เอ็นไอเอ ปลื้มปี 61 พัฒนาธุรกิจนวัตกรรมสร้างมูลค่าทางศก.ได้กว่า 2 พันล้าน
ตั้งเป้าหมายเร่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ดันไทยก้าวสู่ “ประเทศแห่งนวัตกรรม”

  • ไม่หมด "แพชชั่น"! เอ็นไอเอ ชูภาพองค์กรยุคใหม่ ขับเคลื่อนโดยคน “GEN M” ดึงความชอบสู่การเป็น “เทรนด์เซ็ตเตอร์” พลิกโฉมหน่วยงานรัฐในศักราชใหม่

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA เผยผลสำเร็จการดำเนินงานในปี 2561 ซึ่งได้สนับสนุนธุรกิจนวัตกรรมไปทั้งสิ้น 193 โครงการ ก่อให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่า 2 พันล้านบาท พร้อมโชว์ยุทธศาสตร์การดำเนินงานในปี 2562 มุ่งเดินหน้าการพัฒนานวัตกรรมให้สดรับกับนโยบายประเทศไทย 4.0 พร้อมผลักดันให้ไทยก้าวสู่การเป็น “Innovation Nation”

ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) เปิดเผยว่า การดำเนินงานของ NIA ในปี 2561 ที่ผ่านมา ถือว่าเป็นที่น่าพอใจ โดยมีการขยายขอบเขตงานให้ครอบคลุมการพัฒนาระบบนวัตกรรมแห่งชาติอย่างรอบด้าน เพื่อตอบสนองต่อบริบทการเปลี่ยนแปลงทางนวัตกรรมในอนาคตของโลกที่มีผลกระทบโดยตรงต่อประเทศไทย โดยเน้นการพัฒนาองค์ประกอบสำคัญ 5 มิติ ได้แก่ 1. ผู้ประกอบการนวัตกรรม 2. วิสาหกิจและองค์กรนวัตกรรม 3. ตลาดทุนและการลงทุน 4. นวัตกรและงานแห่งอนาคต และ 5. ตลาดและอัตลักษณ์นวัตกรรมของชาติ เพื่อยกระดับความสามารถด้านนวัตกรรมเพื่อการแข่งขันในเวทีโลก และนวัตกรรมสังคมเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ รวมทั้งการสร้างแรงบันดาลใจทางนวัตกรรมในระดับเยาวชน อาชีวศึกษา อุดมศึกษา ผู้ประกอบการวิสาหกิจเริ่มต้น และ ภูมิภาคต่าง ๆ ในการเพิ่มโอกาสในการสร้างและการเข้าถึงนวัตกรรมให้เป็นไปอย่างทั่วถึง การสร้างการรับรู้ด้านนวัตกรรม สร้างความตื่นตัวด้านนวัตกรรมและสร้างวัฒนธรรมนวัตกรรมให้เกิดขึ้นในประชาสังคม การพัฒนานวัตกรรมข้อมูล โดยอาศัยการสำรวจ ศึกษา วิเคราะห์ และประเมินทางวิชาการ เพื่อแสวงหาโจทย์ แนวโน้ม และประเด็นการพัฒนานวัตกรรมที่ตอบความต้องการของประเทศ รวมถึงการสร้างระบบและเครื่องมือการพัฒนาและประเมินผลที่สนับสนุนการดำเนินงานในด้านอื่นๆ ผ่านการพัฒนาสารสนเทศนวัตกรรม

ในปีที่ผ่านมามีผู้ประกอบการธุรกิจนวัตกรรมเชิงเศรษฐกิจที่ได้รับทุนสนับสนุนจาก NIA จำนวน 193 โครงการ แบ่งเป็น นวัตกรรมมุ่งเป้า 17 โครงการ มูลค่าการสนับสนุน 46.5 ล้านบาท ก่อให้เกิดมูลค่าการลงทุน 257.4 ล้านบาท และนวัตกรรมแบบเปิด 176 โครงการ มูลค่าการสนับสนุน 180.9 ล้านบาท ก่อให้เกิดมูลค่าการลงทุน 2,253.5 ล้านบาท สำหรับกลุ่มนวัตกรรมเพื่อสังคมจะเน้นตอบโจทย์การยกระดับสังคม ชุมชน ให้เกิดความยั่งยืนผ่านกลไกต่างๆ ทั้งในรูปแบบองค์ความรู้ เครือข่าย และเงินทุน โดยปีที่ผ่านมาสนับสนุนโครงการนวัตกรรมเพื่อสังคมจำนวน 39 โครงการ เกิด 15 เครือข่าย สร้างผลกระทบเชิงสังคม 208.56 ล้านบาท นอกจากนี้ ในส่วนของการพัฒนา “ย่านนวัตกรรม” ก็เริ่มที่จะเห็นเป็นรูปธรรมที่เด่นชัดมากขึ้น เช่น ย่านนวัตกรรมการแพทย์โยธี และย่านนวัตกรรมปุณณวิถี นอกจากนี้ ยังได้จัดกิจกรรมเพื่อกระตุ้นการเติบโตทางด้านนวัตกรรมที่สำคัญ ได้แก่ งาน Startup Thailand 2018 ภายใต้แนวคิด Endless Opportunities ซึ่งมีผู้ร่วมงานกว่า 50,000 คน เกิดเม็ดเงินลงทุนมากกว่า 50,000 ล้านบาท พร้อมด้วยครั้งแรกของ 3 กิจกรรม ได้แก่ District Summit ที่ทำให้ทุกคนได้รู้จักการพัฒนาย่านนวัตกรรม งาน Thailand Innovation Expo 2018 และ Government Procurement Transformation ที่ส่งเสริมการพัฒนาการจัดซื้อจัดจ้างของตลาดภาครัฐสำหรับวิสาหกิจเริ่มต้น เพื่อเป็นตลาดซื้อขายที่สำคัญสร้างความเข้มแข็งให้กับของสตาร์ทอัพ และเพิ่มประสิทธิภาพการบริการและการเข้าถึงด้านข้อมูลของภาครัฐ รวมไปถึงยังได้เป็นส่วนสำคัญที่ได้ร่วมผลักดันให้ไทยได้รับการจัดอันดับนวัตกรรมขึ้นสู่อันดับที่ 44 จากเดิมที่อยู่อันดับ 51 ในปี 2560

