“อิ่มท้องน้องหนู สุขใจผู้ให้ อิ่มใจผู้รับ”
ในสังคมที่วุ่นวายและเต็มไปด้วยความเหลื่อมล้ำ เด็กบางคนอาจเกิดมาโดยไม่มีแม้แต่พื้นฐานที่ควรได้รับ ไม่ว่าจะเป็นครอบครัวที่มั่นคง การศึกษา หรือแม้แต่ความรักและความปลอดภัยที่เด็กทุกคนควรมี สิ่งเหล่านี้คือความจริงที่เรายังพบเจออยู่ในสังคมของเรา เพราะฉะนั้น “โอกาส” เป็นสิ่งที่เด็กหลายๆ คนยังคงรอคอย เพราะโอกาสต่างๆ ที่ได้รับไม่ว่าจะมากหรือน้อย ก็อาจเปลี่ยนชีวิตของพวกเขาจะได้ในอนาคต
เพราะ “เด็ก” คืออนาคตที่งดงามของสังคม นิตยสารบิส โฟกัส กรุ๊ป เราจึงมุ่งมั่นที่จะเป็นอีกหนึ่งแรงเล็กๆ ที่ร่วมส่งต่อความสุข ความหวัง และรอยยิ้มให้กับเด็กๆ ผ่านกิจกรรมเพื่อสังคมที่เราตั้งใจทำมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงแค่สิ่งของที่มอบให้เท่านั้น แต่คือความตั้งใจที่อยากเห็นเด็กๆ ได้รับความอบอุ่นใจ และได้รู้ว่าพวกเขาไม่ได้เดินอยู่ลำพัง

คุณอนัญญา เพ็ชรจรูญ ประธานโครงการ CSR ไตรมาสที่ 2
คุณอนัญญา เพ็ชรจรูญ ประธานโครงการ CSR ไตรมาสที่ 2 ประจำปี 2568 พร้อมทีมงานนิตยสารบิส โฟกัส กรุ๊ป เดินหน้าสานต่อกิจกรรมดีๆ ในโอกาสครบรอบ 14 ปีนิตยสารบิส โฟกัส กรุ๊ป โดยร่วมกับผู้ประกอบการหลากหลายองค์กร จัดโครงการ “อิ่มท้องน้องหนู สุขใจผู้ให้ อิ่มใจผู้รับ” ซึ่งเป็นโครงการต่อเนื่อง เพื่อมอบสิ่งของอุปโภค-บริโภค ที่จำเป็นต่างๆ เติมความสุขให้แก่น้องๆ ณ มูลนิธิสงเคราะห์เด็ก พัทยา ตำบลนาเกลือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี
“เราจัดกิจกรรม CSR มาอย่างต่อเนื่อง ตลอดระยะเวลา 14 ปี เพื่อตอบแทนสังคม และเติมเต็มความสุขเล็กๆ น้อยๆ ให้กับผู้ที่ขาดโอกาส โดยโครงการที่ผ่านมา เราได้มีการจัดกิจกรรมที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น การมอบสิ่งของอุปโภค-บริโภค เลี้ยงอาหารกลางวันให้แก่สถานสงเคราะห์คนชรา เด็ก และผู้พิการ, โรงเรียนที่ขาดแคลน, การมอบถุงยังชีพในเหตุการณ์ภัยพิบัติต่างๆ เป็นต้น ในครั้งนี้เรามีโอกาสได้มาเยือนมูลนิธิสงเคราะห์เด็ก พัทยา อีกหนึ่งสถานที่ที่อบอวลไปด้วยความรักและความห่วงใย ที่นี่มีเด็กๆ หลายชีวิตที่รอคอยโอกาสและความอบอุ่นจากสังคม ดิฉันในฐานะที่เป็นตัวแทนของนิตยสารบิส โฟกัส กรุ๊ป รู้สึกเป็นเกียรติและดีใจเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้มีโอกาสมาทำกิจกรรม เพื่อคืนกำไรสู่สังคม และจะสานต่อกิจกรรมดีๆ แบบนี้ต่อๆ ไปค่ะ” คุณอนัญญากล่าว

