เปิดตัวผู้ว่ากนอ.คนใหม่ “สมจิณณ์ พิลึก” เร่งสานต่อเมกะโปรเจกต์อีอีซี – เอสอีแซด
เผยความพร้อมนิคมทั่วไทย ชี้ 12 เดือนยอดลงทุนทั้งสิ้น  2.8 หมื่นล้านบาท

การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เผยยุทธศาสตร์การดำเนินงานในปีงบประมาณ 2562 ที่จะมุ่งพัฒนานิคมอุตสาหกรรมให้รองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมที่ตอบสนองเศรษฐกิจในอนาคตของประเทศ โดยเฉพาะนิคมอุตสาหกรรมในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และเขตพัฒนาเศรษฐกิจชายแดน (SEZ) พร้อมเผยความคืบหน้าของเมกะโปรเจกต์ที่สำคัญ อาทิ ท่าเรือฯ มาบตาพุดระยะที่ 3 ที่เตรียมประกาศเชิญนักลงทุนในเดือนตุลาคมนี้ นิคมอุตสาหกรรมในเขต SEZ ที่เตรียมเดินหน้าพัฒนาและมอบสิทธิประโยชน์ให้กับนักลงทุนอย่างเต็มที่ นอกจากนี้ยังได้เผยถึงผลการดำเนินงานของ กนอ. ระยะเวลา 12 เดือน (ต.ค.60 – ก.ย.61) ซึ่งมียอดขาย พื้นที่ / เช่า จำนวน 1,377 ไร่ มีเงินลงทุนรวมกว่า 28,042 ล้านบาท ซึ่ง 5 อันดับการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับความสนใจสูงสุด ได้แก่ 1.  อุตสาหกรรมคลังสินค้า 2. อุตสาหกรรมผลิตโลหะขั้นมูลฐาน 3. อุตสาหกรรมเครื่องเรือนหรือเครื่องตกแต่งในอาคารจากไม้ แก้ว ยาง หรือโลหะอื่น ๆ 4. อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องมือวิทยาศาสตร์ 5. อุตสาหกรรมยางและผลิตภัณฑ์

นางสาวสมจิณณ์ พิลึก ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ยุทธศาสตร์การดำเนินงานในปีงบประมาณ 2562 ของ กนอ. ยังคงมุ่งส่งเสริมและพัฒนานิคมอุตสาหกรรมให้เป็นเครื่องมือสำคัญเพื่อรองรับนักลงทุน และกลุ่มอุตสาหกรรมในทุกประเภท ซึ่ง กนอ.ได้กำหนดวิสัยทัศน์ที่จะเป็นองค์กรหลัก ที่มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศโดยเน้นภาคอุตสาหกรรมและบริการสู่อนาคตที่ยั่งยืน โดยภายใต้วิสัยทัศน์ดังกล่าว มีสิ่งที่ต้องขับเคลื่อนให้เกิดขึ้น 2 ประการ ได้แก่ 1. การพัฒนานิคมอุตสาหกรรมให้รองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมที่ตอบสนองเศรษฐกิจในอนาคตของประเทศ โดยเฉพาะนิคมอุตสาหกรรมในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และเขตพัฒนาเศรษฐกิจชายแดน (SEZ) และ 2. การยกระดับนิคมอุตสาหกรรมให้เป็นเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ นอกจากนี้ ยังจะมุ่งพัฒนาการจัดสรรที่ดิน ระบบสาธารณูปโภค  สิ่งอำนวยความสะดวก และการให้บริการผ่านระบบเทคโนโลยีและนวัตกรรมให้มีประสิทธิภาพที่ดียิ่งขึ้น รวมทั้งการเพิ่มสิทธิประโยชน์และโปรโมชั่นเพื่อดึงดูดการลงทุนให้เพิ่มมากขึ้นในทุกพื้นที่

นางสาวสมจิณณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับการพัฒนานิคมในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ได้วางแนวทางการพัฒนาไว้ดังนี้ 1.การส่งเสริมนิคมฯ ให้เป็นเขตส่งเสริมอุตสาหกรรมเป้าหมาย เพื่อต้องการให้แต่ละนิคมฯ มีการพัฒนาพื้นที่ในนิคมฯ ให้มีความทันสมัย เช่น การจัดทำเขตนวัตกรรม หรือเขตนวัตกรรมดิจิทัล ฯลฯ  ซึ่งในปัจจุบันได้มีการประกาศเป็นเขตส่งเสริมอุตสาหกรรม สำหรับ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายแล้วจำนวน 21 แห่ง  2.การพัฒนาเมกะโปรเจกต์ ได้แก่ ท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ 3 และนิคมอุตสาหกรรมสมาร์ทปารค์ใน จ.ระยอง  โดยขณะนี้ในส่วนของท่าเรือฯมาบตาพุดได้ผ่านการเห็นชอบหลักการของโครงการฯ จากคณะกรรมการพัฒนาพื้นที่บริเวณชายฝั่งทะเลตะวันออกเมื่อประมาณเดือน กันยายน 2561ที่ผ่านมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และพร้อมจะประกาศเชิญชวนนักลงทุนประมาณเดือนตุลาคม 2561 และได้เอกชนร่วมลงทุนประมาณเดือนมกราคม 2562 โดยกนอ.จะเร่งจะเปิดให้บริการอย่างเต็มรูปแบบให้ทันภายในปี 2568  ส่วนทางด้านนิคมอุตสาหกรรมสมาร์ทปารค์ปัจจุบันได้ทำการยื่นรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมแล้ว ในเดือนมิถุนายน 2561 แล้ว และคาดว่าใช้เวลาพิจารณาประมาณ 1 ปี หรือช่วงต้นปี 2563 ซึ่งแผนต่อไป หลังจากได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีแล้ว ทางโครงการจะดำเนินการจัดจ้างผู้รับเหมาก่อสร้าง และเริ่มก่อสร้างในช่วงปลายปี 2563 คาดว่าจะใช้เวลาในการก่อสร้าง 2 ปี และเปิดดำเนินการได้ทันประมาณช่วงปลายปี 2565 3.การร่วมมือกับเอกชน ในการส่งเสริมและสนับสนุนให้เอกชนจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมร่วมดำเนินงานกับ กนอ. เพื่อผนึกกำลังขยายฐานการผลิตและลงทุนให้ครอบคลุมทุกพื้นที่โดยที่มีการพัฒนา โดยในปีที่ผ่านมาได้พัฒนาเพิ่มไปแล้ว 5 แห่ง ได้แก่ นิคมอุตสาหกรรมโรจนะแหลมฉบัง นิคมอุตสาหกรรมบ่อทอง 33 นิคมอุตสาหกรรมเวิลด์ ฟู๊ด วัลเลย์ ไทยแลนด์ นิคมอุตสาหกรรมซีพีจีซี และ นิคมอุตสาหกรรมแพรกษา ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวมั่นใจว่าจะช่วยให้การลงทุนมีความคึกคักมากขึ้นแน่นอน

