ร้านอาหาร 27 แห่งคว้าดาวมิชลิน ในคู่มือ ‘มิชลิน ไกด์ กรุงเทพมหานคร ภูเก็ตและพังงา’ ประจำปี 2562

PRU (ภูเก็ต), เรือนปั้นหยา (สมุทรสาคร) และ สวนทิพย์ (นนทบุรี) รั้งตำแหน่งร้าน 1 ดาวมิชลินนอกเขตกรุงเทพฯ เป็นครั้งแรก

มิชลินเปิดตัวคู่มือแนะนำร้านอาหารและที่พัก ‘มิชลิน ไกด์ กรุงเทพมหานคร ภูเก็ต และพังงา’ ประจำปี 2562  โดยเป็นคู่มือ ‘มิชลิน ไกด์’ ฉบับที่ 2 ของประเทศไทย และเป็นฉบับแรกที่ครอบคลุมพื้นที่นอกเขตกรุงเทพมหานคร ได้แก่ ภูเก็ต พังงา และจังหวัดปริมณฑลของกรุงเทพฯ (นนทบุรี ปทุมธานี นครปฐม สมุทรสาคร และสมุทรปราการ)  คู่มือเล่มล่าสุดนี้บรรจุรายชื่อร้านอาหารที่ผ่านการคัดสรรรวมทั้งสิ้น 217 แห่ง และที่พัก 67 แห่ง โดยมีร้านอาหารได้รับรางวัล 2 ดาวมิชลิน จำนวน 4 ร้าน เป็นร้านอาหารใหม่ 1 ร้าน และ 1 ดาวมิชลิน จำนวน 23 ร้าน เป็นร้านอาหารใหม่ 10 ร้าน

มร.เกว็นเดล พูเลเนค (Gwendal Poullennec) ผู้อำนวยการนานาชาติ  มิชลิน ไกด์ เปิดเผยว่า “ร้านอาหารที่ได้รับเลือกในปีนี้สะท้อนให้เห็นถึงประสบการณ์ด้านอาหารที่หลากหลาย ทั้งในและนอกเขตกรุงเทพฯ  นอกจากนี้ เรายังเห็นแนวโน้มความนิยมในการให้เชฟเป็นผู้กำหนดเมนูครบคอร์ส (Degustation Menu) เพื่อให้ผู้ทานอาหารได้สัมผัสประสบการณ์ด้านอาหารที่สมบูรณ์แบบที่สุด"

ในคู่มือ ‘มิชลิน ไกด์’ ฉบับล่าสุดนี้ ร้านอาหารที่ผ่านการคัดสรรให้ได้รับรางวัล 2 ดาวมิชลินในปีก่อนทุกร้านยังคงรักษาสถานะดาวมิชลินเอาไว้ได้ ได้แก่ ร้าน Gaggan (กากั้น), Le Normandie (เลอ นอร์มังดี) และ Mezzaluna (เมซซาลูน่า)  โดยมี Sühring (เซือริ่ง) เป็นร้านอาหารเพียงร้านเดียวที่มีรายชื่อเพิ่มเข้ามาในปีนี้ โดยเลื่อนระดับจาก 1 ดาวมิชลิน เป็น 2 ดาวมิชลิน ด้วยฝีมือการรังสรรค์เมนูอาหารยุโรปร่วมสมัยในสไตล์เยอรมันโมเดิร์นตามแบบฉบับตนเองของเชฟสองพี่น้อง ‘มาธิอัส’ (Mathias) และ ‘โธมัส เซือริ่ง’ (Thomas Sühring)

