นิช คาร์ เผยโฉมสุดยอดยานยนต์ แมคลาเรน 600 แอลที ครั้งแรกในไทย ที่งานไทยแลนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์ เอ็กซ์โป 2018

บริษัท นิช คาร์ กรุ๊ป จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายรถยนต์แมคลาเรนอย่างเป็นทางการเพียงรายเดียวในประเทศไทย  เผยโฉม แมคลาเรน 600 แอลที  ครั้งแรกในประเทศไทย ณ งานไทยแลนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์ เอ็กซ์โป 2018 ครั้งที่ 35 ระหว่างวันที่ 29 พฤศจิกายน – 10 ธันวาคม 2561 ณ บูธ A11 อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพค เมืองทองธานี

แมคลาเรน 600 แอลที  คือสมาชิกลำดับที่ 4 แห่งตระกูล LT (Longtail) ในกลุ่มสปอร์ตซีรีส์ (Sport Series) มุ่งเน้นที่ประสิทธิภาพสูงสุด และทรงพลังสูงสุดในกลุ่มเดียวกัน พัฒนาจากวิศกรรมยานยนต์ชั้นเลิศของสายพันธุ์รถแข่ง GT ขนานแท้ เพิ่มความแรงและน้ำหนักเบา พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพแอโรไดนามิก ด้วยเครื่องยนต์ V8 ความจุ 3.8 ลิตร ทวินเทอร์โบชาร์จ  ส่งมอบขุมพลัง 600 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 620 นิวตันเมตร

ความแรงและเร็วเปรียบดั่งกระสุนเงิน ยกระดับตำนานตระกูล LT คลาสสิก ให้ก้าวล้ำสู่อนาคต ด้วยความเบาจากโครงสร้างคาร์บอนไฟเบอร์ รับประกันความรู้สึกร่วมของผู้ขับที่จะสัมผัสได้ถึงการตอบสนองที่รวดเร็วและชาญฉลาดยิ่งขึ้น เพื่อการขับบนท้องถนนที่ถูกต้องตามกฎหมาย แต่ยังคงคาแรกเตอร์ของรถสปอร์ต

เมื่อเปรียบเทียบกับรุ่น 570เอส คูเป้ รถแมคลาเรน 600 แอลที  มีน้ำหนักที่เบากว่าถึง 96.4 กิโลกรัม ซึ่งเป็นผลมาจากการใช้ชิ้นส่วนคาร์บอนไฟเบอร์  และการใช้แชสซีส์ MonoCell II คาร์บอนไฟเบอร์ที่มีน้ำหนักเบาลงถึง 75 กิโลกรัม พร้อมล้ออัลลอยที่ออกแบบให้มีน้ำหนักเบาพิเศษ พัฒนาระบบกันสั่นสะเทือน เพิ่มประสิทธิภาพ front track รวมถึงการปรับการตกแต่งภายในที่คำนึงถึงการใช้ประโยชน์สูงสุด พร้อมพุ่งทะยานสู่ท้องถนนด้วยศักยภาพที่เหนือชั้นเต็มรูปแบบ

การปรับปรุงระบบความเย็นและการพัฒนาระบบระบายไอเสียทำให้ แมคลาเรน 600 แอลที พุ่งทะยานด้วยความแรงและดุดันยิ่งขึ้น ด้วยระบบ Active Dynamics Panel และเบาะนั่งรถแข่ง จะขับบนท้องถนนหรือสนามแข่งก็ง่ายดายสูงสุด นอกจากนั้นด้านหลังของรถยังเพิ่มขึ้น 47 มิลลิเมตร ช่วยเพิ่มแรงกดอากาศ และสมรรถภาพที่ดียิ่งขึ้นในการเข้าโค้งที่ความเร็วสูง ในขณะเดียวกันก็ยังคงรักษาความดิบและความรู้สึกร่วมของผู้ขับต่อการตอบสนองของระบบเบรกน้ำหนักเบา ปีกนกคู่อะลูมิเนียม และยาง Pirelli P Zero TroFeo R ที่สร้างสรรค์ขึ้นเพื่อ แมคลาเรน 600 แอลที โดยเฉพาะ เพิ่มความเร้าใจในการขับสูงสุด

