Biz_CoverMagazine

User Rating: 0 / 5

Star InactiveStar InactiveStar InactiveStar InactiveStar Inactive

“เชาว์ สตีลฯ” ลั่นพร้อมเร่งผลิตเหล็กต้นน้ำตอบรับความต้องการหลังน้ำลด

“เชาว์ สตีล อินดัสทรี้” ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการฟื้นฟูประเทศจากเหตุการณ์อุทกภัย ซึ่งสร้างความเสียหายให้อาคารบ้านเรือน รวมถึงโรงงานอุตสาหกรรม และสาธารณูปโภคพื้นฐานจำนวนมาก ยันมีวัตถุดิบเพียงพอรองรับการผลิตเพิ่มเพื่อฟื้นฟูและทดแทนการนำเข้า โชว์ผลงานไตรมาส 3  ทำกำไรสุทธิ 38 ล้านบาท หนุน 9 เดือนแรกพลิกจากขาดทุน 17 ล้านมาเป็นกำไร 168 ล้านบาท

นายอนาวิล จิรธรรมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เชาว์ สตีล อินดัสทรี้ จำกัด (มหาชน) หรือ CHOW ผู้ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์เหล็กแท่งยาวรายใหญ่ของประเทศที่มี คุณภาพเป็นที่ยอมรับในระดับสากล เปิดเผยว่า ในฐานะที่บริษัท เป็นผู้ผลิตผลิตภัณฑ์เหล็กแท่งยาว ซึ่งถือเป็นอุตสาหกรรมเหล็กต้นน้ำที่สามารถนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ได้หลาย รูปแบบ เช่น เหล็กเส้นกลม (Round Bar) เหล็กข้ออ้อย (Deformed Bar) และนับเป็นวัสดุหลักที่ใช้ในการก่อสร้าง บริษัทจึงถือเป็นความรับผิดชอบอย่างหนึ่งที่จะมีส่วนช่วยเหลือประเทศในด้าน การฟื้นฟู ซ่อมแซม หรือสร้างใหม่ ด้วยการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพป้อนสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง ช่วยลดการนำเข้าเหล็กแท่งยาวจากต่างประเทศ

ปัจจุบันบริษัทได้เดินเครื่องจักรผลิตในช่วงเวลาที่มีความต้องการใช้ ไฟฟ้าต่ำ (Off-Peak Period) โดยใช้กำลังการผลิตจริงประมาณร้อยละ 60 ของกำลังการผลิตเต็มที่ (450,000 ตันต่อปี) และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณร้อยละ 75 – 80 หรือประมาณ 360,000 ตันต่อปี ในปี 2555 เพื่อไปทดแทนความต้องการในส่วนที่มีการนำเข้าเหล็กแท่งยาวจากต่างประเทศ และจากแนวโน้มความต้องการเหล็กที่คาดว่าจะสูงขึ้นนั้น บริษัทได้สั่งจัดหาวัตถุดิบและเร่งเดินเครื่องจักรผลิตสินค้าเพิ่มขึ้น เพื่อรองรับความต้องการเหล็กไปซ่อมแซมและฟื้นฟูสาธารณูปโภค และอาคารบ้านเรือน ที่เสียหายจากภาวะวิกฤติน้ำท่วมในครั้งนี้

“จริงๆ แล้ว หากผลิตทั้งกลางวัน กลางคืน บริษัทมีกำลังการผลิตเหล็กแท่งยาวรวมทั้งสิ้น 730,000 ตันต่อปี แต่ปัจจุบันเราผลิตเฉพาะช่วงกลางคืน ดังนั้นจึงไม่ห่วงเรื่องการผลิตเหล็กรองรับความต้องการของลูกค้า ซึ่งเราจะพยายามผลิตทดแทนการนำเข้า เพื่อลดการสูญเสียเงินตราออกไปต่างประเทศด้วย

นอกจากนี้หลังจากเหตุการณ์น้ำท่วมผ่านไป ความต้องการผลิตภัณฑ์เหล็กทุกชนิดเพื่อนำไปใช้ฟื้นฟูประเทศจะมีมากขึ้น และในฐานะที่เราเป็นผู้ผลิตเหล็กแท่งยาวที่เป็นอุตสาหกรรมเหล็กต้นน้ำ เราพร้อมผลิตสินค้าเพิ่มขึ้น เพื่อนำไปใช้แปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์เหล็กชนิดต่างๆ รองรับกับความต้องการนำไปใช้ก่อสร้างฟื้นฟูประเทศ และป้องกันไม่ให้เหล็กซึ่งถือเป็นสินค้าหลักที่ใช้ในการฟื้นฟูประเทศขาดแคลน ในยามที่มีความต้องการเพิ่มขึ้นอยู่ในขณะนี้” นายอนาวิล กล่าว

นายอนาวิล กล่าวต่อถึงผลประกอบการประจำไตรมาสที่ 3/2554 (กรกฎาคม-กันยายน)ว่าบริษัทมีกำไรสุทธิ 38.46 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 32.11 ล้านบาท หรือร้อยละ 505.67 จากปี 2553 ที่ทำได้ 6.35 ล้านบาท โดยมีกำไรต่อหุ้นที่หุ้นละ 0.06 บาท เพิ่มจากปี 2553 ที่ทำได้ 0.01 บาท/หุ้น

ส่งผลให้ผลประกอบการงวดสะสม 9 เดือน บริษัทมีกำไรสุทธิ 168.70 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 185.83 ล้านบาท หรือร้อยละ 1084.99 จากปี 2553 ซึ่งขาดทุน 17.13 ล้านบาท หรือกำไรต่อหุ้นที่หุ้นละ 0.28 บาท เพิ่มจากปี 2553 ที่ขาดทุน 0.03 บาท/หุ้น เนื่องจากได้รับผลกระทบต่อเนื่องจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจจากวิกฤต แฮมเบอร์เกอร์

ทั้งนี้ผลประกอบการที่เพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่นทั้งงวดไตรมาสที่ 3/2554 และงวดสะสม 9 เดือน เป็นผลมาจากที่บริษัทมีรายได้เพิ่มขึ้น ตามความต้องการใช้เหล็กที่เพิ่มขึ้นจากการขยายตัวของเศรษฐกิจ และโครงการก่อสร้างต่างๆ ของทั้งภาครัฐและเอกชน

นอกจากนี้ บริษัทได้มีการขยายฐานลูกค้าเพิ่มมากขึ้น ประกอบกับราคาขายเฉลี่ยของเหล็กแท่งยาวได้ปรับเพิ่มสูงขึ้นประมาณร้อยละ 14 เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปี 2553  จึงช่วยทำให้รายได้จากการขายเหล็กแท่งยาวเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 57 โดยในไตรมาสที่ 3/2554 บริษัทมีรายได้รวม 1,464.30 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 422.44 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตราการเติบโตร้อยละ 40.55 จากปี 2553 ที่ทำได้ 1,041.85 ล้านบาท และบริษัทมีค่าใช้จ่ายรวม 1,395.26 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 387.06 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตราการเติบโตร้อยละ 38.39 จากปี 2553 ซึ่งอยู่ที่ 1,008.20 ล้านบาท

ในขณะที่งวดสะสม 9 เดือน บริษัทมีรายได้รวม 4,254.18 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2553 1,539.74 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตราการเติบโตที่ร้อยละ 56.72 จากปี 2553 ที่ทำได้ 2,714.44 ล้านบาท โดยมีค่าใช้จ่ายรวม 3,991.52  ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2553 ซึ่งอยู่ที่ 1,337.99 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตราการเติบโตร้อยละ 50.42 จากปี 2553 ซึ่งอยู่ที่ 2,653.53 ล้านบาท

“จะเห็นว่าบริษัทมีอัตราการเติบโตของรายได้สูงขึ้น ในขณะที่ค่าใช้จ่ายเติบโตในอัตราที่ต่ำกว่า จากการควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ จึงทำให้ผลประกอบการของทั้งงวดไตรมาสที่ 3 และงวดสะสม 9 เดือนในปี 2554 เติบโตได้อย่างโดดเด่นดังกล่าว”นายอนาวิลกล่าว

ด้านแนวโน้มผลประกอบการในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ บริษัทยังมั่นใจว่าจะเติบโตได้อย่างโดดเด่น เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2553 ถึงแม้ว่าในปีนี้ประเทศไทยประสบอุทกภัยครั้งใหญ่ แต่เนื่องจากการส่งมอบสินค้ายังทำได้อย่างต่อเนื่อง นอกจากนั้น ยังมีคำสั่งซื้อใหม่ๆ เข้ามาเพิ่มเติมด้วย โดยขณะนี้มีคำสั่งซื้อรอการส่งมอบยาวถึงเดือนธันวาคมแล้ว  ดังนั้นจึงมั่นใจว่าในปี 2554  บริษัทจะผลักดันรายได้ให้มากกว่า  5,000 ล้านบาท ตามเป้าหมายที่วางไว้ได้ เนื่องจากเพียง 9 เดือนแรกของปีบริษัทสามารถทำได้แล้วถึง 4,254.18 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 85.08 ของเป้าหมายดังกล่าวแล้ว