ด้านการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมในชายแดน หรือ โครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน (SEZ) ใน 3 พื้นที่ ได้แก่ จังหวัดสระแก้ว จังหวัดตาก จังหวัดสงขลา ขณะนี้นิคมอุตสาหกรรมสระแก้วได้เปิดให้บริการแล้วในพื้นที่เช่าทั้งหมด 660 ไร่ มีนักลงทุนสนใจเช่าพื้นที่ระยะที่ 1เต็มจำนวนแล้ว สำหรับในการพัฒนาระยะที่ 2 จะก่อสร้างแล้วเสร็จภายในธันวาคม 2561 และพร้อมเปิดให้บริการระบบสาธารณูปโภค เช่น ถนน ระบบป้องกันน้ำท่วม ระบบประปา ระบบบำบัดน้ำเสีย บ่อหน่วงน้ำ และไฟฟ้า เป็นต้น  ส่วนนิคมอุตสาหกรรมแม่สอด จังหวัดตาก อยู่ระหว่างการนำเสนอรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (EIA) ต่อคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม(คชก.) จังหวัดภายในตุลาคมนี้ สำหรับการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมสะเดา หลังมีมติเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีอนุมัติการลงทุนจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมดังกล่าว กนอ.ได้เร่งดำเนินโครงการในระยะที่ 1 บนเนื้อที่ประมาณ 629 ไร่แล้ว คาดว่าจะเริ่มพัฒนาพื้นที่และการก่อสร้างระบบสาธารณูปโภคและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ภายในปีงบประมาณ 2562 นี้ รวมทั้งโครงการนิคมอุตสาหกรรมยางพารา (Rubber City) ที่อยู่ในจังหวัดสงขลา ก็เป็นอีกโครงการที่กนอ.มุ่งส่งเสริมการเพิ่มอุปสงค์การใช้ยางพาราในภาคอุตสาหกรรมขั้นกลางน้ำ และปลายน้ำบนพื้นที่ทั้งหมด 1,248 ไร่ ปัจจุบันการก่อสร้างแล้วเสร็จประมาณ 95 % มีลูกค้าแจ้งความประสงค์ในการจองพื้นที่ประมาณ 500 ไร่ ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าจากประเทศจีน และมาเลเซีย เป็นกลุ่มอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ไม้และกลุ่มอุตสาหกรรมโรงไฟฟ้า โดยนิคมอุตสาหกรรมทั้งหมดนี้ กนอ.ได้วางแผนการประชาสัมพันธ์และการตลาดทั้งในและต่างประเทศไว้แล้ว คาดว่าในปีถัดไปจะเป็นที่รู้จักและมีการเข้าลงทุนมากขึ้น โดยมีปัจจัยทางด้านสิทธิประโยชน์ที่กนอ.มอบให้อย่างเต็มที่

นางสาวสมจินณ์ กล่าวต่อว่า ด้านการพัฒนาในเรื่องระบบบริการที่จะช่วยให้การลงทุนมีความสะดวกรวดเร็วกนอ. ได้พัฒนาการให้บริการอนุมัติ-อนุญาต โดยการนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่ทันสมัยมาประยุกต์ใช้งาน ในการให้บริการอนุมัติ-อนุญาตอิเล็กทรอนิกส์ครบวงจร (e- Permission & Privilege)  บริการยื่นคำขอ บริการสิทธิประโยชน์ทางภาษีอากร การบรรจุ และการต่ออายุ ซึ่งจะเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานตลอดจนลดต้นทุน เวลา และขั้นตอนในการทำธุรกรรมของผู้ประกอบการ โดยเปิด 2 กลุ่มบริการ  ได้แก่ e-License อนุมัติ-อนุญาต ด้านภาษีอากรและที่ไม่เกี่ยวกับภาษีอากร บริการยื่นคำขอสิทธิประโยชน์ทางภาษีอากร ผ่านระบบไร้เอกสาร (e-Paperless) และ e-Signature อนุมัติ-อนุญาต คนต่างด้าวที่เป็นช่างฝีมือเข้ามาทำงานในนิคมอุตสาหกรรม สามารถพิมพ์หนังสืออนุญาตเองได้ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์

