IEEE PES GTD ASIA 2019 ชูแนวคิด “BigShiftin Powerand Energy”
จัดใหญ่ครั้งแรกในภูมิภาคเอเชีย และครั้งแรกในประเทศไทย

เตรียมพบกับความยิ่งใหญ่ของงานประชุมวิชาการและนิทรรศการระดับโลก IEEE PES GTD ASIA 2019 ที่เป็นการนำการจัดประชุมและแสดงนิทรรศการด้านพลังด้านการผลิต ส่ง และจำหน่ายของ ที่ IEEE จัดมาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลากว่า 40 ปี ณ ทวีปอเมริกาเหนือ มาจัดเป็นครั้งแรกในภูมิภาคเอเชีย และครั้งแรกในประเทศไทย จัดใหญ่ภายใต้แนวคิด "Big Shift in Power and Energy" คณะผู้จัดงานหวังได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงาน องค์กร และผู้ประกอบการด้านไฟฟ้าและพลังงาน ชี้เป็นงานที่เปิดโลกทัศน์อนาคตการพัฒนาพลังงานไฟฟ้าไทย

IEEE Power & Energy Society – Thailand และ สถาบันวิชาชีพวิศวกรไฟฟ้าและอิเลคโทรนิคส์แห่งประเทศไทย (IEEE Thailand Section) ได้รับความไว้วางใจจาก IEEE Power & Energy Societyสำนักงานใหญ่ ประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นองค์กรที่เป็นรวมองค์ความรู้ด้านไฟฟ้าและพลังงานระดับโลกที่ก่อตั้งมานานกว่า 130 ปี ให้ดำเนินการจัดงานสัมมนาวิชาการและนิทรรศการระดับนานาชาติ IEEE PES GTD Grand International Conference and Exposition Asia 2019 หรืองาน IEEE PES GTD ASIA 2019 ซึ่งจะจัดระหว่างวันที่ 19 -23 มีนาคม พ.ศ. 2562 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา โดยคาดว่าจะมีผู้ประกอบการด้านไฟฟ้าและพลังงานเข้าร่วมงานกว่า 400 ราย และมีผู้เข้าร่วมการประชุมและเยี่ยมชมนิทรรศการภายในงานกว่า 10,000 คน

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นพพร ลีปรีชานนท์ ประธานการจัดงาน IEEE PES GTD ASIA 2019ได้กล่าวว่า งานประชุมวิชาการและนิทรรศการนานาชาติ IEEE PES GTD ASIA 2019เป็นงานโลกด้านไฟฟ้าและพลังงาน มีองค์ประกอบของงานหลัก ๆ ประกอบด้วย งานPower Generation (PG Asia) งานTransmission and Distribution (T&D Asia) งาน Renewable Energy (RE Asia)บูรณาการกับองค์ประกอบด้าน Digitalizationที่มี Smart City & Data Center รวมเข้าด้วยกัน ภายใต้ Theme ที่ชื่อว่า “Big Shift in Power and Energy”โดยมีจะนำเสนอการประชุมเชิงวิชาการและจัดแสดงนิทรรศการที่ครอบคลุมทุกด้านเกี่ยวกับระบบผลิต การส่งและจำหน่ายไฟฟ้า การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับระบบดิจิตอล ที่บูรณาการกับการผลิตส่งและจำหน่ายไฟฟ้าและพลังงาน

“นับเป็นโอกาสอันดีที่งานระดับโลกอย่าง IEEE PESGTD ได้มาจัดที่ประเทศไทยเป็นครั้งแรก และถือเป็นครั้งแรกในภูมิภาคเอเชีย หลังจากที่ได้มีการจัดมาอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลากว่า 40 ปี ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยงานนี้เป็นการรวมงาน Power Generation(PG Asia) งาน Transmission and Distribution(T&D Asia) และงาน Renewable  Energy (RE Asia) เข้าด้วยกัน การประชุมวิชาการและนิทรรศการระดับโลกในครั้งนี้ จะมีเนื้อหาครอบคลุมทุกด้านเกี่ยวกับระบบผลิต ระบบส่ง ระบบจำหน่าย พลังงานทดแทนและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง เช่นศูนย์ข้อมูลและเมืองอัจฉริยะ มีนิทรรศการจากบริษัทและองค์กรชั้นนำระดับโลก รวมทั้งเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ และการพัฒนาด้านการวิจัย และนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีไฟฟ้าและพลังงานของประเทศให้ก้าวสู่ระดับสากลอย่างเป็นรูปธรรม”

