กพร. ผนึกกำลังภาครัฐและเอกชนอัด 1,250 ลบ. เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมรีไซเคิลเศษโลหะที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) กระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมกับองค์การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งสหประชาชาติ (UNIDO) จัดพิธีเปิดโครงการ นำร่องรีไซเคิลเศษโลหะอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และพิธีลงนามความร่วมมือกับภาครัฐและเอกชน จำนวน 7 ราย เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมรีไซเคิลเศษโลหะที่มีประสิทธิภาพและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ภายใต้กองทุนสิ่งแวดล้อมโลก กว่า 1,250 ล้านบาท

นายวิษณุ ทับเที่ยง อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ เปิดเผยว่า ยุทธศาสตร์สำคัญของ กพร. ในการพัฒนาผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเหมืองแร่และอุตสาหกรรมพื้นฐานให้เข้าสู่ยุค 4.0 คือการประยุกต์ใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีที่สมัยใหม่ เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มและปรับปรุงกระบวนการผลิตให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2561 ได้จัดพิธีเปิดโครงการลดมลภาวะทางอากาศจากโรงงานรีไซเคิลเศษโลหะ โดยเฉพาะมลพิษที่ตกค้างยาวนานซึ่งอาจเกิดขึ้นโดยไม่จงใจ (U-POPs) อาทิ ไดออกซินและฟิวแรน ซึ่งข้อมูลจากการศึกษาที่ผ่านมาพบการปลดปล่อยสารไดออกซินหรือฟิวแรน จากอุตสาหกรรมหลอมโลหะของไทยแต่ละปีมีปริมาณมากกว่า 119 กรัม TEQ (Toxic Equivalent) หรือคิดเป็นร้อยละ 11 ของการปลดปล่อย U-POPs จากภาคอุตสาหกรรมทั้งหมด การดำเนินโครงการจึงตั้งเป้าลดปริมาณการปลดปล่อยมลพิษดังกล่าวให้ได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 โดยใช้เทคนิคที่ดีที่สุด (Best Available Technique: BAT) และแนวทางปฏิบัติด้านสิ่งแวดล้อมที่ดีที่สุด (Best Environmental Practice: BEP) ในการพัฒนาอุตสาหกรรมหล่อหลอมโลหะ เพื่อปรับปรุงเทคโนโลยีการผลิตที่มีประสิทธิภาพและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

ทั้งนี้ กพร. จะดำเนินงานร่วมกับองค์การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Industrial Development Organization: UNIDO) โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนสิ่งแวดล้อมโลก (Global Environment Facility: GEF) รวมทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชนของไทยจำนวน 7 ราย ได้แก่ กรมควบคุมมลพิษ กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม สถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทย บริษัท โรงงานเหล็กกรุงเทพฯ จำกัด บริษัท เอ็น.ที.เอส สตีลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) บริษัท ไดกิ อลูมิเนียม อินดัสทรี (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท ไทยเม็ททอล อลูมิเนียม จำกัด ภายใต้วงเงินกว่า 38 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 1,250 ล้านบาท  มีระยะเวลาดำเนินโครงการ 5 ปี

การดำเนินงานโครงการดังกล่าว จะมีการกำหนดแนวทางการพัฒนากลุ่มผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมรีไซเคิลเศษโลหะอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีเป้าหมายที่สำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ “การพัฒนากฎระเบียบ” เพื่อปรับปรุงกฎ ระเบียบ และมาตรฐานต่าง ๆ พร้อมทั้งกำหนดนโยบายเพื่อผลักดันให้ภาคอุตสาหกรรม มีความใส่ใจด้านสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาของอุตสาหกรรมหลอมโลหะตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ “การพัฒนาบุคลากร” เพื่อจัดทำคู่มือการปฏิบัติงานเพื่อลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต สำหรับกระบวนการรีไซเคิลเศษโลหะ รวมทั้งการให้ความรู้แก่ประชาชนและผู้ประกอบการรับซื้อเศษโลหะรายย่อย

