SNP Paper ทะยานสู่เป้า 1,100 ลบ. พร้อมก้าวเป็นผู้ให้บริการบรรจุภัณฑ์กระดาษครบวงจร
SNP Paper เดินหน้าขับเคลื่อนองค์กรสู่ผู้ให้บริการโซลูชันบรรจุภัณฑ์กระดาษครบวงจรที่สุดในไทย มั่นใจครึ่งปีแรกผลประกอบการฉลุย พร้อมกางยุทธศาสตร์เชิงรุกดันเป้ายอดขายปี 2569 แตะ 1,100 ล้านบาท ก่อนทะยานสู่ 1,500 ล้านบาทภายใน 3-5 ปี ชู 3 จุดแข็งเทคโนโลยีการผลิตขั้นสูง มาตรฐานระดับสากล
และบริการที่ฉับไว มัดใจคู่ค้าระดับ Global Brand

คุณชนาณัติ ชูนามชัยพร ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายขาย บริษัท เอสเอ็นพี เปเปอร์ จำกัด หรือ SNP Paper เปิดเผยว่า ในปี 2569 นี้ บริษัทได้เดินทางมาถึงปีที่ 34 จากจุดเริ่มต้นของธุรกิจครอบครัวในปี 2535 ในอาคารพาณิชย์ 3 คูหาย่านบางกรวย สู่การขยายฐานการผลิตในโรงงานแห่งที่ 2 บนพื้นที่กว่า 32 ไร่ ที่ได้ทุ่มงบลงทุน 400-500 ล้านบาท ติดตั้งเครื่องเดินกระดาษที่ทันสมัย ช่วยขับเคลื่อนธุรกิจสู่ต้นน้ำด้วยการผลิตแผ่นกระดาษลูกฟูก และได้รับความไว้วางใจให้เป็นผู้รับจ้างผลิตให้กับองค์กรชั้นนำอย่าง SCG ปัจจุบันบริษัทดูแลโรงงานหลัก 2 แห่งจากทั้งหมด 5 แห่งในเครือ ซึ่งถือเป็นผู้ให้บริการโซลูชันบรรจุภัณฑ์กระดาษครบวงจรที่สุดในไทย
คุณชนาณัติ กล่าวว่า ท่ามกลางการแข่งขันในตลาดบรรจุภัณฑ์ปัจจุบัน หัวใจสำคัญที่ทำให้ SNP Paper แตกต่างและเหนือกว่าคู่แข่งรายใหญ่ในตลาดคือ นวัตกรรมเทคโนโลยีและการลงทุนที่ไม่หยุดยั้ง ซึ่งบริษัทให้ความสำคัญกับการลงทุนในเครื่องจักรที่หลากหลาย ประสิทธิภาพสูง และมีความเร็วในกระบวนการผลิต เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้ากลุ่ม Global Brand และกลุ่มธุรกิจ B2B ที่เน้นงานพิมพ์ที่มีความซับซ้อน ความละเอียดสูง ความแม่นยำของเฉดสี และความแข็งแรงของโครงสร้างบรรจุภัณฑ์ ซึ่งโรงงานทั่วไปไม่สามารถผลิตได้ ด้วยความได้เปรียบจากการเป็นองค์กรที่มีความยืดหยุ่นสูง ทำให้บริษัทสามารถลงทุนเครื่องจักรฟีเจอร์ใหม่ ๆ ได้อย่างต่อเนื่องทุกปี
รวมถึงบริการเบ็ดเสร็จ และการตัดสินใจที่ฉับไว ด้วยโครงสร้างการบริหารงานที่ผสานความเป็นระบบสากลเข้ากับความยืดหยุ่นแบบธุรกิจครอบครัว ทำให้ทีมงานผู้เชี่ยวชาญของ SNP Paper สามารถให้คำแนะนำและแก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้แก่ลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะงานกลุ่ม B2B ที่เชื่อมโยงกับระบบโลจิสติกส์การส่งออก ซึ่งมีความเข้มงวดเรื่องเวลาสูง หากเกิดปัญหาหน้างานบริษัทสามารถตัดสินใจและจัดการเคลียร์ปัญหาได้ทันทีโดยไม่ต้องรอขั้นตอนอนุมัติหลายชั้นเหมือนองค์กรใหญ่ ส่งผลให้เกิดความลื่นไหลในบริการและได้รับความไว้วางใจสูงสุดจากลูกค้า
อีกทั้งมาตรฐานสากลและการพัฒนาบุคลากร SNP Paper ลบจุดอ่อนของโรงงานกล่องกระดาษในไทยด้วยการเดินหน้ายกระดับมาตรฐานโรงงานจนได้รับการรับรองระดับสากลอย่างครบถ้วน อาทิ FSC, FSSC, GHP และ ISO รองรับกลุ่มลูกค้าที่ต้องการส่งออกสินค้าไปยังตลาดยุโรป อเมริกา และญี่ปุ่นได้อย่างเต็มภาคภูมิ ควบคู่ไปกับการพัฒนาระบบเทคโนโลยีภายในเข้ามาวิเคราะห์ข้อมูล และการปรับปรุงโรงงานให้สะอาด ปลอดภัย นอกจากนี้ยังออกแบบกระบวนการผลิตที่ใช้เครื่องจักรควบคุมหลัก ช่วยลดผลกระทบจากการโยกย้ายของแรงงาน และทำให้สายการผลิตดำเนินไปได้อย่างไม่มีสะดุด