นอกจากนี้ ภายในงานยังเป็นเสมือนเวทีพบปะระหว่างผู้ประกอบการชั้นนำจากทั่วทุกมุมโลกที่เข้าร่วมแสดง เทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านวิศวกรรมไฟฟ้าและพลังงานทุกรูปแบบ ทั้งระบบผลิต ระบบส่ง ระบบจำหน่าย รวมถึงพลังงานทดแทนต่างๆ อาทิ พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานชีวมวล ชีวภาพ ตลอดจนยานยนต์ไฟฟ้า ระบบสะสมพลังงาน (Battery Energy Storage System) DataCenter และ IoT ซึ่งเป็นอนาคตใหม่ของการก้าวข้ามขีดจำกัดในการบริหารจัดการพลังงานไฟฟ้า

สำหรับการประชุมวิชาการและนิทรรศการระดับนานาชาติ IEEE PES Generation Transmission and Distribution (GTD) Grand International Conference and Exposition Asia 2019ภายใต้แนวคิดBig Shift in Power & Energy” ครั้งนี้ ยังได้เปิดรับบทความวิชาการและบทความวิจัย เพื่อให้นักวิชาการ นักวิจัย นิสิต นักศึกษา บุคคลทั่วไปที่สนใจ ตลอดจนผู้ซึ่งมีประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องทั้งในระดับชาติและระดับนานาชาติ ได้มีเวทีในการนำเสนอและเผยแพร่ผลงานวิชาการ ผลงานวิจัย รวมทั้งเกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ ความคิดเห็นและประสบการณ์ซึ่งกันและกันซึ่งบทความวิชาการ หรือ บทความวิจัย ที่ส่งเข้าร่วมงานประชุมวิชาการในครั้งนี้ จะได้รับการพิจารณากลั่นกรองและประเมินคุณภาพทางวิชาการ จากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญด้านไฟฟ้าและพลังงาน เพื่อรักษาระดับคุณภาพและเป็นมาตรฐานตามหลักสากล โดยบทความที่ผ่านการกลั่นกรองและประเมินคุณภาพทางวิชาการจากคณะกรรมการฯ จัดได้รับการคัดเลือกให้นำเสนอบทความฯ ในเวทีการประชุมกลุ่มย่อยในการประชุมวิชาการ และได้รับเกียรติเชิญให้เข้าร่วมการประชุมวิชาการ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นพพร ลีปรีชานนท์ ยังได้กล่าวต่อไปว่า การจัดงานในครั้งนี้ได้รับความร่วมมือและการสนับสนุนอย่างดีจากหน่วยงาน องค์กรทั้งภาครัฐและภาคเอกชน โดยเฉพาะ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และหน่วยงานอื่นๆ อาทิ สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กระทรวงพลังงาน สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) สำนักงานส่งเสริมการจัดการประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ สสปน. รวมถึงสมาคมองค์กรที่เกี่ยวข้อง เช่น สมาคมอุตสาหกรรมเซลล์แสงอาทิตย์ไทย (TPVA) สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT)และยังรวมถึงการไฟฟ้าและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในภูมิภาคเอเชียด้วย

นอกจากนี้ ยังได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้ประกอบการด้านการผลิต ส่ง และจำหน่าย ไฟฟ้าและพลังงาน และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมแสดงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี นวัตกรรมต่างๆ เพื่อยกระดับการผลิตส่งและจำหน่ายไฟฟ้าและพลังงาน โดยเฉพาะพลังงานทดแทนในหลากหลายรูปแบบ อาทิ เช่น เอบีบี, บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน), บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) เป็นต้น

 

