ทีทีดับบลิว รับ “รางวัลดีเด่น” รายงานความยั่งยืน ประจำปี 2561

นางสาวลัยณัฐ ตรีวิศวเวทย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทีทีดับบลิว จำกัด (มหาชน) รับรางวัลรายงานความยั่งยืน ประจำปี 2561 (Sustainability Report Award 2018) ระดับดีเด่น จาก CSR Club และสถาบันไทยพัฒน์ ภายใต้การสนับสนุนของ ก.ล.ต. และสมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย ตอกย้ำการดำเนินธุรกิจที่ยั่งยืนครบทุกมิติทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยได้รับเกีรยติจาก คุณโสภาวดี เลิศมนัสชัย คณะกรรมการพิจารณารางวัล รายงานความยั่งยืน ประจำปี 2561 เป็นผู้มอบรางวัล ณ หอประชุมศุกรีย์ แก้วเจริญ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

รายงานความยั่งยืนเป็นรายงานที่จัดทำขึ้นเพื่อเปิดเผยข้อมูล และเป็นเครื่องมือหนึ่งในการสื่อสารสร้างความเข้าใจต่อทิศทาง และกระบวนการดำเนินความรับผิดชอบต่อสังคมของบริษัทฯ รวมทั้งการรายงานความก้าวหน้า ตลอดจนผลกระทบจากการดำเนินงานต่างๆ ของบริษัทฯ ต่อสาธารณะ และกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่างๆ

การได้รับคัดเลือกให้รับรางวัลรายงานความยั่งยืนในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพ และความน่าเชื่อถือของการดำเนินงานด้านความยั่งยืนของบริษัทฯ แก่นักลงทุน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่ม ซึ่งสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ และพันธกิจของบริษัทฯ ที่มุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบต่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม รวมทั้งผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน พัฒนาการดำเนินธุรกิจสู่ “การพัฒนาที่ยั่งยืน” ตอบสนองต่อเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ SDGs (Sustainable Development Goals) เพื่อการดำเนินธุรกิจให้เติบโต อย่างมั่นคงและยั่งยืนตลอดไป

“AECS ”  ให้กรอบดัชนี 1,628-1,671 จุด แนะลงทุนหุ้นเด่นในแต่ละกลุ่ม ชู SSP-BPP-GUNKUL-CENTEL- TPIPP

บล.เออีซี ประเมินหุ้นไทยแกว่งตัวในกรอบ แนวรับที่ 1,628 จุด และ แนวต้านที่ 1,671 จุด หลังคลายกังวลปัญหาสงครามการค้าสหรัฐ-จีน บวกกลุ่ม OPEC และ Non-OPEC แสดงท่าทีลดกำลังผลิตน้ำมันลงในการประชุมคืนนี้ (6 ธ.ค.) แนะกลยุทธ์ลงทุน หุ้นกลุ่มพลังงานทางเลือก และกลุ่มโรงแรมด้วยกระแสเงินสดแข็งแรง ชู SSP-BPP-GUNKUL-CENTEL รองลงมาหุ้นกลุ่มหนี้สินต่อทุนต่ำ เพราะได้รับผลกระทบจากการขึ้นดอกเบี้ยน้อย ชู TPIPP-HANA รวมทั้งหุ้นที่มี Fixed Coupon Rate และสัดส่วนเงินกู้ระยะยาวสูง ชู KTC-MTC-SAWAD  และสุดท้ายหุ้นกลุ่มธนาคารที่มีพอร์ตสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ 35-40% ขึ้นไป และมีสินเชื่อที่อยู่อาศัยน้อยกว่า 10% ชู KBANK-BBL