ดร.พันธุ์อาจ กล่าวเพิ่มเติมว่า แผนการดำเนินงานในปี 2562 ยังคงเดินหน้าการพัฒนานวัตกรรมให้สอดรับกับยุทธศาสต์ประเทศไทย 4.0 พร้อมมุ่งผลักดันให้ไทยเข้าสู่การเป็น “Innovation Nation” หรือ ประเทศแห่งนวัตกรรม และเพื่อสร้างโอกาสและความแตกต่างให้เกิดเป็นผลผลิตที่มีคุณค่าต่อเศรษฐกิจ NIA จึงได้กำหนดยุทธศาสตร์การดำเนินงานเพื่อมุ่ง “สร้าง” ความเปลี่ยนแปลงเชิงระบบที่นำไปสู่การเติบโตทางนวัตกรรมของประเทศ และเป็นไปอย่างสอดคล้องและก้าวทันการเปลี่ยนแปลง ซึ่งจะประกอบด้วย “สร้างความเข้มแข็งระบบนวัตกรรมแห่งชาติ” ผ่านการเชื่อมโยงภาคเอกชน ภาครัฐ การศึกษาและประชาสังคม รวมทั้งเร่งพัฒนาผู้ประกอบการนวัตกรรมเพื่อสร้างระบบนวัตกรรมที่เข้มแข็งจากพื้นฐาน “สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเปลี่ยนแปลงทางนวัตกรรม” รวมทั้งพัฒนาสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเติบโตและเปลี่ยนแปลงทางนวัตกรรม และ “สร้างคุณค่าใหม่ทางนวัตกรรม” เพื่อเตรียมความพร้อมและยกระดับศักยภาพทางนวัตกรรมสำหรับอนาคต ทั้งในระดับบุคคล องค์กรและประเทศ ผ่านการสร้างการรับรู้ องค์ความรู้และเครื่องมือทางนวัตกรรม ทั้งนี้ การดำเนินงานทั้งหมดยังได้วางเป้าหมายให้ประเทศไทยก้าวสู่ 1 ใน 30 อันดับประเทศแรกของโลกที่มีการพัฒนานวัตกรรมอย่างยอดเยี่ยมภายในปี 2030

ดร.พันธุ์อาจ กล่าวต่อว่า ในการดำเนินงาน ยังได้วางวิสัยทัศน์ในการเป็นองค์กรที่มุ่งเสริมสร้างความสามารถทางนวัตกรรมผ่านระบบนวัตกรรม ซึ่งในปัจจุบัน NIA ถือเป็นองค์กรของคนรุ่นใหม่เพราะบุคลากรส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนในกลุ่ม Gen M หรือ Millennials ดังนั้น จึงต้องมีวิธีการส่งผ่านดีเอ็นเอที่แตกต่างไปจากหน่วยงานอื่นๆ นอกจากนี้ ยังได้เตรียมพัฒนาองค์กรให้เป็นหน่วยงานที่ขับเคลื่อนด้วยคนรุ่นใหม่ในกลุ่ม Gen M หรือ Millennials ที่ใช้ความชื่นชอบ หรือ Passion เป็นตัวแปรสำคัญ ซึ่งเปิดโอกาสให้บุคลากรได้พัฒนางานในสิ่งที่แต่ละคนสนใจ เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ด้วยตัวเองและฝึกให้เป็นผู้นำจากองค์ความรู้เฉพาะทาง ในด้านนวัตกรรมที่ยังไม่เคยเกิดขึ้น และสร้างรูปแบบการทำงานให้เป็นระบบ พร้อมก้าวสู่การเป็นองค์กรนวัตกรรมที่เปี่ยมด้วยความเป็นมืออาชีพมากยิ่งขึ้นในลำดับต่อไป

ด้าน นายวิเชียร สุขสร้อย รองผู้อำนวยการด้านเศรษฐกิจและสังคม สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) กล่าวว่า ด้านการนำนวัตกรรมไปใช้ยกระดับความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ จะมุ่งพัฒนาและเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันเศรษฐกิจในอนาคต ผ่านรูปแบบต่างๆ อาทิ การต่อยอดผลงานวิจัยที่ตรงกับความต้องการของภาคเอกชน การสนับสนุนทุนให้เปล่า การเชื่อมโยงเครือข่ายนักนวัตกรรมและผู้ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน มาพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภค ฯลฯ โดยได้วาง 6 เป้าหมายธุรกิจที่มีผลกระทบเชิงบวกและสนับสนุนการพัฒนาประเทศที่จะต้องเร่งพัฒนาเพิ่มเติม ได้แก่ ธุรกิจนวัตกรรมสมุนไพรเพื่อกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ธุรกิจนวัตกรรมการดูแลสุขภาพ ธุรกิจนวัตกรรมอาหารทางการแพทย์ ธุรกิจนวัตกรรมด้านสมาร์ทโลจิสติกส์และการใช้ IoT ในกระบวนการผลิต ธุรกิจนวัตกรรมการป้องกันประเทศและความมั่นคง และธุรกิจนวัตกรรมเพื่อการท่องเที่ยว

