Monday, 20 August 2018

BEAUTY เปิดโรดแมพ 5 ปี รายได้แตะ 10,000 ล้านบาท มาร์เก็ตแคป ทะยาน100,000 ล้านบาท ยกระดับสู่การเป็นแบรนด์เครื่องสำอางชั้นนำของเอเชีย เดินหน้าสร้างผลประกอบการเติบโตยั่งยืน ขณะที่ปีนี้ตั้งเป้ารายได้ไม่ต่ำกว่า 4,290 ล้านบาทหรือโตไม่ต่ำกว่า 20% รักษาอัตรากำไรสุทธิไม่น้อยกว่า 20% ชูกลยุทธ์ธุรกิจ“Fast & Smart” ขยายช่องทางการจัดจำหน่ายทุกรูปแบบต่อเนื่องทั้งในและต่างประเทศ

นายแพทย์สุวิน ไกรภูเบศ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิวตี้ คอมมูนิตี้ จำกัด (มหาชน) (BEAUTY)

นายแพทย์สุวิน ไกรภูเบศ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิวตี้ คอมมูนิตี้ จำกัด (มหาชน) (BEAUTY) ผู้นำธุรกิจค้าปลีกผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางและบำรุงผิว ภายใต้แนวคิด Live a beautiful life. เปิดเผยว่าภายหลังจากที่ BEAUTY ได้รับคัดเลือกเข้าอยู่ในการคำนวณดัชนี SET 50 บริษัทได้มีการกำหนดแผนยุทธศาสตร์ทางธุรกิจ 5 ปี (2561-2565) ตั้งเป้าหมายการเติบโตเฉลี่ยของรายได้ไว้ไม่ต่ำกว่า 20% อัตรากำไรสุทธิไม่ต่ำกว่า 20% โดยคาดว่าในปี 2565 บริษัทจะมีรายได้รวมอยู่ที่ 10,000 ล้านบาท มีมาร์เก็ตแคป อยู่ที่ระดับไม่ต่ำกว่า 100,000 ล้านบาท และเป็นแบรนด์เครื่องสำอางของไทยที่ได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคทั่วเอเชีย

สำหรับภาพรวมธุรกิจในปีนี้ บริษัทตั้งเป้ารายได้รวมไม่ต่ำกว่า 4,290 ล้านบาทหรือโตไม่ต่ำกว่า 20% รักษาอัตรากำไรสุทธิไม่น้อยกว่า 20%  ตั้งงบลงทุนอยู่ที่ 120  ล้านบาท แบ่งเป็น ลงทุนเปิดสาขาใหม่จำนวน 80 ล้านบาท และนำไปใช้ปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานและ Business Intelligence (BI) จำนวน 40  ล้านบาท  เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการสร้างยอดขายรองรับการเติบโตของบริษัทในอนาคต

ทั้งนี้บริษัทกำหนดกลยุทธ์หลักในการดำเนินธุรกิจ ภายใต้นโยบาย “Fast & Smart” โดยมีปัจจัยหลัก 5 ด้าน ประกอบด้วย 1. กลยุทธ์การตลาดแบบ O2O (Online to Offline synchronization) โดยใช้สื่อออนไลน์ทุกแพลตฟอร์มรวมทั้งคน (Influencer) ทั้งในและต่างประเทศรวมถึงพนักงานทุกระดับเพื่อให้เกิด Engagement กับลูกค้าวงกว้างและเป็นพลังในการสร้างยอดขายให้แก่ช่องทางออฟไลน์ และ ออนไลน์ เติบโตอย่างมีนัยยะสำคัญ  2. กลยุทธ์ Product Driven  การขับเคลื่อนยอดขายให้เติบโตโดยผ่านกลยุทธ์ การสร้าง Product Hero ทั้งสินค้าเดิมที่มีอยู่แล้วและสินค้าใหม่และเน้นสินค้าที่เป็นอินโนเวชั่นตามเทรนด์แฟชั่น ไลฟ์สไตล์ของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งจะเป็นการทำงานคู่ขนานไปกับกลยุทธ์ O2O