บริษัทหลักทรัพย์ เออีซี จำกัด (มหาชน) หรือ AECS เปิดเผยว่า ดัชนีตลาดหุ้นไทยเคลื่อนไหวแดนบวกในกรอบ 1,628-1,671 จุด เนื่องจาก Trade wars ของสหรัฐฯ-จีนที่ลดความรุนแรงลง และสัญญาณการฟื้นตัวของน้ำมันดิบหลังคาด OPEC จะมีการลดกำลังผลิตน้ำมัน บวกกับข้อมูลจาก Bloomberg Consensus ในช่วงวันที่ 1-30 พ.ย. พบว่า นักวิเคราะห์มีการปรับลดประมาณการ EPS ในปี 2561 และ 2562 ลง โดยจากที่คาดกำไรในปี 62 จะโต 9.5% จากปีก่อนเป็น 8.6% จากปีก่อน เพื่อสะท้อนผลประกอบการช่วงไตรมาส 3/2561 ที่ชะลอตัว

ส่วนประเด็นที่ยังคงน่าติดตามในช่วงนี้ คือ การประชุมนอกรอบระหว่างนายโดนัลด์ ทรัมป์ และสี จิ้น ผิ้ง ออกมาในโทนบวก โดยได้ข้อสรุปร่วมกันที่จะชะลอแผนขึ้นภาษีสินค้ารอบใหม่และการปรับขึ้นอัตราภาษีสินค้าจีนมูลค่ารวมกว่า 2 แสนล้านดอลลาร์จาก 10% เป็น 25% ออกไป 90 วัน เพื่อหาทางออกด้านการค้าร่วมกัน ซึ่งแม้ยังขาดรายละเอียดเชิงลึก แต่เบื้องต้นจีนรับปากที่จะเพิ่มสัดส่วนการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ และตกลงที่จะแก้ปัญหาทางโครงสร้าง (ด้านทรัพย์สินทางปัญญา, อุปสรรคทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี และการบังคับถ่ายโอนเทคโนโลยี) คาดสร้าง Sentiment บวกให้กับตลาด EM ที่มี Supply Chain สินค้าเกี่ยวเนื่องกับจีนอยู่มาก รวมถึงลดแรงกดดันในส่วนของความต้องการใช้พลังงานที่กดดันราคาน้ำมันดิบในช่วงที่ผ่านมา

พร้อมกันนี้ ยังมีการพูดคุยนอกรอบระหว่างผู้นำซาอุฯ และรัสเซีย ออกมาในเชิงบวกเช่นกัน โดยทั้งสองประเทศตกลงที่จะสนับสนุนให้ทางกลุ่ม OPEC และ Non-OPEC ขยายกรอบร่วมมือปรับลดกำลังการผลิตออกไป แต่สำหรับจำนวนกำลังการผลิตที่เหมาะสมต้องรอข้อสรุปจากที่ประชุม OPEC ในคืนวันที่ 6 ธ.ค. นี้ อีกด้วย

ขณะเดียวกันประธาน Fed มีมุมมอง Dovish มากขึ้น จากการแถลงของนายเจอโรม พาวเวล ครั้งล่าสุด สะท้อนว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายในปัจจุบัน ได้เข้าใกล้ระดับที่เป็นกลางที่เป็นระดับที่เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจปัจจุบันของสหรัฐฯ แล้ว สงผลให้ตลาดเริ่มปรับลด Implied Prob. ของการขึ้นดอกเบี้ยมากกว่า 3 ครั้งในปีหน้า คาดหนุนให้ Fund Flow ชะลอการไหลออกจากตลาด EM

ดังนั้น เรามองว่าการปรับตัวลงของ SET Index ในช่วงก่อนหน้านี้ได้สะท้อนประเด็นลบดังกล่าวหมดแล้ว จึงแนะนำหุ้นที่น่าสนใจ ดังนี้ 1) หุ้นกลุ่มพลังงานทางเลือกและกลุ่มโรงแรมซึ่งโครงสร้างธุรกิจมีกระแสเงินสดแข็งแรง ได้แก่ SSP (S7.5,R7.9), BPP (S23.2,R23.9), GUNKUL(S3.15,R3.30), CENTEL(S41,R43) 2) หุ้นกลุ่มหนี้สินต่อทุนต่ำคาดได้รับผลกระทบจากการขึ้นดอกเบี้ยน้อย ได้แก่ TPIPP(S5.95,R6.30), HANA(S33,R35) 3) บริษัทที่ Fixed Coupon Rate และมีสัดส่วนเงินกู้ระยะยาวสูง ได้แก่ KTC(S33,R35), MTC(S49,R51), SAWAD(S47.75,R51) และ 4) หุ้นกลุ่มธนาคารที่มีพอร์ตสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ในสัดส่วน 35-40% ขึ้นไป และมีสินเชื่อที่อยู่อาศัยน้อยกว่า 10% ได้แก่ (KBANK(S190,R196), BBL(S205,R210)