นอกจากนี้ ยังมีร้านอาหาร 23 ร้านได้รับรางวัล 1 ดาวมิชลิน โดย ฤดู (Le Du) และ GAA (กา) เป็นเพียงสองร้านที่ครองรางวัล 1 ดาวมิชลินด้วยการเลื่อนระดับมาจากรางวัล ‘เพลท’ (Plate) ซึ่งมอบให้กับร้านอาหารที่นำเสนออาหารคุณภาพดี โดยใช้วัตถุดิบที่สดใหม่และสะท้อนความสามารถในการปรุงอาหารที่ดี  ในบรรดาร้านอาหาร 1 ดาวมิชลินปีนี้เป็นร้านที่ติดอับดับในคู่มือ ‘มิชลิน ไกด์’ ครั้งแรกจำนวน 8 ร้าน โดย 5 ร้านในจำนวนนี้อยู่ในเขตกรุงเทพฯ ได้แก่ Canvas (แคนวาส) ร้านที่ผสานอาหารและศิลปะเข้าไว้ด้วยกัน อาหารทุกจานเปรียบเสมือนผลงานชิ้นเอกที่เชฟบรรจงรังสรรค์ขึ้นจากวัตถุดิบท้องถิ่นระดับพรีเมียม โดยใช้เทคนิคประกอบอาหารที่หลากหลาย, เมธาวลัย ศรแดง ร้านที่โดดเด่นด้วยอาหารรสชาติเข้มข้นถึงเครื่องและปรุงขึ้นอย่างประณีต จนทำให้ลูกค้าแวะเวียนกลับมาตลอด 60 ปี, R-Haan (อาหาร) ร้านที่นำเสนออาหารไทยสไตล์ต้นตำรับ ทั้งอาหารท้องถิ่นพื้นบ้านและอาหารชาววัง โดยใช้วัตถุดิบชั้นดีจากทั่วประเทศ, สวรรค์ ร้านอาหารที่นำเสนอเฉพาะเซตเมนูอาหารไทย 10 คอร์ส ซึ่งรังสรรค์ขึ้นจากวัตถุดิบตามฤดูกาลที่คัดเลือกจากแหล่งชั้นดี ทุกจานมีรสชาติและรสสัมผัสที่ซับซ้อนแต่กลมกล่อมและลุ่มลึก และ ศรณ์ ร้านอาหารที่ได้ชื่อว่าคืนชีวิตให้แก่ศิลปะแห่งอาหารใต้ที่เคยสูญหายไปตามกาลเวลา โดยใช้วัตถุดิบจากกลุ่มเครือข่ายเกษตรกรและชาวประมง ผ่านการปรุงด้วยความรักและความใส่ใจอย่างละเมียดละไมในทุกขั้นตอน

ร้าน 1 ดาวอีก 2 แห่งตั้งอยู่ในจังหวัดปริมณฑลของกรุงเทพฯ ได้แก่ เรือนปั้นหยา (สมุทรสาคร) ธุรกิจร้านอาหารของครอบครัวเล็กๆ แต่มีชื่อเสียงจากการบอกต่อกันปากต่อปากด้วยความอร่อยและคุณภาพที่เหนือชั้น โดยเจ้าของร้านบรรจงปรุงทุกเมนูเองอย่างพิถีพิถัน และ สวนทิพย์ (นนทบุรี) ร้านอาหารท่ามกลางบรรยากาศร่มรื่น ท่ามกลางแมกไม้เขียวขจีริมแม่น้ำที่นำเสนออาหารไทยโบราณแสนประณีตสไตล์ชาววัง และมีร้านอาหารแห่งเดียวในจังหวัดภูเก็ตที่ได้รับรางวัล 1 ดาว นั่นคือ PRU (พรุ) ร้านอาหารที่ตั้งอยู่ในรีสอร์ทสุดหรู นำเสนออาหารที่ปรุงอย่างพิถีพิถันและจัดแต่งอย่างประณีต วัตถุดิบส่วนใหญ่มาจากฟาร์มออร์แกนิคเนื้อที่ 600 ไร่ของร้านเอง แม้กระทั่งเนยที่ร้านก็ทำเองด้วยนมวัวจากกระบี่

ที่น่าสนใจก็คือ ร้านอาหาร 3 ร้าน ซึ่งได้รับรางวัล 1 ดาวมิชลิน ในปีที่ผ่านมา ได้แก่ Elements (เอเลเมนท์), Nahm (น้ำ) และ เสน่ห์จันทน์ ยังคงสามารถรักษาสถานะดาวของตนเองไว้ได้ แม้จะมีการเปลี่ยนเชฟประจำร้านก็ตาม

ผู้สนใจสามารถคลิกดูรายชื่อและข้อมูลร้านอาหารทั้งหมดที่ได้รับคัดสรรและจัดอันดับอยู่ในคู่มือ มิชลิน ไกด์ กรุงเทพมหานคร ภูเก็ตและพังงาประจำปี 2562 ซึ่งจัดทำเป็น 2 ภาษา ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ได้ทางเว็บไซต์ www.guide.michelin.com ตั้งแต่วันที่ 14 พฤศจิกายน ศกนี้เป็นต้นไป สำหรับคู่มือแบบรูปเล่มจะเริ่มวางจำหน่ายตามร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป ในราคา
เล่มละ 650 บาท ตั้งแต่วันที่ 16 พฤศจิกายน เป็นต้นไป

จำนวนร้านอาหารที่ได้รับคัดเลือกและจัดอันดับในคู่มือ มิชลิน ไกด์ กรุงเทพมหานคร ภูเก็ตและพังงาประจำปี 2562  ประกอบด้วย

