โครงการวาดศิลป์ที่บ้านเกิด

โครงการวาดศิลป์ที่บ้านเกิด เป็นหนึ่งในโครงการดีๆ เพื่อสังคมที่ดับบลิวเอชเอ กรุ๊ป ผู้นำอันดับหนึ่งในการให้บริการโซลูชั่นครบวงจรด้านโลจิสติกส์และนิคมอุตสาหกรรมของไทย ร่วมกับศูนย์ศิลปะวัฒนธรรมสัญจร ที่ริเริ่มดำเนินการขึ้นเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2552 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเสริมพื้นฐานการพัฒนาการเรียนผ่านวิชาศิลปะ ให้เด็กนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาได้นำเอาความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการมาใช้ให้เกิดประโยชน์ รวมถึงช่วยเพิ่มทักษะด้านศิลปะ และปลูกฝังให้เยาวชนเกิดความภาคภูมิใจในถิ่นฐานบ้านเกิดของตนเอง 

ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา มีเด็กนักเรียนเข้าร่วมในโครงการมาแล้วกว่า 6,200 คน จาก 60 โรงเรียนที่ตั้งอยู่โดยรอบนิคมอุตสาหกรรมของดับบลิวเอชเอ กรุ๊ป ในจังหวัดชลบุรีและระยอง และเราจะยังคงเดินหน้าสานต่อเจตนารมณ์ที่จะยกระดับคุณภาพชีวิตของเยาวชนในชุมชน ด้วยการจัดกิจกรรมศิลปะดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นสื่อกลางในการบ่มเพาะทักษะการคิดนอกกรอบ ช่วยให้เยาวชนมีความเชื่อมั่นในศักยภาพของตนเอง และสร้างสรรค์ผลงาน อันเป็นพื้นฐานที่จะนำไปสู่ความสำเร็จในชีวิตต่อไป 

วิดีโอโครงการวาดศิลป์ที่บ้านเกิด

แมนพาวเวอร์กรุ๊ป ผุดแนวคิดวัฒนธรรมของนวัตกรรม เพื่อขับเคลื่อนองค์กรสู่ความสำเร็จ

ในยุคของการเปลี่ยนแปลงและเกิดนวัตกรรมใหม่ๆ ขึ้นทำให้บริษัทและองค์กรต่างๆ มีการลงทุนเทคโนโลยีนำไปพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพกับศักยภาพขององค์กรและบุคลากร ซึ่งการสร้างผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) ด้วยวัฒนธรรมแห่งนวัตกรรม ถือเป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรสู่ความสำเร็จ แมนพาวเวอร์กรุ๊ป โดยไรท์ เมเนจเมนท์ (Right Management) ได้ทำการศึกษาและนำกรณีศึกษาของทอมทอม (TomTom) บริษัททางด้านซอฟต์แวร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในองค์กรที่มีแนวทางการเพิ่มพลังของคนเพื่อขับเคลื่อนความเปลี่ยนแปลงสู่ความสำเร็จ  องค์กรต่างๆในปัจจุบันสามารถนำไปปรับประยุกต์ใช้กับการบริหารจัดการองค์กรคุณ สู่การเผยศักยภาพของคนในการสร้างนวัตกรรมและไปให้ถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้

ปัจจุบัน บริษัทและองค์กรที่เปิดรับกับการเปลี่ยนแปลงและนวัตกรรมกำลังสร้างวัฒนธรรมแห่งนวัตกรรม ซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ผู้นำปลูกฝังขึ้น เพื่อสนับสนุนการคิดนอกกรอบ ประยุกต์ใช้กระบวนการใหม่ๆ และส่งเสริมนวัตกรรมเพื่อเพิ่มมูลค่าให้แก่ธุรกิจในระยะยาว

ยุคดิจิทัล ทรานฟอร์เมชั่น (Digital transformation) หรือการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาปรับใช้กับทุกส่วนของธุรกิจกำลังเกิดขึ้นแบบก้าวกระโดด ทำให้โลกเชื่อมต่อกันมากขึ้นและสร้างโอกาสใหม่ๆ ในการเติบโตแก่บริษัท ถึงแม้ว่าทุกองค์กรจะมีการเปลี่ยนแปลงและปรับเปลี่ยนตลอดเวลา แต่การสร้างวัฒนธรรมแห่งนวัตกรรมเป็นการลงทุนในอนาคตของทุกธุรกิจ เพื่อเป็นรากฐานที่แข็งแกร่งของทุกองค์กร

จากบทความที่มีชื่อว่า “จากยุคผู้บริหารระดับสูงสู่ยุคดิจิทัล: การนำพาองค์กรข้ามการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล” (From C-Suite to Digital Suite: How to Lead Through Digital Transformation) เราได้กล่าวถึงความสำคัญของผู้นำยุคดิจิทัลที่ขับเคลื่อนวัฒนธรรมแห่งนวัตกรรม เพื่อนำพาบุคลากรผ่านการเปลี่ยนแปลง จึงขอหยิบยกขั้นตอนที่องค์กรต่างๆ ควรปฏิบัติเพื่อสร้างสรรค์วัฒนธรรมแห่งนวัตกรรม และการสร้างผลลัพธ์ที่สามารถวัดได้ และมองเห็นผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) ที่มีนัยสำคัญ ดังนี้

ความสำคัญของผู้นำ ในช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านขององค์กรและภาคอุตสาหกรรม ผู้นำในปัจจุบันและอนาคตต้องเปิดรับการเปลี่ยนแปลง และพร้อมที่จะรับความเสี่ยงตามสถานการณ์ ทักษะพื้นฐานของการเป็นผู้นำ เช่น ความอดทนและการรู้จักปรับตัว ยังคงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง แต่ในยุคดิจิทัลผู้นำที่มีประสิทธิภาพยังต้องปลดปล่อยศักยภาพในตัวคน และบางครั้งต้องรู้จักความล้มเหลวเพื่อประสบความสำเร็จ องค์กรที่ลงทุนในผู้นำที่มีทักษะเหล่านี้ จะสามารถปรับตัวให้เข้ากับความเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัลได้เร็วกว่า

นอกจากนี้การพัฒนาวัฒนธรรมแห่งนวัตกรรมต้องอาศัยกระบวนการทางความคิดขององค์กร ที่ยกระดับและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของพนักงานแต่ละคน ซึ่งจะต้องเริ่มตั้งแต่บนสุด กระบวนการนี้ไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ แต่หากใช้แนวทางที่ถูกต้อง ธุรกิจก็จะสามารถดำรงไว้ซึ่งความทุ่มเทต่อการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับการสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันอย่างยั่งยืน เพื่อบรรลุผลเป้าหมายตอบแทนจากการลงทุนทั้งระยะสั้นและระยะยาว ท้ายที่สุดวัฒนธรรมองค์กรควรเป็นมากกว่านามธรรม แต่ควรสร้างการเปลี่ยนแปลงในเชิงปริมาณที่สามารถวัดผลได้อย่างเป็นรูปธรรม

สำหรับการนิยามวัฒนธรรม แนวความคิดทางธุรกิจแบบเดิมจะประเมินค่าขององค์กรจากทรัพย์สินที่มีตัวตน ไม่ว่าจะเป็นสิ่งก่อสร้าง ตราสินค้าและทุนมนุษย์ องค์กรยุคดิจิทัลในปัจจุบันถูกตัดสินจากปัจจัยรอบด้านกว่า ทั้งความเชื่อ จุดมุ่งหมาย ลักษณะเฉพาะ และการตัดสินใจ องค์ประกอบเหล่านี้เป็นรากฐานของวัฒนธรรม กล่าวโดยสรุปคือ อัตลักษณ์ขององค์กรถูกกำหนดขึ้นจากคำตอบของคำถามที่ว่า “อะไรคือสิ่งที่กำหนดนิยามขององค์กร และองค์กรต้องการจะเป็นอะไร?”