สำหรับมูลนิธิสงเคราะห์เด็ก พัทยา บ้านหลังใหญ่ที่เต็มไปด้วยหัวใจดวงเล็กๆ มากมาย กลางเมืองท่องเที่ยวอย่างพัทยา ถือกำเนิดขึ้นเมื่อ 50 ปีก่อน จากความตั้งใจของบาทหลวงเรย์มอนด์ แอลลีน เบรนนัน พระสงฆ์คณะมหาไถ่ และกลุ่มทหารผ่านศึกชาวอเมริกัน ที่ร่วมกันจัดตั้งสถานที่พักพิงให้เด็กกำพร้าและเด็กที่ถูกทอดทิ้งจากผลพวงของสงครามเวียดนาม จุดเริ่มต้นเล็กๆ นี้ ได้กลายเป็นแหล่งความหวังและโอกาสของเด็กหลายร้อยชีวิต โดยที่ผ่านมามูลนิธิฯ ได้ขยายการดูแลเด็กๆ อย่างครอบคลุมทั้งการอยู่อาศัย การศึกษา และการฟื้นฟูศักยภาพของเด็กๆ โดยเฉพาะเด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกายที่ได้รับโอกาสทางการศึกษาผ่านโรงเรียนอนุบาลโสตพัฒนาซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่เดียวกัน

ครูเกษร ประกอบรัก หัวหน้าแผนกต้อนรับมูลนิธิสงเคราะห์เด็ก พัทยา
ครูเกษร ประกอบรัก หัวหน้าแผนกต้อนรับมูลนิธิสงเคราะห์เด็ก พัทยา กล่าวว่า ปัญหาที่มูลนิธิฯ พบในปัจจุบันส่วนใหญ่เกิดจากความไม่พร้อมของครอบครัว เช่น นักเรียน นักศึกษาที่ตั้งครรภ์ด้วยความไม่พร้อม หลายคนเดินทางมาหาเราด้วยตัวเอง ซึ่งมูลนิธิฯ ก็จะมีนักสังคมสงเคราะห์ที่จะช่วยพูดคุยหาทางออกให้ในเบื้องต้น เช่น การสอบถามว่ามีญาติหรือคนในครอบครัวที่สามารถเลี้ยงดูเด็กได้หรือไม่ เพราะทางเราอยากให้เด็กได้เติบโตในครอบครัวมากกว่าสถานสงเคราะห์ แต่หากไม่มีทางเลือกจริงๆ และผู้ปกครองต้องการยกเด็กให้มูลนิธิฯ ดูแล ก็จะมีการจัดเก็บเอกสารสำคัญทั้งหมดของเด็ก เพื่อให้สามารถดูแลเด็กต่อไปได้อย่างถูกต้อง

ปัจจุบัน มูลนิธิฯ ดูแลเด็กถึง 160 คน โดยจะแบ่งเด็กออกเป็นช่วงอายุ โดยเด็กแรกเกิด-2 ขวบ เราจะเรียกว่าห้องเด็กอ่อน ในส่วนนี้ก็จะมีพี่เลี้ยงคอยดูแลตลอด 24 ชั่วโมง โดยเปลี่ยนรอบการทำงานถึง 3 รอบ ณ ตอนนี้เด็กที่อายุน้อยที่สุดคือ 3 เดือน เด็กที่โตที่สุดของเราอยู่มหาวิทยาลัยปี 3 ซึ่งการใช้ชีวิตของเด็กๆ ที่นี่จะเป็นลักษณะของบ้านที่เป็นครอบครัวใหญ่ เด็กที่อยู่ในวัยเรียนก็จะออกไปเรียนข้างนอกตามโรงเรียนต่างๆ ซึ่งไม่แตกต่างอะไรกับเด็กที่มีผู้ปกครอง เพียงแต่ลูกของเรามีปริมาณเยอะ และอยู่ด้วยกันในบ้านหลังใหญ่ ส่วนบุคลากรของมูลนิธิฯ เรามีประมาณ 70-80 คน ครอบคลุมตั้งแต่พี่เลี้ยงเด็กอ่อน เด็กโต ไปจนถึงพี่เลี้ยงเฉพาะทางสำหรับเด็กพิเศษ เช่น เด็กบกพร่องทางการได้ยิน หรือเด็กพิการซ้ำซ้อน ซึ่งเรียนที่โรงเรียนอนุบาลโสตพัฒนา ตรงนี้ต้องใช้บุคลากรที่เชี่ยวชาญในเรื่องของการดูแลเด็กพิเศษเฉพาะทางด้วย
ครูเกสร กล่าวต่อว่า มูลนิธิสงเคราะห์เด็ก พัทยา เราเป็นองค์กรเอกชนที่อยู่ภายใต้การดูแลของเขตมิสซังจันทบุรี มุขมณฑลโรมันคาทอลิกในภาคตะวันออกของประเทศไทย ซึ่งไม่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ ในแง่ของงบประมาณ ค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เราได้รับ จะได้รับจากบุคคลที่เดินทางเข้ามาช่วยเหลือ ทั้งรายบุคคล ครอบครัว หรือหน่วยงานองค์กรต่างๆ ซึ่งถือเป็นแรงสนับสนุนสำคัญที่ช่วยให้มูลนิธิสามารถดูแลเด็กๆ ต่อไปได้