วิทวัส ชินบารมี กรรมการผู้จัดการ บริษัท นิช คาร์ กรุ๊ป จำกัด เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับการเปิดตัว แมคลาเรน 600 แอลทีว่า “นิชคาร์เปิดจำหน่ายแมคลาเรน 600 แอลที ซึ่งจะนำเข้ามาในประเทศไทยเพียง 6 คันเท่านั้น ด้วยราคาเริ่มต้น 24.7 ล้านบาท การเปิดตัวซูเปอร์คาร์ในประเทศไทย ที่งานไทยแลนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์ เอ็กซ์โปครั้งนี้ ถือเป็นไฮไลต์ครั้งสำคัญ และเป็นโอกาสของแฟนรถทุกท่านที่จะได้ร่วมยลโฉมการออกแบบ และประสิทธิภาพระดับตำนานของแมคลาเรนได้อย่างใกล้ชิด”

ในงาน ไทยแลนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์ เอ็กซ์โป 2018 ในครั้งนี้ นอกจาก แมคลาเรน 600 แอลที แล้ว บริษัท นิช คาร์ กรุ๊ป จำกัด ยังได้นำ แมคลาเรน  720เอส ซูเปอร์คาร์เจเนอเรชั่น 2 ในกลุ่มซูเปอร์ ซีรีส์ ที่ได้เปิดตัว ณ โชว์รูม นิช คาร์ เมื่อเดือนมิถุนายน มาจัดแสดงในงานครั้งนี้ด้วย แมคลาเรน  720เอส มีความทรงพลังถึง 720 แรงม้า เบากว่าและแรงยิ่งกว่า แมคลาเรน  650เอส รุ่นก่อนหน้า และพื้นที่ภายในที่พัฒนาสูงสุดเพื่อความสนุกในการขับที่มากกว่า พร้อมด้วย แมคลาเรน  570 เอส คูเป้ คือผู้นำในรุ่นด้วยโครงสร้างคาร์บอนไฟเบอร์ และเครื่องยนต์ทวินเทอร์โบขนาด 3.8 สร้างความเร้าใจในการขับ ทั้งนี้ แมคลาเรน  Rolling Chassis คือส่วนที่น่าตื่นเต้นสำหรับแฟนรถยนต์ตัวจริง ที่จะได้มีโอกาสยลโฉมยานยนต์จากบริทิชที่มีเทคโนโลยีและชื่อเสียงระดับชั้นนำของโลก

หากต้องการข้อเพิ่มเติมเกี่ยวกับนิชคาร์กรุ๊ป สามารถติดต่อ ที่ โทร 02-321-1111 โดยโชว์รูมเปิดบริการทุกวัน จันทร์-อาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 8.30 – 17.30 น. 

 

เกี่ยวกับแมคลาเรน ออโตโมทีฟ

แมคลาเรน ออโตโมทีฟ คือผู้ผลิตรถสปอร์ตระดับหรูสมรรถนะสูงสัญชาติอังกฤษ ตั้งอยู่ที่ศูนย์เทคโนโลยี แมคลาเรน (McLaren Technology Centre: MTC) ในเมืองโวคกิ้ง เขตเซอร์เรย์

เมื่อบริษัทเปิดตัวสู่ตลาดโลกในปี ค.ศ. 2010 แมคลาเรน ออโตโมทีฟ จึงเปิดตัวยานยนต์ที่สร้างกระแสฮือฮาอย่างสูง นั่นคือรุ่น 12C และ 12C Spider และรุ่น McLaren P1™ ลิมิเต็ดเอดิชั่นในปี ค.ศ. 20113 เนื่องจากบริษัทมีนโยบายในการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ทุกปี ดังนั้น เมื่อเร็วๆ นี้ แมคลาเรน จึงได้เปิดตัวรุ่น 650S Coupe และ 650S Spider โดยแมคลาเรนยังคงมุ่งมั่นขยายธุรกิจและดำเนินงานผ่านเครือข่ายผู้จัดจำหน่ายปลีก ในตลาดรถยนต์ระกับหรูทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง

พันธมิตรของแมคลาเรน ออโตโมทีฟ

แมคลาเรน ออโตโมทีฟ ประสานงานกับพันธมิตรชั้นนำระดับโลกหลายแห่ง เพื่อการแลกเปลี่ยนความเชี่ยวชาญและเทคโนโลยีเฉพาะด้าน ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมการพัฒนา การคิดค้นระบบวิศวกรรม และการผลิตรถสปอร์ตสมรรถนะสูงรุ่นใหม่ของแมคลาเรน ซึ่งพันธมิตรชั้นเยี่ยมของแมคลาเรน ไดแก่  Akebono, AkzoNobel, ExxonMobil, Pirelli, SAP และ TAG Heuer

การออกแบบเพื่อสนามแข่งขันและการพัฒนาเพื่อขับขี่บนท้องถนน

การสร้างจุดเชื่อมต่อระหว่างยานยนต์ฟอร์มูล่า 1 กับรถยนต์สำหรับขับขี่บนท้องถนน ถือเป็นขั้นตอนแห่งประสบการณ์ องค์ความรู้ หลักการ และการถ่ายทอดกระบวนการที่สมบูรณ์แบบของแมคลาเรน ตลอดระยะเวลา 50 ปีของการบูรณาการระหว่างความเชี่ยวชาญและองค์ความรู้ของรถยนต์สูตร 1 ผสานกับมรดกทางภูมิปัญญาในการผลิตรถสปอร์ตชั้นเยี่ยมมากนานกว่า 20 ปี ทำให้ แมคลาเรน ออโตโมทีฟ สามารถออกแบบ พัฒนา และสร้างรถสปอร์ตสมรรถนะสูงที่เปี่ยมด้วยเทคโนโลยีอันล้ำสมัยด้วยนวัตกรรมใหม่หลากหลายรุ่น ซึ่งสมบูรณ์แบบทั้งการพุ่งทะยานในสนามแข่งขันและการขับขี่บนท้องถนน

แมคลาเรน คือผู้บุกเบิกการใช้วัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ในการผลิตรถยนต์มานานกว่า 30 ปี นับตั้งแต่ริเริ่มการใช้คาร์บอนไฟเบอร์กับตัวถังรถยนต์ทั้งรุ่นแข่งขัน McLaren MP4/1 ในปี 1981 และรุ่นขับขี่ทั่วไป McLaren F1 ในปี 1993 แมคลาเรนก็ได้เปลี่ยนมาใช้วัสดุคาร์บอนไฟเบอร์กับตัวถังรถยนต์ทุกรุ่นมาโดยตลอด 

ลีสซิ่งกสิกรไทย จัดเต็มรับงาน Motor Expo 2018 ออกรถใหม่ ขับฟรี 90 วัน* ผ่อนดาวน์ 0%

นางสาวพัชรี อุทัยรัตนกิจ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ลีสซิ่งกสิกรไทย จำกัด เปิดตัวแคมเปญ KLeasing Year End Bonus ต้อนรับมหกรรม Thailand International Motor Expo 2018 เมื่อสมัครสินเชื่อเช่าซื้อรถใหม่กับลีสซิ่งกสิกรไทย ระหว่างวันที่ 28 พฤศจิกายน – 14 ธันวาคม 2561 และออกรถภายใน 31มกราคม 2562 รับสิทธิพิเศษขับฟรี 90 วัน* ผ่อนดาวน์ 0%  สูงสุด 6 เดือนผ่านบัตรเครดิตกสิกรไทย พร้อมรับฟรี ลำโพงบลูทูธ JBL Clip 2 มูลค่า 2,490 บาท ที่บูธลีสซิ่งกสิกรไทยภายในงาน Motor Expo 2018 อิมแพ็ค เมืองทองธานี หรือ โชว์รูมผู้แทนจำหน่ายรถทั่วประเทศ

____________________

 

KLeasing offers 90-day free drive*, plus interest-free down payment, to welcome Motor Expo 2018

Miss Patcharee Uthairatanakit, Deputy Managing Director of KASIKORN LEASING Company Limited (KLeasing), launched “KLeasing Year End Bonus” campaign to welcome Thailand International Motor Expo 2018. Customers applying for K-Auto Finance (New Car) from November 28 - December 14, 2018, and receiving their vehicle by January 31, 2019, can defer their initial monthly payment for 90 days* with 6-month interest-free down payment installment via K-Credit Card. JBL Clip 2 Bluetooth Amplifier valued at 2,490 baht will also be given away for our customers. The promotion is available at KLeasing booth in Motor Expo 2018 at IMPACT Muangthong Thani or car dealers nationwide.

