7 อาวุธจุดติดไฟสตาร์ทอัพให้ถึงระดับยูนิคอร์น

นาทีนี้คงปฏิเสธไม่ได้ว่ากระแสของสตาร์ทอัพมาแรงสุดๆ เห็นได้จากการที่หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนได้เข้าไปให้การสนับสนุน ผู้ที่กำลังจะเริ่มธุรกิจสตาร์ทอัพกันอย่างล้นหลามไม่ว่าจะเป็นทั้งทางด้านองค์ความรู้ เงินทุน กิจกรรมส่งเสริม หลักสูตรต่างๆ แถมยังมีการจัดตั้งหน่วยงานที่สนับสนุนเรื่องนี้ขึ้นมาโดยเฉพาะ เรียกได้ว่าเป็นยุคทองของสตาร์ทอัพไทยและโลกอย่างแท้จริง

ล่าสุดสถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ หรือ  NEA ได้จัด “โครงการเสวนาเพื่อผู้ประกอบการยุคใหม่ Startup Symposium : The Power of Creativity & Innovation” ขึ้น เพื่อติดอาวุธทางความคิดให้กับเหล่าสตาร์ทอัพ โดยมีเมนเทอร์ชื่อดังเข้าร่วมแบ่งปันประสบการณ์และแนวคิดในการทำธุรกิจสตาร์ทอัพอย่างคับคั่ง  อาทิ  บอย โกสิยพงษ์ ผู้บริหารค่ายเพลงเลิฟอีส คุณธนญชัย ศรศรีวิชัย ผู้กำกับโฆษณาระดับโลก รางวัล คานส์ ไลออน , Mr.David Bolliger General Partner of Intervalley Ventures (AI Human,LP) จากประเทศออสเตรเลีย Mr.Gabriele Costigan Managing Director WeXcelerate จากประเทศออสเตรีย พร้อมด้วยหน่วยงานส่งเสริมสตาร์ทอัพอีกกว่า 10 หน่วยงาน

Mr.William Malek

ภายในงานพบว่ามีหนึ่งไฮไลท์ของการเสวนาที่สำคัญ โดย มิสเตอร์วิลเลียม มาเล็ค (Mr.William Malek) กูรูด้านความคิดสร้างสรรค์ และอดีตอาจารย์จากมหาวิทยาลัย Stanford รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ออกมาเผยถึงอาวุธลับสำคัญในการเป็นสตาร์ทอัพ ที่จะประสบความสำเร็จระดับยูนิคอร์นที่ไม่ว่าใครก็สามารถมีและทำได้ โดยมี 7 ขั้นตอนที่สำคัญ ได้แก่

          1. เข้าให้ถึงแก่นปัญหา

สตาร์ทอัพหลายรายไม่สามารถออกแบบผลิตภัณฑ์ที่สามารถแก้ปัญหาให้ลูกค้าได้จริงๆ ก็เพราะพวกเขาเข้าไม่ถึงสาเหตุที่แท้จริงของปัญหา ก่อนอื่นเราต้องยอมรับก่อนว่ามันมีปัญหาอยู่จริงและตระหนักให้ได้ว่าการที่มีปัญหาก็ไม่ใช่เรื่องที่เลวร้ายเสมอไปเพราะในทุกปัญหาก็มีโอกาสแฝงอยู่ ที่สำคัญคือทำอย่างไรเราถึงจะสามารถรวบรวมปัญหาออกมาได้ คำตอบก็คือ “การตั้งคำถาม” การเริ่มต้นด้วยการตั้งคำถามที่ดีจะทำให้ผู้ที่กำลังประสบปัญหาอยากจะเล่าเรื่องราว แชร์ประสบการณ์ เสนอความคิดเห็นส่วนตัว หรือแม้กระทั่งความรู้สึกที่ไม่ได้รับความไม่สะดวกสบายจากการใช้สินค้าหรือบริการในปัจจุบัน

          2. ลงพื้นที่จริง

หลังจากที่รู้ว่าปัญหาคืออะไรแล้ว ถึงเวลาที่จะต้องลงพื้นที่จริงๆเพื่อที่จะพูดคุยแลกเปลี่ยนกับผู้ที่มีอุปสรรคในด้านนั้นๆจริงๆ และจากตรงนี้เราจะได้เห็นโลกในแบบกลุ่มเป้าหมายที่เราเห็น คิดหรือรู้สึกในแบบเดียวกัน จากตรงนี้จะทำให้เราสามารถระบุถึงความต้องการจริงๆ ในใจของพวกเขาออกมาได้ผ่านพฤติกรรม  ความชอบ  แรงกระตุ้น  หรือแม้กระทั่งความไม่พอใจส่วนตัว ตามคำกล่าวที่ว่า “ปัญหาของธุรกิจทุกวันนี้ไม่ใช่ว่าพวกเราขาดแคลนนวัตกรรม แต่ขาดความสามารถในการเข้าใจความรู้สึกของผู้อื่น” ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า ในส่วนหลังนี้เป็นสิ่งที่สตาร์ทอัพทั่วโลกกำลังประสบปัญหาเดียวกันอยู่