ทั้งนี้ปัจจัยหลักที่สำคัญในการขับเคลื่อนนวัตกรรมองค์กรประกอบด้วย 1. การแสดงออกซึ่งค่านิยมและความเชื่อ 2. วิธีการทำงานและการมีปฏิสัมพันธ์ 3. พฤติกรรม นโยบาย กระบวนการตัดสินใจ 4. โครงสร้างอำนาจและการไหลของข้อมูล 5. ปฏิสัมพันธ์และความสัมพันธ์  6. ระบบควบคุม 7. ลักษณะเฉพาะในการดำเนินการ และ 8. ธรรมเนียมและเรื่องราว

พร้อมกันนี้ยังได้นำกรณีศึกษาของ TomTom ซึ่งได้นำแนวคิดในการเพิ่มพลังของคนเพื่อขับเคลื่อนความเปลี่ยนแปลง สำหรับเทคโนโลยีของบริษัท TomTom ถูกนำมาใช้อย่างกว้างขวางทุกที่ ในแต่ละวันมีคนกว่า 800 ล้านคนทั่วโลกใช้เทคโนโลยีในรถแท็กซี่ บนโทรศัพท์มือถือ และเพื่อให้สามารถส่งของได้ตรงเวลา ทั้งนี้เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขัน บริษัทได้เปิดรับความเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ ในขณะที่โลกดิจิทัลกำลังก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว บริษัท TomTom หันมาให้ความสำคัญกับการพัฒนาซอฟต์แวร์สำหรับตลาด B2B (ธุรกิจกับธุรกิจ) โดยใช้ความเชี่ยวชาญในระบบจีพีเอส การหาตำแหน่ง การกำหนดเส้นทาง การนำร่องและแผนที่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการติดต่อสื่อสารผ่านเครือข่ายไร้สาย

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้สร้างผลกระทบกับทุกระดับในองค์กร ผู้นำของ TomTom ตระหนักว่ายุคดิจิทัลต้องอาศัยกระบวนการทางความคิดใหม่ๆ และวิธีการทำงานแบบใหม่ทั้งองค์กร เป้าหมายของพวกเขาคือการเผยศักยภาพของคนในการสร้างนวัตกรรม และเพื่อที่จะไปให้ถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้นี้ ก็จำเป็นต้องประเมินและวัดศักยภาพของผู้นำและวัฒนธรรมขององค์กร

จากความร่วมมือระหว่าง TomTom กับ Right Management บริษัทในเครือแมนพาวเวอร์ กรุ๊ป เพื่อการประเมินภาวะผู้นำของตนและระบุตัวคนเก่งที่จะนำพาองค์กรให้ก้าวผ่านการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ โมเดลการประเมินภาวะผู้นำด้วยหลัก P3 ที่ประกอบด้วย People (คน) Purpose (จุดมุ่งหมาย) และ Performance (ผลงาน) ของ Right Management ถูกนำมาใช้ร่วมกับโมเดลสมรรถนะผู้นำของ TomTom ในเวลา 6 เดือน ได้ทำการประเมินผู้จัดการ 750 คนใน 35 ประเทศ การลงทุนเพื่อระบุตัวผู้นำที่ใช่นี้เองที่ช่วยให้ TomTom ประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคดิจิทัลขององค์กรและขับเคลื่อนอัตราผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) สำหรับบริษัท

“วันนี้ TomTom มีพนักงานกว่า 5,000 คนที่กระหายจะเอาชนะการแข่งขันและทำให้ลูกค้าพึงพอใจด้วยโซลูชั่นใหม่ สำหรับ TomTom แล้วมันเป็นเรื่องของการเดินทาง – และจุดหมายปลายทาง”

นอกจากนี้การตอบคำถามว่า ทำไมต้องเปลี่ยน? การวัดผลตอบแทนจากวัฒนธรรมคืออะไร ในช่วงเวลาของการเปลี่ยนผ่าน วัฒนธรรมเป็นตัวช่วยหลักที่ทำให้เกิดการเติบโต การศึกษาแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงผลตอบแทนจากการลงทุนในวัฒนธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งวัฒนธรรมแห่งนวัตกรรม ซึ่งบริษัทจะมุ่งเน้นที่พรุ่งนี้ให้มากเท่ากับวันนี้  อีกทั้งยังแสดงให้เห็นความสำเร็จ อาทิเช่น

  • ผู้นำในกลุ่มอุตสาหกรรมสามารถเพิ่มผลิตภาพจากการลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ๆ มากกว่าผู้ตาม (ร้อยละ 70 ต่อร้อยละ 30)
  • บริษัทที่จัดสรรงบประมาณด้านการวิจัยและพัฒนาตั้งแต่ร้อยละ 25 ขึ้นไปให้กับซอฟต์แวร์และการบริการ (เมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์) มีอัตราการเติบโตของรายได้เร็วกว่าคู่แข่งสำคัญที่จัดสรรงบส่วนนี้น้อยกว่า
  • องค์กรที่มีระบบและโครงสร้างนวัตกรรมอย่างเป็นทางการได้รับผลตอบแทนอย่างมีนัยสำคัญ: ร้อยละ 51 เริ่มทำตลาดด้วยนวัตกรรม ผลิตภัณฑ์และบริการใหม่มากที่สุด
  • ร้อยละ 34 ของผู้นำธุรกิจได้เห็นผลกระทบด้านบวกจากการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลของตนเอง ทั้งนี้เพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่เป็นบวกจากวัฒนธรรมองค์กร ผู้นำต้องยอมรับก่อนว่าการสร้างวัฒนธรรมแห่งนวัตกรรมที่จับต้องได้ เป็นหนึ่งในความท้าทายสูงสุดของตน

นอกจากนี้ การการลงมือทำ โดยการขยับจากความคิดสร้างสรรค์ไปสู่นวัตกรรมต้องอาศัยการคิด การวางแผนและการลงมือทำอย่างหนักแน่นจริงจัง หลายองค์กรพยายามจะปิดช่องว่างนี้ แม้ว่าจะมีความคิดสร้างสรรค์เป็นจำนวนมาก แต่ยุทธศาสตร์และการลงมือทำจะนำความคิดเหล่านี้ไปสู่ความจริง การลงมือปฏิบัติอย่างเต็มที่ในโลกแห่งความจริงนั่นเองคือสิ่งที่ทำให้ความคิดสร้างสรรค์เป็นไปได้

หากลองจินตนาการดูว่าถ้าองค์กรสามารถเปลี่ยนความคิดสร้างสรรค์ของตนแค่ร้อยละ 20 ให้กลายเป็นจริง ความคิดเหล่านี้ย่อมหมายถึงการเติบโตเหนือกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ การเปลี่ยนแปลงเชิงบวกครั้งใหญ่ และผลิตภัณฑ์และบริการที่ใหม่และมีประโยชน์มากกว่าของคู่แข่ง ความสามารถและวัฒนธรรมที่ใช่ทำให้ความคิดสร้างสรรค์สามารถออกมาโลดแล่นในโลกแห่งความจริง

องค์กรต้องมีความชัดเจนในการสร้างวัฒนธรรมที่ให้ความสำคัญกับการทำตามที่พูด พนักงานจะไม่กล้าลงมือทำสิ่งต่างๆ เพื่อบริษัทถ้าพวกเขาต้องถูกลงโทษหากทำอะไรที่ถือเป็นการเสี่ยง เว็บไซต์ขององค์กรไม่อาจมีข้อความเกี่ยวกับการให้ความสำคัญกับนวัตกรรม ถ้าองค์กรมุ่งเน้นแต่การตัดค่าใช้จ่ายเพื่อสร้างผลลัพธ์ระยะสั้น นี่เป็นการสร้างสมดุลสำหรับการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมองค์กร

อย่างไรก็ตามแทนพาวเวอร์มีความมุ่งมั่นว่าบทความและกรณีศึกษาดังกล่าว จะเป็นส่วนหนึ่งที่องค์กรยุคดิจิทัลจะสามารถนำประยุกต์ใช้ให้เหมาะสม เพื่อนำไปสู่ความสำเร็จและความยั่งยืนขององค์กรธุรกิจของคุณ และในบทความต่อไปจะมาพูดถึงดัชนีชี้วัดการมีนวัตกรรมขององค์กรกันต่อ