ในเรื่องการคัดแยกขยะหรือของเสีย รวมทั้งการจัดเก็บที่ถูกวิธี ซึ่งจะช่วยมลพิษที่จะเกิดขึ้นจากสารปนเปื้อนที่ติดมากับเศษโลหะได้อย่างตรงจุดมากที่สุด “การพัฒนาโรงงาน” เพื่อจัดตั้งโรงงานรีไซเคิลเศษโลหะต้นแบบที่มีการนำ BAT/BEP มาประยุกต์ใช้ในกระบวนการผลิต จำนวน 4 โรงงาน เพื่อเป็นตัวอย่างให้แก่ผู้ประกอบการได้เข้ามาศึกษา พร้อมบริการให้คำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญทั้งในและต่างประเทศ เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ทันสมัยไปปรับใช้ในโรงงานได้จริง ทั้งนี้ตลอดระยะเวลา 5 ปีของโครงการจะมีการประชาสัมพันธ์และถ่ายทอดความรู้ให้แก่ภาคเอกชนและประชาชนผู้สนใจอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งติดตามประเมินผลมาตรการต่าง ๆ เพื่อกำหนดแนวทางการขยายผลไปยังกลุ่มเป้าหมายในอุตสาหกรรมหรือธุรกิจอื่น ๆ ที่มีการปลดปล่อย U-POPs ด้วย

ทั้งนี้ ภายหลังพิธีเปิดโครงการและการลงนามความร่มมือฯ  ยังมีการจัดเสวนาเรื่อง “ทิศทางอุตสาหกรรมรีไซเคิลเศษโลหะไทยในยุค 4.0” โดยผู้ทรงคุณวุฒิ ถึง 4 ท่านได้แก่ นางสุนีย์ ปิยะพันธุ์พงศ์  นายกสมาคมการจัดการของเสีย (ประเทศไทย), นายวิโรจน์ โรจน์วัฒนชัย ผู้อำนวยการสถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทย, นายประวิทย์ หอรุ่งเรือง รองประธานกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็กสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และ Dr. Pasquale Spezzano ด้าน BAT/BEP จากประเทศอิตาลี เพื่อให้ความรู้ความเข้าใจกับผู้เข้าร่วมงาน โดยมี ดร.อุมา วิรัตน์สกุลชัย ผู้เชี่ยวชาญด้าน Industrial Symbiosis ของ UNIDO เป็นผู้ดำเนินรายการ

“กพร. มีความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเหมืองแร่และอุตสาหกรรมพื้นฐานโดยยึดแนวทางการสานพลังประชารัฐ ด้วยการบูรณาการความร่วมมือร่วมกันระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อให้สามารถก้าวสู่อุตสาหกรรม 4.0 ควบคู่ไปกับการประกอบการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและสร้างประโยชน์ให้กับชุมชนอย่างยั่งยืน” นายวิษณุ กล่าวทิ้งทาย

 Forbes Global CEO Conference เริ่มแล้วที่กรุงเทพฯ

งาน Forbes Global CEO Conference ครั้งที่ 18 เริ่มต้นอย่างเป็นทางการแล้ววันนี้ที่กรุงเทพฯ โดยมีนักธุรกิจชั้นนำระดับซีอีโอ เจ้าของธุรกิจระดับโลก ผู้ประกอบการรายใหญ่ นักธุรกิจระดับแนวหน้ารุ่นใหม่ นักลงทุน และผู้นำทางความคิดประมาณ 400 คน จากทั่วโลกร่วมงาน การประชุมในปีนี้จัดขึ้นในธีม “The World Reboots” โดยให้ความสำคัญกับการที่ซีอีโอ ผู้นำธุรกิจสำคัญๆ ในประเทศต่างๆ รับมือกับความท้าทายและใช้โอกาสที่มาจากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นมากมายให้เป็นประโยชน์

หนึ่งในวิทยากรสำคัญที่มาร่วมงานในปีนี้คือ ฯพณฯ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งจะกล่าวปาฐกถาท่ามกลางผู้ทรงคุณวุฒิและผู้นำทางความคิดในวันที่ 31 ตุลาคม ซึ่งเป็นวันที่สองของงานตลอดการประชุม 2 วัน วิทยากร 50 คน จากทั่วโลกจะร่วมแสดงความคิดเห็นในประเด็นสำคัญอาทิ สภาวะเศรษฐกิจโลก เทคโนโลยี การเปลี่ยนแปลง นวัตกรรม และโอกาสการลงทุนในธุรกิจต่างๆ เช่น การเงินและอสังหาริมทรัพย์ นอกจากนี้ วิทยากรบนเวทียังจะพูดคุยเกี่ยวกับกลยุทธที่ดีที่สุดในด้านต่างๆ เช่น ความเป็นผู้นำ การเป็นผู้ประกอบการ การดำเนินธุรกิจของครอบครัว การทำกิจกรรมเพื่อสังคมและการพัฒนาอย่างยั่งยืน