เกี่ยวกับIEEE Thailand Section และ IEEE Power & Energy Society-Thailand

สถาบันวิชาชีพวิศวกรไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์(Institute of Electrical and Electronics Engineers) หรือ IEEE (อ่านว่า  “ไอทริปเพิลอี”) เป็นสถาบันวิชาชีพ (Professional Organization) ระดับนานาชาติอายุกว่า 130 ปี เป็นองค์กรที่ไม่หวังผลกำไร เป็นองค์กรที่รวบรวมทรัพยาการบุคคลที่มีความเชี่ยวชาญด้านไฟฟ้าฯ ที่ใหญ่ที่สุดของโลกและเป็นแหล่งรวมองค์ความรู้และดูแลเทคโนโลยีที่เกี่ยวกับไฟฟ้า พลังงาน อิเล็กทรอนิกส์ สื่อสารและคอมพิวเตอร์ โดย IEEE เป็นสถาบันวิชาชีพที่มีสมาชิกมากที่สุดในโลก (มากกว่า 360,000 คน ใน 175 ประเทศ) เมื่อปีพ.ศ. 2522 ได้มีการจัดตั้งสมาคมสถาบันวิศวกรไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์แห่งประเทศไทย ครั้งแรกในประเทศไทย โดยมี ฯพณฯ พลอากาศเอกกำธน สินธวานนท์ องคมนตรี ในรัชกาลที่ 9 เป็นนายกสมาคมฯ

IEEE Power & Energy Society กับ Chapter ของ IEEE Thailand Section ทำหน้าที่จัดสัมมนา การบรรยายทางวิชาการและสนับสนุนกิจกรรมของ IEEE Thailand Section ในด้านเทคนิค (Professional Activity) และด้านการศึกษา (Educational Activity) และเชิญผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศรวมทั้ง IEEE PES Distinguished Lecturer มาถ่ายทอดความรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับวิศวกรสาขาไฟฟ้ากำลังและพลังงานของประเทศ

ปัจจุบัน คุณเสริมสกุล  คล้ายแก้ว ผู้ว่าการ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เป็น Chairman, IEEE Power & Energy Society-Thailand

IEEE PES Thailand มีกิจกรรมสัมมนาทางวิชาการเพื่อแวดวงวิศวกรรมไฟฟ้า และพลังงาน ปีละ 20-30 ครั้ง ตลอดทั้งปี รวมทั้งการเชิญผู้เชี่ยวชาญระดับโลกจากต่างประเทศมาบรรยายปีละหลายครั้ง

สจล. ยกระดับสู่ต้นแบบมหาวิทยาลัยด้านพลังงาน

ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อธิการบดี สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) (ที่ 3 จากซ้าย) และ นายชัยยงค์ พัวพงศกร ผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) (ที่ 2 จากซ้าย) ร่วมลงนามความร่วมมือในการพัฒนาออกแบบระบบพลังงาน วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิต กักเก็บ และการจ่ายพลังงาน รองรับการเป็นมหาวิทยาลัย สมาร์ทแคมปัส (Smart Campus) ต้นแบบด้านการประหยัดพลังงานอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ ณ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ลาดกระบัง กรุงเทพฯ

ECF ดีเดย์ COD โรงไฟฟ้าชีวมวล อ.ลอง จ.แพร่ วันที่ 1 สิงหาคม นี้
เดินหน้าลุยธุรกิจพลังงานทดแทน มั่นใจแผนขยายการลงทุนโรงไฟฟ้าหนุนธุรกิจเติบโตอย่างแข็งแกร่ง

นายอารักษ์ สุขสวัสดิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อีสต์โคสท์เฟอร์นิเทค จำกัด (มหาชน) (ECF) เปิดเผยว่า จากที่บริษัทได้เข้าลงทุนซื้อหุ้นในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานชีวมวล บริษัท บิน่า พูรี่ พาวเวอร์ (ไทยแลนด์) จำกัด (BINA) จังหวัดแพร่ จำนวน 2 โครงการ ประกอบด้วย โครงการอำเภอลอง ขนาดกำลังการผลิตติดตั้ง 1 เมกะวัตต์ และโครงการอำเภอสูงเม่น ขนาดกำลังการผลิตติดตั้ง 1 เมกะวัตต์ ขณะนี้ โครงการอำเภอลอง ได้เริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2561 เป็นต้นไป คาดว่าในช่วงปี 2561 จะรับรู้รายได้จากการจำหน่ายไฟฟ้าสำหรับ 1 เมกะวัตต์ จำนวน 12 ล้านบาท และจะเริ่มดำเนินการก่อสร้างโครงการอำเภอสูงเม่น ต่อเนื่องทันที คาดว่าจะเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ ภายในเดือนธันวาคม 2561