นิช คาร์ กรุ๊ป อวดโฉม แมคลาเรน 600 แอลที รุ่นลิมิเต็ด

สุดยอดยนตรกรรมระดับหรูจากประเทศอังกฤษ ครั้งแรกในไทย ณ บูธ A11 งานไทยแลนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์ เอ็กซ์โป 2018 ครั้งที่ 35

บริษัท นิช คาร์ กรุ๊ป จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายรถยนต์แมคลาเรนอย่างเป็นทางการเพียงรายเดียวในประเทศไทย อวดโฉม แมคลาเรน 600 แอลที รุ่นลิมิเต็ด [ McLaren 600 LT (Limited Edition) ] สุดยอดยนตรกรรมระดับหรูจากประเทศอังกฤษ รุ่นใหม่ล่าสุด แห่งตระกูล “LT” หรือ “Longtail”  ซึ่งถือเป็น LT รุ่นแรกที่ถูกจัดอยู่ใน  สปอร์ต ซีรีส์ (Sport Series) โดยจะนำเข้ามาในประเทศไทย 6 คันเท่านั้น ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 24.7 ล้าน นอกจากนี้ยังมีข้อเสนอสุดเร้าใจที่สาวกซูเปอร์คาร์ไม่ควรพลาดจาก  นิช คาร์ กรุ๊ป พิเศษเฉพาะงานนี้เท่านั้น!!!            

แมคลาเรน 600 แอลที จะปรากฏโฉมครั้งแรก ในงาน ไทยแลนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์ เอ็กซ์โป 2018 ครั้งที่ 35 ตั้งแต่วันที่ 29 พฤศจิกายน 10 ธันวาคม 2561 ณ บูธ A11 อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพค เมืองทองธานี

 ###

 

เกี่ยวกับ บริษัท นิช คาร์ กรุ๊ป จำกัด

นิช คาร์ กรุ๊ป คือ ผู้นำเข้ารถยนต์ระดับซูเปอร์คาร์ สปอร์ตคาร์ และไฮเปอร์คาร์ ในประเทศไทย ดำเนินธุรกิจเป็นเวลากว่า 30  ปี ภายใต้ชื่อเดิมคือ เบนซ์นครินทร์ ออโต้ กรุ๊ป ปัจจุบัน นิช คาร์ กรุ๊ป ได้รวบรวมสุดยอดยนตรกรรมจากทั่วโลก อาทิ สุดยอดสองสายพันธุ์จากประเทศอังกฤษที่รวมอยู่ใน Formula 1 “แมคลาเรน” (McLaren) และ ซูเปอร์คาร์พันธุ์คลาสสิก “โลตัส” (Lotus) รวมถึงไฮเปอร์คาร์สัญชาติอิตาลี “ปากานี” (Pagani) และ ไฮเปอร์คาร์สัญชาติสวีเดน “โคนิกเซ็กก์” (Koenigsegg) ราชันต์ออฟโรด “ฮัมเมอร์” (Hummer)  จากอเมริกา พร้อมด้วยโชว์รูมที่ สยามพารากอน  และ  มอเตอร์เวย์ กม.1

หากต้องการข้อเพิ่มเติมเกี่ยวกับนิชคาร์กรุ๊ป สามารถติดต่อ ที่ โทร 02-321-1111 โดยโชว์รูมเปิดบริการทุกวัน จันทร์-อาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 8.30 – 17.30 น.