“ทาทา สตีล” เปิดภาพ 8 สิ่งก่อสร้างโดดเด่นของประเทศ รับปี 2019

การก่อสร้างอาคารและสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานต่างๆ หนึ่งในข้อคำนึงที่สำคัญอย่างยิ่งก็คือ โครงสร้างและฐานราก ถึงแม้ว่าเราจะมีสถาปนิกและวิศวกรระดับท็อปๆ ของเมืองไทย มาช่วยกันทำหน้าที่เป็นผู้ออกแบบและคำนวณโครงสร้างและฐานรากของอาคารและสิ่งปลูกสร้างนั้นๆ ให้เป็นไปตามมาตรฐานการออกแบบสากลแล้ว แต่ก็ใช่ว่าอาคารเหล่านั้น จะปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์เสมอไป เพราะอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญไม่น้อยไปกว่าการออกแบบ ก็คือ วัสดุที่ใช้ในการก่อสร้างที่มีคุณภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงสร้างและฐานราก “เหล็ก” ที่เปรียบเสมือนโครงกระดูก ทำหน้าที่รองรับน้ำหนักวัสดุก่อสร้างและตกแต่งอาคาร ดังนั้น การเลือกวัสดุก่อสร้างจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องใส่ใจในรายละเอียดของคุณภาพวัสดุ ตั้งแต่โครงสร้างและฐานรากเหล็กที่อยู่ภายใน เพราะถ้าโครงสร้างและฐานรากภายในไม่มั่นคงแข็งแรง ก็อาจเป็นอันตรายส่งผลกระทบถึงร่างกายและชีวิตของผู้ใช้งาน

นอกเหนือจากเรื่องของการออกแบบที่ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นหลักแล้ว เรื่องของการดีไซน์สิ่งก่อสร้างและอาคารให้มีความแปลกใหม่และทันสมัย ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่สถาปนิกต่างก็แข่งขันกันดึงดูดให้ผู้คนหันมาสนใจในผลงานของตน อีกทั้งในปัจจุบันก็มีนวัตกรรมวัสดุก่อสร้างใหม่ๆ โดยเฉพาะในด้านโครงสร้างที่รองรับไอเดียที่ไม่จำกัด ในการพัฒนารูปแบบอาคารและสิ่งก่อสร้างไปพร้อมกับความมั่นใจในเรื่องความปลอดภัยอีกด้วย

นายชัยเฉลิม บุญญานุวัตร ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ - การตลาดและการขาย บริษัท ทาทา สตีล (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ด้วยประสบการณ์ยาวนานกว่า 50 ปี ของบริษัท ทาทา สตีล (ประเทศไทย) และยอดจำหน่ายเหล็กเส้นเป็นอันดับหนึ่งของประเทศไทย ทำให้เรารู้และทราบถึงปัญหาของการใช้วัสดุก่อสร้าง โดยเฉพาะการใช้เหล็กซึ่งเป็นฐานรากของการก่อสร้าง จึงสามารถการันตีได้ว่าเรามีความเชี่ยวชาญและเป็นผู้นำเหล็กเส้นก่อสร้างก็ว่าได้  สิ่งก่อสร้างและอาคารต่างๆ ที่มีผู้ใช้งานจำนวนมาก จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องคำนึงถึงฐานรากของการก่อสร้างที่มั่นคง แข็งแรง และได้รับการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) นอกจากนี้เรายังเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายเหล็กทรงยาวรายใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยและการควบคุมคุณภาพในทุกขั้นตอนของการผลิต จึงมั่นใจในเรื่องของความปลอดภัยมั่นคงแข็งแรงได้อย่างแน่นอน เมื่อผนวกเข้ากับความน่าสนใจในดีไซน์ที่ทันสมัยของสิ่งก่อสร้างและอาคาร จากฝีมือของสถาปนิกและวิศวกรชั้นแนวหน้าด้วยแล้ว จึงก่อให้เกิดความโดดเด่นเป็นสัญลักษณ์หรือแลนด์มาร์คของประเทศ โดยสิ่งก่อสร้างที่โดดเด่นที่จะนำเสนอในครั้งนี้มีด้วยกัน 8 แห่ง ได้แก่   

  1. อาคารรัฐสภาใหม่

อาคารรัฐสภาแห่งใหม่ ภาพประกอบจากเว็บไซต์ www.parliament.go.th

อาคารรัฐสภาแห่งใหม่ หรือ “สัปปายะสภาสถาน” เป็นสถาปัตยกรรมที่กำลังจะกลายเป็นแลนด์มาร์คอีกแห่งหนึ่งของประเทศไทย ด้วยทำเลที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา อีกทั้งการออกแบบโครงสร้างอาคารที่มีความสวยงามและแสดงออกถึงความเป็นไทย เนื่องจากเป็นสถานที่ราชการที่สำคัญซึ่งประกอบไปด้วย ส่วนสภาทั้งสมาชิกผู้แทนราษฎร (สส.) และสมาชิกวุฒิสภา (สว.) นอกจากนี้ยังมีพิพิธภัณฑ์ ศูนย์ประชุม ห้องสัมมนา สโมสรจัดเลี้ยง ห้องทำงานของ สส. และ สว. อีกด้วย จึงอาจเรียกได้ว่าโครงการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่นี้ เป็นโครงการเมกะโปรเจกต์ที่จะเป็นหน้าตาของประเทศชาติในอนาคต การก่อสร้างจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเป็นไปอย่างละเอียดรอบคอบ ตั้งแต่การออกแบบ การเลือกใช้วัสดุโครงสร้างและฐานราก มีการนำเหล็กส่วนหนึ่งของทาทา ทิสคอน เหล็กเส้นข้ออ้อย SD50 มาใช้ ซึ่งช่วยลดปริมาณการใช้เหล็กเสริมโครงสร้างได้มากกว่า 20% แต่สามารถรองรับน้ำหนักได้มากขึ้นด้วย

  1. ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เฟส 2

ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เฟส 2

สิ่งก่อสร้างระดับประเทศ ที่เปรียบเสมือนประตูต้อนรับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกเข้าสู่ประเทศไทย ก็คือ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ที่นอกจากจะเป็นท่าอากาศยานหลักของประเทศไทยแล้ว ยังมีเป้าหมายที่จะเป็นศูนย์กลางการบินในภูมิภาคเอเชียอีกด้วย เนื่องจากมีพื้นที่ที่กว้างใหญ่ รองรับเที่ยวบินได้เป็นจำนวนมาก และยังเป็นหนึ่งในท่าอากาศยานที่มีผู้โดยสารมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ภาครัฐกำลังมีแผนการขยายโครงการก่อสร้างท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ระยะที่ 2 โดยจะมีการพัฒนารันเวย์ให้มีขนาด 4 รันเวย์ ขนานไปกับตัวอาคารผู้โดยสารและสร้างอาคารผู้โดยสารย่อยรอบๆ อาคารผู้โดยสารหลักเพื่อเพิ่มพื้นที่การรองรับผู้โดยสารจำนวน 100 ล้านคน และ 6.4 ล้านตันสำหรับการขนส่งสินค้าต่อปี ถือเป็นอีกหนึ่งเมกะโปรเจกต์ที่มีการวางแผนทั้งกระบวน การตั้งแต่การออกแบบและการใช้วัสดุก่อสร้างที่มีคุณภาพ โดยโครงการนี้ บริษัท ทาทา สตีล (ประเทศไทย) ได้มีการส่งเหล็กเส้น SD50 ทาทา ทิสคอน ที่รับแรงดึงได้สูง รวมถึงเหล็กเดือย (Dowel Bars) ที่เป็นเหล็กสำหรับต่อยึดคอนกรีต ซึ่งช่วยกระจายแรงจากพื้นคอนกรีตแต่ละแผ่น และช่วยรับน้ำหนักได้ดียิ่งขึ้น ไม่ให้คอนกรีตแผ่นใดแผ่นหนึ่งต้องรับน้ำหนักมากเกินไปจนอาจเกิดความเสียหายได้

  1. ไอคอนสยาม (ICONSIAM)

ICONSIAM ภาพประกอบจากเว็บไซต์ www.bangkok.com

อีกหนึ่งความภาคภูมิใจที่เหล็กทาทา ทิสคอน ได้เป็นส่วนหนี่งในโครงการก่อสร้างเมกะโปรเจกต์ที่น่าจับตามองเป็นอย่างยิ่ง ก็คือไอคอนสยาม (ICONSIAM) โดยโครงการนี้ มีการใช้บริการเหล็กตัดและดัดสำเร็จรูป (Cut and bend) ในการก่อสร้างซึ่งช่วยประหยัดทั้งในเรื่องของเวลา และประหยัดการใช้เหล็กโดยไม่มีเศษเหล็กเหลือจากการตัดและดัดเองในพื้นที่ก่อสร้าง พร้อมกันนี้ ยังมีการใช้เหล็ก SD50 ซึ่งช่วยลดต้นทุนการก่อสร้างได้อย่างมาก โครงการเมืองแห่งใหม่ที่รวมศูนย์การค้า ที่พักอาศัยระดับหรู พิพิธภัณฑ์ ลานกิจกรรมริมแม่น้ำเจ้าพระยา ศูนย์การประชุมระดับโลก โรงภาพยนตร์ขนาดยักษ์ และโลกแห่งความสนุกสนานของเด็กและครอบครัว ภายใต้การลงทุนกว่า 54,000 ล้านบาท โดดเด่นทั้งทำเลทองริมแม่น้ำเจ้าพระยา และการออกแบบโครงสร้างอาคารที่สะท้อนความเป็นไทย มีอาคารเล็กๆ หลายอาคารอยู่ภายในอาคารใหญ่ ด้วยกระจกพิเศษจับจีบซ้อนไปมา ส่วนรูปทรงอาคารนั้นได้รับแรงบันดาลใจมาจากกระทงและบายศรี โดยแปลงโฉมเป็นรูปแบบร่วมสมัย เรียกได้ว่าน่าจับตามองอย่างยิ่งในแง่ของการก่อสร้างสถาปัตยกรรมของไทย ที่มีจุดมุ่งหมายที่จะเป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ของประเทศไทย และเป็นแลนด์มาร์คที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกตามเป้าหมายที่ตั้งไว้