ทั้งนี้บริษัทลงทุนในโครงการดังกล่าวผ่าน บริษัท อีซีเอฟ พาวเวอร์ จำกัด (ECF-P) บริษัทย่อยที่บริษัทถือหุ้น 99.99% ซึ่งลงทุนในบริษัท เซฟ เอนเนอร์จี โฮลดิ้งส์ จำกัด (SAFE) บริษัทร่วม โดย ECF-P ถือหุ้น 33.37% และ SAFE เป็นผู้เข้าลงทุนใน BINA ที่สัดส่วน 49 % ของจำนวนหุ้นทั้งหมด

“บริษัทยังคงมีแผนที่จะเข้าศึกษาความเป็นไปได้ในการเข้าลงทุน ในธุรกิจพลังงานทดแทนและโครงการที่มีความน่าสนใจอย่างต่อเนื่อง เพื่อจะช่วยส่งเสริม และสร้างการเติบโตของรายได้ที่มั่นคงให้แก่บริษัทต่อไปในอนาคต ก่อให้เกิดผลกำไรและกระแสเงินสดกลับสู่บริษัท และในท้ายที่สุดจะช่วยสร้างผลตอบแทนที่ดีให้แก่ผู้ถือหุ้นของบริษัท” นายอารักษ์ กล่าว

เอ็นไอเอ – จุฬาฯ หนุนพืชเศรษฐกิจ 3 ชนิด ต่อยอดสู่อุตฯพลังงาน
แนะจัดตั้งนิคมฯ ไบโอรีไฟเนอรี่ เพิ่มรายได้ภาคการเกษตร 10 เท่า

  • เอ็นไอเอ ปักหมุด ศูนย์ ABC Center สู่ศูนย์เมคโอเวอร์ สินค้าเกษตรไทยด้วยนวัตกรรม ชี้ 5 ข้อต้องเปลี่ยนรับ   เกษตรกรรมไทยยุคใหม่

เอ็นไอเอ – จุฬาฯ หนุนพืชเศรษฐกิจ 3 ชนิด ต่อยอดสู่อุตฯพลังงาน แนะจัดตั้งนิคมฯ ไบโอรีไฟเนอรี่ เพิ่มรายได้ภาคการเกษตร 10 เท่า

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA โดยศูนย์สร้างสรรค์ธุรกิจนวัตกรรมการเกษตร (Agro Business Creative Center: ABC Center) ร่วมกับวิทยาลัยปิโตรเลียม และปิโตรเคมี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประกาศความร่วมมือการพัฒนาอุตสาหกรรมไบโอรีไฟเนอรี่ สู่ไทยแลนด์ 4.0 ซึ่งเป็นการสนับสนุนการดำเนินงานด้านการสร้างอุตสาหกรรมใหม่ของประเทศ จากการพัฒนาธุรกิจนวัตกรรมการเกษตรและอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง

ดร. สุภาพ อัจฉริยศรีพงศ์ กรรมการนวัตกรรมแห่งชาติ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน)

ดร. สุภาพ อัจฉริยศรีพงศ์ กรรมการนวัตกรรมแห่งชาติ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) กล่าวว่า “NIA ได้มุ่งพัฒนานวัตกรรมในภาคเกษตรมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเร่งสร้างและยกระดับความสามารถด้านนวัตกรรมของกลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจนวัตกรรมการเกษตร ที่สร้างสรรค์และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อแก้ไขปัญหาด้านการเกษตร ตลอดจนสนับสนุนให้เกิดระบบนิเวศของการสร้างธุรกิจนวัตกรรมเกษตร โดย “ธุรกิจไบโอรีไฟเนอรี่” ถือเป็นอีกหนึ่งกลุ่มอุตสาหกรรมเกษตรที่มีโอกาสเติบโตและหลายภาคส่วนให้ความสนใจ โดยเป็นการแปรรูปวัตถุดิบทางการเกษตรหรือของเหลือทิ้งจากการเกษตรด้วยกระบวนการทางเทคโนโลยีชีวภาพโดยใช้ จุลินทรีย์ แบคทีเรีย ยีสต์ เอ็นไซม์ หรืออื่นๆ ให้ทำหน้าที่เสมือนโรงงาน (cell factory) ให้ได้เป็นผลิตภัณฑ์ฐานชีวภาพที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น เช่น เชื้อเพลิงและพลังงาน ชีวเคมีภัณฑ์ อาหารสัตว์แห่งอนาคต อาหารแห่งอนาคต และชีวเภสัชภัณฑ์”