เปิดประสบการณ์ใหม่ ซื้อ-ขาย กองทุนรวมผ่าน “Streaming for fund”

หากจะลองนึกย้อนไปถึงประสบการณ์การลงทุนของเราเอง เคยบ้างไหมที่หลายต่อหลายครั้ง เรามักจะพลาดโอกาสการลงทุนหรือจังหวะที่ดีไป เพราะมัวแต่เสียเวลาฝ่ารถติดไปสาขาธนาคาร ซ้ำร้ายไปกว่านั้น กว่าจะได้คิว ตลาดก็พาลวายไปซะก่อน แต่ในยุคที่เทคโนโลยีเข้ามาเปลี่ยนโลกและมีบทบาทมากขึ้นอย่างในปัจจุบัน ประสบการณ์เดิมๆ ที่เคยทำให้นักลงทุนพลาดโอกาส คงลืมไปได้เลย เพราะตอนนี้ ไม่ว่านักลงทุนจะอยู่ที่ไหน ก็สามารถจับจังหวะลงทุนให้ตัวเองได้ โดยไม่มีคำว่า “พลาด” อีกต่อไป เพียงหยิบ Smart Phone ในมือขึ้นมา

ประสบการณ์ใหม่เหล่านี้ มีให้สำหรับผู้ลงทุนในกองทุนรวมเช่นกัน เพราะล่าสุด นักลงทุนสามารถซื้อขายกองทุนรวมได้เหมือนหุ้นแล้ว ผ่าน “Streaming for fund” ซึ่งพัฒนาขึ้นโดยบริษัท เซ็ทเทรด ดอท คอม จำกัด

Streaming for fund” คืออะไร?

ถ้าจะอธิบายแบบง่ายๆ ก็คือ แอพพลิเคชั่น ที่ผู้ถือหน่วยลงทุนสามารถซื้อขายกองทุนได้ตามต้องการผ่าน Smart Phone หรือ Device อื่นๆเพิ่มเติมที่รองรับระบบนี้ในอนาคต และ สามารถเช็คสถานะคำสั่งซื้อขาย ติดตามพอร์ตการลงทุน พร้อมดูข้อมูลของกองทุนรวมเพื่อประกอบการตัดสินใจลงทุนทำให้เข้าถึงกองทุนรวมได้ง่ายทุกที่ทุกเวลา โดยที่ไม่ต้องฝ่ารถติด ไปรอคอยคิวนานๆ นั่นเอง

ขั้นตอนของการใช้บริการ “Streaming for fund” ทำได้ง่ายๆ เพียงดาวน์โหลด Application “Streaming for Fund” ซึ่งใช้บริการได้ทั้งระบบ android และ iOS เมื่อเข้า “Streaming for Fund” ครั้งแรกให้เลือกทำรายการ Open New Account เพื่อลงทะเบียนกับบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) หรือนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ประเภทหน่วยลงทุน (Selling Agent)

หลังจากนั้น เจ้าหน้าที่จะติดต่อกลับ เพื่อดำเนินการขั้นตอนต่างๆที่จำเป็นในการเปิดบัญชีกองทุนและการขอใช้ระบบนี้ ซึ่งหากกระบวนการทั้งหมด ได้รับการยืนยันแล้ว ผู้ลงทุนก็จะได้รับ Username และ Password เพื่อใช้ในการ Login เลือกทำรายการกองทุนรวมที่ต้องการต่อไป

ปัจจุบัน มีบลจ.และ Selling Agent หลายรายที่ให้บริการซื้อขายกองทุนผ่านระบบ “Streaming for Fund” ซึ่งรวมถึง บลจ.ทาลิส ซึ่งเป็นบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรายแรก ที่เปิดให้มีบริการซื้อ-ขายกองทุนรวมผ่านแอพพลิเคชั่น Streaming for Fund อย่างสมบูรณ์แบบและครบทุกกองทุนรวม