วิทยากรชั้นนำที่ร่วมแสดงความคิดเห็นในการประชุมครั้งนี้ประกอบด้วย สตีฟ ฟอร์บส ประธานและบรรณาธิการบริหารของฟอร์บสมีเดีย คุณศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์และประธานคณะกรรมการบริหาร บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น คุณปณต สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด เอช โรเจอร์ หวาง ประธานและซีอีโอ Golden Eagle International Group และประธาน Committee of 100 เอ็นริเก้ เค ราซอน จูเนียร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและประธาน International Container Terminal Services, Inc. อัลลัน เซแมน ประธาน Lan Kwai Fong Group กู๊ดวิล เกา ผู้อำนวยการและประธาน Gaw Capital Partners คุณชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ศ. กิตติคุณ ดร. สุทธิพันธ์ จิราธิวัฒน์ ผู้อำนวยการบริหาร ศูนย์อาเซียนศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและผู้อำนวยการบริหาร บริษัทกลุ่มเซ็นทรัลจำกัด มิวาโกะ ดาเตะ ประธานและซีอีโอ บริษัทโมริ ทรัสต์ จำกัด ฟาน กัง ประธาน China Development Institute และผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเศรษฐกิจแห่งชาติ อองตวน บลองโด ผู้บริหารร่วมของ Alpha Intelligence Capital ไชรุล ทันจุง ประธาน CT Corp เนียร์จา เบอร์ล่า ประธานของ Mpower ปีเตอร์ มัวร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูล เจพี กัน หุ้นส่วนบริหาร Qiming Venture Partners มิทช์ การ์เบอร์ ประธานของ Cirque du Soleil และประธาน Invest in Canada เหงียน ถิ เฟือง ทาว ประธานและซีอีโอ Vietjet Air ตัน มิน-เลียง ประธานและ    ซีอีโอ Razer เซา ชังเปง ซีอีโอของ Binance โก๊ะ ชุน ฟง หัวหน้าคณะผู้บริหาร Singapore Airlines  คุณอภิชาติ จูตระกูล ซีอีโอ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) แครี่ โจนส์-บาร์เบอร์ หัวหน้าคณะผู้บริหาร Dawn Foods วิลเลี่ยม อี ไฮเน็คกี้ ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) 

วิทยากรท่านอื่นๆ ประกอบด้วย ฮาราลด์ ลิงค์ ประธานกลุ่มบริษัทบี.กริม (มหาชน) จำกัด จอห์น ลิม หัวหน้าคณะผู้บริหารของกลุ่ม ARA Asset Management Holdings Pte Ltd ตัน โฮ ลิง ผู้ร่วมก่อตั้ง Grab ก๊อก เมง รู หัวหน้าคณะผู้บริหาร BandLab Technologies ชินต้า วิดจาจา กัมดานิ หัวหน้าคณะผู้บริหาร Sintesa Group บี อาร์ เชตตี้ ผู้ร่วมก่อตั้งและประธาน NMC Healthcare มาริโอ โมเรตติ โพลีกาโต้ ผู้ก่อตั้ง ประธาน GEOX Group เซิร์จ ปัน ประธานบริหาร Yoma Group of Companies แพททริค โกรฟ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม Catcha Group ปีเตอร์ แซนด์ ผู้อำนวยการบริหาร The Global Fund โนนิ เพอร์โนโม ประธานผู้อำนวยการ Blue Bird Group Holding ฌอง เอริค ซัลลาตา หัวหน้าคณะผู้บริหาร Baring Private Equity Asia ปรากาช พี ฮินดูจา ประธาน Hinduja Group of Companies (Europe) โยชิโตะ โฮริ ประธาน GLOBIS University และหุ้นส่วนบริหารของ GLOBIS Capital Partners บิโนช เค โชฮารีย์ ประธานบริหาร CG Corp Global เซียง บิง คณบดีผู้ก่อตั้งและศาสตราจารย์ China Business and Globalization ของ Cheung Kong Graduate School of Business แจ๊ค เลสลี่ ประธานบริษัทเวเบอร์ แชนด์วิค วี ชานก้า ซีอีโอและหุ้นส่วน Gateway Partners ฮันส์ พอล เบิร์คเนอร์ ประธาน The Boston Consulting Group ฟู จิซุน หุ้นส่วนบริหาร GGV Capital แกรี่ ไวท์ หัวหน้าคณะผู้บริหาร Water.org และ Water Equity ยูวา เฮดริก หว่อง หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ มาสเตอร์การ์ด จิม วอล์คเกอร์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ Asianomics Group และ พารัค กานนา หุ้นส่วนบริหาร FutureMap