“ดังนั้น NIA โดย ABC Center จึงได้ร่วมกับวิทยาลัยปิโตรเลียม และปิโตรเคมี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศึกษาความเป็นเป็นไปได้ในการสร้างธุรกิจไบโอรีไฟเนอรี่ในอนาคตของประเทศไทย ในพืชเศรษฐกิจหลัก 3 ชนิด ได้แก่ อ้อย มันสำปะหลัง และปาล์มน้ำมัน ซึ่งหากประเทศไทยสามารถผลักดันและสนับสนุนให้เกิดการก่อตั้งนิคมอุตสาหกรรมในรูปแบบของ Biorefinery Industry Complex ในลักษณะคลัสเตอร์อุตสาหกรรม พร้อมทั้งประกาศมาตรการสนับสนุนสิทธิประโยชน์ที่จะได้รับจากภาครัฐ ตลอดจนการส่งเสริมให้เกิดระบบนิเวศของการสร้างธุรกิจนวัตกรรมเกษตร สาขาธุรกิจไบโอรีไฟเนอรี่อย่างจริงจังได้ จะเกิดผลดีทั้งในการช่วยกระตุ้นการลงทุนขนาดใหญ่ในกลุ่มอุตสาหกรรมแปรรูปชีวมวล พร้อมขับเคลื่อนให้ไทยเป็นผู้นำของธุรกิจดังกล่าวได้ในภูมิภาค และยังจะสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับวัตถุดิบทางการเกษตรของประเทศได้อีกไม่ต่ำกว่า 10 เท่า โดยเฉพาะมันสำปะหลัง และอ้อย ที่ไทยส่งออกเป็นอันดับที่ 1 และ 2 ของโลก”

ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง รองผู้อำนวยการด้านระบบนวัตกรรม สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน)

ด้าน ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง รองผู้อำนวยการด้านระบบนวัตกรรม สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) กล่าวว่า “การจัดตั้งศูนย์ ABC Center มีเป้าหมายในการปรับเปลี่ยน “เกษตรแบบดั้งเดิม” ไปสู่ “เกษตรอุตสาหกรรม” และก้าวไปสู่ “เกษตรบริการหรือธุรกิจเกษตร” ที่มีการใช้นวัตกรรมเป็นหลักในการขับเคลื่อน โดยมุ่งสร้างรูปแบบธุรกิจนวัตกรรมการเกษตรใน 7 สาขา ได้แก่ 1) ธุรกิจเทคโนโลยีชีวภาพ 2) ธุรกิจเกษตรดิจิทัล 3) ธุรกิจเครื่องจักรกลเกษตร หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ 4) ธุรกิจการจัดการหลังการเก็บเกี่ยวและการขนส่ง 5) ธุรกิจไบโอรีไฟเนอรี่ 6) ธุรกิจการบริการทางธุรกิจเกษตร และ 7) ธุรกิจรูปแบบการจัดการฟาร์มแบบใหม่ อย่างไรก็ตาม ในปี 2561 นี้ NIA ยังได้ตั้งเป้าหมายที่จะใช้ ABC center ในการพลิกโฉมด้านการเกษตร (Agriculture Transformation) ของประเทศไทย รวมถึงเพื่อให้ตอบโจทย์กับธุรกิจไบโอรีไฟเนอรี่ 5 ด้าน ได้แก่

  • ด้านเทคโนโลยี - เปลี่ยนจากเกษตรที่ใช้แรงงาน พึ่งพาฤดูกาล ไม่สามารถคาดการณ์ผลผลิตได้ เป็นการใช้เทคโนโลยีเพื่อควบคุม ตรวจสอบคุณภาพ ปรับปรุงระบบเกษตรให้แม่นยำ และมีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • ด้านเศรษฐกิจ - เปลี่ยนจากเกษตรที่ต้องพึ่งพาพ่อค้าคนกลางในการผลิตและการขาย เป็นเกษตรที่เกิดรายได้ในตัวเอง
  • ด้านการวางตำแหน่ง – เปลี่ยนจากการเป็นผู้ตามทางการเกษตร ให้เป็นผู้นำทางการเกษตร โดยอาศัยความพร้อมทางด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม ผนวกกับความหลากหลายในด้านการเกษตร
  • ด้านสิ่งแวดล้อม – เปลี่ยนจากการใช้ทรัพยากรที่หลากหลายอย่างฟุ่มเฟือยและไม่คุ้มค่า ให้มีการสร้างรูปแบบธุรกิจการเกษตรสมัยใหม่ที่มีการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าขึ้น เช่น การเพาะปลูกในระบบปิดที่ประหยัดน้ำมากกว่าร้อยละ 90
  • ด้านการตลาด – เปลี่ยนจากตลาดการเกษตรแบบเฉพาะกลุ่ม (ทุนขนาดใหญ่) มาสู่ตลาดที่กระจายแบบเท่าเทียมกัน”