ส่วนในปี 2555 เชื่อว่าอุตสาหกรรมเหล็กยังเติบโตได้ดี มีทิศทางขยายตัวได้อย่างต่อเนื่องจากปี 2554  จากการที่ประเทศไทยยังเป็นผู้นำเข้าสุทธิ  Billet ทำให้บริษัทสามารถขยายตัวเพิ่มขึ้น โดยเข้าไปทดแทนส่วนแบ่งทางด้านการตลาดของเหล็กนำเข้า  จากความได้เปรียบด้านต้นทุนการขนส่ง การส่งมอบให้กับลูกค้าได้ตรงเวลา ซึ่งทำให้ลูกค้าสามารถบริหารจัดการ inventory ได้ง่ายขึ้น โดยไม่ต้องสั่งสินค้าล็อตใหญ่เหมือนการนำเข้า อีกทั้งมีการทำการตลาดกับลูกค้ารายใหม่เพิ่มเติม นอกเหนือจากยอดการสั่งซื้อของลูกค้าเก่าที่คาดว่าจะสูงขึ้นเช่นกัน

นอกจากนั้น ยังมีปัจจัยบวกอื่นๆ เข้ามาช่วยสนับสนุนด้วย อาทิ  การขับเคลื่อนโครงการเมกะโปรเจคต่างๆ ของภาครัฐ  ขณะเดียวกันภายหลังสถานการณ์อุทกภัย ยังก่อให้เกิดความต้องการใช้เหล็กเพื่อฟื้นฟู ซ่อมแซมโครงสร้างต่างๆ  เช่น ที่อยู่อาศัย อาคารพาณิชย์ สะพาน เขื่อน และทางยกระดับ เพิ่มขึ้นซึ่งเอื้อต่อการเติบโตของยอดขายเหล็กแท่งยาว (Steel Billet) ของบริษัทให้เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

อนึ่งบริษัทเชาว์ สตีล อินดัสทรี้ จำกัด (มหาชน) ดำเนินธุรกิจเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายเหล็กแท่งยาว (Billet) ตามมาตรฐานอุตสาหกรรมไทย ซึ่งได้เริ่มดำเนินการผลิตตั้งแต่ปี พ.ศ. 2548 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อตอบสนองความต้องการในอุตสาหกรรมต่อเนื่องที่มีความ ต้องการใช้เหล็กแท่งยาวภายในประเทศ เพื่อนำไปผ่านกระบวนการเป็นผลิตภัณฑ์เหล็กทรงยาวชนิดต่าง ๆ ได้แก่ เหล็กเส้น เหล็กข้ออ้อย เหล็กลวด และเหล็กรูปพรรณทรงยาว ปัจจุบันบริษัทมีกำลังการผลิตเหล็กแท่งทรงยาวสูงสุดจำนวนประมาณ 730,000 ตันต่อปี

บริษัทเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านเทคนิคและการบริหารจัดการที่ดี ได้รับการยอมรับ และได้รับความไว้วางใจ และได้มีการกำหนดเป้าหมายทางธุรกิจที่จะพัฒนาองค์กรไปสู่              ความทันสมัยเป็นผู้นำในการผลิตเหล็กที่สามารถแข่งขันได้ทั้งในประเทศและใน ระดับสากล ด้วยการควบคุมและคัดเลือกในทุกขั้นตอนการผลิต ดังนั้นผลิตภัณฑ์ของบริษัทจึงมีคุณภาพสูงสุด ตามมาตรฐานอุตสาหกรรมไทย และสอดคล้องกับความต้องการของลูกค้า

นอกจากนี้บริษัทยังได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO 9001 และคาดว่าได้รับรองมาตรฐาน ISO 14001 และTIS/OHSAS 18001 ในระยะเวลาอันใกล้นี้ นอกเหนือไปจากการผลิตเหล็กแท่งยาวแล้ว บริษัทยังเป็นตัวแทนจำหน่าย เหล็กเส้น เหล็กข้ออ้อย และเหล็กลวดให้กับบริษัทลูกค้าอีกด้วย

คุณอนาวิล จิรธรรมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท เชาว์ สตีล อินดัสทรี้ จำกัด (มหาชน) หรือ CHOW ปัจจุบันอายุ 33 ปี จากครอบครัวเล็กๆ ที่ย้ายถิ่นฐานจากฮ่องกงมาปักหลักในประเทศไทย ตั้งแต่เมื่อครั้งเป็นเด็กน้อยวัยเพียง 5 ขวบ ที่มีคุณพ่อเป็นแบบอย่างในการทำงาน จนเริ่มทำงานครั้งแรกตั้งแต่อายุ 17 ปี และเริ่มก่อตั้งธุรกิจในรูปบริษัทเป็นครั้งแรกเมื่อปี 2541 ขณะที่มีอายุเพียง 20 ปี โดยเริ่มจากธุรกิจผลิตเสื้อผ้ากันหนาวไหมพรม ส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกาและแถบยุโรป ก่อนจะผันตัวเองเข้าสู่ธุรกิจเหล็ก เนื่องจากชอบลงทุน และมักจะมองหาโอกาสใหม่ๆ อยู่เสมอ

จุดพลิกผันจากธุรกิจเสื้อผ้ากันหนาว ซึ่งขณะนั้นนับได้ว่าอิ่มตัวแล้ว มาจากการมีโอกาสเข้าเยี่ยมชมโรงงานผลิตเหล็กในกลุ่มเครือญาติที่ประเทศจีน ทำให้คุณอนาวิลกลับมาศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ และจากการศึกษาข้อมูลย้อนหลัง 10 ปี พบว่า ประเทศไทยมีการนำเข้าเหล็กในอัตราที่เพิ่มขึ้นทุกปี จนมูลค่านำเข้าสูงถึง 20,000 ล้านบาท ขณะที่การแข่งขันของตลาดในประเทศมีความต้องการใช้สินค้าเหล็กประเภทนี้ค่อน ข้างสูง ทำให้มองเห็นโอกาสทางธุรกิจและยังช่วยลดการเสียดุลการค้าให้กับประเทศ จึงได้ทำการศึกษาธุรกิจอย่างจริงจังก่อนจะลงทุน

หลักการบริหาร

บริหารงานอย่างผู้บริหารรุ่นใหม่ เป็นมืออาชีพ คิดเป็นระบบ กระจายอำนาจ เปิดโอกาสให้ทุกคนได้มีโอกาสแสดงความคิดเห็น ทำงานอยู่บนพื้นฐานของหลักการกับดูแลกิจการที่ดี  และพร้อมปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

User Rating: 0 / 5

Star InactiveStar InactiveStar InactiveStar InactiveStar Inactive

เอ.วี.เอ็น ชูรถขุด HYUNDAI การลงทุนที่คุ้มค่าตอบโจทย์ลูกค้า

เอ.วี.เอ็น มอเตอร์เวอคส์ รับกระแสเกาหลีมาแรง ส่งรถขุดไฮโดรลิค HYUNDAI บุกตลาดเต็มพิกัด ชูคอนเซ็ปต์ “การลงทุนที่คุ้มค่า” มัดใจลูกค้า ลั่นแนวโน้มธุรกิจปีนี้สดใส ยิ้มรับช่วงพีคการขายพร้อมตั้งเป้าโกยรายได้เพิ่มจากปีที่ผ่านมา 100% มั่นใจตัวเลขพุ่งเป้าด้วยหลักการบริหารที่มีประสิทธิภาพ“การเข้าถึงลูกค้า” และแผนการตลาด 3 แนวทางหลัก

นายชาญ  ชัยเจริญสุขเกษม  ประธานกรรมการ และนายอภิชาติ ชัยเจริญสุขเกษม กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ.วี.เอ็น มอเตอร์เวอคส์ จำกัด  ผู้จัดจำหน่ายรถขุดไฮโดรลิคภายใต้แบรนด์ “HYUNDAI” และรถตักหน้าขุดหลังภายใต้แบรนด์ ”TEREX” เปิดเผยว่า บริษัทเป็นดีลเลอร์รถขุดไฮโดรลิคแบรนด์ HYUNDAI มาเป็นเวลายาวนานถึง 18 ปีแล้ว โดยในระยะแรกกระแสตอบรับยังไม่ดีเท่าที่ควร  เนื่องจากสินค้าของ HYUNDAI ค่อนข้างจะผูกติดกับรถยนต์และเมื่อรถยนต์มีปัญหาจึงส่งผลกระทบต่อ บริษัทอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  ประกอบกับในช่วงเวลาดังกล่าวบริษัทต้องเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจอีกด้วย

อย่างไรก็ตามในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ยอดขายของบริษัทกระเตื้องขึ้นเป็นอย่างมาก เนื่องจากกระแสเกาหลีที่มาแรงทั่วโลกและประเทศไทยมีการยอมรับความเป็นเกาหลี เพิ่มมากขึ้น โดยวัฒนธรรมเกาหลีค่อนข้างหลั่งไหลเข้ามามาก ประกอบกับสินค้าจากประเทศญี่ปุ่นและยุโรปค่อนข้างมีราคาแพง แต่ในส่วนของสินค้าของ HYUNDAI จะมีราคาอยู่ในระดับปานกลาง โดยจะมีราคาถูกกว่าแบรนด์อื่น ๆประมาณ  30-40%