สนใจข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิทยากรและหัวข้อในการพูดคุยสามารถดูเพิ่มเติมได้ที่ http://www.forbesglobalceoconference.com/#agenda

บริษัทที่ร่วมเป็นเจ้าภาพในการจัดการประชุม Forbes Global CEO Conference ในปีนี้ได้แก่ บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด และ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) โดยมีผู้สนับสนุนหลักได้แก่ บริษัทกลุ่มเซ็นทรัลจำกัดและธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ผู้สนับสนุนภาคเอกชน ได้แก่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) International Container Terminal Services Inc. วัน แบงค็อก บริษัท  อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) กลุ่มบริษัทไทยซัมมิท Invest in Canada บริษัทเวเบอร์ แชนด์วิค เวิลด์ไวด์ และบริษัท ฮิลล์ แอนด์ แอสโซซิเอทส์ ผู้ให้การสนับสนุนรองคือ Bank Mayapada และสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) FWD เอฟดับบลิวดี ประกันชีวิต และ Huawei Technologies

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการจัดการประชุม สามารถดูได้ที่เว็ปไซต์ www.forbesglobalceoconference.com

สามารถติดตามโซเชี่ยลมีเดียของฟอร์บสได้ที่ @ForbesAsia และ #ForbesGlobalCEO

เกี่ยวกับ Forbes Media

ฟอร์บส มีเดีย เป็นบริษัทด้านสื่อ การสร้างแบรนด์ และเทคโนโลยี ที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางทั่วโลก โดยเน้นการนำเสนอข่าวและข้อมูลด้านการเงิน การลงทุน เทคโนโลยี ธุรกิจในแนวผู้ประกอบการ ผู้นำธุรกิจและเจ้าของกิจการ รวมถึงนำเสนอไลฟ์สไตล์ของผู้ที่ประสบความสำเร็จ ฟอร์บส มีเดีย เป็นเจ้าของและผู้ตีพิมพ์นิตยสารธุรกิจ “ฟอร์บส” (Forbes) และ Forbes Asia รวมถึงเว็บไซต์ Forbes.com แบรนด์ Forbes สามารถเข้าถึงผู้คนมากกว่า 117 ล้านคนทั่วโลกในแต่ละเดือนด้วยเนื้อหาเกี่ยวกับธุรกิจผ่านนิตยสารและนิตยสารฉบับท้องถิ่น 40 ฉบับใน 70 ประเทศ และผ่าน Forbes.com รายการโทรทัศน์ การจัดการประชุม การวิจัย ผ่านแพลทฟอร์มต่างๆ รวมทั้งโทรศัพท์มือถือ ฟอร์บส มีเดียแบรนด์ ครอบคลุม การจัดประชุมสัมมนา ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ การศึกษา การบริการด้านการเงิน และข้อตกลงในการใช้งานเทคโนโลยี

อสส. ยกระดับ เป็นเจ้าภาพจัดประชุมประจำปีสมาคมสวนสัตว์
และพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ครั้งที่ 26 ที่เชียงใหม่

รองศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ปานเทพ รัตนากร (ที่ 3 จากขวา) ประธานกรรมการองค์การสวนสัตว์ ร่วมเป็นเกียรติในพิธีเปิดงานประชุมประจำปีสมาคมสวนสัตว์ และพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Southeast Asian Zoos and Aquariums Association : SEAZA) ครั้งที่ 26 ซึ่งจัดขึ้นภายใต้หัวข้อหลัก “One Voice for Nature & Wildlife” มุ่งสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศในภูมิภาค พร้อมยกระดับศักยภาพประเทศสมาชิกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขึ้นมาเป็นผู้นำหลักในการอนุรักษ์สัตว์ป่าและการบริหารจัดการสวนสัตว์ในระดับสากล โดยมี Dr. Lam Viet Phan (ที่ 8 จากซ้าย) ประธานสมาคมสวนสัตว์และพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวเปิดงาน พร้อมด้วย Dr. Jenny Gray (ที่ 7 จากซ้าย) ประธานสมาคมสวนสัตว์และพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำโลก นายเบญจพล นาคประเสริฐ (ซ้ายสุด) ผู้อำนวยการองค์การสวนสัตว์ และผู้บริหารจากภาครัฐและเอกชน ร่วมให้การต้อนรับ