เป้าหมายของ “ทาลิส” คือต้องการเพิ่มความสะดวกให้ผู้ลงทุน สามารถเข้าถึงทุกการลงทุนในกองทุนรวมได้ทุกที่ทุกเวลา พร้อมอำนวยความสะดวกในการเช็คสถานะคำสั่งซื้อ-ขายกองทุนรวมเองได้ในทันที

ไม่เพียงเท่านั้น ระบบนี้ ยังมีบริการตั้งคำสั่งซื้อไว้ล่วงหน้า ซึ่งทำได้นานถึง 1 ปี ทั้งนี้ เพื่อตอบโจทย์การลงทุนแบบมีวินัย ด้วยการซื้อกองทุนสม่ำเสมอแบบอัตโนมัติ ตามหลักการ DCA (Dollar Cost Averaging) นั่นเอง โดยระบบมีตัวเลือกให้ทำรายการได้ทั้งแบบรายเดือน / รายสัปดาห์อีกด้วย แถมกระบวนการทั้งหมดที่กล่าวมา ผู้ลงทุนยังสามารถตรวจสอบสถานะของคำสั่งได้ตลอดเวลา

จะเห็นว่าการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี มีผลทำให้โลกของการลงทุนเปลี่ยนแปลงไปด้วยเช่นกัน ซึ่งข้อดีของมันคือ การเป็นตัวช่วยสำคัญที่จะทำให้เราไม่พลาดทุกโอกาสการลงทุน ไม่ว่าจะเป็นสินทรัพย์หรือผลิตภัณฑ์การลงทุนประเภทไหนก็ตาม

และอย่าลืม ถ้าไม่อยากพลาดทุกโอกาสกับกองทุนของ “ทาลิส” โดยที่คุณสามารถจับจังหวะลงทุนได้ด้วยตนเอง แถมยังมีออปชั่น DCA มาให้เลือก “Streaming for fund” คืออีกหนึ่งคำตอบ ที่สะดวก ง่าย และทำได้ทุกที่ ทุกเวลา สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ บลจ.ทาลิส โทร. 02-015-0222

 

WICE โชว์แผนธุรกิจและกลยุทธ์การเติบโต บล.กรุงศรี

นายชูเดช คงสุนทร (ขวา) กรรมการผู้จัดการ ฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บริษัท ไวส์ โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) (WICE) รับมอบของที่ระลึกจาก นายชัยยศ จิวางกูร ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ในโอกาสนำเสนอข้อมูลแผนการดำเนินงาน แนวโน้มการเติบโตทางธุรกิจ โดยได้รับเกียรติจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายวิเคราะห์และเจ้าหน้าที่การตลาดเข้าร่วมรับฟังข้อมูลเป็นจำนวนมาก ณ ห้องประชุมใหญ่ ชั้น 3 สำนักงานใหญ่ บริษัทหลักทรัพย์กรุงศรี จำกัด (มหาชน) อาคารเพลินจิตทาวเวอร์ ชิดลม เมื่อเร็วๆนี้

TSI Insurance เดินหน้าขับเคลื่อนกลยุทธ์องค์กร เน้นนโยบายรับงานคุณภาพ ขยายช่องทางการขาย สร้างรายได้เพิ่ม

นายสันติ ปิยะทัต ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยเศรษฐกิจประกันภัย จำกัด (มหาชน) หรือ TSI Insurance เปิดเผยถึงความคืบหน้าการดำเนินการแก้ไข กรณีถูกขึ้นเครื่องหมาย “C” หรือ Caution จากการที่หลักทรัพย์ของบริษัทฯ มีส่วนของผู้ถือหุ้นน้อยกว่า 50% ของทุนชําระแล้ว สำหรับงบการเงินไตรมาส 3/2561 (สิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2561) ว่า บริษัทฯ ยังคงเดินหน้าตามแผนงานที่วางไว้ โดยเน้นการจัดหาและสร้างสัมพันธภาพอันดีต่อพันธมิตรและคู่ค้าทางธุรกิจ รวมทั้งการเพิ่มจำนวนนายหน้าหรือตัวแทนรายใหม่  ตลอดจนเพิ่มความสามารถในการสร้างรายได้ ด้วยการนำเสนอผลิตภัณฑ์ประกันวินาศภัยที่หลากหลายเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค โดยเฉพาะการรับประกันภัยกลุ่ม Non Motor ที่เพิ่มมากขึ้น เช่น การเปิดตัวผลิตภัณฑ์ประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล(PA) และประกันการเดินทางในประเทศ (TA) และผลิตภัณฑ์ประกันภัย SME Strong Business ที่จัดแพ็คเกจสำหรับความต้องการของผู้ประกอบการ SME  แต่ละราย