ศาสตราจารย์ นายแพทย์ เกียรติ รักษ์รุ่งธรรม รองอธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ศาสตราจารย์ นายแพทย์ เกียรติ รักษ์รุ่งธรรม รองอธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า “ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีพื้นฐานด้านเกษตรกรรม จึงจำเป็นต้องยกระดับการเกษตรสู่เกษตรสมัยใหม่ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี ซึ่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นหนึ่งในกำลังสำคัญที่จะช่วยส่งเสริมและสนับสนุนพัฒนาอุตสาหกรรม วิจัย และนวัตกรรม อันจะนำไปสู่การยกระดับการเกษตร และคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ วิทยาลัยปิโตรเลียมและปิโตรเคมี ซึ่งเป็นผู้นำทางด้านวิชาการ ความรู้ทางนวัตกรรม และมีประสบการณ์โดยเน้นหนักทางด้านเทคโนโลยีปิโตรเลียม เทคโนโลยีปิโตรเคมี และพอลิเมอร์ ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญดังกล่าว และตระหนักถึงการลดลงของพลังงานฟอสซิลซึ่งไม่เพียงพอต่อความต้องการของโลกที่มากขึ้น จึงเป็นโอกาสอันดีที่วิทยาลัยฯ จะมีบูรณาการองค์ความรู้ต่างๆ ที่ผ่านมาเพื่อเปลี่ยนภาพจากโรงกลั่นน้ำมันไปสู่ไบโอรีไฟเนอรี่รวมถึงการการศึกษาแนวโน้ม ทิศทาง และความเป็นไปได้ในการพัฒนา เพื่อการบ่งชี้แนวโน้มและทิศทางการพัฒนาธุรกิจไบโอรีไฟเนอรี่ในอนาคตของประเทศไทย เพื่อนำไปสู่การพัฒนาธุรกิจนวัตกรรมการเกษตร และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องไปสู่เศรษฐกิจฐานชีวภาพอย่างยั่งยืน”

ศาสตราจารย์ ดร. สุวบุญ จิรชาญชัย คณบดีวิทยาลัยปิโตรเลียมและปิโตรเคมี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ศาสตราจารย์ ดร. สุวบุญ จิรชาญชัย คณบดีวิทยาลัยปิโตรเลียมและปิโตรเคมี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า “เศรษฐกิจฐานชีวภาพจะเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืน ซึ่งหัวใจหลักคือ กระบวนการการแปรรูปทรัพยากรหมุนเวียนชีวภาพและชีวมวล ให้กลายเป็นสารผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายคล้ายกับระบบโรงกลั่นปิโตรเคมี โดยการสกัดเอาองค์ประกอบเคมีทุกชนิดในชีวมวลมาใช้ประโยชน์อย่างครบถ้วนหรือเรียกว่า “ไบโอรีไฟเนอรี่ (biorefinery)” ซึ่งผลิตภัณฑ์ที่ได้จากไบโอรีไฟเนอรี่ สามารถจำแนกได้เป็น 3 กลุ่ม คือ 1) ชีวเคมีภัณฑ์และผลิตภัณฑ์ฐานชีวภาพ 2) พลังงานชีวภาพ และ 3) ผลิตภัณฑ์พลอยได้สำหรับอาหาร/อาหารสัตว์”