Direct Asia จัดแคมเปญตามหาคนขับรถดี กับแคมเปญ “ขับดี ได้ดี”

การเดินทางในปัจจุบัน ที่เต็มไปด้วยความเร่งรีบ จนบางครั้งคุณอาจลืมนึกถึงกฏกติกาในการใช้รถใช้ถนนร่วมกับผู้อื่น และอาจกลายทำผิดกฏหมายจราจรไปโดยไม่รู้ตัว หรือแม้แต่การใช้อารมณ์ การขาดมารยาทในการขับรถจนทำให้เกิดปัญหาต่างๆ มากมาย อาทิ เช่น ปัญหาอุบัติเหตุและปัญหาการจราจรอื่นๆ บางครั้งปัญหาดังกล่าวอาจมาจากบุคคลอื่นเช่นกัน ด้วยเหตุนี้การทำประกันภัยรถยนต์จึงเป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างมากสำหรับผู้ใช้รถใช้ถนนในทุกวันนี้

การทำประกันภัยรถยนต์ไม่ว่าจะเป็น ประกันภัยรถยนต์ชั้น 1, ประกันรถยนต์ชั้น 2 หรือ ประกันภัยรถยนต์ชั้น 3 ล้วนแล้วแต่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง ไม่ใช่แค่เพียงเหตุผลที่กล่าวไปข้างต้น แต่ประกันภัยยังช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับตัวผู้ขับหรือเจ้าของรถยนต์เองอีกด้วย การเลือกทำประกันภัยรถยนต์ที่ให้การคุ้มครองที่ครอบคลุม พร้อมด้วยเบี้ยประกันที่คุ้มค่า สามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันของคุณลงได้ และถ้าหากคุณเป็นผู้ขับที่ดี รักษากฎและระเบียบในการขับรถ Direct Asia มีขอเสนอสุดพิเศษให้คุณ

เพราะการใส่ใจกันบนท้องถนนเป็นเรื่องสำคัญ Direct Asia จึงจัดแคมเปญตามหาคนขับรถดี กับแคมเปญ “ขับดี ได้ดี” หากคุณเป็นคนขับดีที่เราตามหา รับเบี้ยประกันภัยราคาดีทันที ทั้งประกันภัยรถยนต์ชั้น1 ประกันภัยรถยนต์ชั้น2 หรือแม้แต่ประกันภัยรถยนต์ชั้น3 เบี้ยประกันภัยรถยนต์ที่คุ้มค่า และความคุ้มครองที่เกินคุ้ม เพื่อเป็นรางวัลที่คุณใส่ใจในการเป็นคนขับที่ดี ร่วมกันดูแลท้องถนน Direct Asia การันตีราคาดีที่สุด เจอถูกกว่าจ่ายส่วนต่าง สามารถผ่อนจ่ายได้สบายๆ ทั้งบัตรเครดิตและเดบิต 0% นาน 10 เดือน และการบริการถึงที่เกิดเหตุทันใจ ภายใน 30 นาที นอกจากเบี้ยประกันภัยรถยนต์ที่ราคาดีแล้ว Direct Asia ยังมอบบัตรเติมน้ำมันสูงสุด 2,500 บาท ฟรี มีจำนวนจำกัด ให้แก่คนขับรถดีอีกด้วย โดยติดตามแคมเปญดีๆนี้เพิ่มเติมได้ที่ Direct Asia และโทรมาเช็คเบี้ยประกันได้เลย สายด่วนลูกค้าสัมพันธ์: 02-767-7777 จันทร์-ศุกร์ : 08.00 - 20.30 น.เสาร์-อาทิตย์ : 09.00 - 18.00 น.

นอกจากสิทธิพิเศษจาก Direct Asia แล้ว การเป็นคนขับที่ดียังช่วยลดอุบัติเหตุและปัญหาการจราจรอื่นๆลงได้ เพราะความร่วมมือของทุกคนนั้นจะทำให้คุณภาพชีวิตบนท้องถนนในบ้านเราดีขึ้นในที่สุด ติดตามข้อควรรู้ในการขับรถเพิ่มเติมได้ที่ลิ้งก์ Direct Asia