“ปัจจุบันมีลูกค้าหลายราย แม้กระทั่งผู้รับเหมาตั้งแต่ขนาดกลางจนถึงขนาดใหญ่อยากจะลองใช้สินค้าของเรา ซึ่งเราจะพรีเซ็นต์กับลูกค้าว่ารถขุด HYUNDAI  จะเน้นเรื่องการลงทุน ไม่เน้นอิมเมจเพราะรถประเภทนี้เจ้าของไม่ได้ขับ ให้ประหยัดเงินไปซื้อในสิ่งที่อยากได้จะดีกว่า  ซึ่งทำให้เกิดกระแสว่าซื้อทำไมรถแพง ๆ ซื้อรถ HYUNDAI ดีกว่า ตนอยากให้ลูกค้ามองในแง่ของการลงทุนที่คุ้มค่า เพราะสินค้าของเรามีราคาไม่แพงและลูกค้าที่ซื้อเป็นเงินผ่อนก็จะผ่อนหมดก่อน เมื่อเทียบกับยี่ห้ออื่น ๆ ในระยะยาวจะคุ้มค่ามากกว่า”นายอภิชาติกล่าว

นายอภิชาติกล่าวต่อถึงการดำเนินธุรกิจในปีนี้ว่า จะมีแนวโน้มดีขึ้นอย่างแน่นอน เนื่องจากบริษัทค่อนข้างที่จะสกรีนกลุ่มลูกค้า โดยลูกค้าของบริษัทจะเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อตั้งแต่ระดับกลางจนถึงระดับบน ซึ่งจะช่วยลดปัญหาในเรื่องของการเก็บเงินจากลูกค้าได้เป็นอย่างดี รวมทั้งในช่วงครึ่งปีหลังเมื่อหมดจากช่วงฤดูฝนซึ่งเป็นช่วงที่ทำให้สินค้า ของบริษัทรวมทั้งธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ค่อนข้างชะลอพอสมควร ก็จะเริ่มเข้าสู่ช่วงการขายคือตั้งแต่เดือนกันยายนของปีนี้จนถึงเดือน พฤษภาคมของปีหน้า โดยจะเป็นช่วงที่พีคที่สุดของบริษัท ทั้งนี้ จากแนวโน้มของธุรกิจที่คาดว่าจะมีการปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นบริษัทจึงได้ตั้งเป้ารายได้ในปีนี้เพิ่มอีก 100%  จากปีที่ 2553 ที่มียอดขายประมาณ 300 ล้านบาทหรือมียอดขายอยู่ที่ประมาณ 600 ล้านบาท

“ตนมีความมั่นใจว่าจะเป็นไปตามเป้าหมายที่คาดไว้อย่างแน่นอน เพราะตอนนี้ผู้รับเหมาหลายรายเริ่มพูดกันปากต่อปากถึงสินค้าของเรา และเรารู้ว่าบริษัทของเรายังเล็กอยู่ มีอะไรที่ทำให้ลูกค้ามั่นใจ เราก็จะเข้าไปหาลูกค้าโดยตรง และเข้าไปแบบเล็กไม่ใช่เข้าไปเบ่งว่าตัวเองใหญ่ ซึ่งแนวทางนี้คุณพ่อจะสอนมาโดยตลอดว่ามีอะไรให้ออกไปสัมผัสลูกค้าโดยตรงและ ตนก็รับมาปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง บางครั้งการออกไปพบลูกค้าอาจไม่ได้ไปขายแต่ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าเราให้ เกียรติเขาและเขาก็ให้เกียรติเรา ส่วนใหญ่ตนจะไปพูดคุยพบปะสังสรรค์มากกว่าเพื่อให้เกิดความผูกพันและเป็นพรรค พวกกัน ลูกค้าก็จะช่วยเหลือเราเอง และการเข้าถึงลูกค้าจะเป็นหัวใจหลักในการทำธุรกิจของบริษัท”นายอภิชาติกล่าว

ด้านแผนการตลาดเพื่อผลักดันให้ยอดขายเข้าสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้ บริษัทได้วางแนวทางไว้ดังนี้

1.จะเน้นเรื่องบริการหลังการขายเป็นหลัก เนื่องจากสินค้าของบริษัทเป็นสินค้าที่ค่อย ๆไต่ระดับในปัจจุบัน ซึ่งคำถามของลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องของความมั่นใจว่าบริษัทจะมีอะไหล่ หรือบริการหลังการขายหรือไม่ ดังนั้นบริษัทจึงได้สร้างความมั่นใจให้แก่ลูกค้า โดยจะมีการรับประกันคุณภาพสินค้าเพิ่มเป็นสองเท่าคือเพิ่มจาก 1ปีเป็น 2  ปี หรือดัลเบิ้ลการันตี ซึ่งจะทำให้ลูกค้ามั่นใจว่าสินค้าของบริษัทมีคุณภาพอย่างแท้จริง

2.การจัดอีเว้นท์เพื่อพาลูกค้าไปเยี่ยมชมโรงงานที่ประเทศเกาหลี ล่าสุดบริษัทได้พาลูกค้าที่ซื้อรถขุดฯ HYUNDAI ไปดูโรงงานและอู่ต่อเรือที่ใหญ่ที่สุดในโลกร่วมกัน ซึ่งลูกค้าทุกรายรู้สึกดีมาก ทั้งนี้เมื่อลูกค้าได้เห็นศักยภาพโรงงานเมื่อกลับมาก็จะมีการสั่งซื้อสินค้า เพิ่มและมีการบอกแบบปากต่อปากเพื่อช่วยเหลือกัน ยกตัวอย่างเช่น ลูกค้าบางรายบอกว่าในอนาคตหากต้องการจะซื้อรถขุดเพิ่มก็จะซื้อจากบริษัท แต่ในตอนนี้หากมีลูกค้าที่อยากซื้อรถขุด HYUNDAI และอยากทดลองใช้รถก็ให้มาทดลองใช้รถของเขาก่อน จะทำให้รู้ว่าการทำงานจริงเป็นอย่างไร เป็นต้น โดยสิ่งที่บริษัทได้รับกลับมาจะเป็นสิ่งที่คุ้มค่ามากกว่าเงินที่จ่ายไป

3.การเพิ่มศูนย์กระจายอะไหล่ของบริษัทเองเพื่อเสริมศักยภาพของศูนย์ บริการหลังการขาย ปัจจุบันศูนย์บริการหลังการขายของบริษัทจะเป็นพันธมิตรทางการค้าหรือเป็นดี ลเลอร์ของบริษัท สำหรับศูนย์บริการหลังการขายหลักจะตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ ส่วนต่างจังหวัดจะมีประมาณ 5 แห่งตามหัวเมืองใหญ่ ๆทั่วประเทศ คาดว่าภายในสิ้นปีนี้จะสามารถเพิ่มศูนย์กระจายอะไหล่ได้ประมาณ 2-3 ศูนย์

User Rating: 0 / 5

Star InactiveStar InactiveStar InactiveStar InactiveStar Inactive

กุลธรเคอร์บี้ประกาศศักยภาพผู้นำการผลิตมอเตอร์คอมเพรสเซอร์

กุลธรเคอร์บี้ ชู QCD ตอบโจทย์ความสำเร็จ 3 ทศวรรษ ระบุแนวโน้มธุรกิจสดใสมีโอกาสขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ตั้งเป้าโตเพิ่มจากปีที่ผ่านมาอีก 10% พร้อมฝากถึงภาครัฐให้ดูแลเรื่องค่าเงินบาทเพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งระดับโลก

นายสุรพร สิมะกุลธร กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท กุลธรเคอร์บี้ จำกัด (มหาชน)เปิดเผยว่า  สินค้าของบริษัทไม่ได้จำหน่ายให้แก่ประชาชนทั่วไปแต่จะจำหน่ายให้แก่ OEM คือบริษัทผู้ผลิตตู้เย็นและเครื่องปรับอากาศ เพราะฉะนั้นลูกค้าของบริษัทจึงมีเพียงไม่มากรายนัก โดยจะเป็นบริษัทที่มีชื่อเสียงชั้นนำระดับโลกและส่วนใหญ่จะเป็นบริษัทต่าง ประเทศ อาทิ ญี่ปุ่น อเมริกา เกาหลี จีน ASEAN และลูกค้าแถบตะวันออกกลาง เป็นต้น ซึ่งเราส่งออกประมาณ 70% ของยอดขายในแต่ละปี

สำหรับหลักการบริหารงานที่มีประสิทธิภาพและได้ดำเนินการมาตลอดมาอย่างต่อ เนื่องและส่งผลให้บริษัทประสบความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจที่ยาวนานมาถึง  3  ทศวรรษคือ เรายึดหลักการ  QCD  ซึ่ง              Q (QUALITY) หมายถึง คุณภาพสินค้า C (COST) หมายถึงราคาที่สามารถแข่งขันได้ ส่วน D (DELIVERY )  หมายถึงการส่งมอบสินค้าที่ตรงต่อเวลา