  1. โครงการรถไฟฟ้าสายสีแดงเข้ม

โครงการรถไฟฟ้าสีแดงเข้ม ภาพจากเว็บไซต์ www.pptvhd36.com

โครงการรถไฟฟ้าสายสีแดงเข้ม บางซื่อ – รังสิต เป็นเส้นทางหลักที่เชื่อมกรุงเทพฯ โซนเหนือและใต้ และโครงการรถไฟฟ้าสายสีแดงอ่อน หรือรถไฟชานเมืองสายตะวันออก – ตะวันตก โดยโครงการดังกล่าวคาดว่าจะมีกำหนดแล้วเสร็จในปี 2563 ซึ่งจะกลายเป็นระบบขนส่งสาธารณะหลักที่มีผู้ใช้บริการเป็นจำนวนมาก เนื่องจากโครงการรถไฟฟ้าสายสีแดงจะสามารถแก้ไขปัญหาการจราจรที่หนาแน่นบนท้องถนนได้ ด้วยเป้าหมายที่ต้องการให้คนหันมาใช้บริการขนส่งมวลชนจำนวนมากอย่างรถไฟฟ้า การมีโครงสร้างที่รองรับทั้งน้ำหนักเสา คาน ราง ชานชาลา รวมทั้งขบวนรถไฟฟ้า จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใช้เหล็กก่อสร้างที่ได้คุณภาพอย่างเหล็กเส้น ทาทา ทิสคอน SD50 ที่รับแรงดึงได้สูงและผ่านการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.)  มาใช้ในงานโครงสร้างหลัก

  1. โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง บางปะอิน นครราชสีมา

โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง บางปะอิน – นครราชสีมา

สำหรับสิ่งก่อสร้างโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง หมายเลข 6 หรือมอเตอร์เวย์บางปะอิน – นครราชสีมา ก็เป็นอีกหนึ่งโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐที่สร้างขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกด้านการเดินทางสัญจร ในเส้นทางสายภาคกลางสู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อีกทั้งรองรับการเชื่อมโยงไปยังประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ลาว กัมพูชา เวียดนาม และจีนตอนใต้ โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2562 โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 6 นี้ถือเป็นอีกหนึ่งโครงสร้างพื้นฐานของประเทศที่ต้องอาศัยการวางแผนอย่างรอบคอบ ในการตัดสินใจลงทุนก่อสร้างในทุกกระบวนการตั้งแต่การออกแบบที่ถูกต้องและเลือกวัสดุก่อสร้างที่มีคุณภาพ เหล็กก่อสร้างส่วนหนึ่งที่โครงการทางหลวงพิเศษนี้ได้เลือกใช้เป็นเหล็กเส้นก่อสร้าง มอก. ทาทา ทิสคอน ที่ผ่านบริการตัดและดัดสำเร็จรูป (Cut & Bend)   ซึ่งช่วยลดต้นทุนค่าใช้จ่ายในส่วนของปริมาณการสั่งซื้อเหล็กไม่ให้เกินปริมาณเหล็กที่ต้องใช้งานจริง อีกทั้งยังช่วยลดค่าตัด ดัด ผูก และทำเกลียวข้อต่อ ค่าขนส่ง รวมทั้งต้นทุนแฝงอื่นๆ เช่น ค่าเช่าพื้นที่เก็บ ค่าจ้างแรงงานในการตัดและดัดเองในพื้นที่ก่อสร้าง นอกจากนั้นยังช่วยลดปริมาณเศษเหล็กที่เหลือทิ้งจากงานก่อสร้าง รวมถึงลดเวลาในการก่อสร้าง ซึ่งนับว่าเป็นการช่วยลดต้นทุนการก่อสร้างทั้งระบบได้อีกด้วย

  1. โครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน

โครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน

โครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินช่วงหัวลำโพง – บางแค และช่วงบางซื่อ – ท่าพระ เป็นอีกโครงการหนึ่งของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย ที่ก่อสร้างขึ้นเพื่อรองรับการเดินทางเข้าเขตเมือง และแก้ปัญหาการจราจรที่มุ่งเข้าสู่เขตเมืองอย่างหนาแน่น โดยโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินในช่วงหัวลำโพง – บางแค เป็นสายที่ใกล้เปิดบริการมากที่สุด จากการก่อสร้างที่เกือบแล้วเสร็จทั้งหมด โดยมั่นใจได้ในเรื่องของความปลอดภัยจากโครงการที่ผ่านมาตรฐานการออกแบบ อีกทั้งการเลือกใช้วัสดุเหล็กก่อสร้างที่ได้คุณภาพ ที่ทาง ทาทา ทิสคอนได้เป็นส่วนหนึ่งในการส่งเหล็กชั้นคุณภาพอย่าง SD50 ที่สามารถรับแรงดึงได้สูงและสามารถรองรับน้ำหนักของเสา คาน รางรถไฟฟ้า ไปจนถึงขบวนรถไฟฟ้าได้อย่างปลอดภัยแน่นอน

  1. โครงการโรงไฟฟ้าพลังลม ชัยภูมิ – มุกดาหาร

โครงการโรงไฟฟ้าพลังลม ชัยภูมิ – มุกดาหาร ภาพประกอบจากเว็บไซต์ www.egco.com

โรงไฟฟ้าพลังงานลมถือเป็นอีกหนึ่งสิ่งก่อสร้าง ที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งในยุคที่การแสวงหาพลังงานทางเลือกเป็นสิ่งที่จำเป็น และพลังงานลมก็ถือเป็นทางเลือกหนึ่งที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ในกระบวนการผลิตกระแสไฟฟ้าได้ อีกทั้งเป็นพลังงานสะอาดที่มีอยู่ทั่วไป ในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานลมจะต้องคำนึงถึงทั้งในเรื่องทำเลที่ตั้งที่เหมาะสม รวมทั้งสิ่งก่อสร้าง ทั้งกังหันลม ไปจนถึงโรงผลิตกระแสไฟฟ้าที่ได้จากพลังงานลม ซึ่งจะต้องผ่านการออกแบบโรงงานตามมาตรฐาน และมีโครงสร้างที่แข็งแรงเพื่อความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน รวมถึงความปลอดภัยของชุมชนโดยรอบอีกด้วย โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลม ชัยภูมิ – มุกดาหาร เป็นโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมที่คาดว่าน่าจะใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และมีการคำนึงถึงการก่อสร้างที่ปลอดภัย มีการเลือกใช้เหล็กคุณภาพสูงของทาทา สตีล โดยเหล็กที่ใช้เป็นเหล็กจากบริการตัดและดัดสำเร็จรูป (Cut & Bend) ซึ่งมีการควบคุมด้วยระบบคอมพิวเตอร์ที่มีความแม่นยำสูง ทำให้การตัดและดัดได้ตามแบบที่ลูกค้าต้องการซึ่งเพิ่มความสะดวกในการใช้งาน ตลอดจนลดระยะเวลาในการก่อสร้างอีกด้วย