ส่วนในการนำนวัตกรรมเพื่อยกระดับสังคม จะให้ความสำคัญต่อประเด็นการพัฒนาแพลตฟอร์มใหม่ๆ และสาขาธุรกิจเพื่อสังคมที่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้มีความทั่วถึงและเท่าเทียมกันมากขึ้น ในประเด็นนวัตกรรมเชิงสังคมด้านต่างๆ อาทิ ด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ด้านความเชื่อมโยงระหว่าง อาหาร น้ำ และพลังงาน ด้านภาครัฐและการศึกษา ด้านการท่องเที่ยวและวัฒนธรรม ด้านการจัดการภัยพิบัติตามที่แต่ละพื้นที่ประสบ ซึ่งในการส่งเสริมด้านดังกล่าวมีแนวทางการดำเนินงานหลากหลายกิจกรรม เช่น  “โครงการหมู่บ้านนวัตกรรมเพื่อสังคม (Social Innovation Village)” โครงการนโยบายวิทย์แก้จน ซึ่งจะมุ่งพัฒนากลุ่ม 10 จังหวัดที่ยากจนที่สุดให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

สำหรับผู้ที่สนใจรายละเอียด สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) โทรศัพท์ 02-0175555 เว็บไซต์ http://www.nia.or.th

กระทรวงวิทย์ ฯ ร่วมมือพันธมิตร จัด “THAILAND 4.0 IN THE MAKING” โชว์วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม เสริมแกร่ง Thailand 4.0

รศ.นพ.สรนิต ศิลธรรม (กลาง) ปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นประธานการแถลงข่าวการจัดงาน Thailand 4.0 ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม THAILAND 4.0 IN THE MAKING โดยความร่วมมือระหว่างกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และองค์กรพันธมิตรภาคเอกชน มุ่งขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ประเทศไทย 4.0 อย่างเป็นรูปธรรม ด้วย 4 แนวคิดได้แก่ วิทย์สร้างคน วิทย์แก้จน วิทย์เสริมแกร่ง และวิทย์สู่ภูมิภาค โดยนำเสนอเทคโนโลยี นวัตกรรม และวิทยาศาสตร์ อันเป็นกลไกสำคัญในการขยายขีดความสามารถทางเศรษฐกิจ และสังคมเพื่อความพร้อมในการก้าวสู่ศตวรรษที่ 21 อย่างเต็มภาคภูมิ ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 23 - 25 พฤศจิกายน 2561 ณ สยามสแควร์ กรุงเทพมหานคร โดยมี ดร.อภิชัย สมบูรณ์ปกรณ์ (ที่ 3 จากซ้าย) ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พร้อมด้วยผู้บริหารจากองค์กรพันธมิตรภาคเอกชน  ร่วมแสดงความยินดี ณ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) เมื่อเร็ว ๆ นี้

รายชื่อบุคคลในภาพโดยเรียงจากซ้ายไปขวา

  1. นายพิภู พุ่มแก้ว (ซ้ายสุด) ผู้ประกาศข่าวสถานีโทรทัศน์จีเอ็มเอ็ม 25
  2. นายนิตินัย กนะกาศัย (ที่ 2 จากซ้าย) ผู้จัดการแผนกวางแผนกิจการสัมพันธ์ บริษัท โตโยต้ามอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด
  3. ดร.อภิชัย สมบูรณ์ปกรณ์ (ที่ 3 จากซ้าย) ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
  4. รศ.นพ.สรนิต ศิลธรรม (กลาง) ปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
  5. นายวีรศักดิ์ พงษ์ธัญญวิชัย (ที่ 5 จากซ้าย) ผู้ช่วยผู้อำนวยการและหัวหน้าศูนย์นวัตกรรม บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)  
  6. นางสาวพริมวดี โยธินเรืองรอง (ที่ 6 จากซ้าย) ฝ่ายขายต่างประเทศ บริษัท สิณีเอเชีย จำกัด
  7. ดร.ทรงพล องค์วัฒนกุล (ที่ 7 จากซ้าย) รองประธานการจัดงาน World RoboCup 2021 จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
 

เอ็นไอเอ เปิด 4 เฟรมเวิร์คพัฒนานวัตกรรมจังหวัดชายแดนใต้ ตั้งเป้าดัน “Halal Tourism District” หนุนการท่องเที่ยวภาคใต้ ปี 62

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA ร่วมกับศูนย์อำนวยการจังหวัดชายแดนใต้ (ศอบต.) ดำเนิน “โครงการ “การพัฒนาธุรกิจนวัตกรรมสำหรับผู้ประกอบการ SMEs/Startup ในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้” โดยการอบรมบ่มเพาะผู้ประกอบการ ตลอดจนเชื่อมโยงหน่วยงานวิชาการในการพัฒนานวัตกรรม เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจบนพื้นที่ภาคใต้ชายแดน โดยมุ่งต่อยอดงานวิจัยและนวัตกรรมจากหน่วยงานต่างๆ เพื่อสร้างผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจและสังคมให้มีประสิทธิภาพและความยั่งยืน สำหรับการดำเนินงานในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา มีธุรกิจเอสเอ็มอี ผู้ประกอบการธ รวมถึงสตาร์ทอัพให้ความสนใจในการเข้าร่วมกิจกรรมกว่า 500 ราย นอกจากนี้ ยังได้เผยถึงแนวทางการขับเคลื่อนงานด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี ในปี 2562 ของกลุ่มจังหวัดชายแดนภาคใต้ เช่น การพัฒนานวัตกรรมในกลุ่มวัฒนธรรม สุขภาพ และเกษตรกรรม การจัดทำย่านนวัตกรรมในกลุ่มจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ Halal Tourism District เพื่อเชื่อมโยงนักท่องเที่ยว จากชายแดน เช่น กลันตัน ตรังกานู ฯลฯ