“ประเทศไทยมีความได้เปรียบทางด้านวัตถุดิบและความหลากหลายทางชีวภาพ ดังนั้น เมื่อนำความรู้ทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ในการผลิต จะสามารถสร้างมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ฐานชีวภาพที่มากกว่ากว่ามูลค่าจากการส่งออกสินค้าการเกษตรเกือบ 2 เท่า ทั้งนี้ ในการผลักดันธุรกิจไบโอรีไฟเนอรี่จำเป็นต้องมีการลดข้อจำกัดทางด้านกฎหมายและพรบ. การเชื่อมโยงระหว่างภาคการศึกษาและอุตสาหกรรม เพื่อให้เกิดการพัฒนาองค์ความรู้และนวัตกรรมรวมถึงการขยายผล การส่งเสริมด้านการตลาดโดยเฉพาะในตลาดโลก เช่น ส่งเสริมให้ใช้ผลิตภัณฑ์ทางชีวภาพในผลิตภัณฑ์ใช้แล้วทิ้ง การกำหนดมาตรฐานพร้อมทั้งรับรองและตรวจสอบผลิตภัณฑ์ฐานชีวภาพให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล และการปลูกจิตสำนึกให้ตระหนักถึงความสำคัญของผลิตภัณฑ์ทางชีวภาพ ซึ่งจะเห็นได้ว่าปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อธุรกิจไบโอรีไฟเนอรี่ คือ การบูรณาการและการร่วมมือของทุกภาคส่วน โดยวิทยาลัยฯ และ NIA จะร่วมกันศึกษาเพื่อกำหนดทิศทาง แนวโน้มในอนาคต และนโยบายการสนับสนุนที่สำคัญของการพัฒนาธุรกิจไบโอรีไฟเนอรี่ของประเทศไทย พร้อมระบุปัญหาและความท้าทายของพัฒนาธุรกิจไบโอรีไฟเนอรี่ รวมไปถึงทิศทางการพัฒนาธุรกิจไบโอรีไฟเนอรี่ให้ตรงกับบริบทของประเทศไทย เพื่อนำไปใช้เป็นแผนที่นำทางในการพัฒนาธุรกิจไบโอรีไฟเนอรี่ของประเทศต่อไป”

สำหรับผู้ประกอบการ หรือผู้ที่สนใจรายละเอียด สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) โทรศัพท์ 02-0175555 เว็บไซต์ www.nia.or.th หรือ facebook.com/niathailand

สากล เอนเนอยี  (SKE) มั่นใจวอลลุ่ม NGV เติบโต
แถมรายได้ธุรกิจใหม่ CBG เข้าไตรมาส 3 นี้ คาดปีนี้เติบโตแรง

บริษัท สากล เอนเนอยี (จำกัด) มหาชน หรือ SKE ” หนึ่งในผู้นำธุรกิจด้านการให้บริการก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ รับผลบวก วอลลุ่ม NGV เติบโตแรง เตรียมรับรู้รายได้จากธุรกิจผลิตก๊าซ CBG ในไตรมาส 3 ปีนี้ และอยู่ระหว่างก่อสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวล 9.9  เมกะวัตต์ คาดจะแล้วเสร็จไตรมาส 3 ปี 2562 ดันรายได้กำไรเติบโตแบบก้าวกระโดด พร้อมมุ่งสู่การเป็นผู้นำธุรกิจด้านการให้บริการพลังงานครบวงจรของประเทศ

นายชัชชัย สุเมธโชติเมธา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สากล เอนเนอยี (จำกัด) มหาชน หรือ “SKE” กล่าวว่า บริษัทฯกำลังขยายธุรกิจด้านพลังงานอย่างครบวงจร ซึ่งธุรกิจหลัก คือ ประกอบธุรกิจบริการอัดก๊าซ NGV ให้รถขนส่งก๊าซธรรมชาติของ บริษัท ปตท. จำกัด ซึ่งปัจจุบันมีสถานีก๊าซธรรมชาติของบริษัท 2 สถานี คือ 1) สถานีก๊าซธรรมชาติหลักปทุมธานี  2) สถานีก๊าซธรรมชาติหลักสระบุรี ซึ่งมีกำลังการอัดก๊าซสูงถึง 750 ตัน/วัน  บริษัทฯมีผลประกอบการที่เติบโตอย่างมั่นคงมาโดยตลอด ซึ่งแม้ว่าบริษัทฯมีกำไรสุทธิลดลง แต่บริษัทฯ ยังคงมีรายได้สม่ำเสมอและรักษาปริมาณการอัดก๊าซธรรมชาติมากกว่า ปริมาณขั้นต่ำตามสัญญาธุรกิจสถานีบริการก๊าซธรรมชาติหลักเอกชนที่ทำ  กับ กลุ่มปตท.ซึงมีระยะเวลาสัญญานานถึง 20 ปี จะทำให้บริษัทฯมีผลประกอบการที่ขยายตัวอย่างมีนัยยะและบริษัทฯมีพื้นฐานดีและการบริหารต้นทุนที่ดี เชื่อว่าตั้งแต่ไตรมาส 2 เป็นต้นไปจะมีรายได้ กำไรที่ดีขึ้น และผลตอบแทน แก่ผู้ถือหุ้นที่เติบโตอย่างมั่นคง