  1. คอนโดต้านแผ่นดินไหว

คอนโดต้านแผ่นดินไหว Keen Condo Sriracha

หลายคนที่มีแผนกำลังจะซื้อคอนโดมิเนียมคงเคยได้ยินคำเตือนว่า “อย่าซื้อเลย ถ้าเกิดแผ่นดินไหวหรือตึกถล่มขึ้นมา จะไม่เหลืออะไรเลยนะ” แน่นอนว่าคำเตือนนี้ทำให้หลายคนต้องคิดแล้วคิดอีกกับการตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัยแห่งใหม่ แต่จะทำอย่างไร หากไลฟ์สไตล์ในการใช้ชีวิตจำเป็นที่จะต้องอยู่คอนโดในเมือง เพื่อความสะดวกสบายในการเดินทาง สิ่งที่สามารถทำได้ ก็คือ การพิจารณาปัจจัยต่างๆ ให้รอบคอบก่อนตัดสินใจซื้อ นอกจากเรื่องทำเลที่ตั้ง ราคา ความคุ้มค่า สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ในคอนโดแล้ว เรื่องความปลอดภัยของโครงสร้างและฐานรากอาคารก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่ง ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในการตัดสินใจเลือกซื้อคอนโด ซึ่งในปัจจุบันก็มีนวัตกรรมของเหล็กเส้นก่อสร้างที่เหนียวพิเศษต้านแรงสั่นสะเทือนแผ่นดินไหว ที่มีคุณสมบัติดัดง่ายด้วยเนื้อเหล็กที่เหนียวมากกว่าเหล็กเส้นทั่วไปถึง 20% ช่วยให้ดัดโค้งได้มากกว่าโดยไม่แตกร้าว มีการยืดตัวได้มากกว่าโครงสร้างเหล็กทั่วไป อีกทั้งยังสามารถที่จะรองรับพลังงานที่อาจจะทำให้โครงสร้างพังทลาย เช่น พลังงานจากแผ่นดินไหว ได้มากกว่าโครงสร้างที่ใช้เหล็กทั่วไปกว่า 25% นอกจากนั้น เหล็กเส้นต้านแผ่นดินไหวของบริษัท ทาทา สตีล (ประเทศไทย) นี้ ยังมีการควบคุมคุณสมบัติให้สอดคล้องกับเหล็กเส้นเหนียวพิเศษในมาตรฐานสากลอีกด้วย ซึ่งในประเทศไทยก็มีคอนโดมิเนียมที่เลือกใช้เหล็กเส้นเหนียวพิเศษต้านแผ่นดินไหวทาทา ทิสคอน เอส จากบริษัท ทาทา สตีล อาทิ OKA Haus Condo, Keen Condo Sriracha, The Nine Condo และ The Nimman Condominium เป็นต้น

เรื่องความปลอดภัยของผู้อยู่อาศัยและผู้ใช้งานเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง จึงจำเป็นที่จะต้องเลือกใช้วัสดุก่อสร้างโครงสร้างหลักและฐานรากจากเหล็กเส้นก่อสร้างที่มีคุณภาพ สำหรับผู้ที่กำลังมองหาโครงการที่อยู่อาศัย การพิจารณาไปถึงโครงสร้างของตัวอาคาร ทั้งด้านการออกแบบ ไปจนถึงวัสดุเหล็กเส้นก่อสร้างที่มีคุณภาพ ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ไม่ควรมองข้ามเป็นอย่างยิ่ง  สิ่งก่อสร้างหรืออาคารต่างๆ ที่มีผู้ใช้สอยจำนวนมาก จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องคำนึงถึงความปลอดภัยมาเป็นอันดับหนึ่ง ตั้งแต่การออกแบบและเลือกใช้วัสดุในงานโครงสร้างและฐานรากต่างๆ สำหรับโครงการสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ในประเทศไทย ยิ่งจำเป็นต้องมีความพิถีพิถันในการเลือกใช้วัสดุก่อสร้าง ตั้งแต่งานโครงสร้างหลักไปจนถึงการตกแต่งอาคารให้มีความสวยงามทันสมัย ทาทา สตีล ในฐานะที่เป็นบริษัทผู้ผลิตและจำหน่ายเหล็กทรงยาวรายใหญ่ที่สุดในประเทศไทย มีความพร้อมที่จะพัฒนาคุณภาพการผลิตเหล็กเส้นก่อสร้างตามมาตรฐานสากล และบริการใหม่ๆ ที่สนับสนุนโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ของประเทศไทยทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน นายชัยเฉลิม กล่าวทิ้งท้าย

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่ ส่วนสื่อสารและกิจกรรมองค์กร โทรศัพท์  02-937-1000 หรือเข้าไปที่ www.tatasteelthailand.com

‘ไอคอนสยาม’ เปิดพิพิธภัณฑ์ลอยน้ำ ‘เรือสำเภาศรีมหาสมุทร’ ครั้งแรกในไทย ยิ่งใหญ่ริมเจ้าพระยา ฉลอง 250 ปีกรุงธนบุรี

  • ตื่นตาตื่นใจกับเรือสำเภาโบราณที่กลับมามีชีวิตอีกครั้งหนึ่ง โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนได้เข้าชมพื้นที่ต่างๆ ภายในเรือ ที่บอกเล่าเรื่องราวในประวัติศาสตร์ด้วยเทคนิคการนำเสนอที่ล้ำสมัย สร้างประสบการณ์เหมือนพาผู้เข้าชมย้อนเวลากลับไปอยู่บนเรือจริงในอดีต
  • จัดแสดงนิทรรศการพระราชประวัติและพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เพื่อเรียนรู้ช่วงเวลาสำคัญของประวัติศาสตร์ไทย โดยกำหนดจัดแสดงตั้งแต่วันที่ 14 พฤศจิกายน 2561 – 13 มกราคม 2562 ณ ริเวอร์ พาร์ค ไอคอนสยาม ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา

‘ไอคอนสยาม’ อภิมหาโครงการเมืองแห่งการใช้ชีวิตสู่โลกอนาคต สัญลักษณ์แห่งความรุ่งโรจน์ของไทยริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา จัดพิธีเปิดพิพิธภัณฑ์ลอยน้ำครั้งแรกในประเทศไทย ‘เรือสำเภาศรีมหาสมุทร’ สัญลักษณ์แห่งความเจริญรุ่งเรืองที่มากับสายน้ำ เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ในวาระครบรอบ 250 ปี แห่งการสถาปนากรุงธนบุรีศรีมหาสมุทร ภายในนิทรรศการจัดแสดงพระราชประวัติและพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช นำเสนอในรูปแบบนิทรรศการและใช้เทคนิคการนำเสนอที่ล้ำสมัย บอกเล่าเรื่องราวและสร้างประสบการณ์ที่น่าตื่นตาตื่นใจให้กับผู้เข้าชม เสมือนย้อนเวลากลับไปอยู่บนเรือจริงในอดีต โดยพิธีเปิดพิพิธภัณฑ์ลอยน้ำ ‘เรือสำเภาศรีมหาสมุทร’ จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ด้วยการแสดงชุดหุ่นละครเล็กเรื่องรามเกียรติ์ ตอน ‘หนุมานเกี้ยวนางวาริน’ ซึ่งมีความสำคัญในฐานะพระราชนิพนธ์ในสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ประกอบแสงสีเสียง โดยได้รับเกียรติจาก ดร.วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมผู้บริหารไอคอนสยาม สปอนเซอร์ และนักแสดงชื่อดัง อั้ม-อธิชาติ ชุมนานนท์, เจมส์-จิรายุ ตั้งศรีสุข และ นุ่น-วรนุช ภิรมย์ภักดี ร่วมในพิธีเปิดเพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่าเรือกำลังจะออกเดินทางอีกครั้งหนึ่ง ณ เบื้องหน้า พิพิธภัณฑ์ลอยน้ำ ‘เรือสำเภาศรีมหาสมุทร’ ท่ามกลางทัศนียภาพอันงดงามของแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณ ริเวอร์ พาร์ค ไอคอนสยาม

(จากซ้าย) อั้ม-อธิชาติ ชุมนานนท์, นายสุเวทย์ ธีรวชิรกุล กรรมการ บริษัท ไอคอนสยาม จำกัด, นางชฎาทิพ จูตระกูล กรรมการ บริษัท ไอคอนสยาม จำกัด, นางเกตวลี นภาศัพท์ กรรมการ บริษัท ไอคอนสยาม จำกัด, ดร. วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี, นายณรงค์ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการ บริษัท ดิ ไอคอนสยาม ซูเปอร์ลักซ์ เรสซิเดนซ์ คอร์ปอเรชั่น จํากัด, นางทิพพาภรณ์ อริยวรารมย์ กรรมการ บริษัท ดิ ไอคอนสยาม ซูเปอร์ลักซ์ เรสซิเดนซ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด, นางรจเรข สีมาปิวะพันธ์ ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน สายงานบริหารการขาย, นุ่น-วรนุช ภิรมย์ภักดี และ เจมส์-จิรายุ ตั้งศรีสุข

