Wednesday, 18 July 2018

มร.คริสโตเฟอร์ เอดิสัน สต๊าฟฟอร์ด ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท กังวาล โฮลดิ้ง จำกัด

“กังวาลกรุ๊ป” เนรมิตโรงแรมหรูใจกลางกรุงเทพฯ

กังวานกรุ๊ป ทุ่มงบกว่า 1.5 พันลบ. เปิดตัว “137 พิลลาร์ส สวีทส แอนด์ เรซิเดนเซส กรุงเทพฯ (137 Pillars Suites & Residences Bangkok)” โรงแรมหรูระดับ 6 ดาวในซอยสุขุมวิท 39 เจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ พร้อมโชว์จุดเด่นห้องพักระดับลักซ์ชัวรีสวีททั้งหมด บวกการดีไซน์ภายใต้แรงบันดาลใจจากบ้าน 137 เสา (137 Pillars House) จ.เชียงใหม่

มร.คริสโตเฟอร์ เอดิสัน สต๊าฟฟอร์ด ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท กังวาล โฮลดิ้ง จำกัด ในเครือกังวาลกรุ๊ป โดยทำธุรกิจในนาม 137 พิลลาร์ส โฮเต็ลส แอนด์ รีสอร์ทส (137 Pillars Hotels and Resorts) เปิดเผยว่า 137 พิลลาร์ส สวีทส แอนด์  เรซิเดนเซส กรุงเทพฯ ((137 Pillars Suites & Residences Bangkok) เป็นโรงแรมหรูระดับ 6 ดาว ด้วยงบลงทุนก่อสร้างกว่า 1,500 ล้านบาท (ไม่รวมค่าที่ดิน) ตั้งอยู่ในซอยสุขุมวิท 39 แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร

ปัจจุบันการก่อสร้างมีความคืบหน้ากว่า 80% โดยงานโครงสร้างได้ดำเนินการแล้วเสร็จ และอยู่ระหว่างการตกแต่งภายในตัวอาคารและห้องพัก ซึ่งมีแผนที่จะเปิดให้บริการ (Soft Opening) ในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2560 และเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการ (Grand Opening) เดือนมีนาคมในปีเดียวกัน

โดยโรงแรมมีขนาดความสูง 32 ชั้นประกอบด้วย 137 พิลลาร์ส สวีทส (137 Pillars Suites)  ซึ่งตั้งอยู่ที่ชั้น 23-32  จำนวน 34 ห้อง และ 137 พิลลาร์ส เรซิเดนเซส (137 Pillars Residences) ซึ่งตั้งอยู่ที่ชั้น 6-22 ส่วนชั้น 1-5 เป็นที่จอดรถ ซึ่งสามารถรองรับได้ 150 คัน

สำหรับ 137 พิลลาร์ส สวีทส (137 Pillars Suites)  มีด้วยกันทั้งหมด  4 ประเภท ได้แก่ ห้องพักรัตนโกสินทร์สวีทส (Rattanakosin Suites) ขนาด 116 ตารางเมตร จำนวน 2 ห้อง, ห้องพักธนบุรีสวีทส (Thonburi Suites) ขนาด 101 ตารางเมตร จำนวน 2 ห้อง, ห้องพักอยุธยาสวีท (Ayutthaya Suites) ขนาด 90 ตารางเมตร จำนวน 18 ห้อง และห้องพักสุโขทัยสวีทส (Sukhothai Suites) จำนวน 12 ห้อง

ส่วน 137 พิลลาร์ส เรซิเดนเซส (137 Pillars Residences) มีจำนวน 179 ห้อง โดยรวมสิ่งอำนวยความสะดวกระดับเวิล์ดคลาสและพื้นที่สตูดิโอที่มีเนื้อที่กว้างขวาง และได้รับการออกแบบตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ที่หรูหราสง่างามเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว ประกอบด้วยห้องเรซิเดนเซส 1 และ 2 ห้องนอน ขนาดตั้งแต่ 40-91 ตารางเมตร

ส่วนกลุ่มเป้าหมายของลูกค้าที่จะเข้าพักในส่วนของโรงแรม บริษัทจะเน้นกลุ่มลูกค้าในระดับลักซ์ชัวรีที่มีความประสงค์ในการพักแบบระยะยาวเป็นหลัก เช่น สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย สิงคโปร์ ฮ่องกง และยุโรป เป็นต้น โดยบริษัทตั้งเป้าหมายรายได้หลังจากการเปิดให้บริการแล้ว 1 ปี คาดการณ์ว่าจะรับรู้รายได้ประมาณ 250-300 ล้านบาท และตั้งเป้าการเติบโตอยู่ที่ 5% ทุกปี