หัวเว่ย แนะอัพเกรดเครือข่ายรองรับการขับขี่อัตโนมัติ

ในงาน Ultra-Broadband Forum ครั้งที่ 5 (UBBF 2018) ซึ่งจัดขึ้นที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ มร. เดวิด หวัง คณะกรรมการบริษัท และประธานบริหาร กลุ่มผลิตภัณฑ์และโซลูชั่นของหัวเว่ย ได้กล่าวว่า “ในยุคของโลกอัจฉริยะที่ทุกสิ่งเชื่อมต่อกัน การขับขี่อัตโนมัติหรือไร้คนขับกำลังจะเกิดขึ้นจริง ขณะเดียวกันอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น ยานยนต์ การบิน และการผลิต ก็กำลังพัฒนาสู่ความทันสมัยด้วยการนำเทคโนโลยีอัตโนมัติเข้ามาใช้”

มร. หวัง กล่าวต่อว่า “แต่ภาคโทรคมนาคมกลับต้องเผชิญกับปัญหาด้านโครงสร้างขนานใหญ่ เพราะเครือข่ายขยายตัวเพิ่มขึ้นทุกปี ในขณะที่ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ (OPEX) กลับพุ่งสูงขึ้นเร็วกว่ารายได้ ยิ่งไปกว่านั้น โอเปอเรเตอร์ยังต้องใช้เม็ดเงินในการดูแลเครือข่ายของตนมากกว่า OTT ถึง 100 เท่า โอเปอเรเตอร์จึงจำเป็นต้องสร้างเครือข่ายการขับเคลื่อนอัตโนมัติ”

มนุษย์เราไม่เคยหยุดที่จะแสวงหาสิ่งที่ดีกว่า ในปี พ.ศ. 2490 สหรัฐอเมริกาประสบความสำเร็จในการบินข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกโดยไร้คนขับเป็นครั้งแรก ในปี พ.ศ. 2526 เป็นครั้งแรกของโลกที่ได้เห็นรถไฟที่ขับเคลื่อนเองโดยไม่มีคนขับ ซึ่งก็คือ รถไฟสาย Métro de Lille ในฝรั่งเศส ในปี พ.ศ. 2555 Google ได้รับใบอนุญาตขับขี่สำหรับรถขับเคลื่อนอัตโนมัติเป็นครั้งแรกของโลกที่รัฐเนวาด้า และจากข้อมูล ณ เดือนมีนาคม พ.ศ. 2561 รถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติของ Google ได้วิ่งเป็นระยะทางรวม 8 ล้านกิโลเมตรแล้ว สะท้อนให้เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงทุกอย่างที่เกิดขึ้นในอุตสาหกรรมต่าง ๆ กำลังผลักดันสังคมให้ก้าวไปสู่ยุคใหม่

อุตสาหกรรมโทรคมนาคมต้องเผชิญกับความซับซ้อนที่มีลักษณะจำเพาะหลายอย่าง ซึ่งแตกต่างไปจากยานยนต์อัตโนมัติ ในแง่ความหลากหลายของบริการ เครือข่ายโทรคมนาคมหนึ่งเครือข่ายประกอบไปด้วยบริการหลายประเภท เช่น บริการโทรศัพท์มือถือ บริการบรอดแบนด์ภายในบ้าน และบริการระดับองค์กร ดังนั้น ระบบขับขี่อัตโนมัติจึงต้องทำความเข้าใจถึงจุดมุ่งหมายของบริการต่าง ๆ ให้ถูกต้อง เพราะสำหรับสภาพแวดล้อมในการปฏิบัติการและสภาพถนน ซึ่งมีทางหลวงต่างๆ ทำหน้าที่เป็นเสมือนศูนย์ข้อมูล ถนนในเมืองหรือในชนบททำหน้าที่ให้การเข้าถึงบรอดแบนด์แก่ประชากร ดังนั้นระบบขับขี่อัตโนมัติจึงต้องสามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมที่ซับซ้อน ซึ่งมีการผสมผสานเทคโนโลยีหลายตัวเข้าด้วยกัน ตั้งแต่เรื่องของการปฏิบัติการตลอดวงจรชีวิต บทบาทต่างๆ เช่น การวางแผน, ระบบ O&M และการจัดหาบริการนั้น ล้วนมีความท้าทายที่แตกต่างกันออกไป