“หากเรามีคุณภาพสินค้าที่ดีแล้วแต่ราคาแพงลูกค้าก็จะไม่ซื้อของเรา โดยราคาจะต้องแข่งขันได้ และการส่งมอบสินค้าให้แก่ลูกค้าก็จะต้องตรงต่อเวลา เพราะว่าลูกค้าส่วนใหญ่จะไม่ค่อยชอบเก็บวัตถุดิบหรือชิ้นส่วนไว้เป็นระยะ เวลานานเพราะเป็นเงินทั้งสิ้น  สมมุติว่าลูกค้าต้องการสินค้าวันนี้และต้องการให้เราส่งมอบให้วันนี้ เราก็ต้องตอบสนองความต้องการลูกค้าให้ได้ทันทีตามที่ต้องการ เมื่อเราทำได้ครบ 3  อย่างแล้วลูกค้าก็จะเกิดความไว้เนื้อเชื่อใจเรา  นอกจากนี้เรายังจะเน้นเรื่องการบริการหลังการขาย  หากลูกค้ามีปัญหาบริษัทจะต้องรีบเข้าไปช่วยแก้ไข ซึ่งบางครั้งอาจมีปัญหามากแต่ถ้าเราสามารถตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว ลูกค้าก็จะเกิดความไว้วางใจเราเช่นกัน”นายสุรพรกล่าว

นายสุรพรกล่าวต่อว่า บริษัทสามารถดำเนินการตามหลักการที่กำหนดไว้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากมีทีมงานที่ดี ซึ่งไม่ใช่ว่ามีนโยบายที่ดีแล้วการทำงานจะประสบความสำเร็จและมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้บริษัทมีทีมงานที่ทำงานกับบริษัทมานาน ส่งผลให้การพัฒนาองค์กรเกิดความพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และนอกจากจะมีทีมงานที่ดี มีนโยบายที่ดีแล้ว การทำงานจะประสบความความสำเร็จได้จะต้องทุ่มเททั้งชีวิตและจิตใจ ไม่ใช่ทำแบบเล่น ๆจะต้องมีความรักในงานที่จะทำ ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับทั้งผู้นำองค์กรทีมงานบริหารและพนักงาน ลูกจ้าง  นอกจากนี้บริษัทยังมีสโลแกนหรือคำขวัญสำหรับพนักงานคือ  PRODUCTION  WITH QUALITY & SAFETY  ซึ่งหมายถึงประสิทธิภาพ  คุณภาพและปลอดภัย

จากหลักการบริหารดังกล่าวจึงส่งผลให้บริษัทสามารถขยายกิจการได้มากว่าที่ ผู้ถือหุ้นคาดหมายไว้ เนื่องจากครั้งแรกบริษัทได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากคณะกรรมการส่งเสริมการ ลงทุนหรือบีโอไอเมื่อกว่า 30 ปีที่ผ่านมานั้นเพื่อทดแทนการนำเข้า  แต่ปัจจุบันบริษัทสามารถส่งออกสินค้าได้ 70% ทั่วโลก สำหรับการส่งออกของบริษัทจะมี 2 ประเภทประกอบด้วย 1.ส่งออกทางตรงคือ การส่งออกมอเตอร์คอมเพรสเซอร์ไปต่างประเทศเพื่อให้ผู้ผลิตนำไปประกอบเป็นตู้ เย็นหรือเครื่องปรับอากาศ  2.ส่งออกทางอ้อม คือผู้ผลิตในประเทศใช้มอเตอร์คอมเพรสเซอร์ของบริษัทผลิตเป็นตู้เย็นหรือ เครื่องปรับอากาศและนำไปส่งออก

“แต่เดิมบริษัทแม่ คือ “กุลธรเอนจีเนียริ่ง”  เราเป็นตัวจำหน่ายของ Tecumseh จากประเทศสหรัฐอเมริกามาตั้งแต่ปี พ.ศ.  2508 และเมื่อรัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมการลงทุนในการผลิตมอเตอร์คอมเพรสเซอร์ ในประเทศไทย  เราจึงไปขอ  license ของ Tecumseh และนำเทคโนโลยีมาใช้ในการผลิต  ทั้งนี้ Tecumseh เป็นบริษัทที่มีชื่อเสียงทั่วโลกแต่ในระยะแรกได้ให้อาณาเขตส่งออกให้แก่เรา แถบ ASEAN เท่านั้นเพราะฉะนั้นในระยะแรกๆ เราจึงส่งออกได้น้อย แต่เมื่อเราหมดสัญญากับ Tecumseh เมื่อปี พ.ศ. 2547  เราจึงได้ขยายกิจการมากขึ้นและสามารถส่งออกได้ทั่วโลก”นายสุรพรกล่าว

นายสุรพรกล่าวต่อว่าถึงแนวทางการดำเนินธุรกิจในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี นี้ว่า  ปัจจุบันการผลิตมอเตอร์คอมเพรสเซอร์นับเป็นอุตสาหกรรมที่มีความจำเป็น เพราะเครื่องปรับอากาศหรือตู้เย็นเป็นสิ่งอำนวยความสะดวกสบายในการดำรง ชีวิต  ดังนั้นจึงนับได้ว่าเป็นธุรกิจที่มีอนาคต ปัจจุบันยอดจำหน่ายตู้เย็นทั่วโลกจะอยู่ที่ประมาณ 130 ล้านเครื่องต่อปี  ส่วนยอดจำหน่ายเครื่องปรับอากาศที่ใช้ในบ้านในปี 2553 ที่ผ่านมานั้นประมาณ  90 ล้านเครื่อง

สำหรับแนวโน้มการเติบโตโดยรวมของตู้เย็นและเครื่องปรับอากาศทั่วโลกจะ อยู่ที่ 5 % ต่อปีซึ่งจะขยายตัวตามจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น  โดยในปี พ.ศ. 2554 จำนวนประชากรทั่วโลกมีประมาณ  7,000 ล้านคน และคาดว่าในปี พ.ศ. 2566-67 จำนวนประชากรทั่วโลกจะเพิ่มเป็น 8,000 ล้านคน ดังนั้นอุตสาหกรรมการผลิตมอเตอร์คอมเพรสเซอร์จึงมีโอกาสเติบโตและขยายตัวได้ อีกมาก

ส่วนกลยุทธ์ที่บริษัทใช้ในการทำการตลาดคือ  QCD  เช่นเดียวกับหลักการบริหารงาน โดยสินค้าจะต้องมีคุณภาพ  ราคาจะต้องแข่งขันได้ รวมทั้งการส่งมอบสินค้าที่รวดเร็วและตรงต่อเวลา ทั้งนี้บริษัทได้วางเป้าหมายในการดำเนินธุรกิจในปี 2554 ให้มีอัตราการเจริญเติบโตเพิ่มจากปี 2553 ที่ผ่านมาประมาณ 10%  อย่างไรก็ตามการทำการตลาดไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากผู้ประกอบการเป็นจำนวนมากเข้ามาสู่ธุรกิจนี้  ส่งผลให้การแข่งขันสูง ประกอบกับบริษัทได้รับผลกระทบจากค่าเงินบาทแข็งประมาณ 35% ทำให้รายได้จากการส่งออกลดลงมาก

ด้านแนวทางเพื่อผลักดันให้อัตราการเจริญเติบโตเข้าสู่เป้าหมาย บริษัทได้กำหนดไว้ดังนี้  1. การขยายฐานลูกค้าให้เพิ่มมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่นจากเดิมที่มีลูกค้าทั่วโลกประมาณ 110 ประเทศ จะต้องเพิ่มลูกค้าให้เป็น 120  ประเทศ เป็นต้น เพราะหากไม่มีการขยายฐานลูกค้าบริษัทก็จะไม่เติบโต  2.บริษัทมีบริษัทในเครือเพื่อรองรับการขยายตัวทางธุรกิจและตอบสนองความต้อง การของลูกค้าทั้งในและต่างประเทศ

ปัจจุบันสัดส่วนการผลิตสินค้าของบริษัทจะผลิตตู้เย็นมากกว่าเครื่องปรับ อากาศ โดยมีกำลังการผลิตตู้เย็นจาก 2 โรงงานคือโรงงาน  บมจ.กุลธรเคอร์บี้และบจก กุลธร พรีเมียร์ประมาณกว่า 8 ล้านเครื่องต่อปี ส่วนเครื่องปรับอากาศจะมีกำลังการผลิต 1.2 ล้านเครื่องต่อปี