ดร. วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี

 

นายณรงค์ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการ บริษัท ดิ ไอคอนสยาม ซูเปอร์ลักซ์ เรสซิเดนซ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด

 

อั้ม-อธิชาติ ชุมนานนท์, นุ่น-วรนุช ภิรมย์ภักดี และ เจมส์-จิรายุ ตั้งศรีสุข

นายณรงค์ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการ บริษัท ดิ ไอคอนสยาม ซูเปอร์ลักซ์ เรสซิเดนซ์ คอร์ปอเรชั่น จํากัด กล่าวว่า “บริษัท ไอคอนสยาม จำกัด ร่วมกับ บริษัท ดิ ไอคอนสยาม เรสซิเดนซ์ คอร์ปอร์เรชั่น จำกัด พร้อมด้วย บริษัท ดิ ไอคอนสยาม ซูเปอร์ลักซ์ เรสซิเดนซ์ คอร์ปอร์เรชั่น จำกัด และ ธนาคารออมสิน ได้ร่วมกันจัดสร้างพิพิธภัณฑ์ลอยน้ำ ‘เรือสำเภาศรีมหาสมุทร’ ขึ้นอย่างยิ่งใหญ่อลังการเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ที่ทรงฟื้นฟูบ้านเมือง พร้อมวางรากฐานให้กรุงธนบุรีเป็นเส้นทางการค้า และเจริญรุ่งเรืองมาจวบจนปัจจุบัน ภายในนิทรรศการมีการจัดแสดงพระราชประวัติของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช พร้อมพระราชกรณียกิจในการฟื้นฟูบ้านเมือง และการก่อตั้งกรุงธนบุรีให้เป็นเมืองท่าการค้าที่สำคัญ โดยพิพิธภัณฑ์ลอยน้ำ ‘เรือสำเภาศรีมหาสมุทร’ จะทำหน้าที่เป็นดังสัญลักษณ์แห่งความเจริญรุ่งเรืองที่มาพร้อมกับสายน้ำ ที่พาผู้เข้าชมย้อนไปสมัยกรุงธนบุรี สู่ยุคแห่งความรุ่งโรจน์ทางการค้าบนเรือสำเภาจากคริสต์ศตวรรษ 18 หนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ของเมืองท่าการค้าที่สำคัญแห่งเส้นทางการค้านานาชาติ เพื่อให้ประชาชนคนไทยและผู้ที่สนใจได้เรียนรู้ถึงช่วงเวลาสำคัญยิ่งของประวัติศาสตร์ประเทศไทย โดยมีกำหนดจัดแสดงนิทรรศการตั้งแต่วันที่ 14 พฤศจิกายน 2561 – 13มกราคม 2562 ณ บริเวณ  ริเวอร์ พาร์ค ไอคอนสยาม ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา และเปิดให้ผู้ที่สนใจและประชาชนทั่วไปสามารถเข้าชมได้ฟรี”

พิพิธภัณฑ์ลอยน้ำ “เรือสำเภาศรีมหาสมุทร”

พิพิธภัณฑ์ลอยน้ำ ‘เรือสำเภาศรีมหาสมุทร’ ถูกเนรมิตขึ้นอย่างตระการตาโดยมีต้นแบบมาจากเรือสำเภาสินค้าที่ชาวแต้จิ๋วเรียกว่า อั้ง เถ้า จุ้ง แปลว่าเรือสำเภาหัวแดง ภายในนิทรรศการผู้เข้าชมจะได้เยี่ยมชมพื้นที่ต่างๆ ของเรือสำเภาศรีมหาสมุทร ที่บอกเล่าเรื่องราวในอดีต โดยนำเสนอในรูปแบบนิทรรศการ และนำเสนอโดยใช้เทคนิคอินเตอร์แอคทีฟที่ล้ำสมัย สร้างประสบการณ์เสมือนพาผู้เข้าชมนิทรรศการย้อนเวลากลับไปอยู่บนเรือจริงในอดีต โดยแบ่งโซนจัดแสดงออกเป็น 3 โซน ได้แก่  โซนที่ 1 ห้องกัปตัน จัดแสดงความเป็นมาและเรื่องราวเกี่ยวกับการค้าทางเรือ การย้ายราชธานีและการวางรากฐานให้กับกรุงธนบุรี และกรุงธนบุรีในฐานะเมืองท่าการค้า โซนที่ 2 ห้องพักลูกเรือ จัดแสดงบรรยากาศและวิถีชีวิตภายในเรือ และโซนที่ 3 คลังอารยธรรม จัดแสดงพระราชประวัติของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช พระราชกรณียกิจในการฟื้นฟูบ้านเมือง ลำดับเวลาการสงครามเพื่อรวบรวมบ้านเมือง การเจริญสัมพันธไมตรีทางการค้าและการทูตระหว่างกรุงธนบุรีกับจีน เรื่องราวเส้นทางการค้าโลก และ ‘เรือ’ ในฐานะสัญลักษณ์แห่งความรุ่งโรจน์ อีกทั้งยังจัดให้มีกิจกรรมสร้างเสริมประสบการณ์สุดประทับใจให้กับผู้เข้าชมนิทรรศการ อาทิ การทดลองชักรอกลังสินค้าเสมือนเป็นลูกเรือในสมัยก่อน และผู้เข้าชมนิทรรศการยังสามารถเปลี่ยนชุด สวมบทบาทเป็นคนชาติต่างๆ ได้ด้วยการส่องกระจก (Kinect) และถ่ายภาพร่วมกับคลังอารยธรรม พร้อมทั้งแชร์ภาพบนเรือนี้ได้อีกด้วย นอกจากนั้นบน ‘เรือสำเภาศรีมหาสมุทร’ ยังมีจุดชมวิวอยู่ที่ชั้นบนสุดของเรือ และมีโซนร้านค้าร้านกาแฟให้บริการสำหรับผู้เข้าชมนิทรรศการ

ภายในพิพิธภัณฑ์ลอยน้ำ “เรือสำเภาศรีมหาสมุทร”

“ไอคอนสยาม อภิมหาโครงการเมืองแห่งการใช้ชีวิตสู่โลกอนาคต สัญลักษณ์แห่งความรุ่งโรจน์ของไทยริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ถูกรังสรรค์ขึ้นจากปณิธานที่ต้องการเชิดชูเรื่องราวอันมีคุณค่า และเป็นความภาคภูมิใจจากทุกมิติของความเป็นไทยที่มีอยู่ในชาติ นำเสนอในรูปแบบวิจิตรล้ำสมัย ซึ่งเราตระหนักถึงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ความเป็นมา และคุณค่าของผืนดินที่ตั้งอภิมหาโครงการเมืองแห่งนี้เป็นอย่างดี เนื่องในโอกาสที่ปี พ.ศ. 2560 เป็นวาระครบรอบ 250 ปีแห่งการสถาปนากรุงธนบุรีศรีมหาสมุทร ไอคอนสยามจึงได้ร่วมกับบริษัท ดิ ไอคอนสยาม เรสซิเดนซ์ คอร์ปอร์เรชั่น จำกัด พร้อมด้วย บริษัท ดิ ไอคอนสยาม ซูเปอร์ลักซ์ เรสซิเดนซ์ คอร์ปอร์เรชั่น จำกัด และ ธนาคารออมสิน ขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช โดยพิพิธภัณฑ์ลอยน้ำ ‘เรือสำเภาศรีมหาสมุทร’ จะเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมเชิดชูคุณค่าและความสำคัญของกรุงธนบุรี และถือเป็นส่วนหนึ่งตามความตั้งใจของไอคอนสยาม ในการรวบรวมสิ่งที่ดีที่สุดของไทยและสิ่งที่ดีที่สุดของโลกเข้าไว้ด้วยกัน เพื่อเสริมสร้างให้คนไทยภาคภูมิใจในความเป็นไทย และช่วยกันสืบทอดความงดงามของความเป็นไทยสู่ชนรุ่นหลัง อีกทั้งให้คนทั่วโลกที่มาเยือนรู้สึกหลงรักและประทับใจประเทศไทยมากยิ่งขึ้น” นายณรงค์ กล่าว