  • ร้านอาหาร 2 ดาวมิชลิน จำนวน 4 ร้าน (เป็นร้านอาหารใหม่ 1 ร้าน)
  • ร้านอาหาร 1 ดาวมิชลิน จำนวน 23 ร้าน (เป็นร้านอาหารใหม่ 10 ร้าน)
  • ร้านอาหารรางวัล บิบ กูร์มองด์ จำนวน 72 ร้าน (เป็นร้านอาหารใหม่ 42 ร้าน)

 

เกี่ยวกับมิชลิน

มิชลิน ในฐานะผู้นำอุตสาหกรรมยางรถยนต์ มุ่งมั่นส่งเสริมการสัญจรของลูกค้าอย่างยั่งยืน ออกแบบและจัดจำหน่ายยางที่เหมาะกับการใช้งานมากที่สุด ตลอดจนให้บริการและโซลูชั่นที่ตรงกับความต้องการของลูกค้า ซึ่งครอบคลุมการให้บริการทางดิจิตอล การจัดทำคู่มือและแผนที่สำหรับการเดินทางท่องเที่ยวเพื่อสัมผัสประสบการณ์ที่แตกต่างไม่เหมือนใคร รวมถึงการพัฒนาวัสดุทางเทคโนโลยีขั้นสูงสำหรับอุตสาหกรรมการสัญจร กลุ่มมิชลินมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เมืองแกลร์มง-แฟร็อง ประเทศฝรั่งเศส และมีสำนักงานสาขาอยู่ในกว่า 171 ประเทศ โดยมีพนักงาน 114,000 คนทั่วโลก และมีโรงงานผลิต 70 แห่งใน 17 ประเทศ ซึ่งผลิตยางรวมกันได้สูงถึง 190 ล้านเส้นในปี 2560  คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.michelin.co.th

ถ้าพูดถึงแบรนด์ชาชั้นนำของโลก คงไม่มีใครไม่รู้จักชาสุดพรีเมี่ยมที่ส่งตรงมาจากประเทศอังกฤษ อย่างแบรนด์ ทไวนิงส์ (Twinings) ที่มีประวัติยาวนานและเป็นชาอังกฤษแท้ที่คงรสชาติเยี่ยมละเมียดละไมมากว่า 300 ปี กว่า 117 ประเทศทั่วโลก ล่าสุด มร. ดั๊กลาส สจ๊วต เอลเลียต กรรมการผู้จัดการภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บริษัท เอบี ฟู้ด แอนด์ เบฟเวอร์เรจส์ (ประเทศไทย) จำกัด เตรียม Re-Opening “ทไวนิงส์ ที บูทีค - Twinings Tea Boutique” ที บูทีค สุดหรูของทไวนิงส์ แห่งเดียวในโลก! ขึ้นที่ประเทศไทย ให้ลูกค้าได้สัมผัสวัฒนธรรมการดื่มชาตามแบบฉบับของชาวอังกฤษสุดคลาสสิค ผ่านการคัดสรรใบชาคุณภาพเยี่ยมและใส่ใจในทุกขั้นตอนการผลิตตั้งแต่การคัดเลือกใบชา ไปจนถึงความพิถีพิถันในการผสมผสานเป็นชาชนิดต่างๆ และปรุงด้วยความพิถีพิถันจากนักปรุงชาประจำร้าน (Twinings Tea Master) ใครสนใจลองไปสัมผัสประสบการณ์สุดคลาสสิคนี้กันได้ที่ “ทไวนิงส์ ที บูทีค - Twinings Tea Boutique” ชั้น 1 โซน Atrium ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์

จัมโบ้ ซีฟู้ด เตรียมเปิดสาขาแรกในประเทศไทย ที่ไอคอนสยาม

  • เนรมิตร้านจัมโบ้ ซีฟู้ด ที่สวยงามอลังการที่สุดแห่งหนึ่งในโลก ในบรรยากาศเหนือระดับ ที่มาพร้อมทัศนียภาพอันงดงามของแม่น้ำเจ้าพระยา
  • เปิดให้บริการพร้อมไอคอนสยาม เดือนพฤศจิกายนนี้