นายสุรพรกล่าวต่อถึงสิ่งที่อยากให้ภาครัฐเข้ามาส่งเสริมเพื่อเพิ่ม ศักยภาพการแข่งขันว่า 1.อยากให้ภาครัฐดูแลเรื่องค่าเงินบาทแข็งมากไป  ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำลายขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยที่ใช้ วัตถุดิบในประเทศเกือบ 100%  โดยตนคิดว่าค่าเงินบาทที่เหมาะสมและสามารถแข่งขันได้น่าจะอยู่ที่ระดับ 34-36  บาท/ดอลล่าร์สหรัฐ (ซึ่งแต่เดิมเมื่อ 4-5 ปี ก่อนนั้นอยู่ที่ 40 บาทต่อ 1 USD)  ซึ่งจะเป็นจุดที่ทำให้ประเทศไทยสามารถแข่งขันกับนานาประเทศได้ ส่วนเรื่องที่ 2. คืออยากให้ภาครัฐดูแลในเรื่องนโยบายการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 300 /วัน เนื่องจากส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการโดยเฉพาะบริษัทขนาดเล็ก เช่น  SMEs   เป็นอย่างมาก

“ตนไม่ได้หมายความว่าจะให้ค่าเงินบาทอ่อนตัวกลับไปอยู่ที่ระดับ 40 บาท/ดอลล่าร์สหรัฐ เพราะเราต้องซื้อ (นำเข้า)พลังงานเยอะ แต่หมายความว่ารัฐจะต้องดูแลค่าเงินบาทในส่วนของการนำเข้าไม่ให้อ่อนมากเกิน ไป ส่วนด้านการส่งออกก็ไม่ให้ค่าเงินบาทแข็งจนเกินไป ซึ่งควรจะอยู่ที่ 34-36 บาท/ดอลล่าร์สหรัฐ หากค่าเงินบาทอยู่ในระดับนี้ไม่ใช่เรื่องยากที่บริษัทจะโต 10% ถึงแม้ว่าเราจะต้องไปสู้กับอีกหลายสิ่งหลายอย่างที่หนักหนาสาหัสพอสมควร”นาย สุรพรกล่าว

บริษัท กุลธรเคอร์บี้ จำกัด (มหาชน)เป็นผู้ผลิตมอเตอร์คอมเพรสเซอร์ชั้นนำแบบลูกสูบเป็นรายแรกของประเทศ ไทย โดยจดทะเบียนก่อตั้งเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2523 ซึ่งมีทุนจดทะเบียนเริ่มต้นที่ 50 ล้านบาท และได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2534 และได้แปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนภายใต้ชื่อ บริษัท กุลธรเคอร์บี้ จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2537

 

บริษัท กุลธรเคอร์บี้ จำกัด (มหาชน)ได้จัดตั้งโรงงานผลิตมอเตอร์คอมเพรสเซอร์ที่ทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่ง ในโลก  ณ นิคมอุตสาหกรรมลาดกระบังและได้ทำพิธีเปิดโรงงานเมื่อวันที่ 13 มกราคม 2525 เพื่อผลิตและจำหน่ายมอเตอร์คอมเพรสเซอร์แบบลูกสูบ (Reciprocating Compressor) สำหรับใช้กับเครื่องทำความเย็น เช่น ตู้เย็น ตู้แช่ ตู้ทำน้ำเย็น ตู้เย็นเชิงพาณิชย์และเครื่องปรับอากาศเป็นสินค้าหลัก และทำการผลิต Condensing Unit สำหรับใช้กับระบบทำความเย็นในเชิงพาณิชย์ (Commercial Refrigeration) รวมทั้งชิ้นส่วนมอเตอร์คอมเพรสเซอร์และชิ้นส่วนมอเตอร์ไฟฟ้าและในวันที่ 13 มกราคม 2555  บริษัท กุลธรเคอร์บี้ จำกัด (มหาชน)จะครบรอบ 30 ปีของการเปิดตัวโรงงานผลิตมอเตอร์คอมเพรสเซอร์ดังกล่าว

ปัจจุบันบริษัท กุลธรเคอร์บี้ จำกัด (มหาชน)มีบริษัทย่อย 6 แห่ง คือ 1. บริษัท กุลธรเคอร์บี้เฟาน์ดรี่ จำกัด ผลิตชิ้นส่วนเหล็กหล่อ (Quality Casting) สำหรับใช้ในอุตสาหกรรมผลิตมอเตอร์คอมเพรสเซอร์และ ยานยนต์ 2. บริษัท กุลธรพรีเมียร์ จำกัด ผลิตมอเตอร์คอมเพรสเซอร์แบบลูกสูบ รวมทั้งชิ้นส่วนเหล็กหล่อ 3.บริษัท กุลธร สตีล จำกัด ประกอบกิจการตัดและแปรรูปโลหะแผ่นเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมผลิตมอเตอร์ คอมเพรสเซอร์ มอเตอร์ไฟฟ้าและอื่นๆ

4. บริษัท กุลธรแมททีเรียลส์แอนด์คอนโทรลส์ จำกัด  ผลิตและจำหน่ายลวดทองแดงอาบน้ำยา และเครื่องควบคุมอุณหภูมิสำหรับใช้กับเครื่องปรับอากาศและตู้เย็น  5. บริษัท กุลธรเมททัลโปรดักส์ จำกัด ผลิตและจำหน่ายชิ้นส่วนโลหะอัดขึ้นรูป และรับจ้างเจาะ กลึง และชุบเคลือบผิวโลหะ ซึ่งเป็นชิ้นส่วนหลักที่ใช้ในการผลิตคอมเพรสเซอร์และชิ้นส่วนรถยนต์  6.บริษัท ซูโจว กุลธร แมตเน็ต ไวร์  จำกัด (ประเทศจีน)  ผลิตและจำหน่ายลวดทองแดงอาบน้ำยาสำหรับใช้กับมอเตอร์คอมเพรสเซอร์  ทั้งนี้การประกอบกิจการของบริษัท กุลธรเคอร์บี้ จำกัด (มหาชน)และบริษัทย่อยทุกแห่งอยู่ในทางธุรกิจเดียวกันคือ ผลิตและจำหน่ายอุปกรณ์สำหรับเครื่องทำความเย็นและเครื่องปรับอากาศ

User Rating: 0 / 5

Star InactiveStar InactiveStar InactiveStar InactiveStar Inactive

เนเจอร์กิฟตอกย้ำเบอร์หนึ่งกาแฟเพื่อสุขภาพ

เนเจอร์กิฟ บุกตลาดเต็มพิกัด ส่ง “Coffee 21” เสริมทัพโปรดักท์กลุ่มกาแฟครองแชมป์อันดับหนึ่งต่อเนื่อง ปลื้มกระแสตอบรับแรงโดนใจ พร้อมโหมโฆษณาประชาสัมพันธ์ครอบคลุมทุกสื่อ 360 องศาดันตัวเลขเข้าเป้า 600 ล้านบาทภายในหนึ่งปี ด้านรายได้รวมคาดสิ้นปีทะยานเพิ่มอีก 20-30% ลั่นเดินหน้าสานต่อปณิธานช่วยคนนับล้านให้พ้นทุกข์อย่างไม่หยุดยั้ง

ดร.กฤษฎา จ่างใจมนต์ กรรมการผู้จัดการ ห้างหุ้นส่วนจำกัด  เนเจอร์กิฟ  711  เปิดเผยถึงทิศทางการดำเนินงานครึ่งปีหลังว่าจะเน้นการทำตลาดสินค้าใหม่ซึ่ง นำเข้ามาเสริมกลุ่มผลิตภัณฑ์กาแฟ คือ  Coffee 21  โดยตัวเลข  21 จะหมายถึงกาแฟสำหรับศตวรรษที่ 21 ซึ่งเป็นศตวรรษที่ประชาชนทั่วทั้งโลกมีคุณภาพชีวิตที่ลดลง เนื่องจากการรับประทานอาหารที่มีคุณภาพที่ต่ำลง  ดังนั้น เนเจอร์กิฟจึงได้คิดค้นและพัฒนา กาแฟ Coffee 21  เพื่อเสริมให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยการเสริม วิตามิน แร่ธาตุ ใยอาหารโอลิโกฟรุคโตสและแอล - คานิทีนเพื่อให้อาหารหลักที่รับประทานเป็นประจำเมื่อรวมกับการดื่มกาแฟ coffee 21 จะทำให้ได้สารอาหารที่ครบถ้วนขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้มีสุขภาพที่ดีขึ้น

สำหรับ Coffee 21 ได้เริ่มวางจำหน่ายแล้วเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมาโดยขายผ่านเซเว่น อีเลฟเว่น และโมเดิร์นเทรดทั่วไปและมีกระแสตอบรับจากผู้บริโภคดีอย่างต่อเนื่อง  ทั้งนี้เนเจอร์กิฟได้ตั้งเป้าหมายให้มียอดขาย Coffee 21  ปีละประมาณ 600 ล้านบาท  (มีนาคม 2554-มีนาคม 2555)

“เรามีแผนที่จะผลักดันให้ Coffee 21  เข้าสู่เป้าหมายที่วางไว้โดยเน้นทำการตลาดทั้ง ABOVE THE LINEและ BELOW THE LINE ควบคู่กันไป เรากำลังสร้างภาพยนตร์โฆษณาสินค้าเพื่อให้ผู้บริโภครู้จักมากขึ้น ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง ปัจจุบันอยู่ระหว่างการออกแบบโฆษณา รวมทั้งการแนะนำตัวสินค้าให้คนรู้จักมากยิ่งขึ้น สำหรับกิจกรรมที่ดำเนินการที่ผ่านมาคือ การชง ชิม ซึ่งลูกค้ามีฟีดแบ็กที่ดีมากว่ารสชาติอร่อยมาก ได้เชลล์ชวนชิม และในแต่ละปีเราจะใช้งบส่งเสริมโฆษณาประชาสัมพันธ์ประมาณ 300 ล้านบาท” ดร.กฤษฎากล่าว