องค์การสวนสัตว์ (อสส.) ได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพในการจัดประชุมระหว่างประเทศ งานประชุมประจำปีของสมาคมสวนสัตว์และพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ครั้งที่ 26 (The 26th Southeast Asian Zoos and Aquariums Association : SEAZA Annual Conference 2018) ในระหว่างวันที่ 29 ตุลาคม – 2 พฤศจิกายน 2561 ที่ จ.เชียงใหม่ ณ เอ็มเพรส คอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ โรงแรมดิเอ็มเพรส จ.เชียงใหม่ เมื่อเร็ว ๆ นี้

รองศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ปานเทพ รัตนากร ประธานกรรมการองค์การสวนสัตว์ กล่าวว่า ประเทศไทยถือได้ว่าเป็นหนึ่งในผู้นำหลักในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในด้านการอนุรักษ์สัตว์ป่า และการบริหารจัดการสวนสัตว์ตามมาตรฐานสากล อย่างไรก็ตามผู้นำหลักในเวทีโลก ยังคงเป็นกลุ่มประเทศมหาอำนาจในภูมิภาคอื่น ดังนั้นรูปแบบหลักของการประชุมประจำปีของสมาคมสวนสัตว์และพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEAZA) ครั้งที่ 26 คือการพัฒนาความร่วมมือระหว่างประเทศในภูมิภาค เพื่อสร้างความเข้มแข็ง และพัฒนาให้ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขึ้นมาเป็นหนึ่งในผู้นำหลักในการอนุรักษ์สัตว์ป่าและการบริหารจัดการสวนสัตว์ในระดับสากล  คาดหวังว่าผู้เข้าร่วมประชุมและผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย จะได้รับประโยชน์จากการประชุมในครั้งนี้ และนำไปพัฒนาต่อยอดเพื่อความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ในอนาคตต่อไป

ด้าน นายเบญจพล นาคประเสริฐ ผู้อำนวยการองค์การสวนสัตว์  กล่าวว่า นับเป็นที่น่าภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่ประเทศไทยได้รับความไว้วางใจจากคณะกรรมการสมาคมสวนสัตว์โลกฯ ให้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมนานาชาติทั้ง 3 ประชุมในปี 2561นี้ ณ  ประเทศไทย  คืองานประชุมระหว่างประเทศ และประชุมใหญ่สามัญประจำปีของสมาคมสวนสัตว์และและพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำโลก (World Association of Zoos and Aquariums : WAZA) ครั้งที่ 73   การจัดประชุมประจำปีของ IUCN/SSC Conservation Planning Specialist Croup (CPSG)  และในครั้งนี้ งานประชุมประจำปีสมาคมสวนสัตว์แห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Southeast Asian Zoos and Aquariums Association : SEAZA) ครั้งที่ 26  ในระหว่างวันที่ 29 ตุลาคม – 2 พฤศจิกายน 2561 ที่ จ.เชียงใหม่

ซึ่งการได้รับเกียรติในครั้งนี้ ถือเป็นตัวชี้วัดบ่งบอกถึงการมีมาตรฐานทางด้านการบริหารจัดการสัตว์สมัยใหม่ตามมาตรฐานสากล จนเป็นที่ยอมรับในระดับโลก

การประชุมในครั้งนี้ เป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสบการณ์ การนำเสนอผลงานวิจัย การศึกษาค้นคว้าวิชาการ และการถ่ายทอดเทคโนโลยีและองค์ความรู้ การสร้างเครือข่ายวิชาการ ด้านการอนุรักษ์และส่งเสริมการนำองค์ความรู้จากการศึกษาวิจัยไปใช้ประโยชน์ คาดว่าผู้เข้าประชุมจะได้รับประโยชน์และนำไปต่อยอด อันจะนำไปสู่การขยายความร่วมมือในระดับภูมิภาคและนานาชาติต่อไป

อสส. จัดประชุมสมาคมสวนสัตว์และและพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำโลก
(World Association of Zoos and Aquariums : WAZA) ครั้งที่ 73