นอกจากนี้ บริษัทฯได้ลงทุนธุรกิจพลังงานใหม่ 2 ธุรกิจ ได้แก่ ธุรกิจผลิตและจำหน่ายก๊าซไบโอมีเทนอัด (CBG) มีขนาดกำลังการผลิตกว่า 3,000,000 กิโลกรัม / ปี โดยจะใช้ก๊าซชีวภาพจากน้ำเสียของโรงงานแป้งมันสำปะหลังเป็นวัตถุดิบในการผลิตก๊าซ CBG คาดว่าจะแล้วเสร็จไตรมาส 3 ปีนี้ และสามารถรับรู้รายได้ทันที ซึ่งการลงทุนในครั้งนี้ยังได้รับการอนุมัติเงินทุนสนับสนุนจากโครงการส่งเสริมการผลิตไบโอมีเทนอัด (CBG) ในสถานประกอบการที่มีระบบก๊าซชีวภาพจากกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กระทรวงพลังงาน เป็นเงินจำนวน 12 ล้านบาทอีกด้วย และ ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ในเรื่องสิทธิประโยชน์ทางภาษีอากร โดยบริษัทจะจำหน่ายก๊าซ CBG ให้กับรถขนส่งที่ใช้ก๊าซ NGV เป็นเชื้อเพลิง ซึ่งบริษัทฯ ได้ทำบันทึกข้อตกลง (MOU) ขายก๊าซฯ ให้กับ บริษัท ฟ้าสางวู๊ดชิพ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทขนส่งที่ดำเนินธุรกิจอยู่ในบริเวณพื้นที่ตั้งของโครงการ 7,000 กิโลกรัม ต่อ วัน หรือ คิดเป็นจำนวนกว่า 2,310,000 กิโลกรัม ต่อ ปี คาดว่าระยะเวลาในการคืนทุนประมาณ 5 ปี

นอกจากนี้บริษัทฯกำลังดำเนินการก่อสร้าง ธุรกิจโรงไฟฟ้าชีวมวลแม่กระทิง ที่จังหวัดแพร่ ซึ่งมีกำลังการผลิตไฟฟ้า 9.9 เมกะวัตต์ และมีสัญญาขายไฟ 8 เมกะวัตต์ กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ในอัตราเฉลี่ยที่ 4.62บาท ต่อหน่วยตลอดอายุสัญญา 20 ปี ซึ่งนับเป็นอัตราการขายไฟสำหรับโรงไฟฟ้าชีวมวลที่สูงที่สุดในปัจจุบัน (สูงกว่าอัตราการขายไฟฟ้าในโครงการ SPP Hybrid ซึ่งคาดว่าประมาณ 1.80 บาท ต่อหน่วย) คาดว่าจะแล้วเสร็จไตรมาส 3 ปี 2562 ทั้งนี้บรษัทฯมั่นใจว่าทั้ง 2 โครงการใหม่นี้ จะสร้างกระแสรายได้ที่ต่อเนื่องและมั่นคง ช่วยผลักันให้ผลประกอบการของบริษัทฯเติบโตอย่างมั่นคง ตามกลยุทธ์หลักของ SKE

สำหรับผลผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 2561 สิ้นสุด 31 มีนาคม 2561 บริษัทฯมีรายได้รวม 84.35 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.33% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2560 มีรายได้ 84.07 ล้านบาท เนื่องจากปริมาณการอัดก๊าซธรรมชาติที่เพิ่มขึ้น และในไตรมาสนี้บริษัทฯมีกำไรสุทธิ 18 ล้านบาท ลดลง 24.11% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2560 มีกำไรสุทธิ 23.56 ล้านบาท เป็นผลมาจากกำไรขั้นต้นที่ลดลงและค่าใช้จ่ายในการบริหารงานที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากค่าใช้จ่ายจ้างที่ปรึกษาด้านการลงทุนหลายโครงการ และค่าดำเนินการที่เพิ่มขึ้นเนื่องการขยายกิจการของธุรกิจ และ เพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต ซึ่งทางบริษัทฯ มีพื้นฐานที่ดี และการบริหารต้นทุนที่ดี เชื่อว่าตั้งแต่ไตรมาส 2 เป็นต้นไปจะมีภาพรวมรายได้และกำไรที่ดีขึ้นตามลำดับ  

Page 1 of 2