สำหรับสินค้าของเนเจอร์กิฟจะมี 2 กลุ่ม คือกลุ่มเครื่องดื่มและกลุ่มแคปซูลที่เป็นอาหารเสริม โดยกลุ่มเครื่องดื่มจะมี 3 รสชาด คือ 1. กาแฟ 2.โกโก้ 3.น้ำขิง (ชนิดผง) โดยกาแฟจะมี 3 สูตร ประกอบด้วย 1. Coffee Plus  (สูตรออริจินอล) เริ่มผลิตเมื่อปลายปี พ.ศ 2546 และเริ่มจำหน่ายเมื่อวันที่ 13 มกราคม  พ.ศ.2547 จะเป็นกาแฟที่มีรสชาดนุ่ม เหมาะสำหรับผู้ที่ดื่มกาแฟหรือผู้ที่ยังไม่เคยดื่มกาแฟแต่ต้องการทดลองดื่ม  ซึ่งมียอดขายเป็นอันดับหนึ่งติดต่อกันเป็นปีที่ 8 แล้ว

2.Extra Coffee Plus เหมาะสำหรับคนที่เป็นคอกาแฟที่ต้องการรสชาดกาแฟที่เข้มข้นมากขึ้น 3.กาแฟ คอลลาเจน ซึ่งแต่เดิมเป็นสูตรออริจินอลเพียงแต่เพิ่มคอลลาเจนเข้าไปเพื่อช่วยลดริ้ว รอยและชะลอความแก่ เนื่องจากผู้บริโภคบางคนนอกจากต้องการรูปร่างที่ดีแล้วยังต้องการชะลอความ แก่อีกด้วย

ส่วนคนที่ไม่ดื่มกาแฟแต่ต้องการสุขภาพดี รูปร่างดี หุ่นเพรียว จะเหมาะกับโกโก้ ซึ่งเป็นมอลล์สกัดและผสมผงโกโก้เพื่อให้ได้รสชาดที่อร่อยยิ่งขึ้น ส่วนขิงผงจะสกัดมาจากรากขิงและนำมาผสมกับวิตามิน แร่ธาตุ ใยอาหารพิเศษโอลิโกฟรุคโตส ที่นำเข้ามาจากทางยุโรปเพื่อสร้างจุลินทรีย์แลคโตบาซิลลัสให้กับลำไส้ ทำให้สุขภาพแข็งแรง ทั้งนี้ขิงของเนเจอร์กิฟจะเป็นขิงบริสุทธิ์ที่สกัดมาโดยไม่มีน้ำตาลจะมี น้ำหนักน้อย แต่มีความเข้มข้นมาก รวมทั้งยังมีวิตามินและแร่ธาตุซึ่งช่วยให้มีสุขภาพดี และช่วยเผาผลาญอาหาร ทำให้เกิดพลังงาน มีรูปร่างที่ดีสมส่วนขึ้น และยังได้คุณสมบัติของสมุนไพรขิงครบถ้วนอีกด้วย

ส่วนผลิตภัณฑ์กลุ่มแคปซูลประกอบด้วยซีโรแคลคิวเท็น ซึ่งนอกจากจะเป็นตัวช่วยชะลอความแก่แล้วยังช่วยสร้างพลังงานให้กับหัวใจ ดังนั้นคนที่เป็นโรคหัวใจต้องกินคิวเท็นทุกวันเพื่อให้หัวใจแข็งแรง และในขณะเดียวกัน คิวเท็นยังช่วยต้านอนุมูลอิสระ เพื่อลดริ้วรอย นอกจากนี้ในตัวแคปซูลยังมีวิตามิน แร่ธาตุที่ไปช่วยเผาผลาญอาหารให้เป็นประโยชน์ต่อร่างกายทำให้เกิดพลังงานกับ เซลล์ในร่างกาย ส่งผลให้คนที่กินซีโรแคลคิวเท็นของเนเจอร์กิฟแล้วไม่อ้วนขึ้น ส่วนคนที่รูปร่างดีอยู่แล้วก็จะช่วยรักษาทรวดทรงให้คงอยู่ตราบนานเท่านาน

“เนเจอร์กิฟจะผลิตสินค้าที่ไม่เหมือนคนอื่น คือเราต้องการให้มีคุณสมบัติหลายอย่างในหนึ่งหน่วยบริโภค  ไม่ว่าจะเป็นกาแฟหรือแคปซูล ส่วนผู้ผลิตยี่ห้ออื่น ๆจะแยกเป็นอย่างๆ ยกตัวอย่าง เช่นคนที่ต้องการบำรุงสุขภาพ อาจต้องกินวิตามิน เกลือแร่ ต่างๆ ครั้งละหลายเม็ด  แต่ถ้ากินของเนเจอร์กิฟก็จะกินเพียงเม็ดเดียว เพราะว่าเราออกแบบในลักษณะที่ต้องการให้มีคุณสมบัติต่าง ๆอยู่ในแคปซูลเพียงหนึ่งเม็ด เราต้องการให้คนที่กินของเราได้ประโยชน์ในเม็ดเดียว เพราะจริง ๆแล้วเราเข้าใจว่าคนที่กินไม่รู้ว่าเขาต้องกินอะไรบ้าง เราจึงทำให้สินค้าเม็ดเดียวครอบคลุมทั้งหมด ทั้งการลดน้ำหนัก ควบคุมน้ำหนัก  ลดริ้วรอย ช่วยลดความเครียด บำรุงผิว บำรุงสายตา เป็นต้น”ดร.กฤษฎา กล่าว

สำหรับสินค้าในกลุ่มแคปซูล ประกอบด้วย 1.ซีโรแคล คิวเท็น 2.ซีโรแคล คิวเท็น พลัส  3. ซีโรแคล ไฮคิลว์ พลัส ทั้งนี้ วิตามินของเนเจอร์กิฟจะนำเข้าจากสวิตเซอร์แลนด์ แร่ธาตุนำเข้าจากอเมริกา คิวเท็นจะนำเข้าจากญี่ปุ่น  ส่วนโอลิโกฟรุคโตสในกลุ่มเครื่องดื่มจะนำเข้าจากเบลเยี่ยมและเนเธอร์แลนด์ ซึ่งเป็นสิ่งการันตีได้ว่าสินค้าของเนเจอร์กิฟมีคุณภาพอย่างแท้จริงในราคา ที่ไม่แพงเมื่อเทียบกับอาหารเสริมชะลอความแก่หรือกาแฟเพื่อสุขภาพแบรนด์อื่น ๆ

ปัจจุบันสัดส่วนรายได้ของเนเจอร์กิฟจะมาจากกลุ่มเครื่องดื่ม 80% ส่วนที่เหลืออีก 20 %  จะมาจากแคปซูล โดยในปี 2553 ที่ผ่านมามียอดขายรวมกว่า 1,000 ล้านบาทและในปี 2554 นี้จากการที่ได้นำ  Coffee 21 เข้ามาเสริมในกลุ่มเครื่องดื่มกาแฟ คาดว่าจะมีรายได้รวมเพิ่มจากปีที่ผ่านมาอีกประมาณ 20-30%

ด้านตัวแทนจำหน่ายของเนเจอร์กิฟจะมีประมาณ 15,000-16,000 รายทั่วประเทศ โดยช่องทางหลักจะเป็น เซเว่น อีเลฟเว่น ที่มีประมาณ 5,000 กว่าสาขาและตามห้างสรรพสินค้าต่างๆ เช่น บิ๊กซี  โลตัส บูท วัตสัน ทุกสาขา  รวมทั้งร้านค้าทั่วไปประมาณ 10,000 จุดทั่วประเทศ นอกจากนี้เนเจอร์กิฟยังส่งสินค้าไปขายยังต่างประเทศด้วย ซึ่งในแต่ละปีจะส่งออกประมาณ 5% สำหรับสินค้าหลักที่ส่งออกจะเป็น Coffee Plus โดยผ่านตัวแทนจำหน่ายของเนเจอร์กิฟเอง ทั้งในสหรัฐอเมริกา และในยุโรป

“เรามองแล้วว่าโลกเราจะมีปัญหาเรื่องสุขภาพโดยเฉพาะเรื่องอาหารการกิน โดยเฉพาะที่ประเทศอเมริกา ซึ่งมองไปที่ใหนก็มีแต่คนอ้วนมากมาย ในขณะที่ประเทศเขามีนักโภชนาการ มีนักวิทยาศาสตร์ ผู้คนมีเงิน  มีความรู้สูง มีสินค้าลดความอ้วนนับร้อยสูตร แต่คนอเมริกา  310 ล้านคนจะมีคนที่มีน้ำหนักเกินมาตรฐานถึง 190 ล้านคน มีคนที่เข้าข่ายเป็นโรคอ้วนถึง 150 ล้านคน ซึ่งทำให้เราคิดว่าเรามีโอกาสที่จะเติบโตในตลาดอเมริกา รวมทั้งตลาดในยุโรปและในตลาดทั่วโลก ”ดร.กฤษฎากล่าว