องค์การสวนสัตว์ (อสส.) ได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพในการจัดประชุมระหว่างประเทศ และประชุมใหญ่สามัญประจำปีของสมาคมสวนสัตว์และพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำโลก (World Association of Zoos and Aquarium : WAZA) ครั้งที่ 73 ซึ่งจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 22– 25 ตุลาคม 2561 ที่กรุงเทพมหานคร และ สมาคมสวนสัตว์แห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Southeast Asian Zoos and Aquariums Association : SEAZA) ครั้งที่ 26 ในระหว่างวันที่ 29 ตุลาคม – 2 พฤศจิกายน 2561 ที่ จ.เชียงใหม่ พร้อมทั้งการจัดประชุมประจำปีของ IUCN/SSC Conservation Planning Specialist Croup (CPSG)ระหว่างวันที่ 18-21 ตุลาคม 2561

ณ แกรนด์ ฮอลล์ โรงแรมอวานี ริเวอร์ไซด์พลเอกสุรศักดิ์  กาญจนรัตน์  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานในพิธีเปิดงานประชุมระหว่างประเทศและประชุมใหญ่สามัญประจำปี ของสมาคมสวนสัตว์และและพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำโลก (World Association of Zoos and Aquariums : WAZA) ครั้งที่ 73 นับเป็นครั้งแรกที่ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ได้รับเกียรติจัดประชุมดังกล่าว

โดยประธานกล่าวว่า นับเป็นที่น่าภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่ประเทศไทยได้รับความไว้วางใจจากคณะกรรมการสมาคมสวนสัตว์โลกฯ ให้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุม ประจำปีสมาคมสวนสัตว์โลกและพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำโลก (WAZA) ในปี 2018 นี้ ณ ประเทศไทย  ซึ่งการได้รับเกียรติในครั้งนี้ ถือเป็นตัวชี้วัดบ่งบอกถึงการมีมาตรฐานทางด้านการบริหารจัดการสัตว์ที่ดีและมีมาตรฐาน จนเป็นที่ยอมรับในระดับโลก และคาดหวังว่าผู้เข้าร่วมประชุมและผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย จะได้รับประโยชน์จากการประชุมในครั้งนี้ และนำไปพัฒนาต่อยอดเพื่อความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ในอนาคตต่อไป

วิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิที่มาร่วมงานประชุม WAZA มาจากหลายหลายสถาบันอาทิ Dr. Jane Goodall  จาก United Nations Messenger of Peace Dr. Jane Goodall, ศาสตราจารย์เกียรติคุณ พิไล พูลสวัสดิ์ นักวิทยาศาสตร์และนักอนุรักษ์ที่มีผลงานวิจัยดีเยี่ยมด้านปักษีวิทยาและนิเวศวิทยาสัตว์ป่า, Crane Conservationist Dr. George Archibald, และ Forest Stewardship Council Director, Kim Carstensen.

การประชุมประจำปีของสมาคมสวนสัตว์และพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำโลก (WAZA) ครั้งที่ 73  ในปีนี้จัดขึ้นภายใต้หัวข้อ “Wild at Heart” สาระสำคัญเน้นในเรื่องของการนำเสนอเกี่ยวกับความร่วมมือในการอนุรักษ์สัตว์ ทั้งภายในและภายนอกถิ่นอาศัยของประเทศไทยและสมาชิกที่อยู่ในภูมิภาค และการจัดการสวนสัตว์และพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ ให้เป็นไปตามมาตรฐานสากลและหลักสวัสดิภาพสัตว์โดยจะมีผู้เชี่ยวชาญด้านการอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ และสิ่งแวดล้อม มาจากหลากหลายประเทศ ซึ่งจะเป็นการแบ่งปันความรู้และประสบการณ์ นวัตกรรมทางด้านการบริหารจัดการสวนสัตว์  ให้มีประสิทธิภาพ

WAZA มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้จัดงานประชุมครั้งนี้ที่กรุงเทพมหานคร และองค์การสวนสัตว์ ได้แสดงให้เห็นถึงบทบาทที่สำคัญยิ่งในการดูแลอนุรักษ์สัตว์ในภูมิภาค ซึ่งจากความสำเร็จในการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพนี้ ได้สร้างแรงบันดาลที่ดีต่อทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง Mr. Doug Cress, CEO of WAZA กล่าว