นายวิเชียร สุขสร้อย รองผู้อำนวยการด้านเศรษฐกิจและสังคม สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) เปิดเผยว่า NIA ได้ร่วมกับ ศอบต. ดำเนินโครงการ “การพัฒนาธุรกิจนวัตกรรมสำหรับผู้ประกอบการ SMEs/Startup ในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้” เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจบนพื้นที่จังหวัดสงขลา จังหวัดปัตตานี จังหวัดยะลา และจังหวัดนราธิวาส ด้วยการต่อยอดงานวิจัยและนวัตกรรมจากหน่วยงานต่างๆ เช่น องค์กรของภาครัฐ มหาวิทยาลัย ไปสู่ผู้ประกอบการ - วิสาหกิจชุมชน โดยมุ่งสร้างผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจและสังคมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้มีประสิทธิภาพและความยั่งยืนในแง่ของชีวิตความเป็นอยู่ การศึกษา สาธารณสุข การอำนวยความสะดวกสบาย ตลอดจนพัฒนาสมรรถนะของผู้ประกอบการเดิมต้วยการเติมนวัตกรรมเพื่อเพิ่มมูลค่าของสินค้าและการบริการ

ผลการดำเนินโครงการที่ผ่านมา ได้ส่งเสริมการตระหนักรู้และการสร้างนวัตกรรมด้วยกิจกรรมต่างๆ เช่น การอบรมให้ความรู้เพื่อเตรียมความพร้อมในการขอรับทุนต่างๆจากแหล่งทุน การมอบทุนสนับสนุนโครงการนวัตกรรมที่มีความเป็นไปได้ในการจัดตั้งธุรกิจ การให้คำปรึกษาโดยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง การจัดแสดงผลงานการจับคู่ธุรกิจ ฯลฯ ซึ่งตลอดระยะเวลา กว่า 2 ปีที่ผ่านมานั้น (ปี 2559 – 2561) มีธุรกิจเอสเอ็มอี ผู้ประกอบการธุรกิจนวัตกรรม รวมถึงสตาร์ทอัพให้ความสนใจในการเข้าร่วมกิจกรรมกว่า 500 ราย ทั้งยังเกิดผลสำเร็จของการพัฒนาที่เห็นเป็นรูปธรรมโดยมีการเกิดขึ้นของสตาร์ทอัพ และการนำนวัตกรรมไปใช้เพิ่มมูลค่าในธุรกิจ ได้แก่ โครงการ ฟินเดลิเวอรี่ : แพลตฟอร์มระบบซื้อ-ขายสินค้าและวัตถุดิบที่มีความสะดวกในเรื่องของเวลาและการเดินทาง โครงการพินซูก : ตลาดซื้อขายสินค้าฮาลาลออนไลน์ที่กระจายพื้นที่อยู่ในประเทศไทย แบบเสร็จสรรพ เบญจเมธา ผลิตภัณฑ์เซรามิกจากเนื้อดินท้องถิ่น ที่ผสมผสานนวัตกรรมและอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมแดนใต้ และนัสรีน ผลิตภัณฑ์กือโป๊ะ ที่ปรับเปลี่ยนมาใช้ระบบการผลิตกึ่งอัตโนมัติเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดระยะเวลาในการผลิต

นายวิเชียร กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับการดำเนินกิจกรรมในปีถัดไป NIA ได้จัดงบประมาณเพื่อดำเนินโครงการ “การพัฒนาธุรกิจนวัตกรรมสำหรับผู้ประกอบการ SMEs/Startup ในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้” ไว้ทั้งสิ้น 22.4 ล้านบาท ซึ่งมุ่งที่จะขยายผลนวัตกรรมเดิม รวมทั้งบูรณาการงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยมาใช้รังสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์กับความต้องการของตลาด และพัฒนาเป็นธุรกิจใหม่ นอกจากนี้ยังได้ร่วมกับสำนักสนับสนุนการผลิตและธุรกิจฮาลาลจังหวัดชายแดนภาคใต้ (สสล.) กลุ่มนักธุรกิจรุ่นใหม่ (YES) จัดประชุมเพื่อบูรณาการแผนการขับเคลื่อนงานด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี ในปี 2562 ตามกรอบความร่วมมือ และรองรับนโยบายไทยแลนด์ 4.0 โดยกำหนดแผนงานเดิมและเพิ่มเติมแผนงานใหม่ ได้แก่

  • การพัฒนาโครงการ/ผู้ประกอบการ ด้วยการหาความต้องการของพื้นที่ เพื่อนำไปสู่การพัฒนานวัตกรรมที่จำเป็นและสอดคล้องกับสภาพปัญหา เช่น การจัดการภัยพิบัติ การจราจร การดูแลสุขภาพ ซึ่งจะต้องมีความแตกต่างกันไปใน แต่ละบริบทของพื้นที่ โดยแนวทางดังกล่าวยังเป็นการดึงดูดการลงทุนจากทั้งภาครัฐ และเอกชนที่ต้องการขยายผลนวัตกรรมให้เกิดกระจายไปสู่ท้องถิ่นได้เป็นอย่างดี
  • พัฒนาระบบนิเวศนวัตกรรม หรือ Maker Space ภายใต้สิ่งแวดล้อมที่มีความพร้อมสำหรับการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นวัสดุอุปกรณ์ เครื่องมือต่างๆ หรือระบบดิจิทัล รวมถึงอาจมีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านจากรัฐและธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ (Big Brothers) มาคอยให้คำแนะนำหรือชี้แนะแนวทางการแก้ไขปัญหา
  • มองการพัฒนานวัตกรรมให้นอกเหนือจากเรื่องอาหาร โดยมุ่งเป้าไปที่วัฒนธรรม (Culture Based) สุขภาพ และเกษตรกรรม ด้วยการใช้นวัตกรรมเป็นตัวเชื่อมคุณค่าและความเปลี่ยนแปลง และมีเทคโนโลยีเป็นตัวขับเคลื่อน เช่น แพลตฟอร์มบริการการท่องเที่ยวโดยเฉพาะที่เชื่อมโยงกับกลุ่มสินค้าฮาลาล (Halal Tourism) การพัฒนายางพาราสู่สินค้าเพื่อสุขภาพ ปาล์มน้ำมันสู่พลังงานทดแทน บริการทางการเงิน เป็นต้น
  • การสร้างเครือข่าย (Innovation Regional Connect) และการอบรมให้ความรู้ อาทิ การใช้บิ๊กดาต้าเพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับเทรนด์การเปลี่ยนแปลงในตลาดนวัตกรรม หรือพฤติกรรมของผู้บริโภค เพื่อพัฒนาสินค้าหรือบริการให้มีรูปแบบที่หลากหลาย ส่วนการสร้างเครือข่ายจะต้องดำเนินควบคู่ไปกับหน่วยงานคู่ขนาน เช่น สภาอุตสาหกรรมฯ สภาหอการค้าไทย Startup Thailand League เพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างครอบคลุมตามที่แต่ละองค์กรมีความเชี่ยวชาญ และสามารถต่อยอดได้อย่างรวดเร็ว