          3. ระบุขอบเขตของปัญหา

อะไรคือปัญหาของที่แท้จริงลูกค้า มองปัญหาให้เหมือนที่ลูกค้ามอง เมื่อนั้นคุณจะเห็นโอกาส สังเกต วิเคราะห์ และปะติดปะต่อข้อมูล คำถาม ปัญหา หรือไอเดียต่างๆ ที่ดูเหมือนจะไม่เกี่ยวข้องเข้าด้วยกันแล้ว ระบุประเด็นปัญหาออกมาให้ชัดเจน เพื่อที่จะได้ทราบว่าเรากำลังทำงานไปในทิศทางเดียวกันทั้งทีม และกำลังแก้ปัญหาได้ตรงจุด

          4. ระดมไอเดียในการแก้ปัญหา

ว่ากันว่า การใช้คนให้ถูกกับประเภทของงานก็เหมือนกับทำสำเร็จไปแล้วครึ่งหนึ่ง มาถึงตรงนี้ คุณต้องมีทีมงานที่ทำงานเข้าขากันเหมือนนักฟุตบอล 11 คน รับ-ส่ง บอลให้กันอย่างรู้อกรู้ใจเพื่อให้กองหน้าทำประตูคู่แข่งได้ ....คุณต้องทำการระดมทุกไอเดียในการแก้ปัญหา   “ว่ากันว่า ใน 1,000 ไอเดียจะมีแค่ 10 ไอเดียหรือแค่ 1% เท่านั้นที่เอาไปใช้ได้จริง ดังนั้นยิ่งมีไอเดียมากเท่าไร คุณก็ยิ่งจะได้ไอเดียที่สามารถนำไปใช้ได้จริงมากขึ้นเท่านั้น”

          5. จำลองต้นแบบของสินค้าหรือนวัตกรรมและทำการทดสอบ

นำเอาความคิดสร้างสรรค์ที่ได้ มาต่อยอดพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถใช้งานได้จริง (จะเป็นรูปแบบของแอพพลิเคชั่นหรือ ผลิตภัณฑ์จริงๆ ก็ได้)

          6. ทำซ้ำๆและเรียนรู้จากสิ่งที่ทำ

หลังจากที่ได้ผลิตภัณฑ์ออกมาเป็นรูปเป็นร่างแล้วมาถึงขั้นตอนในการทดสอบการใช้งานของผลิตภัณฑ์ ลองนำสิ่งที่คุณทำไปให้ใครสักคนที่กำลังประสบความไม่สะดวกสบายจากการใช้ผลิตภัณฑ์ แอพพลิเคชั่น หรือบริการต่างๆ ทดลองใช้ แล้วขอฟีดแบ็คจากเขาเหล่านั้นว่าถ้าคุณจะทำออกมาจริงๆ มันจะเวิร์คหรือไม่ และถึงแม้มันไม่เวิร์คเลย อย่างน้อยคุณก็ได้เรียนรู้ว่า ความล้มเหลวเป็นบันไดไปสู่ความสำเร็จ ล้มแล้วลุกขึ้นให้ไว เรียนรู้จากความผิดพลาด แล้วนำไปปรับปรุง

          7. ลงมือสร้างผลิตภัณฑ์แล้วลุยตลาดจริง

เมื่อผลิตภัณฑ์พร้อม ตลาดกลุ่มเป้าหมายชัด สิ่งที่คุณต้องการในตอนนี้ก็คือโอกาส อย่าหยุดที่จะมองหาโอกาสไม่ว่าจะโอกาสในการหาพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจ หรือ โอกาสในการขาย