ขณะที่ด้านความยั่งยืน SNP Paper ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการขับเคลื่อนธุรกิจสีเขียว โดยการชูจุดเด่นวัสดุกระดาษรีไซเคิล ควบคู่กับการคว้าใบรับรอง Green System Level 3 และ EMS DIW Level 2 ทั้งยังขึ้นทะเบียนคาร์บอนฟุตพริ้นท์กับ TGO เพื่อช่วยคู่ค้าคำนวณการปล่อยคาร์บอนต่อกล่องได้อย่างแม่นยำ นอกจากนี้ ยังดำเนินการภายในเพื่อลดมลพิษในโรงงานอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการใช้รถโฟล์คลิฟท์ไฟฟ้า, ติดตั้งโซล่าเซลล์ และระบบบำบัดน้ำเสียหมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่ 100% โดยไม่มีการปล่อยน้ำเสียออกสู่ภายนอก
สำหรับทิศทางผลการดำเนินงานในปี 2569 นี้ คุณชนาณัติ กล่าวว่า ครึ่งปีแรกที่ผ่านมา ผลประกอบการเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ทุกประการ โดยในปี 2568 บริษัทประสบความสำเร็จในการปิดยอดขายที่ประมาณ 1,000 ล้านบาท ส่วนปี 2569 ตั้งเป้าเติบโตเพิ่มขึ้น 10% คิดเป็นยอดขายรวม 1,100 ล้านบาท ซึ่งในไตรมาสแรกบริษัทสามารถทำผลงานได้ตามเป้าอย่างน่าพึงพอใจ
ปัจจัยหนุนสำคัญมาจากที่ SNP Paper ใช้ช่วงชะลอตัวของตลาดปรับปรุงระบบ เทรนนิ่งบุคลากร และคว้ามาตรฐานอาหารปลอดภัยขั้นสูงอย่าง FSSC เพิ่มเติม ทำให้สามารถรุกตลาดกลุ่มอาหารและยาได้อย่างเต็มตัวในปีนี้ จนได้รับความไว้วางใจให้ผลิตบรรจุภัณฑ์แก่แบรนด์ระดับโลกอย่าง Heineken รวมถึงกลุ่มผู้ส่งออกในงาน THAIFEX ที่ต้องการส่งสินค้าไปยุโรป ส่งผลให้บริษัทกลายเป็นซัพพลายเออร์หลักที่คู่ค้าเจาะจงเลือกใช้จากมาตรฐานที่เหนือกว่าคู่แข่ง
นอกจากนี้ บริษัทยังได้มองเห็นโอกาสในการขยายโปรดักส์ไลน์ใหม่ ๆ เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าการตลาด เช่น การลงทุนในเครื่องจักรใหม่เพิ่มอีก 2 ตัว เพื่อรับผลิตสื่อโฆษณาและสื่อสิ่งพิมพ์ประเภทชั้นวางสินค้าจากกระดาษ สำหรับจัดวางในร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven และห้างสรรพสินค้าชั้นนำ ซึ่งเป็นการเติมเต็มบริการให้กับฐานลูกค้าเดิมและเพิ่มกำลังการผลิตโดยรวมขึ้นอีก 10% สอดรับกับแนวโน้มยอดขายที่เติบโตขึ้น
คุณชนาณัติ กล่าวถึงเป้าหมายในอนาคตระยะ 3-5 ปีข้างหน้าว่า SNP Paper ตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 1,500 ล้านบาท โดยเราได้เตรียมความพร้อมซื้อที่ดินเพิ่ม 13 ไร่ สำหรับสร้างอาคารโรงงานและไลน์ผลิตใหม่ในปีหน้า และระหว่างที่รองรับคำสั่งซื้อที่ล้นหลามเกินกำลังการผลิตในปัจจุบัน บริษัทได้จับมือเป็นพันธมิตรทางการค้ากับโรงงานในสิงคโปร์เพื่อช่วยกระจายงาน ซึ่งถือเป็นการทดสอบตลาดและบริหารความเสี่ยง ก่อนจะประเมินเทรนด์เทคโนโลยีเพื่อลงทุนเครื่องจักรที่ล้ำสมัยที่สุดในอนาคต
“เราเชื่อว่าในทุก ๆ วิกฤติมีโอกาสเสมอ แม้ในยามที่สถานการณ์โลกมีความผันผวน ส่งผลกระทบต่อซัพพลายเชนหรือราคาวัตถุดิบกระดาษในตลาดโลก แต่ด้วยการบริหารคลังสินค้าและการจัดซื้อวัตถุดิบเชิงรุก ทั้งการจัดหาในประเทศและการนำเข้าจากพันธมิตรต่างประเทศ เช่น เวียดนามและมาเลเซีย ทำให้ SNP Paper มีความพร้อมด้านวัตถุดิบเสมอ สามารถยืนราคาให้ลูกค้าได้ยาวนานโดยไม่ฉวยโอกาสขึ้นราคา สิ่งเหล่านี้ร่วมกับสโลแกน ‘คุณภาพมาตรฐาน บริการด้วยใจ ก้าวไกลด้วยเทคโนโลยี’ คือรากฐานสำคัญที่จะนำพา SNP Paper เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนร่วมกับพันธมิตรธุรกิจทุกรายนับจากนี้” คุณชนาณัติ กล่าวทิ้งท้าย