อย่างไรก็ดี ผลการดำเนินงานของ กนอ. ระยะเวลา 12 เดือน (ต.ค.60 – ก.ย.61) มียอดขาย พื้นที่ / เช่า จำนวน 1,377 ไร่ มีเงินลงทุนรวมกว่า 28,042 ล้านบาท เกิดการจ้างงานกว่า 3,446 คน โดยการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับความสนใจสูงสุด ได้แก่ 1. อุตสาหกรรมคลังสินค้า 2. อุตสาหกรรมผลิตโลหะขั้นมูลฐาน 3. อุตสาหกรรมเครื่องเรือนหรือเครื่องตกแต่งในอาคารจากไม้ แก้ว ยาง หรือโลหะอื่น ๆ 4. อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องมือวิทยาศาสตร์ 5. อุตสาหกรรมยางและผลิตภัณฑ์ ซึ่ง 5 อันดับนักลงทุนต่างชาติที่มีการลงทุนมากที่สุดคือ ญี่ปุ่น จีน ไต้หวัน สิงคโปร์ และเนเธอร์แลนด์  ส่วนในปัจจุบัน กนอ. มีนิคมอุตสาหกรรม 55 แห่ง ใน 16 จังหวัด โดยมีพื้นที่สำหรับขาย / เช่า (รวมพื้นที่ระบบสาธารณูปโภค) ประมาณ 108,470 ไร่ แบ่งเป็นพื้นที่ที่ขายและเช่าแล้วจำนวน 88,166 ไร่ และคงเหลือพื้นที่พร้อมสำหรับขาย / เช่า อีกจำนวน 20,304 ไร่ มูลค่าการลงทุนสะสมทั้งสิ้น 2,977,973 ล้านล้านบาท มีผู้ประกอบการในนิคมอุตสาหกรรม 4,438 ราย และมีการจ้างงานรวมทั้งสิ้น 464,667 คน ทั้งนี้ กนอ.คาดว่า แนวโน้มการลงทุนใหม่ในช่วงปี 2562 จะมีทิศทางที่ดีขึ้น โดยมีปัจจัยสำคัญสนับสนุน อาทิ การลงทุนโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐ มาตรการจูงใจให้เอกชนมาร่วมลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และกนอ.ที่จะให้สิทธิประโยชน์แก่นักลงทุนที่เข้ามาใช้พื้นที่นิคมฯทุกแห่ง นางสาวสมจิณณ์ กล่าวสรุป

สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจรายละเอียด สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กองประชาสัมพันธ์ การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ถนนนิคมมักกะสัน กรุงเทพฯ โทร. 02 2530561 หรืออีเมล This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

“สมจิณณ์ พิลึก” นั่งเก้าอี้ผู้ว่าการนิคมฯ คนใหม่
พร้อมเร่งสานต่อการขับเคลื่อนนิคมฯและท่าเรือในพื้นที่ อีอีซีและเขตศก.ชายแดนทันที

การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เผยมติคณะรัฐมนตรีแต่งตั้ง นางสาวสมจิณณ์ พิลึก ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ซึ่งจะมีผลตั้งแต่วันที่ 27 กันยายน 2561 เป็นต้นไป โดยหลังจากเข้ารับตำแหน่งผู้ว่าการกนอ.คนใหม่ เร่งกำหนดแผนยุทธศาสตร์การดำเนินงานของหน่วยงานในปีงบประมาณ 2562 อาทิ การพัฒนานิคมและท่าเรืออุตสาหกรรมในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ (EEC) การพัฒนานิคมในเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน (SEZ) โดยเฉพาะ ต้องเดินหน้าเมกะโปรเจกต์ที่สำคัญอย่าง ท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ 3 และนิคมอุตสาหกรรมสมาร์ทปาร์ค เพื่อรองรับการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมในพื้นที่อีอีซี

ที่ผ่านมาประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 4 กันยายน พ.ศ.2561 มีมติแต่งตั้งนางสาวสมจิณณ์ พิลึก ให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ผวก. กนอ.) แทนนายวีรพงศ์ ไชยเพิ่ม  ที่สิ้นสุดวาระการปฏิบัติงานตั้งแต่เดือนมีนาคม 2561 ที่ผ่านมา โดยการแต่งตั้งดังกล่าวจะมีผลตั้งแต่วันที่ 27 กันยายน 2561 เป็นต้นไป

สำหรับการปฏิบัติงานในวาระของผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรม หลังจากเข้ารับตำแหน่ง ต้องเร่งขับเคลื่อนเมกะโปรเจกต์ที่สำคัญต่างๆในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกหรือ (EEC) และการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมในเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน หรือ (SEZ) ที่สอดรับกับนโยบายของรัฐบาลให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น เช่น การพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ 3 และการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมสมาร์ทปาร์ค จังหวัดระยอง ตลอดจนยกระดับนิคมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศให้ก้าวสู่ในการเป็นนิคมอุตสาหกรรมในระดับอีโค เวิล์ด คลาส (Eco-World Class)

นางสาวสมจิณณ์ พิลึก

ทั้งนี้ ที่ผ่านมา นางสาวสมจิณณ์ พิลึก เคยดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สายงานกิจการพิเศษ) จบการศึกษาระดับปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการและวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม จากสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย มีความเชี่ยวชาญในด้านสาธารณสุข อาชีวอนามัย การจัดการสิ่งแวดล้อม รวมถึงธุรกิจอุตสาหกรรมและการลงทุนเป็นอย่างดี

สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจรายละเอียด สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กองประชาสัมพันธ์ การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ถนนนิคมมักกะสัน กรุงเทพฯ โทร. 0 2253 0561 ต่อ 1193

กนอ.จับมือ วีเอ็นเอส พร็อพเพอร์ตี้ ทุ่มงบ 3.7 พันล้านจัดตั้ง “นิคมฯแพรกษา”

การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ผนึกกำลังร่วมกับบริษัท วีเอ็นเอส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ในเครือเจริญโภคภัณฑ์ จัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมแพรกษา ในจังหวัดสมุทรปราการ บนพื้นที่ประมาณ 649 ไร่ ภายใต้การลงทุนโครงการกว่า 3,700 ล้านบาท โดยนำแนวคิด Eco Industrial Town มาใช้ในการออกแบบพื้นที่โครงการและใช้ระบบรีไซเคิล เพื่อลดการปล่อยน้ำเสียออกนอกนิคมอุตสาหกรรมโดยคาดว่าจะเปิดดำเนินการได้ภายในปี 2564 ซึ่งโครงการดังกล่าวจะก่อให้เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจในพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการมากขึ้น และอีกทั้งเป็นพื้นที่สามารถเชื่อมโยงกับเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี)

นางสุวัฒนา กมลวัทนนิศา รองผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สายงานยุทธศาสตร์และการพัฒนา เปิดเผยว่า เพื่อขยายพื้นที่รองรับการขยายตัวของการประกอบอุตสาหกรรมและการลงทุนให้มีประสิทธิภาพ ล่าสุด กนอ. ร่วมกับบริษัท วีเอ็นเอส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือเจริญโภคภัณฑ์ จัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมในลักษณะร่วมดำเนินงานภายใต้ชื่อ “นิคมอุตสาหกรรมแพรกษา” ในตำบลแพรกษา อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการบนเนื้อที่ 649-1-95.39 ไร่ ภายใต้การลงทุน 3,700 ล้านบาท โดยนิคมอุตสาหกรรม ดังกล่าว จะถูกพัฒนาให้เป็นนิคมอุตสาหกรรมเพื่อรองรับอุตสาหกรรมเกษตรกรรมและผลิตผลการเกษตร อุตสาหกรรมเบา อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์โลหะ อุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ อุตสาหกรรมพลาสติกและกระดาษ  รวมทั้งอุตสาหกรรมบริการและสาธารณูปโภค  ซึ่งโครงการดังกล่าวจะดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จภายใน 2 ปี หลังจากรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) และได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) เรียบร้อยแล้ว โดยคาดว่าจะเปิดดำเนินการได้ภายในปี 2564 ซึ่งโครงการดังกล่าวจะก่อให้เกิดการขยายตัวทางอุตสาหกรรมในพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ อีกทั้งเป็นพื้นที่สามารถเชื่อมโยงโลจิสติกส์เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี)ได้

นางสุวัฒนา กล่าวเพิ่มเติมว่า นิคมอุตสาหกรรมแพรกษาได้นำแนวคิด Eco Industrial Town มาออกแบบในรายละเอียดโครงการ โดยจัดให้มีพื้นที่ที่ก่อให้เกิดรายได้ประมาณ 483 ไร่ พื้นที่ระบบสาธารณธูปโภคประมาณ 100 ไร่ และพื้นที่สีเขียวประมาณ 66 ไร่ สำหรับการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ได้ใช้ระบบรีไซเคิล เพื่อลดอัตราการปล่อยน้ำออกนอกพื้นที่โครงการ นอกจากนี้ ศักยภาพโครงการมีข้อได้เปรียบทางโลจิสติกส์ อยู่ห่างจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ประมาณ 25 กิโลเมตร  ห่างจากท่าอากาศยานดอนเมือง 55 กิโลเมตร และห่างจากท่าเรือน้ำลึกแหลมฉบังประมาณ 100 กิโลเมตร  ซึ่งสอดคล้องกับศักยภาพของผู้ประกอบการในนิคมอุตสาหกรรม ในด้านการขนส่งและการขยายธุรกิจอุตสาหกรรมจากผู้ประกอบการภายในนิคมอุตสาหกรรมบางปู นิคมอุตสาหกรรมบางพลี นิคมอุตสาหกรรมเวลโกรว์ และนิคมอุตสาหกรรมทีเอฟดีได้อีกด้วย

โครงการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมแพรกษาจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อจังหวัดสมุทรปราการและจังหวัดโดยรอบ ในการควบคุมดูแลการใช้ประโยชน์ที่ดินให้สอดคล้องกับนโยบายของจังหวัดตามกฎหมายผังเมือง เพื่อไม่ให้เกิดการกระจัดกระจายของภาคอุตสาหกรรม และการกำกับดูแลการประกอบกิจการโรงงานให้มีการเติบโตในพื้นที่ที่ได้จัดเตรียมไว้ และสามารถดำเนินการตามนโยบายรัฐบาลในการเพิ่มพื้นที่เพื่อรองรับการลงทุนด้านอุตสาหกรรม นอกจากนี้ยังจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อจังหวัดในฐานะที่เป็นฐานการผลิตเพื่อการส่งออกที่สำคัญของประเทศ เช่น อุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ไม่ว่าจะเป็นด้านการจ้างงาน การลงทุน การขยายตัวของธุรกิจ ฯลฯ นางสุวัฒนา กล่าวทิ้งท้าย