ไอคอนสยามเนรมิต ‘ไอคอนคราฟต์’ พื้นที่นำเสนอคุณค่าความเป็นไทยผ่านงานนวัตศิลป์

  • ผนึกกำลังศิลปิน นักออกแบบ และผู้ประกอบการไทยกว่า 300 ราย ร่วมนำเสนอผลงานนวัตศิลป์ ต่อยอดเพิ่มคุณค่างานฝีมือไทย และเผยแพร่ให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางบนเวทีโลก
  • เปิดให้บริการพร้อมไอคอนสยาม 10 พฤศจิกายนนี้ พบกับนิทรรศการผลงานของศิลปินไทยที่มีชื่อเสียงในระดับสากล

วันนี้ ไอคอนสยาม อภิมหาโครงการเมืองแห่งการใช้ชีวิตสู่โลกอนาคต สัญลักษณ์แห่งความรุ่งโรจน์ของไทยริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยามูลค่า 54,000 ล้านบาท ซึ่งจะเปิดให้บริการในวันที่ 10 พฤศจิกายน 2561 นี้ ประกาศเปิดตัว “ไอคอนคราฟต์” พื้นที่ที่เนรมิตขึ้นเป็นพิเศษในไอคอนสยาม เพื่อนำเสนอคุณค่าความเป็นไทยสู่ทุกสายตาทั่วโลก ด้วยการรวบรวมงาน นวัตศิลป์และงานคราฟต์แบบร่วมสมัยหลากหลายประเภทของคนไทยมาไว้ในที่เดียว เปิดโอกาสให้ช่างฝีมือไทยได้ต่อยอดความสามารถ เพิ่มคุณค่าในผลงาน ตลอดจนเพิ่มโอกาสและเพิ่มพื้นที่จัดแสดงและจำหน่ายผลงานของตน ในโครงการที่จะเป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก

นายไชยยง รัตนอังกูร ผู้บริหาร บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด กล่าวว่า “ไอคอนสยามถูกรังสรรค์ขึ้นภายใต้แนวคิด ‘การสร้างประโยชน์ร่วมกันทุกฝ่าย’ หรือ Creating Shared Value และ ‘การร่วมกันรังสรรค์’ หรือ Co-Creation โดยมุ่งหวังที่จะรวบรวมสิ่งที่ดีที่สุดของไทยกับสิ่งที่ดีที่สุดของโลกเข้าไว้ด้วยกัน และนำเสนอคุณค่าความเป็นไทยให้ทั่วโลกได้รู้จักและร่วมชื่นชม จึงเป็นแรงบันดาลใจในการเนรมิตพื้นที่กว่า 2,500 ตารางเมตร บนชั้น 4 และชั้น 5 ของไอคอนสยาม ให้เป็นอีกหนึ่งพื้นที่พิเศษใช้ชื่อว่า ไอคอนคราฟต์ โดยผนึกความร่วมมือกับนักออกแบบ นักสร้างสรรค์ นักพัฒนานวัตกรรม และช่างฝีมือหลากหลายแขนง จำนวนกว่า 300 ราย ร่วมกันนำเสนองานนวัตศิลป์และงานคราฟต์ของไทยอย่างสร้างสรรค์ เพื่อสืบสานภูมิปัญญางานช่างฝีมือของไทย ส่งเสริมให้เกิดการต่อยอดเพื่อยกระดับและเพิ่มคุณค่า ตลอดจนเผยแพร่งานนวัตศิลป์และงานคราฟต์ฝีมือคนไทยให้เป็นที่รู้จักและเป็นที่ยอมรับในระดับโลก เป็นการเพิ่มโอกาสในการจัดแสดงและจัดจำหน่าย ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้กระจายไปทั่วประเทศ ในขณะเดียวกันไอคอนคราฟต์มุ่งหวังจะเป็นอีกแม็กเน็ตหนึ่งทางด้านการท่องเที่ยว ที่ช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกผู้ชื่นชอบงานคราฟต์ให้อยากเดินทางมาเยือนประเทศไทย

ไอคอนคราฟต์ ถูกนำเสนอภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘Innovative Craft designed for everyday life’ คือการนำงานแบบเก่าและความโบราณมาปรับให้เป็นงานสมัยใหม่ เกิดเป็นศูนย์กลางงานนวัตศิลป์และงานคราฟต์ไทยแบบร่วมสมัยที่ไม่เคยมีที่ไหนมาก่อน โดยนักออกแบบรุ่นใหม่จะได้มีโอกาสนำทักษะงานช่างจากอดีต ซึ่งมีคุณค่ามาสืบสานและพัฒนาต่อยอดให้เกิดเป็นรูปแบบที่น่าสนใจ มีความแปลกใหม่ สามารถเข้าถึงได้ง่าย ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ทั้งชาวไทยและนักท่องเที่ยวจากต่างชาติ

การจัดสรรพื้นที่ของไอคอนคราฟต์ ได้แรงบันดาลใจส่วนหนึ่งมาจากสาขาวิชาชีพของช่างสิบหมู่ของไทย โดยแบ่งเป็น 7 โซนหลัก ได้แก่ (1) The Smith งานช่างทอง ช่างโลหะต่าง ๆ (2) The Painter งานลงสีลงยา งานเขียน วาดลวดลาย งานลงรักปิดทอง (3) The Sculptor งานปั้น (4) The Carpenter งานช่างไม้ ช่างแกะสลัก (5) The Weaver งานช่างทอ ช่างจักสาน (6) The Gastronomer งานปรุง งานสร้างสรรค์อาหาร และ (7) The Therapist งานแพทย์แผนไทยและผลิตภัณฑ์สำหรับการบำบัดและดูแลสุขภาพ นอกจากนั้นยังมีโซนสำหรับจัดแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่เป็น House Brand ของไอคอนคราฟต์ โซนเฉพาะสำหรับนักออกแบบรับเชิญที่จะเข้ามาจัดแสดงผลงานแบบหมุนเวียน โซนที่เปิดโอกาสให้ทุกคนสามารถเข้ามาร่วมสร้างสรรค์ผลงานได้ ภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดของศิลปินนักออกแบบผู้เชี่ยวชาญ เและโซนพิเศษอื่นๆ อีกมากมาย

นางปารีสา จาตนิลพันธุ์ ผู้อำนวยการอาวุโส บริษัท สยามพิวรรธน์ รีเทล โฮลดิ้ง จำกัด กล่าวว่า “ไอคอนคราฟต์จะเป็นเสมือน Multi-Brand Store ขนาดใหญ่ ที่รวบรวมงานนวัตศิลป์และงานคราฟต์ของคนไทยมานำเสนอในรูปแบบที่ทันสมัย โดยได้คัดเลือกผู้ประกอบการและศิลปินนักออกแบบทั้งรายใหม่และรายเดิมที่อยากจะเปลี่ยนภาพลักษณ์ใหม่ รวมไปถึงผู้ประกอบการและนักออกแบบจากหน่วยงานภาครัฐ อาทิ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงอุตสาหกรรม และศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ เข้ามาร่วมมือกับไอคอนสยามในด้านต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ทั้งการทำงาน การขาย การพัฒนาออกแบบผลิตภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์ ให้ดูทันสมัยและใช้งานได้จริง จึงเป็นการทำงานร่วมกันอย่างแท้จริงเพื่อสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ให้แก่วงการงานนวัตศิลป์และงานคราฟต์ของไทย”

“นอกเหนือจากจะจัดแสดงและจำหน่ายผลงานของช่างฝีมือไทยแล้ว ไอคอนคราฟต์ยังเปิดพื้นที่ Campus Zone ให้นักเรียนและนักศึกษาที่เรียนเกี่ยวกับงานออกแบบและงานช่างศิลป์ด้านต่างๆ ได้นำผลงานมาจำหน่าย พร้อมกับทดลองตลาดเพื่อนำไปปรับปรุงผลงานตลอดจนพัฒนาแนวทางการตลาดให้ดียิ่งขึ้น เป็นการสนับสนุนและบ่มเพาะอนาคตของชาติให้เติบโตเป็นผู้ประกอบการที่มีคุณภาพในอนาคต โดยในช่วงแรกได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยศิลปากรและสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง นำผลงานการออกแบบซึ่งเป็นงานวิทยานิพนธ์ที่มีความแปลกใหม่ และผ่านการคัดเลือกแล้วของทั้งสองสถาบันมาจัดแสดง ส่วนในอนาคต Campus Zone พร้อมเปิดพื้นที่ต้อนรับงานคราฟต์จากสถาบันการศึกษาอื่นๆ และผลงานจากทั่วโลกให้มาจัดแสดงที่นี่ด้วย” นางปารีสา กล่าว