ปัจจุบัน เนอเจอร์กิฟมีมีโรงงานทั้งหมด 3 แห่งประกอบด้วย 1.โรงงาน DK1 ตั้งอยู่ที่อ้อมน้อย ใช้งบลงทุน18  ล้านบาท  2.โรงงาน DK2 ตั้งอยู่ที่ไร่ขิง ใช้เงินลงทุน 200 ล้านบาท โดยใช้เครื่องจักรจากสเปนและญี่ปุ่น 3.โรงงาน  DK3 ตั้งอยู่ที่อ้อมใหญ่ใช้เงินลงทุน 500 ล้านบาท ใช้เครื่องจักรจากเยอรมันและอิตาลี  และทั้ง 3 โรงงานมีกำลังการผลิตรวม  200,000 ซอง/ชั่วโมง นอกจากนี้ในแต่ละโรงงานยังมีพื้นที่ว่างเพื่อรองรับแผนการลงทุนในอนาคตอีก ด้วยซึ่งเพียงแต่นำเครื่องจักรมาติดตั้งเท่านั้นการผลิตก็จะสามารถเพิ่มขึ้น ได้ทันที

ทั้งนี้เนเจอร์กิฟเน้นผลิตแต่สินค้าที่มีคุณภาพโดยได้รับการรับรองระบบ คุณภาพและความปลอดภัยในการผลิตสินค้า อาทิ  HACCP, GMP จากสถาบัน บิวโร เวอริทัส ควอลิตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล (BVQI) และเครื่องหมายฮาลาล ดังนั้นจึงมั่นใจได้ว่ามาตรฐานการผลิตของเนเจอร์กิฟยึดตามมาตรฐานสากลระดับ โลก ซึ่งทำให้สินค้ามีคุณภาพสามารถนำไปแข่งขันในตลาดโลกได้

ดร.กฤษฎากล่าวต่อว่า คุณค่าของเนเจอร์กิฟไม่ใช่เพียงแค่การประสบความสำเร็จทางธุรกิจเท่านั้น  แต่ยังหมายถึงการเป็นแบรนด์ที่ดีของสังคมอีกด้วย โดยที่ผ่านมาเนเจอร์กิฟได้บริจาคที่ดิน 555 ไร่ที่ได้พัฒนาให้ร่มรื่นพร้อมทะเลสาบกว่า 100 ไร่เพื่อสร้างเป็นศูนย์อบรบเยาวชน สร้างคนดีให้แก่สังคม นอกจากนี้รายได้ส่วนหนึ่งจากการขายกาแฟเนเจอร์กิฟยังได้นำไปทำบุญ ทำทาน สร้างโบสถ์ สร้างวิหาร สร้างเจดีย์ สร้างศาลาปฏิบัติธรรม สร้างกุฏิพระ พิมพ์หนังสือธรรมะ สนับสนุนงานบวชพระและแจกทุนการศึกษาให้แก่เด็กที่ด้อยโอกาสโดยไม่จำกัดเชื้อ ชาติ ศาสนาเพื่อฟื้นฟูศีลธรรมและสร้างคนดีให้สังคม

และจากการที่เนเจอร์กิฟได้ดำเนินธุรกิจโดยยึดมั่นในปณิธานที่ต้องการช่วย คนนับล้านให้พ้นจากความทุกข์กาย ทุกข์ใจด้วยผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพสูง คุ้มค่า คุ้มราคา มาโดยตลอด ส่งผลให้ตนได้รับประทานโล่จากพระเจ้าวรวงค์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ ในสาขา พัฒนาผลิตภัณฑ์กาแฟดีเด่น เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2554 ซึ่งจัดโดย กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ร่วมกับสมาคมกาแฟและชาไทย

และเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม  2553 ที่ผ่านมา ได้รับการคัดเลือกจากมูลนิธิสภาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทยให้ เป็น”บุคคลตัวอย่างในภาคธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม” โดยได้รับโล่เกียรติยศจากฯพณฯพลเอกพิจิตร กุลละวณิชย์ องคมนตรี

นอกจากนี้เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2554 ได้รับการคัดเลือกให้ได้รับรางวัล “พุทธคุณูปการ กาญจนเกียรติคุณ”จากคณะกรรมาธิการ การศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร  เนื่องจากเป็นผู้เสียสละ ทุ่มเทและอุทิศตนช่วยงานพระพุทธศาสนามาเป็นเวลายาวนาน ซึ่งก่อให้เกิดคุณูปการต่อพระพุทธศาสนาและประเทศชาติอย่างโดดเด่น โดยได้รับโล่ประกาศเกียรติคุณจากเจ้าประคุณสมเด็จ พระมหารัชมังคลาจารย์ คณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2554

ด้านมุมมองของการทำตลาดเครื่องดื่มและอาหารในปีนี้ ดร.กฤษฎากล่าวว่า เนเจอร์กิฟจะมองที่ 4 P  ประกอบด้วย P ที่ 1คือ Product ซึ่งเราเชื่อว่าสินค้ามีคุณภาพดีได้มาตรฐานระดับสากล โดยที่ผ่านมา Coffee Plus  ไม่ได้มีการเปลี่ยนเพ็จเก็ตจิ้งแต่อย่างใดแต่มียอดขายครองอันดับ 1 ในกลุ่มกาแฟเพื่อสุขภาพมาโดยตลอด 8 ปี  P ที่ 2 คือ Price  โดยมีราคาที่สอดคล้องกับการที่จะช่วยคนนับล้านให้พ้นทุกข์ ดังนั้น ราคาจะต้องไม่แพงเกินกว่าที่คนเหล่านั้นจะมีกำลังซื้อ โดยราคาจะต้องคุ้มค่าและคุ้มราคา สำหรับลูกค้าด้วย

P ที่ 3 คือ Promotion เรามีการโฆษณาสินค้าครอบคลุมทุกสื่อแบบ 360 องศาเพื่อให้ผู้บริโภคจดจำ        แบรนด์โดยไม่มีการเพิ่มราคาสินค้าหรือเพิ่มต้นทุนให้แก่ผู้บริโภค ส่วน P ที่ 4.คือ Place ช่องทางการจัดจำหน่ายเพื่อเพิ่มความสะดวกให้แก่ลูกค้า โดยจำหน่ายสินค้าผ่านตัวแทนจำหน่ายและห้างสรรพสินค้าต่างๆ ให้ครอบคลุมทั่วประเทศ

ส่วนสถานการณ์การแข่งขันในครึ่งปีหลัง ตนมองว่ายังคงมีแนวโน้มแรงอย่างต่อเนื่อง แต่เนเจอร์กิฟท์ไม่ได้วิตกกังวลแต่อย่างใด เนื่องจากมีจุดแข็งในการดำเนินธุรกิจในทุกด้านทั้งในส่วนของคุณภาพสินค้า การทำการตลาดและช่องทางการจัดจำหน่าย ซึ่งเนเจอร์กิฟท์จะมองที่เป้าหมายว่าจะช่วยคนนับล้านได้อย่างไรมากกว่าคือจะ มองที่ตัวเองไม่ได้มองที่คู่แข่ง ปัจจุบันเนเจอร์กิฟครองส่วนแบ่งตลาดประมาณ 50%ของตลาดรวมกาแฟเพื่อสุขภาพ และคาดว่าในปี 2555 จะเพิ่มขึ้นอีกประมาณ10%

ดร.กฤษฎากล่าวต่อถึงวิสัยทัศน์ถึงภาครัฐเพื่อให้เข้าช่วยเหลือหรือสนับ สนุนธุรกิจเครื่องดื่มและอาหารว่า เนื่องจากเนเจอร์กิฟดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับกาแฟเพื่อสุขภาพ ปัจจุบันภาครัฐยังไม่ค่อยเห็นด้วยซึ่งอาจไม่เข้าใจเพราะมองว่ากาแฟไม่น่าจะ เกี่ยวกับสุขภาพ แต่ที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ เนื่องจากเราได้ผสมวิตามินเข้าไป โดยปกติคนต้องรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ แต่อาหารที่ทานกัน ทุกวันนี้จะเป็นแค่ 3 หมู่คือ คาร์โบไฮเดรต โปรตีนและไขมัน ซึ่งส่วนที่ขาด คือ วิตามินและแร่ธาตุ  ดังนั้นเนเจอร์กิฟจึงนำวิตามินและแร่ธาตุใส่ลงในกาแฟจึงทำให้คนกินอาหารได้ ครบ 5 หมู่ ทำให้สุขภาพแข็งแรงมากขึ้น