ด้าน นายขจร เจียรวนนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วีเอ็นเอส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด กล่าวว่า ในนามของบริษัท วีเอ็นเอส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือเจริญโภคภัณฑ์ มีความยินดีและรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับความไว้วางใจจากการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ในการจัดตั้งโครงการนิคมอุตสาหกรรมแพรกษา ซึ่งจะเป็นการยกระดับมาตรฐานใหม่ของนิคมอุตสาหกรรมในจังหวัดสมุทรปราการ  ด้วยการบริหารและการจัดการ โดยยึดหลักการอุตสาหกรรมเชิงนิเวศที่มุ่งสร้างความสมดุลของการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยแนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับยุทธศาสตร์การดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนของเครือเจริญโภคภัณฑ์ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม โดยมีรากฐานจากค่านิยม 3 ประโยชน์ ที่มุ่งสร้างประโยชน์แก่ประเทศชาติ สังคมและบริษัท อีกทั้งจุดเด่นของโครงการนี้คือตั้งอยู่ศูนย์กลางของระบบคมนาคมขนส่งทุกประเภท สามารถเข้าถึงได้อย่างสะดวก ได้แก่ ห่างจากสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสแพรกษาเพียง 5 กิโลเมตร ห่างจากท่าเรือกรุงเทพราว 22 กิโลเมตรและห่างจากสนามบินสุวรรณภูมิราว 25 กิโลเมตรและมีความพร้อมด้านแรงงานรองรับ โดยในพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการมีจำนวนแรงงานไทย 1.35 ล้านคน และจำนวนแรงงานต่างด้าว 135,000 คน นอกจากนี้ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายที่จะขยายธุรกิจในจังหวัดสมุทรปราการ จะเน้นกลุ่มอุตสาหกรรมที่ไม่กระทบสิ่งแวดล้อม อาทิ กลุ่มอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ กลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์ กลุ่มอุตสาหกรรมเบา กลุ่มขึ้นรูปโลหะ กลุ่มบริการสาธารณูปโภคและคลังสินค้า

“เชื่อมั่นว่าโครงการนี้จะช่วยสร้างประโยชน์ให้แก่ประเทศ ทั้งด้านการพัฒนาอุตสาหกรรม การนำเงินตราเข้าสู่ประเทศจากการลงทุนของต่างชาติ อีกทั้งสร้างประโยชน์ให้กับสังคม เนื่องจากมีการจ้างงานมากกว่า 6,000 คนและยกระดับฝีมือแรงงาน เพื่อช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้ก้าวหน้าต่อไป” นายขจร กล่าวทิ้งท้าย

สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจรายละเอียด สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ถนนนิคมมักกะสัน กรุงเทพฯ โทร. 0 2253 0561 หรืออีเมล This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

กนอ. นำคณะผปก. ญี่ปุ่น ชมศักยภาพพื้นที่อีอีซี – เอสอีแซด
ชี้ 4 แลนด์มาร์คอุตสาหกรรมที่นักลงทุนสนใจ พร้อมเตรียมพื้นที่กว่า 9.5 พันไร่ รับการลงทุน

การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) นำคณะผู้ประกอบการและนักลงทุน ภายใต้ความร่วมมือของ Japan Industrial Location Center: (JILC) จากประเทศญี่ปุ่นร่วมชมนิคมอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก และโครงการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมในพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษชายแดน (SEZ) เผยนักลงทุนและผู้ประกอบการในกลุ่มดังกล่าวให้ความสนใจในการเข้าร่วมลงทุนนิคมอุตสาหกรรมสมาร์ทปาร์ค และโครงการท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุดระยะที่ 3 ในจังหวัดระยอง  พร้อมด้วยนิคมอุตสาหกรรมสระแก้ว และนิคมอุตสาหกรรมยางพารา (Rubber City) ในจังหวัดสงขลา เนื่องจากมีจุดยุทธศาสตร์และมีศักยภาพในการรองรับการลงทุนในหลากหลายอุตสาหกรรมได้อย่างดีเยี่ยม อย่างไรก็ตามขณะนี้ กนอ.ได้เตรียมความพร้อมพัฒนาพื้นที่ EEC และ SEZ ให้เพียงพอต่อความต้องการของนักลงทุนกว่า 9,500 ไร่ พร้อมด้วยบริการด้านสาธาณูปโภค สิทธิประโยชน์ทางภาษี สิ่งอำนวยความสะดวกในนิคมอุตสาหกรรม ฯลฯ เพื่อช่วยเพิ่มแรงจูงใจให้กับนักลงทุนจากญี่ปุ่นต่างประเทศเข้ามาลงทุนในประเทศไทยมากขึ้น