นายดวงฤทธิ์ บุนนาค สถาปนิกผู้ออกแบบพื้นที่ไอคอนคราฟต์ กล่าวว่า “ไอคอนคราฟต์ตั้งอยู่บนพื้นที่ชั้น 4 และชั้น 5 ของไอคอนสยามฝั่งที่ติดแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นพื้นที่ขนาดใหญ่ที่โดดเด่นและมีความสำคัญมาก จึงมีแนวคิดที่จะทำให้เป็นเสมือนหัวแหวนที่ดึงดูดความสนใจของผู้คนที่มาเยือนไอคอนสยาม ภายใต้หัวใจสำคัญคือการออกแบบให้มีลักษณะและความรู้สึกแบบไทย แต่ก็มีความทันสมัยและอยู่ร่วมกับปัจจุบันได้อย่างกลมกลืน โดยได้นำรากของวัฒนธรรมและงานฝีมือมาใช้ในงานสถาปัตยกรรมในมุมมองแบบใหม่ ซึ่งเป็นมุมมองของสถาปนิก ที่แตกต่างไปจากมุมมองของนักออกแบบผลิตภัณฑ์ ทำให้สามารถถ่ายทอดเรื่องราวของงานคราฟต์ได้อย่างแปลกใหม่น่าสนใจ นอกจากนั้น ยังได้ผสมผสานกับแนวคิดการสร้างงานแบบ Authenticity มีความตรงไปตรงมาตั้งแต่ระดับโครงสร้าง คือสถาปัตยกรรมในไอคอนคราฟต์จะต้องสวยงามทั้งภายนอกและมีโครงสร้างที่เหมือนกันอยู่ด้านในด้วย ไม่ได้เป็นเพียงโครงธรรมดาที่ตกแต่งสวยงามเฉพาะด้านนอกเท่านั้น”

“ความพิเศษอีกอย่างหนึ่งคือการพัฒนาคอนเซ็ปต์การออกแบบไปพร้อมๆ กับไอคอนสยามแบบ co-evolve จนได้ภาพที่ชัดเจนร่วมกัน คือรูปทรงออร์แกนิกหรือรูปทรงที่เป็นธรรมชาติ ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากงานคราฟต์ของไทยที่มีเส้นโค้งและความอ่อนช้อย ดังนั้นในไอคอนคราฟต์จะเต็มไปด้วยเส้นโค้งที่ทำให้เกิดมุมมองแตกต่างกันออกไปเมื่อมองจากแต่ละมุม ให้ความรู้สึกว่าพื้นที่แต่ละส่วนเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา น่าตื่นเต้น และคาดเดาไม่ได้ว่าจะเห็นอะไรในมุมต่อๆ ไป อีกทั้งยังมีดีไซน์ของเครื่องมือที่ใช้ในงานคราฟ์ต่างๆ ผสมผสานสอดแทรกอยู่ในงานสถาปัตยกรรมด้วยวิธี abstract ไอคอนคราฟต์จึงเป็นพื้นที่บอกเล่าเรื่องราวของคนไทย ผ่านงานฝีมือของคนไทยซึ่งก้าวผ่านข้อจำกัดด้านวัฒนธรรมและเปี่ยมไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ ความสนุกสนาน ความร่าเริงแบบไทยๆ ซึ่งจะสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้มาเยี่ยมเยือนกลับไปสร้างสรรค์อะไรบางอย่างด้วยตัวเอง หรือต้องการเข้ามามีส่วนสัมผัสประสบการณ์การสร้างสรรค์ร่วมกัน” นายดวงฤทธิ์ กล่าว

.. ภาวิณี สันติศิริ ซึ่งให้เกียรติมาร่วมสร้างสรรค์ไอคอนคราฟต์ในฐานะ Art Director ผู้ควบคุมการตกแต่งภายใน กล่าวว่า “พื้นที่ทั้งหมดของไอคอนคราฟต์ได้รับการตกแต่งภายในใ ห้มีความเป็นไทยที่ผสมผสานความทันสมัยเอาไว้อย่างกลมกลืน เพื่อให้ดูร่วมสมัยและสอดรับกับวิถีชีวิตตลอดจนความสนใจของคนในยุคปัจจุบัน แต่ยังคงเอกลักษณ์ทางศิลปะและวัฒนธรรมของไทยเอาไว้ โดยได้หยิบยกอาชีพช่างสิบหมู่ส่วนหนึ่งมาเป็นแนวคิดและแรงบันดาลใจในการจัดสรรพื้นที่ สำหรับนำเสนอผลงานความคิดสร้างสรรค์ของช่างฝีมือไทย”

ม.ล. ภาวิณี กล่าวว่า “ในพื้นที่ทั้ง 7 โซนของไอคอนคราฟต์ จะมี Art Installation หรืองานศิลปะประจำโซน ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นตัวแทนในการบอกเล่าเรื่องราวความเป็นมา และภูมิปัญญาเบื้องหลังผลงานหรือผลิตภัณฑ์ในโซนนั้นๆ โดยไอคอนสยามได้รับเกียรติจากศิลปิน นักออกแบบที่มีชื่อเสียง หรือปรมาจารย์ทางด้านงานคราฟต์ มาร่วมสร้างสรรค์ Art Installation ทั้ง 7 ชิ้น ได้แก่ โซน The Smith โดยคุณ จิระเดช และคุณพรพิไล มีมาลัย เจ้าของรางวัล Asian Cultural Council Fellowship Awards New York ปี 2010 โซน The Painter โดยคุณพลอย จริยเวช นักเขียน นักแปล และนักออกแบบคอนเซ็ปต์ชื่อดัง โซน The Sculptor โดยคุณอุดม อุดมศรีอนันต์ เจ้าของรางวัล Grand Prize Award จากงาน Design of the Year 2004 โซน The Carpenter โดยคุณสุวรรณ คงขุนเทียน เจ้าของรางวัล Grand Prize Award จากงาน Design of the Year 2004 โซน The Weaver โดยคุณน้ำฝน ไล่สัตรูไกล นักออกแบบผู้เชี่ยวชาญการผสมผสานศิลปะ สิ่งทอ และแฟชั่นเข้าด้วยกัน เจ้าของรางวัล Design of the Year Award 2017 สาขา Textile Design โซน The Gastronomer โดย ผศ.เอกรัตน์ วงษ์จริต และโซน The Therapist โดยคุณสกุล อินทกุล ศิลปินนักจัดดอกไม้ชื่อดังระดับโลก และผู้ก่อตั้งพิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมดอกไม้”

ไอคอนคราฟต์จัดแสดงผลงานและจำหน่ายผลิตภัณฑ์กว่า 5,000 ชิ้น โดยช่างฝีมือไทยกว่า 300 ราย อาทิ แบรนด์ Angsa, Prem วัวลาย, Coth Studio, เบญจรงค์ ศ หลังสวน, homlom, เบญจเมธา, Sumphat, Doting, Thxful for Small mercies, AWA décor, Yano handicraft, Bhukram, Mathatra, บุญรัตน์ไทยคราฟท์, Borriboon Craft, Ayodhaya, SAIJAI RICE เมฆไอศครีม, หิว Hungre.he, Akha Ama Coffee, monsoon tea, เฌอ ชีวา, ภูโคลน, ยันต์, Maleeya Natural Product, WATAPO และ nuaynardhandcraft

ไอคอนคราฟต์ มีกำหนดเปิดให้บริการพร้อมไอคอนสยาม ในวันที่ 10 พฤศจิกายนนี้ โดยมีอีกหนึ่งไฮไลท์พิเศษคือ นิทรรศการ “สยามทำมือ” ซึ่งจะจัดแสดงต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 31 มกราคม 2562 ผลงานโดย คุณวิภู ศรีวิลาส ศิลปินไทยชื่อดังที่ประสบความสำเร็จในระดับสากล ใช้ชีวิตอยู่ในประเทศออสเตรเลียมานานกว่า 15 ปี และมีงานแสดงผลงานเซรามิคในหลายประเทศทั่วโลก

The Smith งานช่างทอง ช่างโลหะต่าง ๆ

 

The Painter งานลงสีลงยา งานเขียน วาดลวดลาย งานลงรักปิดทอง

 

The Sculptor งานปั้น

 

The Carpenter งานช่างไม้ ช่างแกะสลัก

 

The Weaver งานช่างทอ ช่างจักสาน

 

The Gastronomer งานปรุง งานสร้างสรรค์อาหาร

 

The Therapist

Page 1 of 4