นายพรวิช ศิลาอ่อน ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ หรือ NEA

นายพรวิช ศิลาอ่อน ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ หรือ NEA กล่าวว่า การจัดงาน Startup Symposium เป็นการส่งเสริมให้สตาร์ทอัพในประเทศไทยกล้าที่จะคิดนอกกรอบอย่างสร้างสรรค์ เพิ่มความสามารถทางด้านการแข่งขัน พร้อมดึงเอาศักยภาพที่มีอยู่ออกมาใช้ อันจะทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่อุดมไปด้วยผู้ประกอบสตาร์ทอัพคุณภาพ หรือ “สตาร์ทอัพเนชั่น” ทั้งนี้ สถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ ถือเป็นหน่วยงานหลักที่มีภารกิจในการสนับสนุนและส่งเสริมผู้ประกอบการไทยยุคใหม่ รวมถึงสตาร์ทอัพให้มีขีดความสามารถทัดเทียมผู้ประกอบการในระดับนานาชาติ

ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ที่สถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่จัดขึ้นสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารและปฏิทินกิจกรรมได้ที่ nea.ditp.go.th หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทรศัพท์  02-7264500 หรือ Facebook.com/nea.ditp

กระทรวงพาณิชย์ผ่าขุมทรัพย์แดนจีนใต้ หวังต่อยอดผู้ประกอบการไทยก้าวสู่ตลาดจีน

กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และกรมการค้าต่างประเทศ จับมือสถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ และกลุ่มบางกอกโพสต์ จัดสัมมนา “ผ่าขุมทรัพย์แดนจีนใต้ รู้ก่อน รวยก่อน” หวังปูเส้นทางการค้าเจาะตลาดจีนตอนใต้ที่มีศักยภาพ โดยใช้ยุทธศาสตร์เจาะเมืองรอง อาทิ คุนหมิง ผิงเสียง ฯลฯ เปิดทางผู้ประกอบการผลไม้ไทยผ่านเส้นทางจีนตอนใต้ไปสู่ทุกมณฑลของจีนที่มีประชากรกว่า 1,300 ล้านคน ภายในงานได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้เชี่ยวชาญตลาดจีนมาร่วมเปิดมุมมอง หาโอกาส เสริมศักยภาพ และความร่วมมือไทย-จีน พร้อมจัดทัพปรับกลยุทธ์บุกจีนตอนใต้  โดยมี นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานในพิธี พร้อมปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “เปิดประตูสู่จีนใต้”

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะประธานในพิธีเปิดกล่าวถึงความสำคัญของตลาดจีนตอนใต้ว่า “จีน ถือเป็นตลาดที่กระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก เนื่องจากจีนมีประชากรมากถึง 1,300 ล้านคน และเป็นตลาดใหญ่ในการรองรับสินค้าเกษตรของไทย กระทรวงพาณิชย์จึงมุ่งเป้าหมายที่จะผลักดันผลไม้ของไทยเข้าสู่ทุกมณฑลของตลาดจีน เพื่อรองรับผลผลิตผลไม้ของไทยในทุกฤดูกาล ไม่ว่าจะเป็นลำไย ทุเรียน ซึ่งเป็นที่นิยมของตลาดจีนผ่านเส้นทางจีนตอนใต้ที่เชื่อมโยงไปทุกมณฑลของจีน อาทิ เมืองคุนหมิง และเมืองผิงเสียง ซึ่งถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ ที่กระทรวงพาณิชย์จะใช้เป็นกุญแจในการผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นมหาอำนาจด้านการผลิตผลไม้ โดยหวังที่จะเห็นผู้ประกอบการไทยใช้โอกาสที่รัฐบาลสร้างรากฐานไว้ให้ในการผลักดันสินค้าผลไม้ และสินค้าประเภทอื่นๆ ผ่านช่องทางต่างๆที่รัฐบาลได้กรุยทางและประสานความร่วมมือไว้ให้แล้ว ผ่านกลยุทธ์การทำงานที่ผลักดันการส่งออกทั้งการเจาะตลาดใหม่และรักษาตลาดเดิม โดยมุ่งขยายตลาดใหม่ที่เจาะเข้าสู่เมืองรองเพิ่มมากขึ้น และการผลักดันการทำการค้าผ่านอี-คอมเมิร์ซ รวมถึงการส่งเสริมการออกไปลงทุนในต่างประเทศ เพื่อสร้างโอกาสและผลักดันให้ประเทศไทยก้าวไปสู่นครผลไม้โลกได้อย่างยั่งยืน” นายสนธิรัตน์ กล่าว

นางสาวบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า “สำหรับมูลค่าการส่งออกของประเทศไทยในช่วงเดือนมกราคม – มิถุนายน ปี 2561 มีมูลค่า 125,811.71 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 11 โดยมีมูลค่าการค้าระหว่างไทย-จีน อยู่ที่ 39,428.11 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ร้อยละ 12.33 โดยเป็นการส่งออก 14,818.74 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และนำเข้า 24,609.37 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ทั้งนี้ ประเทศจีนกลายเป็นศูนย์กลางทางการค้าของทวีปเอเชีย โดยเมืองคุนหมิง ถือเป็นตลาดที่มีแนวโน้มที่ดีสำหรับสินค้าที่นำเข้าและบริการจากทั่วโลก โดยเฉพาะสินค้าที่ผลิตโดยผู้ประกอบการจากต่างประเทศ ซึ่งเข้ามาลงทุนในคุนหมิงอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นตลาดค้าปลีกสำคัญอันดับหนึ่งของประเทศจีนในขณะนี้”

“สำหรับจีนตอนใต้ เมืองคุนหมิง และเมืองผิงเสียง ถือเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สามารถเชื่อมโยงการค้ากับกลุ่มประเทศ CLMVT กับ One Belt One Road ของจีน ถือเป็นเส้นทางการค้าใหม่ที่มีศักยภาพเชื่อมเอเชียสู่ยุโรป ทำให้การส่งออกสินค้าของไทยมีช่องทางเพิ่มมากขึ้น และสามารถเจาะเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคใหม่ๆ ในแต่ละมณฑล ที่มีพฤติกรรมการบริโภคที่แตกต่างกัน ซึ่งกระทรวงพาณิชย์โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ได้วางยุทธศาสตร์การเจาะตลาดจีนด้วยการขยายตลาดเมืองรอง ซึ่งได้ดำเนินการเจาะตลาดรายมณฑลไปแล้วหลายแห่ง อาทิ มณฑลไห่หนาน มณฑลกวางตุ้ง มณฑลเจ้อเจียงมณฑลเสฉวน และนครเชี่ยงไฮ้ ฯลฯ ผ่านช่องทางการจัดงานแสดงสินค้า และการเชิญชวนผู้ประกอบการจีนเข้ามาร่วมงานแสดงสินค้าในไทย อาทิ งาน Thaifex-World of Food Asia 2018 รวมทั้ง แผนการจัดงานแสดงสินค้าในแต่ละมณฑล โดยร่วมกับห้างสรรพสินค้าชั้นนำหลายแห่งของจีนในการนำผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยไปบุกตลาดจีน

นอกจากนี้ ไทยและจีนยังได้มีการจัดทำข้อตกลงเขตการค้าเสรีไทย-จีน (Thailand-China Free Trade Area) ซึ่งมีส่วนทำให้ประเทศไทยได้รับผลประโยชน์ทางการค้าร่วมกับจีนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการส่งออกสินค้า หรือการนำเข้าวัตถุดิบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมบางประเภทของไทยที่ยังต้องมีการพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้าจากประเทศจีนอยู่ โดยอาจมีการตั้งฐานการผลิตหรือโรงงานผลิตชิ้นส่วนในประเทศจีน ซึ่งตลอดเส้นทางการค้า ถือเป็นโอกาสที่ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะเอสเอ็มอีในการเข้าถึงตลาดใหม่ๆที่มีศักยภาพผ่านประชากร 60 ล้านคนของไทย สู่ประชากร 250 ล้านคนของ CLMVT ไปสู่ประชากรกว่า 1,300 ล้านคนของจีนจึงถือเป็นช่องทางสำคัญที่จะทำให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเติบโต และสามารถเข้าถึงช่องทางการค้าในตลาดจีนได้เป็นอย่างดี” นางสาวบรรจงจิตต์ กล่าวสรุป

ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์และคณะผู้จัดงาน เชื่อมั่นว่าผู้ประกอบการที่เข้าร่วมงานสัมมนา ‘ผ่าขุมทรัพย์จีนตอนใต้ รู้ก่อน รวยก่อน’ จะได้รับคำแนะนำที่เป็นประโยชน์ และสามารถจัดทัพปรับกลยุทธ์ก่อนบุกตลาดจีนตอนใต้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญในประเทศจีนทั้งจากภาครัฐและเอกชน ที่จะมาแกะรอยเส้นทางการค้าเพื่อเจาะตลาดจีนตอนใต้ อาทิ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กรมการค้าต่างประเทศ ผู้เชี่ยวชาญคลังสมองจีน-อาเซียน ศูนย์วิจัยยุทธศาสตร์ ไทย-จีน สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และหอการค้าเชียงราย ซึ่งจะทำให้ผู้ประกอบการไทยได้ใช้ประโยชน์จากข้อมูลที่ได้รับ และสามารถนำไปต่อยอดทางการค้าและการลงทุนไปสู่ตลาดจีนได้อย่างยั่งยืน