สำหรับผู้ที่ต้องการ อยากเข้ามาเยี่ยมเด็กๆ มามอบสิ่งของต่างๆ ของใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น ข้าวสาร อาหารแห้ง ผ้าอ้อม นมผง ไข่ไก่ หรืออาหารสำหรับเด็กเล็ก ถือเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง คุณครูอยากให้ทุกคนมองว่าที่นี่คือ “บ้าน” ที่มีเด็กหลายช่วงวัย ดังนั้นของที่ทุกคนใช้ในบ้านคืออะไร ที่นี่ก็ใช้เหมือนกัน แต่ก็อาจมีรายละเอียดเฉพาะ เช่น นมผงยี่ห้อเฉพาะสำหรับเด็กอ่อน ซึ่งสามารถดูรายการของที่จำเป็นได้ทางเว็บไซต์ หรือโทรมาสอบถามทางมูลนิธิฯ โดยตรงได้ นอกจากนี้ เรายังเปิดรับการจัดเลี้ยงอาหารให้เด็กๆ ในมื้อกลางวันและมื้อเย็น หากท่านประสงค์ให้ทางมูลนิธิฯ จัดเตรียมอาหารให้ จะใช้งบประมาณอยู่ที่ 3,000 บาทต่อมื้อ หรือหากท่านต้องการนำอาหารมาจัดเลี้ยงเองจากภายนอกก็สามารถทำได้เช่นกัน อย่างไรก็ตาม “บ้าน” เราเปิดตลอดเวลา หากใครมีโอกาสผ่านมาพัทยา แม้ไม่ได้มีสิ่งของมาให้ก็สามารถแวะมาเยี่ยมและให้กำลังใจกันได้

ภาพกิจกรรม 1

ภาพกิจกรรม 2
“ในวันนี้ทางมูลนิธิฯ เองต้องขอขอบคุณทางนิตยสาร และผู้ประกอบการ ที่เข้ามาช่วยเหลือพวกเรา มาสนับสนุน มาแบ่งปันสิ่งดีๆ มาเติมเต็มให้กับน้องๆ ทั้งในเรื่องของปัจจัย 4 สำหรับในการดำเนินชีวิต และที่สำคัญที่สุดก็คือ ‘กำลังใจ’ ทางทีมงานคงจะเห็นในตอนที่แจกของน้องๆ ว่าเขาจะรู้สึกว่าเขาได้รับจากผู้ที่เอามาแบ่งปันให้ แค่มาจับ มาสัมผัส มาอุ้ม เขาก็มีความสุขมากแล้ว คุณครูเชื่อว่าตรงนี้ มันเป็นการทำบุญที่ตีค่าราคาไม่ได้เลย อย่างไรก็แล้วแต่เราจะไม่สามารถยืนอยู่ตรงนี้ได้ถึง 50 ปี ถ้าไม่มีบุคคลที่อยู่ภายนอกมูลนิธิเข้ามาช่วยเหลือ มาสนับสนุน มาช่วยงานของเราให้ก้าวเดินไปในทิศทางที่เหมาะสม ก็ขอถือโอกาสขอบคุณนิตยสารบิส โฟกัส กรุ๊ป และบริษัทห้างร้านต่างๆ ที่มาสนับสนุนในวันนี้ค่ะ” ครูเกษรกล่าว
ครูเกสร กล่าวทิ้งท้ายด้วยว่า ในท้ายที่สุดครูผู้ดูแลเด็กเอง อยากฝากถึงทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ควรให้ความสำคัญมากๆ กับระบบสถาบันครอบครัว และครอบครัวในปัจจุบันต้องมีความเข้มแข็ง และและใส่ใจในการให้ความรู้เรื่องเพศกับลูกๆ ทุกวันนี้เราไม่สามารถห้ามความรักของเด็กวัยรุ่นได้ แต่เราสามารถสอนให้เขารู้จักวิธีการป้องกันและความรับผิดชอบ เราเชื่อว่าการปลูกฝังเรื่องเหล่านี้อาจช่วยลดปัญหาแม่วัยใสและการทอดทิ้งเด็กได้ในระยะยาว ถึงไม่ได้มากที่สุด แต่คงจะดีกว่าที่เราไม่ทำอะไรเลย เพราะวันนี้อายุของแม่เด็กที่เข้ามาหาเราน้อยลงทุกวัน เพราะฉะนั้นหากทุกบ้านเริ่มต้นจากการสื่อสารที่เข้าใจและอบอุ่น ในอนาคตคงจะมีเด็กๆ ที่ไม่จำเป็นต้องเริ่มชีวิตในความโดดเดี่ยวอีกต่อไป