นายจักรรัฐ เลิศโอภาส รองผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สายงานบริการและลูกค้าสัมพันธ์ เปิดเผยความคืบหน้าหลังจากที่กนอ. ได้ลงนามความร่วมมือร่วมกับ Japan Industrial Location Center: (JILC) เพื่อส่งเสริมการดำเนินกิจกรรมด้านการลงทุนของนักธุรกิจ และสนับสนุนผู้ประกอบการไทยและญี่ปุ่นในการแลกเปลี่ยนข้อมูลต่างๆ รวมถึงมาตรการส่งเสริมการลงทุนระหว่างสองหน่วยงานในโครงการต่าง ๆ อาทิ เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) โครงการในพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษชายแดน (SEZ) และนิคมอุตสาหกรรมพื้นที่อื่นๆ เพื่อขยายการลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมทั่วประเทศ ทั้งนี้ เพื่อให้มาตรการดังกล่าวมีความจริงจังและเป็นไปได้มากขึ้น ล่าสุด กนอ.จึงได้นำคณะนักลงทุนและผู้ประกอบการญี่ปุ่นที่เป็นสมาชิกของ JILC เข้าเยี่ยมชมพื้นที่ EEC และ SEZ เพื่อให้ได้รับทราบถึงรายละเอียดและข้อมูลเชิงลึกของนิคมอุตสาหกรรม เช่น สิทธิประโยชน์ โปรโมชั่น ความคืบหน้า การอำนวยความสะดวกและความเป็นไปได้ต่างๆ ซึ่งมุ่งหวังให้เกิดความสนใจในการลงทุนบนพื้นที่ดังกล่าวต่อไป

นายจักรรัฐ กล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดกิจกรรมครั้งนี้ได้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 17 – 21 กันยายน 2561 ซึ่งตลอดสัปดาห์ได้นำคณะผู้ประกอบการและนักลงทุนญี่ปุ่นกว่าเข้าชมนิคมอุตสาหกรรมในพื้นที่ EEC และ SEZ ได้แก่ จังหวัดชลบุรี จังหวัดระยอง จังหวัดสระแก้ว และจังหวัดสงขลา โดย กนอ.ได้นำเสนอพื้นที่นิคมฯ ที่มีความพร้อมและมีศักยภาพในการรองรับการลงทุนทั้งอุตสาหกรรมเดิม และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น ยานยนต์สมัยใหม่ อิเล็กทรอนิกส์ การเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ หุ่นยนต์เพื่ออุตสาหกรรม ซึ่งผลจากการดำเนินกิจกรรมพบว่า ในพื้นที่ EEC โครงการนิคมอุตสาหกรรมสมาร์ทปาร์ค และโครงการท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุดระยะที่ 3 ในจังหวัดระยอง  เป็นพื้นที่ประกอบอุตสาหกรรมที่นักลงทุนให้ความสนใจในการเข้าร่วมลงทุนมากที่สุด ส่วนพื้นที่พัฒนาเศรษฐกิจพิเศษชายแดน SEZ  นิคมอุตสาหกรรมสระแก้ว และนิคมอุตสาหกรรมยางพารา (Rubber City) ในจังหวัดสงขลา เป็นพื้นที่ที่ได้รับความสนใจในการประกอบกิจการเช่นเดียวกัน เนื่องจากสามารถเชื่อมโยงการค้าและการลงทุนไปยังประเทศเพื่อนบ้านของไทย มีจุดยุทธศาสตร์ที่ดีเยี่ยมทางด้านการขนส่งและโลจิสติกส์ รวมทั้งยังเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพในด้านการท่องเที่ยวระดับภูมิภาคอย่างดีเยี่ยม

สำหรับ คณะนักลงทุนและผู้ประกอบการจากญี่ปุ่นที่เดินทางมาครั้งนี้ ล้วนแล้วแต่เป็นนักลงทุนในหลากหลายกลุ่มอุตสาหกรรม ที่ต้องการสร้างเครือข่ายทางธุรกิจ ซึ่งนับเป็นโอกาสที่สำคัญสำหรับ กนอ. และหน่วยงานส่งเสริมอุตสาหกรรมของไทยในการพบปะหารือและเจรจาธุรกิจ พร้อมนำไปสู่การเป็นพันธมิตรทางการส่งเสริมการลงทุนร่วมกันในอนาคต อย่างไรก็ตาม กนอ.ได้เตรียมความพร้อมพัฒนาพื้นที่อุตสาหกรรมที่มีศักยภาพให้เพียงพอต่อความต้องการของนักลงทุนในพื้นที่ EEC และ SEZ  เพื่อรองรับนักลงทุนที่จะเข้ามาลงทุนในพื้นที่ดังกล่าวกว่า 9,500 ไร่ รองรับกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย พร้อมด้วยบริการด้านสาธาณูปโภค สิทธิประโยชน์ทางภาษี  และสิ่งอำนวยความสะดวกในนิคมอุตสาหกรรม โดยเฉพาะบริการด้านดิจิทัลอย่างเป็นระบบ เพื่อให้นักลงทุนญี่ปุ่นได้มีความมั่นในการขยายกิจการในประเทศไทย นายจักรรัฐ กล่าวสรุป

สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจรายละเอียด สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กองประชาสัมพันธ์ การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ถนนนิคมมักกะสัน กรุงเทพฯ โทร. 02 2530561 หรืออีเมล This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

กนอ.เผยสถานการณ์อุทกภัย 3 นิคมฯ อยุธยายังอยู่ในระดับปกติ
พร้อมสั่งศูนย์เตือนภัยรายงานผปก.แบบเรียลไทม์

การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เฝ้าระวังสถานการณ์การเกิดอุทกภัยในนิคมอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ 3 นิคมฯ ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้แก่ นิคมอุตสาหกรรมสหรัตนนคร นิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน และนิคมอุตสาหกรรมบ้านหว้า(ไฮเทค) ชี้ทุกแห่งระดับน้ำ และปริมาณน้ำไหลผ่านยังอยู่ในระดับปกติ ทั้งนี้ ยังได้เผยถึงมาตรการของการป้องกันอุทกภัย อาทิ การติดตั้งเครื่องสูบน้ำ การสร้างคันดินป้องกันน้ำท่วม การรายงานจากศูนย์เตือนภัย รวมทั้งแผนบริหารจัดการน้ำ ซึ่งทุกแห่งได้เตรียมการไว้อย่างเต็มที่