นอกจากนี้ ยังได้มีการนำเสนอการจัดงานมหกรรมเทคโนโลยีและนวัตกรรม ครั้งที่ 2 การจัดตั้งสำนักงานนวัตกรรมฯ และการจัดทำย่านนวัตกรรมในกลุ่มจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ Halal Tourism District เพื่อเชื่อมโยงนักท่องเที่ยว จากชายแดน เช่น กลันตัน ตรังกานู ให้เข้ามาท่องเที่ยวในพื้นที่ดังกล่าว พร้อมสรรหาพื้นที่ ที่มีศักยภาพ หรือความโดดเด่นเฉพาะตัวเพื่อดึงนักธุรกิจให้เข้ามาลงทุน

สำหรับผู้ที่สนใจรายละเอียด สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) โทรศัพท์ 02-0175555 เว็บไซต์ http://www.nia.or.th

เอ็นไอเอชี้ 3 สินค้านวัตกรรมเสี่ยงภัยโดนใจนักก็อป พร้อมดัน “มายด์เครดิต”
โปรแกรมติดอาวุธทรัพย์สินทางปัญญา แนะผปก.ยุคใหม่ต้องใส่ใจสิทธิบัตร

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA เผยการพัฒนาสินค้าและบริการด้านนวัตกรรมไทยยังมีอุปสรรคจากการถูกละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา โดยเฉพาะในสินค้านวัตกรรมกลุ่มอาหาร กลุ่มไอทีและอิเล็กทรอนิกส์ และกลุ่มเวชภัณฑ์และเครื่องสำอางที่ปัจจุบันมีความเสี่ยงต่อการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอย่างต่อเนื่อง พร้อมชี้การตระหนักและการเข้าถึงด้านดังกล่าวของผู้ประกอบการ และนวัตกรของไทยยังมีอุปสรรคทั้งด้วยการขาดความรู้ความเข้าใจ เงินทุนสนับสนุน การให้คำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งจะต้องผลักดันให้เข้าถึงในปริมาณที่มากขึ้น อย่างไรก็ดี ภายใต้การดำเนินงานของ NIA มีกลไกสนับสนุนการเสริมสร้างศักยภาพนวัตกรรมด้านการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา ด้วยกลไกที่ชื่อว่า MIND CREDIT : มายด์เครดิต ทุนสนับสนุนค่าบริการที่ปรึกษาด้านการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา โดยบริษัทที่ปรึกษาที่มีความเชี่ยวชาญสำหรับสตาร์ทอัพ เอสเอ็มอี ไปจนถึงบริษัทขนาดใหญ่ ซึ่งจะเน้นให้เกิดความรู้ ความเข้าใจ และสร้างความพร้อมให้เกิดขึ้นในการแข่งขัน อาทิ การดำเนินการจดสิทธิบัตร/อนุสิทธิบัตร/เครื่องหมายการค้าในประเทศไทยและต่างประเทศ คำปรึกษาด้านสัญญาและการเจรจาเกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญา

ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) เปิดเผยว่า ปัจจุบันสินค้าและการบริการที่มีนวัตกรรมเกี่ยวข้อง เมื่อถูกนำออกสู่ตลาดหรือวางจำหน่ายกำลังประสบปัญหาการถูกลอกเลียนในระดับที่ค่อนข้างสูง ไม่ว่าจะเป็นการทำซ้ำ การดัดแปลง การตกแต่ง ทำให้การเติบโตของสินค้าและบริการในตลาดนวัตกรรมมีวงจรที่สั้น ไม่สามารถพัฒนาได้อย่างเต็มที่นัก จากอุปสรรคดังกล่าว จึงจำเป็นต้องมีแนวทางป้องกันด้วยการ “คุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา” ให้เกิดขึ้นอย่างจริงจัง เพื่อจูงใจให้เกิดการสร้างสรรค์และการคิดค้นนวัตกรรม พร้อมช่วยให้ผลิตภาพทางการผลิตหรือทำให้สินค้ามีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น

แต่อย่างไรก็ตาม การตระหนักและการเข้าถึงด้านดังกล่าวของผู้ประกอบการ และนักนวัตกรรมของไทยก็ยังมีอุปสรรค ทั้งด้วยการขาดความรู้ความเข้าใจ เงินทุนสนับสนุน การให้คำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ การมีความเชื่อและแนวคิดที่มองว่าก่อให้เกิดความยุ่งยาก ดังนั้น เพื่อให้สิ่งเหล่านี้สามารถเดินหน้าได้อย่างเต็มที่มากขึ้น ขณะนี้จึงจำเป็นที่จะต้องส่งเสริมทั้งการสร้างสรรค์ผลงานนวัตกรรม และการเข้าถึงการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาให้ควบคู่กันไป เพื่อป้องกันความเสี่ยงในการสูญเสียโอกาสการสร้างมูลค่าให้กับสินค้าและการบริการ พร้อมรักษาสิทธิประโยชน์ที่ควรได้รับให้กับเฉพาะบุคคลและองค์กร