นายเบญจพล  นาคประเสริฐ ผู้อำนวยการองค์การสวนสัตว์  กล่าวว่า องค์การสวนสัตว์ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกองค์กรระดับสากล อาทิ สมาคมสวนสัตว์และพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำโลก (World Association of Zoos and Aquarium : WAZA) วัตถุประสงค์เพื่อสร้างแนวทางร่วมกันในการแก้ไขปัญหา แบ่งปันข้อมูล โดยมีเป้าหมายเพื่อการอนุรักษ์สัตว์ ชนิดพันธุ์ และถิ่นที่อยู่อาศัยอย่างยั่งยืน เพื่อสร้างมาตรฐานและความเป็นเลิศในการจัดการสวนสัตว์และพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำทั่วโลก

การที่องค์การสวนสัตว์ได้เข้าร่วมจัดงานประชุมในฐานะเจ้าภาพครั้งนี้ นับว่าเเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง เพราะจะเป็นเวทีให้ทางองค์การสวนสัตว์ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้เทคโนโลยี ตลอดจนองค์ความรู้ในด้านการบริการจัดการสวนสัตว์ในระดับสากล เพิ่มโอกาสในการพัฒนาบุคลากรขององค์การ และเป็นโอกาสให้ผู้เข้าร่วมประชุมที่มาจากที่ต่างๆ ทั่วโลก ได้สัมผัสและร่วมกิจกรรมด้านอื่นๆ ในประเทศไทย  อันจะส่งผลต่อภาพลักษณ์ของประเทศและประโยชน์ด้านต่างๆต่อหน่วยงานภาครัฐ ด้านการศึกษา และทางด้านเศรษฐกิจ ตลอดจนเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวและนำรายได้เข้าประเทศไทยอีกทางหนึ่ง

พาณิชย์ฯ ติดปีกแบรนด์ไทยคุณภาพติดตลาดโลก 30 แบรนด์คุณภาพ
ร่วมรับตรา T Mark ปี 2561

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศอวดโฉมหน้าผู้ประกอบการจาก 30 บริษัทที่มีศักยภาพในการผลิตสินค้าและบริการภายใต้แบรนด์สินค้าไทย ได้อย่างมีมาตรฐานผ่านเกณฑ์การรับรองของตราสัญลักษณ์ Thailand Trust Mark ร่วมเชิดชูเกียรติและประชาสัมพันธ์ผู้ได้รับตรา T Mark ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง พร้อมตอกย้ำความมั่นใจแก่ผู้บริโภคทั้งไทยและต่างประเทศว่าสินค้าที่ได้รับตรา T Mark ได้มาตรฐานทั้งในด้านการผลิตที่คำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม มีความรับผิดชอบต่อสังคมมีธรรมาภิบาลและมีการคุ้มครองแรงงานอย่างเป็นธรรม

นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายในงานพิธีมอบประกาศนียบัตรผู้ที่ได้รับตราสัญลักษณ์Thailand Trust Mark ประจำปี 2561 ว่า “ตลอดการจัดโครงการThailand Trust Mark กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศได้เน้นย้ำความสำคัญ ในการยกระดับความเชื่อมั่นต่อสินค้าและบริการไทยผ่านกระบวนการผลิต ที่ได้คุณภาพอยู่เสมอ โดยหลักเกณฑ์ที่ทางโครงการใช้ในการคัดเลือกบริษัทให้ได้รับการรับรอง และมีสิทธิ์ใช้ตราสัญลักษณ์T Markเพื่อการค้าในวันนี้ประกอบด้วย 1.สถานประกอบการที่มีคุณภาพ มาตรฐานระดับสากลได้รับการรับรองมาตรฐานแรงงานไทย 2.ต้องเป็นอุตสาหกรรมที่คํานึงถึงสิ่งแวดล้อมและมีความรับผิดชอบต่อสังคม 3. มีการการดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงสิทธิมนุษยชนแรงงาน”

บทบาทของตรา T Mark  ระหว่างผู้ผลิตและผู้บริโภคคือการเป็นตราสัญลักษณ์จากรัฐบาลไทยที่จะช่วยสร้าง ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคได้ว่าสินค้าหรือบริการที่ได้รับตรานี้ มีคุณภาพและได้มาตรฐานระดับสากลครบในทุกมิติ และมั่นใจได้ว่าทั้งคนไทยและชาวต่างชาติจะได้รับประโยชน์สูงสุดจากสินค้าและบริการที่มีตรา T Mark รับรอง

สำหรับบริษัทที่ผ่านเกณฑ์การพิจารณาให้ได้รับตราสัญลักษณ์ T Mark ในปีนี้รวมทั้งสิ้น 30 บริษัทจาก 5 กลุ่มธุรกิจได้แก่