มร. หวัง ได้กล่าวว่า “การพัฒนาสู่เครือข่ายการขับขี่อัตโนมัติจะต้องก้าวหน้าไปตามรูปแบบการใช้งาน และปฏิบัติตามหลักการสำคัญ 3 ประการ คือ 1) เราควรมุ่งเน้นประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องกับ OPEX 2) เราต้องเริ่มต้นจากเทคโนโลยีหนึ่ง แล้วจึงค่อยๆ ขยายไปสู่หลายๆ เทคโนโลยี จากงานเดียวไปสู่การทำหลายๆ งานพร้อมๆ กัน แล้วค่อยสร้างระบบวงจรปิด และ 3) เราต้องพัฒนารูปแบบข้อมูลจากประสบการณ์และจากบนลงล่าง รวมถึงประสิทธิภาพในการใช้งานร่วมกัน”

เครือข่ายการขับขี่อัตโนมัติไม่ได้ต้องการแค่นวัตกรรมด้านผลิตภัณฑ์เท่านั้น แต่เป็นเรื่องของสถาปัตยกรรมระบบอันล้ำสมัยและโมเดลธุรกิจใหม่ๆ มากกว่า หัวเว่ยจึงได้เชิญชวนผู้ประกอบการทั้งหมดในอุตสาหกรรมมาร่วมกันทำงานเพื่อกำหนดมาตรฐานที่ชัดเจน แนะนำนวัตกรรมและการใช้งานด้านเทคโนโลยี สำหรับอุตสาหกรรมโทรคมนาคมนั้น จากประสบการณ์ในการให้บริการและประสิทธิภาพในการดำเนินงาน หัวเว่ยได้เสนอเครือข่ายการขับขี่อัตโนมัติ 5 ระดับด้วยกัน คือ

ระดับ 0 – Manual O&M: ระบบนี้มีคุณสมบัติในการเฝ้าติดตาม ซึ่งต้องดำเนินงานทั้งหมดด้วยระบบแมนวล

ระดับ 1- Assisted O&M: ระบบจะทำงานย่อยๆ บางอย่างตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการดำเนินการ

ระดับ 2 - Partial Autonomous Network: ระบบเครือข่ายอัตโนมัติบางส่วน ช่วยให้สามารถทำ O&M แบบวงจรปิดสำหรับบางยูนิตได้ภายใต้สภาพแวดล้อมภายนอกบางอย่าง ลดปัญหาเรื่องประสบการณ์และทักษะของพนักงาน

ระดับ 3 - Conditional Autonomous Network: เครือข่ายอัตโนมัติแบบมีเงื่อนไขอัพเกรดจากเครือข่ายระดับ 2 ระบบสามารถรับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมได้แบบเรียลไทม์ และในเทคโนโลยีบางอย่าง สามารถเพิ่มหรือปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมภายนอกเพื่อให้สามารถบริหารจัดการวงจรปิดได้อย่างที่ตั้งใจ

ระดับ 4 - Highly Autonomous Network: พัฒนาขึ้นจากระดับ 3 ช่วยให้สามารถบริหารจัดการเครือข่ายบริการแบบคาดการณ์ล่วงหน้าหรือแบบระบบปิด รวมถึงเครือข่ายที่ขับเคลื่อนด้วยประสบการณ์ของลูกค้าได้ในสภาพแวดล้อมที่มีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการสามารถแก้ไขข้อบกพร่องของเครือข่ายได้ก่อนที่จะได้รับการร้องเรียนจากลูกค้า ลดปัญหาการหยุดชะงักของบริการและข้อร้องเรียนของลูกค้า ทำให้ลูกค้าได้รับความพึงพอใจมากขึ้น

ระดับ 5 - Full Autonomous Network: เครือข่ายอัตโนมัติเต็มสูบคือเป้าหมายสูงสุดของการพัฒนาเครือข่ายโทรคมนาคม ระบบจะมีขีดความสามารถในการทำงานอัตโนมัติแบบวงจรปิด ครอบคลุมทั้งบริการและเทคโนโลยีต่างๆ ตลอดวงจรชีวิต ทำให้เป็นเครือข่ายการขับขี่อัตโนมัติอย่างแท้จริง