จัมโบ้ ซีฟู้ด เตรียมพร้อมเปิดสาขาแรกในประเทศไทยที่ไอคอนสยาม ในวันที่ 9 พฤศจิกายน 2561 นี้ นำเสนอร้านอาหารซีฟู้ดชื่อดังจากประเทศสิงคโปร์ ให้คนไทยได้ลิ้มลองและอิ่มอร่อยกับเมนูขึ้นชื่อที่เป็นซิกเนเจอร์ของจัมโบ้ ซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของคนไทยและนักท่องเที่ยวจากนานาประเทศทั่วโลกจำนวนมากได้อย่างสะดวกสบาย ท่ามกลางบรรยากาศเหนือระดับ ที่มาพร้อมกับทัศนียภาพอันงดงามของแม่น้ำเจ้าพระยา ณ อภิมหาโครงการเมืองไอคอนสยาม โดยยังคงจุดเด่นในเรื่องวัตถุดิบคุณภาพ รสชาติอันเป็นเอกลักษณ์แบบเดียวกับต้นตำรับที่สิงคโปร์เพราะนำเข้าซอสครบทุก 12 ชนิด  พร้อมการให้บริการที่เป็นเลิศ ซึ่งทีมผู้บริหารที่มากประสบการณ์ มั่นใจว่า จัมโบ้ ซีฟู้ด จะขึ้นอันดับท็อปลิสต์กลายเป็นร้านอาหารที่ทุกคนอยากมาลิ้มลองได้อย่างรวดเร็ว โดยคาดการณ์ว่าจะมีลูกค้ามากถึงกว่า 200,000 คนในปีแรก

นายเด็ด ชินสุภัคกุล กรรมการผู้จัดการบริษัท ซี เจ ซีฟู้ด จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจร้านอาหารมากกว่า 10 ปี กล่าวว่า “จัมโบ้ ซีฟู้ด เป็นร้านอาหารซีฟู้ดชื่อดังจากสิงคโปร์ที่เปิดดำเนินการครั้งแรกในสิงคโปร์เมื่อปี พ.ศ. 2530 ปัจจุบันมี 13 สาขาทั่วโลก เช่น สิงคโปร์, เซี่ยงไฮ้, ไต้หวัน และเวียดนาม และมียอดขายกว่า 1,000 ล้านบาทต่อปี โดยจัมโบ้ ซีฟู้ด กำลังเตรียมพร้อมที่จะเปิดสาขาแรกในประเทศไทยที่ไอคอนสยาม ซึ่งเรารู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างมากที่จะได้นำร้านอาหารซีฟู้ดสไตล์สิงคโปร์ชื่อดังจากสิงคโปร์ ‘จัมโบ้ ซีฟู้ด’ ซึ่งเป็นที่ชื่นชอบทั้งของคนไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวนมาก มาเปิดให้บริการในประเทศไทยเป็นครั้งแรก”

จากการศึกษาและสำรวจตลาดและผู้บริโภคในประเทศไทย พบว่า อาหารซีฟู้ดสไตล์สิงคโปร์ในเป็นหนึ่งในอาหารที่คนไทยและนักท่องเที่ยวจากนานาประเทศชื่นชอบเป็นอย่างมาก แต่ยังไม่มีเปิดให้บริการในประเทศไทย นี่จึงเป็นโอกาสดีของคนไทยและนักท่องเที่ยวจากนานาประเทศที่เดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทย จะสามารถลิ้มลองอาหารจีนซีฟู้ดสไตล์สิงคโปร์และมาเลเซียได้อย่างสะดวกสบาย เหมือนเดินทางไปรับประทานของแท้ต้นตำรับที่สิงคโปร์ แต่ไม่ต้องบินไปไกลถึงสิงคโปร์

นายเด็ด กล่าวว่า “การเข้ามาเปิดจัมโบ้ ซีฟู้ด สาขาแรกในประเทศไทย ถือเป็นการสร้างปรากฏการณ์แปลกใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประเทศไทย และมากไปกว่านั้น ยังถือเป็นการเพิ่มแม็กเน็ตตัวเลือกทางด้านการกินดื่ม และช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้ภาคการท่องเที่ยวของประเทศไทยอีกทางหนี่งด้วย”

ทั้งนี้ การจับมือกับ จัมโบ้ ซีฟู้ดของสิงคโปร์เพื่อมาเปิดสาขาแรกในประเทศไทยนั้น ได้เลือกสรรโลเคชั่นที่จะเหมาะสมที่สุด โดยเลือกไอคอนสยาม ด้วยเหตุผลที่เป็นโลเคชั่นที่ตอบโจทย์ทุกอย่างได้อย่างลงตัว และเป็นทำเลที่มีศักยภาพสูง ทั้งในเรื่องทำเลที่ตั้งริมฝั่งแม้น้ำเจ้าพระยา และศักยภาพของโครงการไอคอนสยาม ที่มีความแข็งแกร่งอย่างมากตั้งแต่ยังไม่เปิดให้บริการ โดยไอคอนสยามเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกในฐานะอภิมหาโครงการเมือง ที่จะเป็นแลนด์มาร์คแห่งใหม่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ที่จะดึงดูดให้นักท่องเที่ยวทั้งคนไทยจากทั่วประเทศและผู้คนจากทั่วโลกให้มาเยี่ยมชมได้ตลอดทั้งปี