นายวิฑูรย์ อยู่ทิม รองผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สายงานปฎิบัติการ 1)

นายวิฑูรย์ อยู่ทิม รองผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สายงานปฎิบัติการ 1) เปิดเผยว่า กนอ.ได้เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำและการเกิดอุทกภัยในนิคมอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง  โดยเฉพาะ 3 นิคมอุตสาหกรรมในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้แก่ นิคมอุตสาหกรรมสหรัตนนคร นิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน และนิคมอุตสาหกรรมบ้านหว้า(ไฮเทค) ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความเสี่ยงในการเกิดอุทกภัยสูง โดยการเตรียมความพร้อมในขณะนี้ได้สั่งการไปยัง 3 นิคมฯ ดังกล่าว รวมถึงนิคมฯอื่นๆ ให้มีการเตรียมความพร้อมในการป้องกันและการติดตามสถานการณ์ประจำวันแล้ว เช่น การตรวจสอบระดับน้ำในคลองรอบนิคมฯ ตรวจสอบและซ่อมแซมเขื่อน/คันดินรอบนิคมฯ รวมถึงให้ติดตามข่าวสารและข้อมูลพยากรณ์ฝนของกรมอุตุนิยมวิทยา ระดับน้ำทะเลหนุนของกรมอุทกศาสตร์ ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา ระดับน้ำที่ประตูระบายน้ำที่เกี่ยวข้อง ฯลฯ รวมถึงการเตรียมแผนตอบโต้ภาวะฉุกเฉินในกรณีที่เกิดอุทกภัย

นายวิฑูรย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับสถานการณ์น้ำและมาตรการเตรียมความพร้อมในนิคมฯ ทั้ง 3 แห่ง มีดังต่อไปนี้

  1. นิคมอุตสาหกรรมสหรัตนนคร ปริมาณน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยา เขื่อนป่าสัก และเขื่อนพระรามหกยังอยู่ในระดับปกติโดย

อัตราการระบายน้ำรวมทั้ง 3 เขื่อนเท่ากับ 1,729 ลูกบาศก์เมตร/วินาที โดยมีการก่อสร้างเป็นแนวคันดินแบบผสมผสาน ระดับของคันดินอยู่ที่ +7.50 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล (MSL) รวมความยาวเขื่อน 7 กิโลเมตร สำหรับ มาตรการเตรียมความพร้อมเพื่อป้องกันปัญหาอุทกภัยของนิคมฯ สหรัตนนครปีนี้ ล่าสุด ได้ดำเนินการขุดลอกคลองระบายน้ำฝนและรางระบายน้ำฝน ภายในนิคมฯ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการระบายน้ำฝนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว  พร้อมกันนี้ยังได้จัดให้มีการประชุมชี้แจงสถานการณ์น้ำให้ผู้ประกอบการทราบอยู่เป็นระยะ และได้ร่วมมือกับกรมชลประทานมาร่วมให้ข้อมูลแผนการบริหารจัดการน้ำในภาพรวม นอกจากนี้ ในปัจจุบันนิคมฯ ยังได้เตรียมปั๊มสูบน้ำจำนวน 5 เครื่อง ประกอบด้วย ปั๊มไฟฟ้าขนาด 5,400 ลบ.ม./ชม. จำนวน 3 เครื่อง (อยู่ที่สถานีสูบน้ำฝน)  ปั๊มเครื่องยนต์ดีเซล จำนวน 2 เครื่อง ขนาด 600 ลบ.ม./ชม. อยู่บริเวณเขตอุตสาหกรรมทั่วไป (ติดตั้งแล้ว) กำลังสูบรวม 17,400 ลบ.ม./ชม. ซึ่งเครื่องสูบน้ำทั้ง 5 เครื่อง สามารถใช้งานได้ 100%

  1. นิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน ได้มีการติดตามสภาพอากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยา และติดตามตรวจสอบระดับน้ำและ

ปริมาณน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยา เขื่อนป่าสักชลสิทธ์ และเขื่อนพระรามหก รวมทั้งปริมาณน้ำที่ไหลผ่านโครงการนิคมฯ บางปะอิน โดยตรวจเช็คระดับน้ำ บริเวณจุดวัดระดับน้ำด้านนอกนิคมฯ  ที่กำหนดเป็นจุดเฝ้าระวัง 3 จุด   ได้แก่ จุดวัดระดับน้ำหน้าอำเภอบางปะอิน(หลังเก่า) ประตูน้ำคลองจิก และประตูน้ำคลองเปรมประชากร ทั้งนี้ ได้มีการเริ่มติดตามเฝ้าระวังระดับน้ำ มาตั้งแต่วันที่ 1  สิงหาคม ซึ่งเกณฑ์เฝ้าระวังพบว่ายังอยู่ในระดับปกติ และขณะนี้ได้จัดเตรียมสถานีสูบน้ำไว้  4  สถานี  โดยติดตั้งเครื่องสูบน้ำจำนวน 18 เครื่อง ความสามารถการสูบ เท่ากับ  32,400  ลบ.ม./ชั่วโมง  รวมทั้งมีการติดตั้งปั๊มสูบน้ำสำรองอีกจำนวน 3 เครื่อง ขนาด 600 ลบ.ม./ชั่วโมง  ซึ่งสถานีสูบมีการติดตั้งและตรวจสอบเครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรองฉุกเฉิน (GENERATOR)  ขนาด 450, 500 และ 800 KVA ที่ติดตั้งไว้ทุกสถานีพร้อมน้ำมันเชื้อเพลิงสำรอง