ดร.พันธุ์อาจ กล่าวต่อว่า สำหรับสินค้าและบริการทางนวัตกรรมที่มีความเสี่ยง ต่อการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาสูงพบว่าอยู่ในกลุ่มดังต่อไปนี้

  • สินค้านวัตกรรมกลุ่มอาหาร เนื่องจากเป็นสิ่งที่ผลิตได้ง่าย สามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้ทุกเพศทุกวัย จึงอาจทำให้ผู้ซื้อละเลย สับสน หรือเกิดความเข้าใจในตัวสินค้านวัตกรรมที่คลาดเคลื่อน โดยเฉพาะความเหมือนหรือคล้ายคลึงของบรรจุภัณฑ์ ชื่อทางการค้าและตราสินค้า ส่วนผสม คำโฆษณาชวนเชื่อ ช่องทางและรูปแบบการออกจำหน่าย โดยสินค้าที่มักถูกละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาพบว่าส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่ม ผลิตภัณฑ์ปรุงอาหาร ขนมขบเคี้ยว เครื่องดื่ม และอาหารพร้อมรับประทาน

  • สินค้าและบริการนวัตกรรมในกลุ่มไอที อิเล็กทรอนิกส์ จากการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลของโลก หรือ Digital Disruption เป็นเหตุให้ชีวิตประจำวันของคนทั่วโลกต้องพึ่งพาสินค้า หรือการบริการที่มีความทันสมัยและไวต่อการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการสื่อสาร การค้นหาข้อมูล ความบันเทิง ความสะดวกสบาย เป็นผลให้เกิดผลิตภัณฑ์ทางนวัตกรรมที่สอดคล้องกับกิจกรรมเหล่านี้ตามมาอย่างมากมาย และยังทำให้มูลค่าในตลาดสินค้านวัตกรรมเหล่านี้มีการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ จากปัจจัยดังกล่าว เป็นเหตุให้เกิดการอาศัยช่องทางต่างๆผลิตสินค้าออกมาเลียนแบบสินค้าเดิมที่มีอยู่ในตลาดหลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็น คอมพิวเตอร์ ระบบซอฟต์แวร์ โปรแกรมต่างๆในคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์สื่อสาร รวมไปถึงการดาวน์โหลดสื่อบันเทิงประเภทต่างๆ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ยังคงมีปริมาณสูงตามมูลค่าการตลาดเช่นเดียวกัน

  • สินค้านวัตกรรมในกลุ่มเวชภัณฑ์และเครื่องสำอาง ซึ่งเป็นสินค้าที่กำลังมีอิทธิพลและเข้าสู่การเป็นปัจจัยที่ 5 ในหลายๆกลุ่มผู้บริโภค โดยในปัจจุบันพบว่ามีผู้ประกอบการที่ประกอบธุรกิจและผลิตสินค้าประเภทดังกล่าวเป็นจำนวนมาก เนื่องจากเป็นอีกหนึ่งตลาดสินค้าที่สามารถสร้างเม็ดเงินได้สูงในทุกๆปี แต่อย่างไรก็ตาม การมีสินค้าประเภทดังกล่าวจำนวนมาก นับเป็นช่องทางที่ทำให้เกิดการเลียนแบบสินค้าตั้งแต่ระดับล่างไปจนถึงระดับไฮเอนด์ โดยเฉพาะการทำซ้ำและการดัดแปลง ทั้งชื่อและตราสินค้า บรรจุภัณฑ์ ลักษณะทางกายภาพ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ยังสามารถพบเห็นได้บนช่องทางการขายทั่วไป พร้อมทั้งกลายเป็นเรื่องที่ปกติไปแล้วอีกด้วย

ดร.พันธุ์อาจ กล่าวเพิ่มเติมว่า เพื่อป้องกันไม่ให้สินค้าหรือบริการทางนวัตกรรมของผู้ประกอบการ และผู้สร้างสรรค์ผลงานถูกละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา หนึ่งในการจัดการปัญหาที่สำคัญอาจต้องเริ่มที่ตัวผู้ประกอบการ ไม่ว่าจะเป็น การหมั่นเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าและบริการด้วยการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อให้ผู้เลียนแบบไม่สามารถตามได้ทัน การขยายช่องทางจำหน่ายเพื่ออุด ช่องว่างที่กำลังเกิดขึ้น พร้อมด้วยการเข้าสู่กระบวนการจดทะเบียนและวางกลยุทธ์ในการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาให้รัดกุม เช่น สิทธิบัตร อนุสิทธิบัตร ลิขสิทธิ์ เครื่องหมายการค้า ความลับทางการค้า สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ ภูมิปัญญาท้องถิ่นไทย เพื่อปกป้องสิทธิประโยชน์ให้กับนวัตกรรมของตน ไม่ให้ตกไปอยู่ในมือของผู้อื่นและเกิดการกระทำซ้ำในปริมาณที่สูงขึ้น