นายเด็ด กล่าวว่า “จัมโบ้ ซีฟู้ด สาขาแรกมีความสำคัญเป็นอย่างมาก เราจึงตั้งใจและทุ่มเทอย่างเต็มที่ในการรังสรรค์ เพื่อสร้างประสบการณ์แปลกใหม่ที่สุดประทับใจให้กับลูกค้าของเรา เพื่อให้จัมโบ้ ซีฟู้ด ที่ไอคอนสยาม เป็นจัมโบ้ ซีฟู้ดสาขาที่ดีที่สุด และสวยงามอลังการ คุ้มค่ากับการรอคอย อาหารคุณภาพ รสชาติอร่อยเหมือนต้นตำรับ ในบรรยากาศตระการตาสุดประทับใจ และด้วยศักยภาพของไอคอนสยาม ทำให้เรามั่นใจว่าจัมโบ้ ซีฟู้ด ที่ไอคอนสยามจะได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีอย่างแน่นอน โดยคาดการณ์จะมีลูกค้าทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติหมุนเวียนเข้ามาใช้บริการ มากถึงกว่า 200,000 คนภายในช่วง 1 ปีแรก”

จัมโบ้ ซีฟู้ด ตั้งอยู่บนชั้น G ของไอคอนสยาม มีเนื้อที่กว่า 800 ตารางเมตร ถือเป็นร้านอาหารที่มีขนาดใหญ่ที่สุดร้านอาหารหนึ่งของไอคอนสยาม สามารถรองรับลูกค้าได้ 250 – 300 ที่นั่ง ตัวร้านถูกโอบล้อมด้วยกระจกใสมองเห็นวิวแม่น้ำได้ 360 องศา มีการตกแต่งตู้ปลาที่ข้างในจะมีปู ล็อบสเตอร์และปลาว่ายน้ำ ความยาวถึง 5 เมตรด้านในร้าน สำหรับโซนที่นั่ง มีการจัดสรรโซนที่นั่งด้านนอกเพื่อสัมผัสกับทัศนียภาพอันงดงามของสายน้ำเจ้าพระยาได้อย่างใกล้ชิด และโซนที่นั่งด้านในที่ตกแต่งอย่างสวยงามสไตล์คอนเทมโพรารีให้ความรู้สึกของสายน้ำ เกลียวคลื่น และท้องทะเล นอกจากนั้นยังมีห้องส่วนตัวในบรรยากาศอบอุ่นเหมาะกับการสังสรรค์กับเพื่อนฝูงและครอบครัวอีกด้วย

เมนูซิกเนเจอร์ของจัมโบ้ ซีฟู้ด ทั้ง Award-Winning Chili Crab และ Signature Black Pepper Crab ตลอดจน ล็อบสเตอร์ ปูทาราบะ ปูดันเจนีส หอยงวงช้างและปลาหลายชนิด โดยวัตถุดิบจะนำเข้ามาจากสหรัฐอเมริกา นอร์เวย์ แคนาดา เคนยา ศรีลังกา และญี่ปุ่น นอกจากนั้นยังมีวัตถุดิบคุณภาพสูงจากในประเทศไทยเองด้วย เช่น กุ้งแม่น้ำ ปูไทย โดยเฉพาะปูทองหลางขนาดใหญ่ที่มีน้ำหนักอย่างต่ำตัวละ 1 กิโลกรัม ส่วนซอสต้นตำรับทั้ง 12 ชนิด และเครื่องปรุงหลักจะนำเข้ามาจากสิงคโปร์ทั้งหมด เพื่อคงรสชาติของอาหารตามแบบต้นตำรับซึ่งเป็นที่ชื่นชอบให้มากที่สุด

พลิกวิกฤตเป็นโอกาส!  “กุนเชียงโฮมเมด” ทาทา สตีล ช่วยสร้างรายได้ให้ชุมชนรอบโรงงาน

ปัจจุบัน หากพูดถึงกระแสการท่องเที่ยว และการซื้อสินค้าที่มาจากภูมิปัญญาชาวบ้าน หรือที่เรียกอีกอย่างว่าเทรนด์ “Localism” นั้น กำลังเป็นที่นิยมอย่างมาก เห็นได้จากทุกครั้งที่ไปเที่ยวต่างจังหวัด ก็จะพบเห็นแหล่งท่องเที่ยวหรือสินค้าท้องถิ่นที่แปลกใหม่ ผุดขึ้นมาเต็มไปหมด ชุมชนหลายๆ แห่ง ต่างตื่นตัวที่จะดึงจุดเด่นและเอกลักษณ์ของตนเอง เพื่อเป็นจุดขายสร้างรายได้ให้ชุมชน ซึ่งนับว่าเป็นการสร้างงานสร้างอาชีพจากทุนทางสังคม อาทิ การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์อย่างครบวงจรที่มีโฮมสเตย์ให้นักท่องเที่ยวได้อยู่ร่วมกับชาวบ้าน เรียนรู้วิถีชีวิตพร้อมกับขายสินค้าที่เป็นอัตลักษณ์ของชุมชนไม่ว่าจะเป็นอาหารและผลไม้ขึ้นชื่อ หรือสินค้าหัตถกรรมต่างๆ เป็นต้น