“บนเส้นทางของการพัฒนาสู่การขับขี่อัตโนมัติ เครือข่ายโทรคมนาคมต้องเผชิญกับความท้าทายมากมายรวมถึงการที่เราไม่อาจทราบถึงสถานะของเครือข่าย และการแยกระบบปฏิบัติการและบำรุงรักษาออกจากกัน" มร. หวัง กล่าว “สิ่งนี้ทำให้เราต้องปรับโครงสร้าง รังสรรค์สถาปัตยกรรมเครือข่ายและเทคโนโลยีที่สำคัญ ๆ อย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อันดับแรกคือ เราจำเป็นต้องสร้าง Edge Intelligence ขึ้นมาบนเครือข่ายทางกายภาพ เพื่อตรวจจับสถานะเครือข่ายในแบบเรียลไทม์ และลดความซับซ้อนของสถาปัตยกรรมและโปรโตคอลของระบบเครือข่าย ประการที่สองคือ เราจะใช้โมเดลแบบครบวงจรเพื่อสร้างเครือข่ายดิจิทัลแฝด ทำให้สามารถตรวจสอบและคาดการณ์สถานะของเครือข่ายได้ และเรายังสามารถนำเทคโนโลยี AI มาใช้ ณ จุดนี้ เพื่อเพิ่มคุณสมบัติด้านการคาดการณ์ให้กับ O&M และเสริมประสิทธิภาพของระบบปิดให้ได้มากที่สุด ประการที่สามคือ ต้องมีแพลตฟอร์มคลาวด์แบบเปิดเพื่อรองรับการฝึกอบรมและการเพิ่มพูนขีดความสามารถด้านอัลกอริธึ่มของ AI รวมถึงการพัฒนาแอพพลิเคชันต่าง ๆ เช่น การวางแผน การออกแบบ การจัดหาบริการ การรับประกันระบบ O&M และการเพิ่มประสิทธิภาพเครือข่าย โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้การดำเนินงานของเครือข่ายแบบระบบปิด ดำเนินไปโดยอัตโนมัติตลอดวงจรชีวิตการใช้งาน”

หัวเว่ยได้สร้างนวัตกรรมและการค้นคว้าในเรื่องเครือข่ายการขับขี่อัตโนมัติอย่างจริงจัง และได้พัฒนาเครือข่าย Intent-Driven Network (IDN) และโซลูชันอื่น ๆ โซลูชันเหล่านี้ครอบคลุมลักษณะการใช้งานในรูปแบบต่าง ๆ เช่น การเข้าถึงบรอดแบนด์ เครือข่าย IP เครือข่ายใยแก้วนำแสง เครือข่ายศูนย์ข้อมูล และการสื่อสารความเร็วสูงส่วนบุคคลขององค์กร โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อช่วยผู้ประกอบการและองค์กรต่างๆ ปรับเปลี่ยนระบบเครือข่ายของตนให้เป็นระบบดิจิทัลที่เน้นประสบการณ์ด้านบริการ หัวเว่ยและผู้ประกอบการชั้นนำระดับโลกได้ร่วมกันเปิดตัวโครงการ NetCity เพื่อกำหนดรูปแบบทางธุรกิจและรังสรรค์นวัตกรรมต่างๆ ตามรูปแบบ DevOps เพื่อปรับใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยอย่างรวดเร็ว

มร. หวัง กล่าวสรุปว่า “มันเป็นการเดินทางที่ยาวนานเพื่อก้าวไปสู่เครือข่ายการขับขี่อัตโนมัติ เพื่อทำความฝันของเราให้เป็นจริง อุตสาหกรรมต้องทำงานร่วมกันและก้าวต่อไปข้างหน้า หัวเว่ยมีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาโซลูชั่นไอซีทีชั้นนำด้วยการรังสรรค์นวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง และจัดการความซับซ้อนด้วยตัวเราเอง เพื่อมอบความเรียบง่ายให้กับลูกค้า เมื่อผนึกกำลังร่วมกัน เราจะสามารถสร้างโลกอัจฉริยะที่เชื่อมโยงถึงกันอย่างเต็มรูปแบบ”

Page 1 of 4