3. การลงทุนและพัฒนาระบบ Business Intelligence (BI) เพื่อใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลด้านการขายและลูกค้าทุกช่องทาง เพื่อให้ผู้บริหารสามารถใช้ Information ในเชิงลึกในการมอนิเตอร์และจัดกลยุทธ์การทำการตลาด การขาย และ CRM ให้เกิดความได้เปรียบสูงสุดในการดำเนินธุรกิจ 4. การพัฒนาบุคลากรให้มีศักยภาพด้านการขายการตลาด พร้อมเพิ่มความรู้ความสามารถในงานของตนเองมากขึ้น (Professional) เพื่อให้เกิดการเจริญเติบโตอย่างยั่งยืน 5. ขยายช่องทางการจัดจำหน่ายที่มีโอกาสการเติบโตสูง และเพิ่มประสิทธิภาพช่องทางการจัดจำหน่ายเดิมทั้งในและต่างประเทศ โดยมีแผนขยายสาขาในประเทศ เพิ่ม 34 สาขา BEAUTY BUFFET 22 สาขา BEAUTY COTTAGE 12 สาขา และมีแผนปรับ BEAUTY MARKET ให้เป็นร้านที่มีสินค้าขายทั้งออฟไลน์ และ ออนไลน์ ทั้ง 9 สาขา  จากปัจจุบันมีจำนวนสาขาในประเทศทั้งสิ้น 345 สาขา แบ่งเป็น  BEAUTY BUFFET 261 สาขา BEAUTY COTTAGE 75 สาขา และ BEAUTY MARKET 9 สาขา อีกทั้งยังมีสินค้าวางจำหน่ายในคิง พาวเวอร์ 8 สาขา 22 จุดจำหน่าย, 7-ELEVEN 650 สาขา, และปีนี้ได้เข้าจำหน่ายใน Boots จำนวน 145 สาขา และมีสินค้าวางจำหน่ายในโมเดิร์นเทรด เทรดดิชั่นนัลเทรดกระจายอยู่ทั่วประเทศ

ขณะที่ตลาดต่างประเทศมีนโยบายขยายตลาดเชิงรุกมากขึ้นโดยเน้นการสร้าง Shop Brand และ Product Brand ให้เป็นที่รู้จักของกลุ่มลูกค้าในต่างประเทศโดยเฉพาะกลุ่มประเทศ AEC  โดยรูปแบบการขยายตัวมีทั้งรูปแบบตัวแทนจำหน่ายและกระจายสินค้าผ่านช่องทางการจำหน่ายที่เข้าถึงง่าย ทั้งรูปแบบ Offline Retailer และ Online Retailer ที่ได้รับความนิยมในแต่ละประเทศ โดยมีเป้าหมายใช้ผลิตภัณฑ์เจาะตลาดในทวีปเอเซีย อาทิ กลุ่มประเทศ AEC จีน  ฮ่องกง ไต้หวัน สำหรับเป้าหมายในอนาคตจะเป็นกลุ่มประเทศขนาดใหญ่ คือ ประเทศอินเดียและรัสเซีย

นอกจากนี้ตัวแทนจำหน่าย ( Licence shop ) มีแผนขยายสาขาเพิ่มจำนวน 13 สาขา จากปัจจุบันที่มีอยู่ 21 สาขา ทำให้สิ้นปี 2561 จะมีสาขาของตัวแทนจำหน่ายรวมทั้งสิ้น 34 สาขา กระจายอยู่ในประเทศ 3 ประเทศ คือ ประเทศเวียดนาม ฟิลิปปินส์ และเมียนมา นอกจากนี้มีแผนนำสินค้าเข้าจำหน่ายในรูปแบบ Shop in shop เพิ่มจำนวน 2  ประเทศ 5 จุดจำหน่าย คือประเทศกัมพูชาและมาเลเซีย จากปัจจุบันที่มี 4 ประเทศ 136 จุดจำหน่ายกระจายอยู่ในประเทศอินโดนีเซีย  ฮ่องกง ไต้หวัน และลาวซึ่งเปิดจุดจำหน่ายใหม่ 5 จุดจำหน่ายในช่วงปลายปี 2560 ที่ผ่านมา และในไตรมาสที่ 1/2561 วางแผนเปิดจุดจำหน่ายใหม่ในประเทศมาเลเซีย จะทำให้สิ้นปี 2561 จะมีสินค้าวางจำหน่ายในรูปแบบ Shop in shop ทั้งสิ้น 6 ประเทศ 145 จุดจำหน่าย

ในปี 2561 คาดการณ์อัตราการเติบโตของตลาดเครื่องสำอางเติบโตต่อเนื่องพร้อมกับการขยายตัวทางเศษฐกิจมีแนวโน้มที่ดี ประกอบกับทางบริษัทมีรูปแบบการดำเนินธุรกิจที่หลากหลายทั้งช่องทางการจัดจำหน่ายแบบร้านค้าปลีก (Shop concept) และผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายมีการพัฒนาต่อเนื่อง ( Product concept ) ตรงกับความต้องการของผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ ส่งผลให้ตลอดระยะเวลา 5 ปี ที่ผ่านมาบริษัทมีผลประกอบการเติบโตต่อเนื่องและเชื่อมั่นว่าในปี 2561 ผลประกอบการจะเป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้

then

CSR Video

X

Right Click

No right click