อย่างไรก็ดี กว่าแต่ละชุมชนจะสามารถหาจุดเด่นของตนเองได้ สิ่งสำคัญที่สุดนั้น ต้องมาจากการระดมความคิดร่วมกันของคนในชุมชน และต้องมีหน่วยงานสนับสนุนด้านความรู้การตลาด บัญชีการเงิน รวมถึงเทคโนโลยีกระบวนการการผลิตสินค้า วิเคราะห์หาจุดเด่นร่วมกันว่าควรจะพัฒนาต่อยอดสิ่งใดให้เป็นแหล่งรายได้หลัก ตัวอย่างชุมชนที่มีการรวมกลุ่มกันอย่างเข้มแข็ง และดึงจุดเด่นของตัวเองออกมาได้อย่างประสบความสำเร็จที่กำลังจะพาไปรู้จัก คือ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนแม่บ้านเกษตรกรเนินกระบก ตำบลบ่อวิน อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี โดยสินค้าที่ชุมชนตัดสินใจเลือกนำมาพัฒนาต่อยอด ได้แก่ การแปรรูปผลิตภัณฑ์จากเนื้อสัตว์เป็น “กุนเชียงโฮมเมด” ภายใต้การสนับสนุนหลักของโรงงานเอ็น.ที.เอส. สตีลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ในเครือของบริษัท ทาทา สตีล (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ซึ่งตั้งอยู่ใกล้เคียงกับบริเวณชุมชน และเล็งเห็นความสำคัญของการสนับสนุนชุมชนให้เข้มแข็งเติบโตอย่างยั่งยืน ตามแนวคิดการเป็นบริษัทพลเมืองที่ของประเทศชาติ

นางสัมฤทธิ์ ทองวิเชียร ประธานชุมชนแม่บ้านเกษตรกรเนินกระบก ตำบลบ่อวิน อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี กล่าวว่า แต่เดิมชุมชนที่ตนอยู่นั้น ชาวบ้านส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม แต่ในภายหลังได้มีการรวมตัวเพื่อสร้างรายได้เสริมให้กับคนในชุมชน โดยสิ่งที่ได้จากการระดมความคิดกันภายในกลุ่ม ประกอบกับที่คนในชุมชนได้เข้าร่วมอบรมการทำ “กุนเชียง” จากการส่งเสริมของทาทา สตีล เนื่องจากเห็นว่าเป็นการแปรรูปอาหารที่สามารถเก็บได้นาน เป็นอาหารสำเร็จรูปที่ทานง่าย มีรสชาติอร่อย และสิ่งสำคัญที่สุดที่ทำให้ตัดสินใจเลือกทำกุนเชียงนั้น มาจากการที่ทาทา สตีล เล็งเห็นว่าชุมชนมีแหล่งวัตถุดิบหลักที่มีคุณภาพ นั่นคือ ฟาร์มเลี้ยงหมูที่อำเภอบ้านบึง ซึ่งเป็นหมูที่ผ่านการเลี้ยงตามมาตรฐาน มีราคาต้นทุนที่ไม่สูง จึงเหมาะที่จะนำมาริเริ่มเป็นสินค้าแปรรูปในขั้นต่อไป และเมื่อชุมชนมีการพัฒนาการผลิตทั้งในเรื่องคุณภาพที่ได้การรับรองมาตรฐานสินค้า (อย.) บรรจุภัณฑ์ที่สวยงาม ทนทาน เก็บได้นาน รวมถึงสามารถหาฐานตลาดในการส่งผลิตภัณฑ์ไปขายเป็นประจำ จึงแปรเปลี่ยนจากการประกอบเป็นอาชีพเสริม กลายเป็นอาชีพหลักซึ่งสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับชุมชน

นางสัมฤทธิ์ อธิบายถึงจุดเด่นกุนเชียงโฮมเมด ของกลุ่มชุมชนแม่บ้านเกษตรกรเนินกระบก เพิ่มว่า วัตถุดิบที่เลือกนำมาแปรรูป เป็นวัตถุดิบคุณภาพดี โดยจะเลือกใช้เนื้อหมูส่วนสะโพก มันแข็งของหมู และไส้เทียม จาการที่ชุมชนเลือกใช้วัตถุดิบที่มีคุณภาพ ประกอบกับกรรมวิธีการผลิตที่ได้รับการอบรมและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทำให้กุนเชียงของชุมชนแม่บ้านเกษตรกรเนินกระบกได้คุณภาพและมีรสชาติที่อร่อย จนเป็นที่ชื่นชอบของลูกค้าบริเวณชุมชน และนักท่องเที่ยว โดยกลุ่มลูกค้าหลักของชุมชน ได้แก่ พนักงานโรงงานเนื่องจากชุมชนตั้งอยู่บริเวณนิคมอุตสาหกรรมเหมราชชลบุรี ตำบลบ่อวิน จังหวัดชลบุรี โดยในหนึ่งสัปดาห์มียอดจำหน่ายกุนเชียงสูงถึง 120 กิโลกรัมโดยประมาณ จึงจำเป็นต้องเร่งเพิ่มจำนวนการผลิตและต่อยอดผลิตภัณฑ์ โดยเพิ่มประเภทของกุนเชียงขึ้นเป็น 3 ชนิด ได้แก่ กุนเชียงหมู กุนเชียงปลา กุนเชียงไก่ และล่าสุดได้มีการพัฒนากุนเชียงสูตรใหม่ “หมูพริกไทยดำ” เพื่อตอบโจทย์ความชอบของลูกค้าที่หลากหลายได้อย่างครบถ้วน

นอกจากกุนเชียงที่สร้างรายได้หลักให้กับชุมชนแล้ว ชุมชนก็ยังไม่หยุดแสวงหาความรู้ เพื่อผลิตสินค้าใหม่ๆ สร้างรายได้เพิ่มให้กับชุมชน และด้วยข้อได้เปรียบของชุมชนที่ตั้งอยู่บริเวณนิคมอุตสาหกรรม ทำให้มีกลุ่มลูกค้าเป็นพนักงานโรงงานจำนวนมาก นอกจากนี้ ชุมชนยังรับเอานวัตกรรมและความรู้จากโรงงานมาปรับใช้ในกระบวนการผลิตสินค้า โดย “ทาทา สตีล” เป็นหนี่งในผู้ริเริ่มความร่วมมือระหว่างโรงงานกับชุมชน เข้ามาสำรวจความต้องการของชุมชน ว่ามีความต้องการให้โรงงานสนับสนุนกลุ่มอาชีพของชุมชนอย่างไรบ้าง ตลอดจนได้เข้ามาให้ความรู้เพิ่มเติม ในกระบวนการทำกุนเชียงดังกล่าว นอกจากนี้ยังได้แนะนำการผลิตสินค้าอื่นๆ ที่เหมาะกับความสามารถของชาวบ้าน และใช้วัตถุดิบที่หาได้ไม่ยาก อาทิ การทำบะหมี่หมูแดง ข้าวขาหมู และขนมปังเบเกอรี่ เป็นต้น ซึ่งสินค้าเหล่านี้สามารถสร้างรายได้เพิ่มให้กับชุมชนอีกทางหนึ่งนอกเหนือจากการทำกุนเชียงด้วย

ในช่วงแรกที่มีโรงงานอุตสาหกรรมเข้ามาตั้งในบริเวณชุมชนนั้น สร้างความกังวลให้กับชาวบ้านถึงผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างมาก ชาวบ้านส่วนใหญ่ต่างก็มีทัศนคติทางลบต่อโรงงานเพราะคิดว่าเจ้าของโรงงานเหล่านี้ จะไม่สนใจความเป็นอยู่ของคนในพื้นที่เท่ากับผลผลิตของกิจการตนเอง แต่เมื่อเวลาผ่านไป โรงงานได้พิสูจน์ให้ชาวบ้านเห็นว่ามีการควบคุมมาตรฐานการผลิตที่ไม่สร้างผลกระทบต่อชุมชน จนเกิดเป็นความเชื่อมั่นและทำให้ทั้งสองฝ่ายเริ่มปรับตัวเข้าหากัน เหมือนสุภาษิตที่ว่า “น้ำพึ่งเรือ เสือพึ่งป่า” โรงงานเอ็น.ที.เอส. สตีลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ในเครือของบริษัท ทาทา สตีล (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ในบริเวณนิคมอุตสาหกรรมเหมราชชลบรี บ่อวิน จึงกลายเป็นแหล่งรายได้ที่สร้างงานให้กับคนในพื้นที่ การค้าขายในชุมชนขยายตัวขึ้น อีกทั้งชุมชนและโรงงานยังได้สร้างสัมพันธ์อันดีต่อกัน ทำให้ชาวบ้านมีความรู้สึกว่าไม่ได้ถูกโรงงานทอดทิ้ง และมีทัศนคติที่ดีต่อโรงงานมากขึ้น นางสัมฤทธิ์ กล่าวทิ้งท้าย