“ในการกำหนดเป้าหมายรายได้ที่วางไว้นั้น เราเล็งเห็นว่าเป็นเป้าที่มีความเหมาะสม เนื่องจากเราเน้นการลงทุนในระยะยาวพร้อมด้วยการบริการที่ดีมีคุณภาพเป็นหลัก และสร้างความประทับใจให้กับลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการ ซึ่งจะไม่เน้นการที่จะมุ่งเอาทุนคืนในระยะเวลาสั้น เราคาดว่าจะสามารถคืนทุนและรับรู้กำไรได้ประมาณ 10-15 ปี” มร.คริสโตเฟอร์ กล่าว

มร.คริสโตเฟอร์ กล่าวต่อถึงจุดเด่นของ 137 พิลลาร์ส สวีทส แอนด์ เรซิเดนเซส กรุงเทพ (137 Pillars Suites & Residences Bangkok) ว่า โรงแรมแห่งนี้โดดเด่นด้วยห้องพักในระดับลักซ์ชัวรีแบบ Suites ทั้งหมด มีการออกแบบตกแต่งภายในที่มีสไตล์แบบผสมผสานอย่างลงตัว รวมทั้งมีความพร้อมในเรื่องของสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ อาทิ ร้านอาหาร, บาร์ และสระว่ายน้ำ เป็นต้น

ขณะเดียวกัน ด้วยทำเลที่ตั้งในซอยสุขุมวิท 39 ที่สามารถเดินทางเข้าออกได้อย่างสะดวกสบาย ไม่ว่าจะเป็นทางถนนสุขุมวิทและถนนเพชรบุรี ด้วยรถยนต์ส่วนตัวหรือสามารถเดินทางด้วยรถไฟฟ้าสถานีพร้อมพงษ์ โรงแรมยังตั้งอยู่ห่างจากสนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ เพียง 24 กิโลเมตรและสนามบินดอนเมือง เพียง 20 กิโลเมตร รวมทั้งใกล้ห้างสรรพสินค้าและสถานที่ท่องเที่ยวยามค่ำคืนมากมายในโซนพร้อมพงษ์และทองหล่อ

“นอกจากการเดินทางด้วยรถยนต์หรือรถไฟฟ้าแล้ว เรายังมีบริการรถลีมูซีนรับ-ส่งด้วยจากสนามบินมายังโรงแรม และยังมีบริการรถ London Cab ในการรับ-ส่งจากโรงแรมไปยังรถไฟฟ้าสถานีพร้อมพงษ์ด้วย นอกจากนี้ ลูกค้ายังสามารถใช้บริการพ่อครัวได้ตลอด 24 ชั่วโมงและบริการ Shopper พาลูกค้าไปเลือกซื้อสิ่งของตามที่ลูกค้าต้องการ เป็นต้น” มร.คริสโตเฟอร์ กล่าว

ด้านแนวคิดในการออกแบบ มร.คริสโตเฟอร์กล่าวว่า 137 พิลลาร์ส โฮเต็ลส แอนด์ รีสอร์ทส (137 Pillars Hotels and Resorts) ได้รับแรงบันดาลใจจากการออกแบบดั้งเดิมของบ้าน 137 เสา (137 Pillars House) ในจังหวัดเชียงใหม่ ในการสร้างโรงแรมบูติกสุดหรู 22 ชั้น และเป็นอาคารที่ผสมผสานกับการออกแบบร่วมสมัยได้อย่างลงตัว ด้วยความทันสมัยที่พร้อมด้วยคุณภาพเหนือกาลเวลา

โดย “บ้าน 137 เสา” ในจังหวัดเชียงใหม่ สร้างขึ้นในปี 2432 เพื่อใช้เป็นบ้านพักของ “มร.หลุยส์ ลีโอโนเว่นส์” (ลูกชายแหม่มแอนนา ลีโอโนเวนส์ ผู้เป็นอาจารย์ถวายการสอนภาษาอังกฤษในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5) และต่อมาถูกใช้เป็นบ้านพักของผู้จัดการบริษัท อีสบอร์เนียว จำกัด