ทั้งนี้ ภายใต้การดำเนินงานของ NIA มีกลไกสนับสนุนด้านการเสริมสร้างศักยภาพด้านนวัตกรรม รวมถึงด้านการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา ด้วยกลไกที่ชื่อว่า MIND CREDIT (มายด์ เครดิต)” ซึ่งจะทำหน้าที่สนับสนุนผู้ประกอบการให้สามารถเข้าถึงคำปรึกษา ด้านการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาโดยบริษัทที่ปรึกษาที่มีความเชี่ยวชาญ ซึ่งจะเน้นให้เกิดความรู้ ความเข้าใจ และสร้างความพร้อมให้เกิดขึ้นในการแข่งขัน ไม่ว่าจะเป็น การดำเนินการจดสิทธิบัตร/อนุสิทธิบัตร/เครื่องหมายการค้าในประเทศไทยและต่างประเทศ คำปรึกษาด้านสัญญาและการเจรจาเกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญา การให้คำปรึกษา/การสืบค้นงานที่ปรากฏอยู่แล้วเกี่ยวกับการประดิษฐ์ การจดแจ้งลิขสิทธิ์ คำปรึกษา/ประเมินความเสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิบัตรของบุคคลอื่น ซึ่งจะให้การสนับสนุนแก่ผู้ประกอบธุรกิจนวัตกรรมตั้งแต่สตาร์ทอัพ เอสเอ็มอี ไปจนถึงบริษัทขนาดใหญ่ โดยมีทุนสนับสนุนค่าบริการที่ปรึกษาสูงสุด 1 ล้านบาทต่อ 1 โครงการ รวมถึงยังมีการให้คำปรึกษาในด้านที่สำคัญต่อการประกอบธุรกิจนวัตกรรมอีก 3 สาขา ได้แก่ สาขากฎหมายธุรกิจและการขึ้นทะเบียน/การขอใบอนุญาตจากภาครัฐ สาขาการเงิน/บัญชี และการลงทุน และสาขาเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อรองรับอุตสาหกรรม 4.0 อีกด้วย ดร.พันธุ์อาจ กล่าวสรุป

สำหรับผู้ที่สนใจรายละเอียด สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) โทรศัพท์ 02 – 0175555 เว็บไซต์ www.nia.or.th หรือ Facebook.com/NIAThailand

เอ็นไอเอ ติดเครื่องความร่วมมือนวัตกรรมร่วมกับออสเตรเลีย
เดินหน้าปั้นไลฟ์สไตล์เทค – หนุนเยาวชนสู่ธุรกิจสตาร์ทอัพ

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA ร่วมกับ QUT Creative Enterprise Australia หรือ QUT CEA จากประเทศออสเตรเลีย เตรียมดำเนินความร่วมมือส่งเสริมนวัตกรรมระหว่างไทยและออสเตรเลีย โดยความร่วมมือที่จะเกิดขึ้นประกอบด้วย 1. การสนับสนุนสตาร์ทอัพไทยและออสเตรเลียให้มีความเข้าใจในบริบทการทำธุรกิจ ตลาด และความเป็นไปได้ในการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ใน 2 ประเทศ 2.การสนับสนุนด้านระบบนิเวศที่เอื้ออำนวยต่อการดำเนินธุรกิจสตาร์ทอัพ 3.การส่งเสริมธุรกิจหรือกิจกรรมเกี่ยวข้องกับด้านความคิดสร้างสรรค์ โดยเฉพาะเทคโนโลยีด้านไลฟ์สไตล์ และ 4.การสนับสนุนโปรแกรมเพื่อผลักดันเยาวชนให้เข้าสู่การเป็นผู้ประกอบการธุรกิจนวัตกรรมและสตาร์ทอัพ นอกจากนี้ หากในอนาคตไทยและออสเตรเลียมีความร่วมมือเกิดขึ้นอย่างกว้างขวางและจริงจังมากขึ้น คาดว่าจะมีปัจจัยอื่นๆ ที่สามารถเชื่อมโยงการสนับสนุนด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมได้อีก เช่น การพัฒนาย่านนวัตกรรม การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และงานวิจัย การผลักดันเมืองที่สำคัญทั้งในส่วนกลางและภูมิภาคสู่การเป็น Startup Ecosystem เป็นต้น

ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) เปิดเผยว่า เพื่อส่งเสริมความก้าวหน้าทางด้านสตาร์ทอัพและนวัตกรรมไทยให้มีการเติบโตในระดับที่สูงขึ้น NIA จึงได้ดำเนินความร่วมมือกับ  QUT Creative Enterprise Australia  หรือ QUT CEA หน่วยงานส่งเสริมด้านนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์จากประเทศออสเตรเลีย  โดยวัตถุประสงค์ของการร่วมมือกันในครั้งนี้ มีความมุ่งหวังในการร่วมกันผลักดันให้เกิดการจัดตั้งธุรกิจนวัตกรรมรูปแบบใหม่ๆ พร้อมด้วยการส่งเสริมสตาร์ทอัพของทั้งสองประเทศให้มีการเติบโตที่ดีขึ้นในระดับนานาชาติ รวมไปถึงการช่วยให้ผู้ประกอบการด้านนวัตกรรมและสตาร์ทอัพของไทยและออสเตรเลีย ได้มีโอกาสเข้าถึงตลาดของแต่ละประเทศได้ง่ายยิ่งขึ้น

ดร.พันธุ์อาจ กล่าวเพิ่มเติมว่า  ภายหลังจากการประชุมร่วมกันระหว่าง NIA และ CEA พบว่าทั้งสองหน่วยงานมีโปรแกรม

การส่งเสริมด้านนวัตกรรมที่น่าสนใจ และได้ข้อสรุปความร่วมมือที่จะเกิดขึ้นในอนาคตดังนี้