บริษัทฯ ยังพัฒนาการให้บริการ โดยจัดอบรมพนักงานที่เกี่ยวข้องให้มีความพร้อม และเพื่อให้ลูกค้าเข้าถึงผลิตภัณฑ์ประกันภัยได้อย่างสะดวก มีการพัฒนาช่องทางการให้บริการทางออนไลน์ ด้วยระบบ Web Service เพื่อเชื่อมต่อการขายกับตัวแทนและโบรกเกอร์ให้มีความสะดวก รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ TSI Insurance ยังมีนโยบายที่จะดูแลและบริหารจัดการต้นทุน รวมถึงการบริหารความเสี่ยงในด้านต่าง ๆ ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเริ่มจากการปรับพอร์ตโฟลิโอของกลุ่มงานรับประกันภัย ตลอดจนประเภทของงานที่รับประกัน โดยใช้ Data Analysis เข้ามาวิเคราะห์คุณภาพงานเพื่อกำหนดกลยุทธ์และการพิจารณาการรับงาน ซึ่งปัจจุบันมีการกระจายประเภทของการรับงานและลูกค้ามากขึ้น ถือเป็นการกระจายความเสี่ยงไปในตัว ขณะที่การบริหารจัดการความเสี่ยงของการรับประกันภัยนั้น จะมีการวิเคราะห์และปรับปรุงเรื่องความเสี่ยงของงานประกันภัย การพิจารณาอัตราการรับความเสี่ยงไว้เอง (Retention Level) และการพิจารณางานประกันภัยต่อ เพื่อกระจายความเสี่ยงและใช้ประโยชน์จากสัญญาประกันภัยต่ออย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ยังจะมีการปรับปรุงมาตรการและนโยบายการจัดเก็บชำระเบี้ยประกันภัยให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งเรื่องการวิเคราะห์ลูกหนี้ การกำหนดวงเงินและการใช้วงเงิน การพิจารณาเรื่องคุณภาพของตัวแทน นายหน้า ตลอดจนการพัฒนาบุคลากรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการ รวมถึงการพิจารณาและคัดเลือกผู้สำรวจภัยเพื่อสนับสนุนงานบริการด้านสินไหม

นายสันติ กล่าวว่า จากการดำเนินงานตามแผนงานที่วางไว้ตั้งแต่ต้นปี ส่งผลให้ปัจจุบัน บริษัทฯ มีอัตราส่วนของความเพียงพอของเงินกองทุนอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) กำหนด

“จะเห็นได้ว่า จากแผนงานที่กำหนดไว้ เราเดินมาถูกทิศทางแล้ว โดยจากนี้ไป บริษัทฯ ยังคงเดินหน้าตามกลยุทธ์ที่วางไว้ทุกด้าน ทั้งด้านคุณภาพของงาน การใช้ Data Analysis เข้ามาพิจารณาการรับงานประกันภัยทั้ง Motor และ Non Motor การออกผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่ยังมีโอกาสทางการตลาดอยู่มาก และสิ่งสำคัญคือความใส่ใจในลูกค้าและการบริการมากขึ้นด้วยการสร้างคุณค่าองค์กรผ่านทีมงานคุณภาพ ซึ่งเชื่อว่ากลยุทธ์ดังกล่าวจะสามารถทำให้ TSI สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างแข็งแกร่งในระยะยาว” นายสันติกล่าวทิ้งท้าย

Page 1 of 23