบ่อยครั้ง จึงส่งผลให้เราจำหน่ายกระแสไฟฟ้าได้น้อย และทำให้ในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้เราคาดว่าจะมีรายได้ที่ไม่สูงมากนัก

โดยภายหลังการดำเนินการปรับปรุงดังกล่าว เราคาดว่าในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้จะเริ่มมีการเดินเครื่องจักร เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าจำหน่ายและจะเริ่มทยอยรับรู้รายได้ในช่วงไตรมาส 4/2559 และเมื่อโครงการใหม่ที่จะลงทุนในปี 2560 แล้วเสร็จจะสามารถรับรู้รายได้เต็มทั้งหมดในช่วงไตรมาส 4/2560” คุณพระนาย กล่าว

สำหรับเป้ารายได้ของบริษัทในปี 2560 ที่สามารถรับรู้รายได้จากการขายไฟฟ้ารวมกว่า 41 เมกะวัตต์ บริษัทคาดว่าจะทำให้มีการเติบโตแบบก้าวกระโดด หรือมากกว่า 100% จากปี 2559 โดยรายได้ 80% จะมาจากการออกแบบและติดตั้งระบบไฟฟ้า และอีก 20% ที่เหลือจะมาจากการผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากพลังงานทางเลือกต่างๆ

อย่างไรก็ตาม ในอนาคตบริษัทมีแผนในการปรับสัดส่วนรายได้จากปัจจุบัน 80 : 20 ซึ่งจะให้การรับรู้รายได้จากทั้ง 2 ส่วนเท่าๆ กัน ในอัตรา 50 : 50 ทั้งนี้เมื่อมีรายได้จากการจำหน่ายกระแสไฟคงที่ บริษัทก็จะมีการปรับเพิ่มสัดส่วนการผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากพลังงานทางเลือก ให้มากกว่าธุรกิจออกแบบและติดตั้งระบบไฟฟ้าต่อไป

ด้านแนวโน้มในการดำเนินธุรกิจในปี 2560 บริษัทคาดว่า ภาครัฐจะมีนโยบายด้านการลงทุนโครงการต่างๆ ออกมาเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านเทคโนโลยีสาสนเทศและพลังงาน บริษัทคาดว่าจะมีโอกาสที่ชนะประมูลสูง เนื่องจากความพร้อมของวิศวกรที่มีความชำนาญและเชี่ยวชาญตลอดระยะเวลากว่า 10 ปีที่ผ่านมา รวมทั้ง การเตรียมของพร้อมทางเงินทุนที่ได้มีการระดมทุนและมีพันธมิตรทางการเงินที่ดี

ส่วนแผนการลงทุนโรงไฟฟ้าในประเทศเพื่อนบ้าน บริษัทยังไม่มีการตัดสินใจแต่อย่างใด เนื่องจากจะต้องมีศึกษาและรอดูนโยบายการลงทุนโรงไฟฟ้าของแต่ละประเทศ และจะต้องศึกษาความเสี่ยง ความคุ้มค่าในการลงทุน ตลอดจนกฎหมายข้อบังคับต่างๆ ก่อนที่จะมีการประกาศการลงทุนต่อไป

นอกจากนี้ บริษัทอยากฝากถึงภาครัฐในการเข้ามาดูแลในเรื่องการสนับสนุนนโยบายด้านพลังงานทดแทน และให้ภาคเอกชนไทยได้มีส่วนร่วมมากขึ้น โดยการกำหนดและปรับปรุงกฎหมาย และกฎเกณฑ์ประกอบต่างๆ ให้มีความสอดคล้องกัน ซึ่งจะช่วยให้ลดปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินการของภาคเอกชนได้เป็นอย่างมาก รวมทั้งยังช่วยให้ประเทศลดต้นทุนการนำเข้าพลังงานได้เป็นจำนวนมากอีกด้วย

คุณพระนาย กล่าวต่อถึงจุดเด่น 3 ด้านของบริษัทว่า ในด้านที่หนึ่ง บริษัทมีประสบการณ์ในงานระบบไฟฟ้ามามากกว่า 5 ปี โดยมีความรู้และความเข้าใจในเรื่องระบบไฟฟ้าเป็นอย่างดี ส่วนด้านที่สอง บริษัทมีทีมวิศวกรที่แข็งแกร่ง มีความรู้ในด้านการออกแบบและติดตั้งระบบไฟฟ้า และด้านที่สาม คือ พันธมิตรที่ดี ซึ่งจะช่วยสนับสนุนให้บริษัทสามารถดำเนินธุรกิจเติบโตได้อย่างต่อเนื่องและเติบโตร่วมกัน

นอกจากจุดเด่นทั้ง 3 ด้านแล้ว บริษัทยังมีหลักในการบริหารจัดการองค์กรและบุคลากรได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมองว่าธุรกิจจะเติบโตได้จะต้องมีบุคลากรที่ดี และเมื่อบริษัทเติบโตจะต้องมีการมอบผลตอบแทนให้กับพนักงานอย่างคุ้มค่า ทั้งการมอบสวัสดิการที่ดีต่างๆ และการสร้างความสุขในการทำงานควบคู่กันไป

สำหรับการดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคมหรือ CSR ด้วยการดำเนินธุรกิจโรงไฟฟ้าที่จะต้องอยู่ร่วมกับชุมชนในพื้นที่ และเพื่อให้ตอบโจทย์ในการอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืน  บริษัทได้มีการตั้งคณะกรรมการดูแลที่ประกอบไปด้วยตัวแทนจากชุมชนใกล้เคียง ภาครัฐ (หน่วยงานท้องถิ่น) และตัวแทนจากบริษัท ในการร่วมกันบริหารจัดการกิจกรรมต่างๆ ได้อย่างลงตัว รวมทั้ง บริษัทยังได้ให้การสนับสนุนการจัดกิจกรรมของชุมชน วัด และโรงเรียนในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

then

CSR Video

X

Right Click

No right click