  • การสนับสนุนสตาร์ทอัพไทยและออสเตรเลียให้มีความเข้าใจในบริบทการทำธุรกิจ ตลาด และความเป็นไปได้ในการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ใน 2 ประเทศ โดย NIA จะช่วยอำนวยความสะดวกแก่สตาร์ทอัพและผู้ประกอบการด้านนวัตกรรมของออสเตรเลีย ให้เข้าถึงตลาดในประเทศไทยได้ง่ายขึ้นด้วยการผลักดันการใช้สมาร์ทวีซ่า (Smart VISA) พร้อมช่วยให้เข้าถึงตลาดที่มีศักยภาพอื่นๆในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วยการให้องค์ความรู้ ความเข้าใจ และการอาศัยโอกาสจากประเทศไทยในฐานะที่เป็นศูนย์กลาง ส่วนทางด้านออสเตรเลียก็จะให้การสนับสนุนด้านทรัพยากรมนุษย์ ที่จะมีการนำผู้เชี่ยวชาญ หรือสตาร์ทอัพที่ประสบความสำเร็จในระดับโลกให้ได้มีโอกาสเผยแพร่ความรู้เชิงเทคนิคและประสบการณ์ แก่ผู้ประกอบการและสตาร์ทอัพของไทย ซึ่งถือเป็นโอกาสที่สำคัญที่จะช่วยให้สตาร์ทอัพไทยได้เรียนรู้โมเดลธุรกิจรูปแบบใหม่ๆที่ต่างไปจากเดิม พร้อมช่วยพัฒนาทักษะด้านภาษา รวมทั้งความเป็นสากลให้เกิดขึ้นในธุรกิจ
  • การสนับสนุนด้านระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่เอื้ออำนวยต่อการดำเนินธุรกิจสตาร์ทอัพทั้งในไทยและออสเตรเลีย ไม่ว่าจะเป็น Co – Working Space ห้องแล็ปหรือสถาบันเพื่อการวิจัยและทดลองต่างๆ การสรรหาความร่วมมือจากหลายๆ ภาคส่วนเพื่อเติมเต็มการเติบโตของผู้ประกอบการ ไม่ว่าจะเป็น สถาบันการศึกษา สถาบันการเงิน ภาครัฐ ภาคเอกชน ฯลฯ นอกจากนี้ ยังจะมีการผลักดันให้เข้าถึงเงินทุนสนับสนุนธุรกิจนวัตกรรมและสตาร์ทอัพจากภาคธุรกิจเอกชน (Accelerator) เพื่อให้ผู้ประกอบการ และผู้ที่สนใจจัดตั้งธุรกิจได้มีช่องทางทางการเงินที่กว้างและหลากหลายมากขึ้น
  • การส่งเสริมธุรกิจหรือกิจกรรมเกี่ยวข้องกับด้านความคิดสร้างสรรค์ โดยเฉพาะเทคโนโลยีด้านไลฟ์สไตล์ (Lifestyle Tech) ทั้งธุรกิจสื่อบันเทิง ธุรกิจแฟชั่น เทคนิคการถ่ายภาพ ดนตรี ภาพยนตร์ โทรทัศน์ดิจิทัล เกมส์ รวมถึงการสร้างเนื้อหาคอนเทนท์เพื่อการค้า ทั้งนี้ ตลอดระยะเวลา 10 ปี  CEA ถือว่ามีความเชี่ยวชาญและสนับสนุนสตาร์ทอัพในด้านดังกล่าวมาแล้วไม่ต่ำกว่า  1000 ราย ซึ่งหาก NIA ได้เกิดความร่วมมือกับ CEA ในระดับที่เข้มข้นขึ้น เชื่อว่าจะทำให้ธุรกิจด้านไลฟ์สไตล์หรืออื่นๆที่เกี่ยวข้องของไทย มีการเติบโตในทิศทางที่ดีขึ้นตามไปด้วยเช่นกัน
  • การสนับสนุนโปรแกรมผลักดันเยาวชนให้เข้าสู่การเป็นผู้ประกอบการธุรกิจนวัตกรรมและสตาร์ทอัพ ซึ่งความร่วมมือนี้จะมุ่งเน้นกระบวนการการสร้างแรงบันดาลใจ ให้เยาวชนในระดับมหาวิทยาลัยได้เห็นถึงความสำคัญ และการประสบความสำเร็จจากการเป็นผู้ประกอบการหรือการทำงานด้านนวัตกรรม โดย NIA จะผลักดันให้มหาวิทยาลัยในเครือข่ายทั้ง 47 แห่งของไทย ได้รับการสนับสนุนจากโปรแกรมส่งเสริมทั้งไทยและออสเตรเลียให้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความสามารถทางเทคโนโลยี (Tech Talent) การนำเอาเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมใหม่ๆจากออสเตรเลียเข้าสู่การเรียน การสอน และการปฎิบัติงานในมหาวิทยาลัย การส่งเสริมเยาวชนที่มีความสนใจในการจัดตั้งธุรกิจสตาร์ทอัพ ได้มีโอการเรียนรู้โมเดลที่มีความแปลกใหม่จากออสเตรเลีย รวมถึงการผลักดันกลุ่มเยาวชนภายใต้โปรแกรม STEAM 4 Innovator , Founder Apprentice , Thailand Innovation Awards , NIA Academy และอื่นๆของ NIA ให้เข้าถึงตลาดออสเตรเลียได้เช่นกัน

ดร.พันธุ์อาจ กล่าวทิ้งท้ายว่า ออสเตรเลีย ถือเป็นหนึ่งในประเทศเป้าหมายที่สำคัญในการสร้างความร่วมมือในระดับนานาชาติของ NIA เนื่องจากประเทศดังกล่าวเป็นเมืองชั้นนำของโลกในด้านนวัตกรรมและสตาร์ทอัพ โดยเฉพาะในด้านการศึกษาที่อยู่ในระดับท็อป 3 ของโลก อย่างไรก็ตาม หากในอนาคตไทยและออสเตรเลียมีความร่วมมือเกิดขึ้นอย่างกว้างขวางและจริงจังมากขึ้น คาดว่าจะมีปัจจัยอื่นๆ ที่สามารถเชื่อมโยงการสนับสนุนด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมได้อีก อาทิ การนำต้นแบบจากมหานครชั้นนำ สู่การพัฒนาย่านนวัตกรรมในไทย การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และงานวิจัย องค์ความรู้ในการเป็นผู้ประกอบการในระบบการศึกษา การพัฒนาธุรกิจบริการ การผลักดันเมืองที่สำคัญทั้งในส่วนกลางและภูมิภาคสู่การเป็น Startup Ecosystem ซึ่งมีตัวอย่างจาก ซิดนีย์ และเมลเบิร์นที่ประสบความสำเร็จมาแล้ว

สำหรับผู้ที่สนใจรายละเอียด สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) โทรศัพท์ 02-0175555 เว็บไซต์ www.nia.or.th หรือ facebook.com/niathailand

Page 1 of 3