  1. กลุ่มอุตสาหกรรมอาหารจำนวน 10 บริษัท  คือบริษัทไก่ดำมหากิจจำกัด,เชียงรายอะโกร-อินดัสทรีจำกัด, บริษัทซิโฟน่าค๊อฟฟี่จํากัด, บริษัทโกศล-อัมพาจํากัด, บริษัทมะลิกรุ๊ป 1962 จำกัด, บริษัทมารีนฟายน์ฟูดส์จำกัด, บริษัทนําเชา (ประเทศไทย) จํากัด, บริษัทโรแยลพลัสจำกัด, บริษัทสหชัยไทยพืชผลจํากัด, บริษัทไทยแอ็กโกรอินเตอร์เทรดจํากัด
  2. กลุ่มอุตสาหกรรมหนักจำนวน 5 บริษัท  คือบริษัทเจริญชัยหม้อแปลงจํากัด, บริษัทยีเอสยัวซ่าสยามอินดัสตรีส์จำกัด, บริษัทเอ็นเทคโพลิเมอร์จำกัด, บริษัททีพีเอ็นเฟล็กซ์แพคจำกัด,บริษัทยันม่าร์เอส.พี. จำกัด
  3. กลุ่มอุตสาหกรรมไลฟ์สไตล์จำนวน 6  บริษัทคือบริษัทอิมเม็กซ์อินเตอร์เนชั่นแนลจำกัด, บริษัทคังไท่เทรดดิ้งจำกัด, บริษัทเอ็มแอนด์พีเวิลด์โพลิเมอร์จำกัด, บริษัทเน็กซ์โปรดักส์จำกัด, บริษัทเอส.เค.เพาเวอร์เอเบิลจํากัด, บริษัทเว่ยฮาวโมลด์จำกัด
  4. กลุ่มอุตสาหกรรมแฟชั่นจำนวน 1 บริษัท  คือบริษัทมาชาฮีโร่จำกัด
  5. กลุ่มอุตสาหกรรมอื่นๆจำนวน 8 บริษัท  คือบริษัทดีคิวโอโล่แอสเซทจํากัด, บริษัทกลัฟเท็กซ์จำกัด, บริษัทเอชบีซีโพรดักซ์อินดัสตรี้ส์จำกัด, บริษัทคิวรอนจํากัด, บริษัทลาวิช (ไทยแลนด์) จํากัด, บริษัทอุตสาหกรรมมิตรมงคลจํากัด, บริษัทไพพรรณรัตน์มาร์เก็ตติ้งจำกัด, บริษัทสเปเชี่ยลตี้เนเชอรัลโปรดักส์จำกัด,

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศได้ดำเนินการจัดโครงการ Thailand Trust  Mark มาอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี โดยเป็นโครงการที่ดำเนินการสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของกระทรวงพาณิชย์ ในการมุ่งมั่นที่จะรักษาชื่อเสียงและภาพลักษณ์ ของประเทศในด้านการเป็นแหล่งผลิตสินค้าคุณภาพผ่านตราสัญลักษณ์ T Mark ซึ่งนับได้ว่าการดำเนินงานนับตั้งแต่ก่อตั้งโครงการจนถึงปัจุบัน ประสบความสำเร็จเพราะสามารถสนับสนุนให้แบรนด์สินค้า และบริการของไทยเป็นที่รู้จักและได้รับความไว้วางใจจากผู้บริโภคทั่วโลก

ในอีกด้านหนึ่ง Thailand Trust Mark ยังส่งเสริมผู้ประกอบการไทยให้ตระหนักรู้ในเรื่องสังคมสิ่งแวดล้อมและการผลักดันสินค้าให้ได้คุณภาพ เพื่อประชาสัมพันธ์ให้ผู้บริโภคทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติมีความเชื่อมั่นในสินค้าไทยซึ่งผู้ประกอบการที่ได้รับตรา T Mark จะได้รับสิทธิ์ในการเข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมการค้า และได้รับการประชาสัมพันธ์ผ่านช่องทางต่างๆของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ โดยผู้สนใจสมัครขอรับตราสัญลักษณ์ T Mark และประชาชนทั่วไปสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่www.thailandtrustmark.comหรือสอบถามรายละเอียดที่ 02-507-8266, 095-592-5663 ในเวลาราชการ

Page 1 of 2