ต่อมาในปี 2545 คุณพนิดา วงศ์พันเลิศ ได้เดินทางมาพักผ่อนในเชียงใหม่และได้พบกับบ้านหลังนี้แล้วตกหลุมรักตั้งแต่แรกเห็น จึงทำการขอซื้อบ้านหลังนี้ที่ขณะนั้นเป็นที่รู้จักกันในนาม “บ้านดำ” เพื่อปรับปรุง พร้อมสร้างอาคารเพิ่มเติมเพื่อเป็นที่พัก โดยได้เปลี่ยนชื่อจาก บ้าน 137 เสา เป็น “137 Pillars House”

ปัจจุบัน “บ้าน 137 เสา” ได้ถูกออกแบบให้เป็นร้านอาหารและห้องสมุดของโรงแรม 137 Pillars House ภายในประกอบไปด้วย ห้อง Suites ทั้งหมด 30 ห้อง เป็น โดยแบ่งแยกย่อยออกเป็น 4 แบบ ได้แก่ ห้อง Rajah Brooke Suite จำนวน 20 ห้อง, ห้อง East Borneo Suite จำนวน 6 ห้อง, ห้อง William Bain Terrace Suite” จำนวน 2 ห้อง และห้อง Louis Leonowens Pool Suite” จำนวน 2 ห้อง   

มร.คริสโตเฟอร์ กล่าวต่อถึงเป้าหมายในการดำเนินธุรกิจว่า นับตั้งแต่ที่เริ่มดำเนินธุรกิจด้วยโรงแรม 137 พิลลาร์ส เฮ้าส์ (137 Pillars House) ที่จังหวัดเชียงใหม่ และเริ่มพัฒนาโรงแรมแห่งที่ 2 ภายใต้ชื่อ 137 พิลลาร์ส สวีสท แอนด์  เรซิเดนเซส กรุงเทพ (137 Pillars Suites & Residences Bangkok) แล้ว บริษัทยังมีแผนที่จะเปิดเพิ่มโรงแรมใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยมีแผนจะเปิด 137 พิลลาร์ส เอสเตท์ ภูเก็ต ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของหาดกะตะ จังหวัดภูเก็ตใน ปี 2562 รวมถึงในอีก 3-4 ปีข้างหน้ามีแผนจะเปิดโรงแรมใหม่ที่หัวหินและพังงา เป็นลำดับต่อไป

นอกจากนี้ ที่ผ่านมา 137 พิลลาร์ส เฮ้าส์ เชียงใหม่ ยังได้รับรางวัล เวิร์ลส เบสท์ อวอร์ดส ประจำปี 2559 จากนิตยสารทราเวล แอนด์ เลเซอร์ เซาท์อีสต์ เอเชีย โดยได้รับเลือกให้เป็นอันดับที่หนึ่งของโรงแรมรีสอร์ทที่ดีที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และตั้งเป้าหมายที่จะเป็นอันดับหนึ่งในธุรกิจโรงแรมขนาดเล็กในภูมิภาคเอเชียอีกด้วย

ขณะเดียวกัน บริษัทยังตั้งเป้าหมายระยะยาวภายใน 10 ปีที่จะเปิดแบรนด์ 137 พิลลาร์ส (137 Pillars) ให้ครบ 20 แห่งทั่วโลก โดยมีเป้าหมายที่จะเปิดโรงแรมแห่งใหม่ในต่างประเทศ อาทิ เมียนมาร์, เวียดนาม และศรีลังกา เป็นต้น เพื่อตอกย้ำแบรนด์ลักซ์ชัวรีที่ของคนไทยพร้อมด้วยการบริการและสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบวงจร

สำหรับภาพรวมของการดำเนินธุรกิจในปี 2560 บริษัทคาดการณ์ว่า จะยังคงทรงตัวไม่ต่างจากปี 2559 มากนัก แต่ตนมองว่าในกลุ่มธุรกิจโรงแรมลักซ์ชัวรีที่บริษัทดำเนินอยู่จะไม่ได้รับผลกระทบมากนัก เนื่องจากกลุ่มลูกค้ายังเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อและพร้อมเดินทางเข้าพักได้ตลอด ทั้งนี้ บริษัทยังคงยึดมั่นยุทธศาสตร์ในการดำเนินธุรกิจในการเน้นความเป็นส่วนตัว มีความรวดเร็วในการทำงาน และทำธุรกิจแบบสุขุมและไม่ตื่นตูม

then

CSR Video

X

Right Click

No right click