   “สิ่งสำคัญที่สุดของการสร้างอาชีพ คือ การรวมกลุ่มที่เข้มแข็ง มีความสามัคคีภายใน นอกจากนี้ ชุมชนยังต้องรู้จักพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส ไม่หยุดที่จะแสวงหาการพัฒนาใหม่ๆ ดึงจุดเด่นที่ชุมชนมีอยู่แล้วออกมาใช้ให้ได้ อีกทั้งการประสานงานกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องก็เป็นสิ่งสำคัญ ที่จะทำให้กลุ่มอาชีพของชุมชนพัฒนาไปได้อย่างยั่งยืน”

ด้าน นายศิโรโรตม์ เมธมโนศักดิ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่-ทรัพยากรบุคคลและบริหาร บริษัท ทาทา สตีล (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เป้าหมายที่ ทาทา สตีล ตั้งไว้ คือการเป็นโรงงานอันเป็นที่รักและเป็นเพื่อนแท้ของชุมชน จากการสร้างความสัมพันธ์อันดีต่อชุมชน ร่วมมือแก้ไขปัญหาบริเวณรอบโรงงาน รวมทั้งพัฒนาพื้นที่อยู่อาศัยโดยรอบให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นกว่าเดิม ซึ่งเป็นเป้าหมายที่กลุ่มบริษัททาทา สตีล และโรงงานเอ็น.ที.เอส. สตีลกรุ๊ป ตั้งใจปฏิบัติควบคู่กับการดำเนินกิจการอย่างต่อเนื่อง เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืน สำหรับกลุ่มชุมชนแม่บ้านเกษตรกรเนินกระบกนั้น ทาทา สตีล ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการส่งเสริมอาชีพของชุมชน ทั้งอาชีพหลัก และอาชีพเสริม รวมถึงความรู้ในเรื่องที่เกี่ยวเนื่อง เช่น การทำบัญชี การใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ ตลอดจนยังได้เปิดโอกาสให้ชุมชนได้นำสินค้าเข้ามาขายในโรงงานทุกสิ้นเดือน จนทำให้ ทาทา สตีล สามารถบรรลุเป้าหมายการเป็นโรงงานที่รักและเป็นเพื่อนแท้ของชุมชนได้ในที่สุด

สำหรับชุมชนหรือผู้ที่สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่ ส่วนสื่อสารและกิจกรรมองค์กร โทรศัพท์  02-937-1000 หรือเข้าไปที่ www.tatasteelthailand.com

เคล็ดลับความอร่อย ไก่ทอดไทเชฟ

ไทเชฟ แนะนำเคล็ดลับความอร่อยในเมนูไก่ทอด ด้วยผงโรยไทเชฟ รสบาร์บีคิว รสวิงแซ่บ และรสชีส ที่ทำได้ง่ายๆ เพียงนำน่องหรือปีกไก่ที่ไม่ต้องปรุงแต่อย่างใด ทอดในน้ำมันร้อนจนสุกพักไว้ให้สะเด็ดน้ำมัน จากนั้นเทผงโรยไทเชฟรสบาร์บีคิว รสวิงแซ่บ หรือรสชีส ตามใจชอบคลุกให้เข้ากันกับไก่ทอด เท่านี้ก็ได้เมนูไก่ทอดไทเชฟที่แสนอร่อยไม่เหมือนใคร เหมาะสำหรับนำไปสร้างอาชีพหรือต่อยอดธุรกิจเพิ่มมูลค่าให้เมนูอาหารแบบไม่รู้จบ โดยผู้ที่สนใจสอบถามเพิ่มเติมได้ที่โทรศัพท์ 02-968-3723-6, FB:ThyChef, ID Line: @thychef หรือหาซื้อได้ตามร้านแฟรนไชส์ ชาป๊อป ไทเชฟ ร้านจำหน่ายอุปกรณ์เบเกอรี่ และจุดบริการไปรษณีย์กว่า 500 สาขาทั่วประเทศ หรือช้อปทางออนไลน์พร้อมบริการส่ง “ฟาสต์ ไทเชฟ” สั่งวันนี้ ส่งวันนี้ พรุ่งนี้ถึง เร็วทันใจ ที่เว็บไซต์ www.thychef.com, www.lazada.co.th