ด้านความสูงของคันดินนิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน ระดับสูงสุดของเขื่อนอยู่ที่ +6.00 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล รวมระยะทางของคันดินกว่า 10 กิโลเมตร ซึ่งรูปแบบเขื่อนเป็นเขื่อนดินบดอัดแน่นพร้อมผนังคอนกรีตเสริมความลาดเอียงของคันดิน ป้องกันการซึมและการกัดเซาะของน้ำด้วยแผ่น Geotextile นอกจากนี้  ยังได้จัดตั้งศูนย์ควบคุมภาวะฉุกเฉิน  และศูนย์เฝ้าระวังและควบคุมคุณภาพสิ่งแวดล้อม เพื่อเตรียมความพร้อมป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัย และรายงานสถานการณ์ทุกวันต่อศูนย์ปฏิบัติการ กนอ.  โดย นิคมฯ ได้สื่อสารให้ผู้ประกอบการภายในได้ทราบความเคลื่อนไหวของสถานการณ์อุทกภัยเป็นประจำทุกวัน โดยแจ้งข่าวสารให้ทราบผ่าน www.bldc.co.th แบบเรียลไทม์

  1. นิคมอุตสาหกรรมบ้านหว้า (ไฮเทค) ได้จัดระบบติดตามสถานการณ์น้ำ ระบบระวังน้ำภายนอกและระบบแจ้งเตือนภัย

โดยได้ติดตาม ตรวจสอบข้อมูลปริมาณน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยา เขื่อนป่าสักชลสิทธ์ และเขื่อนพระรามหก รวมทั้งระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำป่าสัก รายงานสภาพภูมิอากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยา น้ำทะเลหนุนจากกรมอุทกศาสตร์ รวมทั้งติดตามสถานการณ์น้ำประจำวันจากชลประทานพระนครศรีอยุธยา ซึ่งพบว่าเกณฑ์การเฝ้าระวังทั้งหมดยังอยู่ในระดับปกติ ทั้งนี้ ภายหลังเหตุการณ์น้ำท่วมนิคมฯ บ้านหว้าเมื่อช่วงปี2554 ได้มีการก่อสร้างระบบป้องกันน้ำท่วมตามเกณฑ์การออกแบบที่ กนอ.ร่วมกับ วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย (วสท.) และสมาคมนิคมอุตสาหกรรมไทยและพันธมิตรกำหนด โดยความสูงของคันดินอยู่ที่ระดับ+5.40เมตร เหนือระดับน้ำทะเล รอบพื้นที่โครงการมีสันคันกว้าง2.50เมตรและฐานกว้าง10.60เมตร รวมระยะทางของคันดินกว่า 11กิโลเมตร รวมถึงยังได้จัดเตรียมความพร้อมของเครื่องสูบน้ำและอุปกรณ์/เครื่องมือสนับสนุนการปฏิบัติงาน โดยเครื่องสูบน้ำแบบ Submersible pump จำนวน 5 เครื่อง อัตราสูบ 10,800 ลบ.ม./ชม. รวมความสามารถสูบ 54,000 ลบ.ม./ชม. และมีเครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรองที่ใช้น้ำมันดีเซลรองรับ นายวิฑูรย์ กล่าวทิ้งท้าย

นาย โบว์แดง ทาแก้ว ผู้อำนวยการโครงการชลประทานพระนครศรีอยุธยา

ด้าน นาย โบว์แดง ทาแก้ว ผู้อำนวยการโครงการชลประทานพระนครศรีอยุธยา กล่าวว่า ได้ร่วมบูรณาการกับกนอ.และจังหวัดพระนครศรีอยุธยา จัดตั้งคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำ ในการแก้ปัญหาอุทกภัยและภัยแล้ง จ.พระนครศรีอยุธยา ในการหาแนวทางการบริหารจัดการน้ำในภาพรวมเพื่อป้องกันเหตุน้ำท่วม โดยมี 3 มาตรการหลัก ได้แก่ 1.จัดเตรียมเครื่องสูบน้ำ 93 เครื่อง ติดตั้งในจุดพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม จำนวน 54 จุดทั่วพระนครศรีอยุธยา และรถสูบน้ำจำนวน 3 คัน 2. เตรียมพร่องน้ำจากลำคลองเพื่อรักษาระดับน้ำให้อยู่ต่ำกว่าตลิ่งและอยู่ในระดับที่ปลอดภัย  3.การรายงานสถานการณ์ทุกวัน เพื่อสื่อสารให้ผู้ประกอบการภายในได้ทราบความเคลื่อนไหวของสถานการณ์อุทกภัยเป็นประจำทุกวัน และตรวจเช็คปริมาณน้ำอย่างสม่ำเสมอ อย่างไรก็ตาม ปริมาณน้ำที่จะเติมเข้ามาในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา คาดการณ์ว่า ช่วงเดือนกันยายนถึงจะทราบปริมาณน้ำ เพราะต้องประเมินจากปริมาณของฝนที่ตกลงมาก่อน

สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจรายละเอียด สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กองประชาสัมพันธ์ การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ถนนนิคมมักกะสัน กรุงเทพฯ โทร. 02 2530561 หรืออีเมล This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

Page 1 of 2