ซึ่งในจุดนี้เนเจอร์กิฟและหน่วยงานภาครัฐยังสื่อสารกันไม่ค่อยเข้าใจ ทำให้ช่วยคนได้ช้ากว่าที่ต้องการ เพราะภาครัฐจะควบคุมไม่ให้เปิดเผยข้อมูลในการโฆษณาจึงทำให้ผู้บริโภคไม่เข้า ใจ ในโฆษณา ถ้าสามารถใช้ภาษาที่เข้าใจ คนฟังก็จะเข้าใจและสามารถช่วยคนได้เป็นจำนวนมาก  แต่ในขณะเดียวกันสินค้าเลียนแบบและสินค้าจากจีนที่มีคุณภาพต่ำสามารถแอบ โฆษณาได้โดยที่ อย. ไม่มีกำลังเพียงพอที่จะเข้าไปตรวจสอบ ซึ่งจะแตกต่างจากเนเจอร์กิฟที่เป็นบริษัทใหญ่ หากพูดอะไรออกไปก็จะโดนตรวจสอบและโดนควบคุม

ทั้งนี้หากทาง อย.อนุญาติให้เนเจอร์กิฟเปิดเผยข้อมูลในการโฆษณาได้บ้างก็จะเป็นสิ่งที่ดี ยกตัวอย่างเช่นสินค้าที่ส่งออกไปยังอเมริกาเนเจอร์กิฟยังสามารถระบุสรรพคุณ เรื่องการควบคุมน้ำหนัก ช่วยเผาผลาญอาหาร ช่วยเพิ่มพลังงาน ฯลฯ ซึ่งจะช่วยให้คนไทยนับล้านคนมีสุขภาพที่ดีมากขึ้น จะทำให้ผู้บริโภคทำงานมีประสิทธิภาพสูงขึ้น รวมทั้งช่วยลดการซื้อยาจากต่างประเทศได้มากขึ้นอีกด้วย

User Rating: 0 / 5

Star InactiveStar InactiveStar InactiveStar InactiveStar Inactive

3 ทศวรรษ “แปลนทอยส์” นโยบายธุรกิจสีเขียว-โปรเจคของเล่นสำหรับเด็กพิเศษ

คุณวิชัย เตติวัฒน์กรรมการผู้จัดการ บริษัท แปลนครีเอชั่นส์ จำกัดให้สัมภาษณ์พิเศษ นิตยสาร บิส โฟกัส ในโอกาศครบรอบ 30 ปี ในการดำเนินธุรกิจ โดยเปิดวิสัยทัศน์ความสำเร็จจากอดีตสู่ปัจจุบัน นโยบายการดำเนินธุรกิจสีเขียว โครงการของเล่นสำหรับเด็กพิเศษ รวมทั้งจุดเด่นของผลิตภัณฑ์ดังนี้

นิตยสาร บิสโฟกัส:จุดเริ่มต้นการดำเนินธุรกิจจากอดีตสู่ปัจจุบันรวมทั้งความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจ

คุณวิชัย เตติวัฒน์ : ผู้ก่อตั้งบริษัทคือ คุณวิฑูรย์ วิระพรสวรรค์ ซึ่งดินตามความฝันของตนเองเพื่อสร้างสรรค์ของเล่นที่จุดประกายความฝันของ เด็กๆทั่วโลก ตั้งแต่ก้าวแรกในปี 2524 กับจุดมุ่งหมายที่จะ “สร้างสรรค์สื่อคุณค่า เพื่อพัฒนาเด็ก” ตลอดเวลา 30 ปีที่แปลนทอยส์ ภายใต้บริษัท แปลนครีเอชั่นส์ จำกัด ไม่เคยลดละความมุ่งมั่นที่จะสร้างสรรค์ของเล่นไม้คุณภาพ ที่มีความปลอดภัยทั้งต่อเด็กๆและธรรมชาติ

สำหรับจุดเริ่มต้นจะเริ่มจากโรงงานผลิตของเล่นเล็กๆในลาดพร้าว เพียงหนึ่งปีแปลนทอยส์ได้เริ่มตีพิมพ์แคตาล็อกของตนเองเป็นเล่มแรก อีกทั้งยังสามารถออกวางขายที่ห้างสรรพสินค้าไดมารู ส่งออกของเล่นไปขายต่างประเทศ และออกงานแสดงสินค้า Frankfurt Fair ที่ประเทศเยอรมัน ด้วยความล้ำสมัยในดีไซน์ที่มุ่งเน้นเพื่อพัฒนาการของเด็กและคุณภาพที่ไม่ เป็นรองใคร แปลนทอยส์สามารถผงาดขึ้นเป็นผู้ผลิตของเล่นชั้นนำของโลก ครองใจทั้งเด็กและผู้ใหญ่ทั่วทุกภูมิภาคได้ในเวลาอันสั้น

ด้วยความภาคภูมิใจและร่วมแรงร่วมใจของเพื่อนพนักงานกว่า 1,000 ชีวิต ทั้งจากทางสำนักงานที่กรุงเทพและโรงงานผลิตที่จังหวัดตรัง ปัจจุบันของเล่นแปลนทอยส์มีวางขายอยู่มากกว่า 59 ประเทศทั่วโลก และมีบริษัทในเครืออยู่ 2 ประเทศคือ PlanToys, Inc. ประเทศสหรัฐอเมริกาและ PlanToys Japan Co., Ltd. ที่ประเทศญี่ปุ่น

นิตยสาร บิสโฟกัส : นโยบายในการดำเนินธุรกิจสีเขียว

คุณวิชัย เตติวัฒน์ : สำหรับนโยบายการดำเนินธุรกิจของแปลนทอยส์ คือ เป็นธุรกิจที่ผลิตของเล่นไม้เพื่อส่งเสริมพัฒนาการเด็กเป็นสำคัญ โดยที่สำคัญไม่แพ้กันนอกเหนือจากการไม่เบียดเบียนสังคมและสิ่งแวดล้อมแล้ว แปลนทอยส์เชื่อมั่นว่าเราต้องมีส่วนในการเกื้อหนุนให้ทั้งสังคมเริ่มจากใกล้ ตัวคือในชุมชนของเรา และโลกใบนี้ให้น่าอยู่ขึ้น แปลนทอยส์จึงดำเนินธุรกิจอย่างเป็นมิตรต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมหรือธุรกิจสี เขียวมาตลอดระยะเวลา 30 ปีตั้งแต่เริ่มก่อตั้งธุรกิจ ทั้งในส่วนวัตถุดิบของเราที่คัดสรรมา ผ่านกระบวนการผลิต และตัวตนของชาวแปลนทอยส์เองล้วนแล้วแต่เป็นสีเขียว โดยมีรายละเอียดมีดังนี้

Green Material แปลนทอยส์เลือกใช้วัตถุดิบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

Kiln Dry, Chemical-Free Rubber wood แปลนทอยส์เพิ่มคุณค่าให้กับ ไม้ยาง ด้วยการนำมาทำของเล่นไม้ที่ใช้กระบวนการ และกรรมวิธีพิเศษในการรักษาเนื้อไม้โดยไม่ใช้สารเคมี ดังนั้น ของเล่นของแปลนทอยส์ จึงมีความปลอดภัยสูงสุดสำหรับเด็ก

E-Zero Glue แปลนทอยส์ตระหนักถึงอันตรายจากสารฟอร์มัลดีไฮด์ ซึ่งเป็นสารเคมีที่พบในกาวที่ใช้ในผลิตภัณฑ์ไม้แปรรูปทั่วไป ดังนั้นจึงเลือกใช้กาว E-Zero ไม่มีส่วนผสมของสารพิษที่เป็นอันตราย ผ่านการรับรองมาตรฐานระดับสากล

Water-Based, Non-Toxic Colors ของเล่นแปลนทอยส์ทุกชิ้นใช้สีที่มีตัวทำละลายเป็นน้ำ มีความปลอดภัยสูง ไม่มีส่วนประสมของสารปรอท ตะกั่ว และโลหะหนักต่างๆจึงไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม

Green manufacturing กระบวนการออกแบบและผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

ASTM & EN71 (Toy Safety Standards) มาตรฐานความปลอดภัยของของเล่นตามระบบสากล จากการเลือกใช้วัตถุดิบ ตลอดจนกระบวนการการผลิตที่มีความปลอดภัยสูงสุด

ISO 9001 (Quality Management) มาตรฐานสากลที่รับรองความเป็นเลิศทางด้านคุณภาพ และความมีประสิทธิภาพของการดำเนินงานภายในองค์กร

ISO 14001 (Environmental Management) ความมุ่งมั่นขององค์กรในการจัดกระบวนการการทำงาน และทุกๆกิจกรรม ให้มีความปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

Green Mind แปลนทอยส์จัดตั้งและสนับสนุนโครงการต่างๆเพื่อตอบแทนและคืนกำไรสู่สังคม พร้อมรณรงค์และส่งเสริมทุกคนช่วยกันรักษาดูแลสิ่งแวดล้อม

Children’s Museum แปลนทอยส์สร้างพิพิธภัณฑ์เด็ก เพื่อเป็นแหล่งรวมความรู้ต่างๆเกี่ยวกับของเล่น ตลอดจนพัฒนาการของเด็กที่สอดคล้องกับธรรมชาติ สังคม และสิ่งแวดล้อม

Reforestation Program จุดมุ่งหมายสำคัญอย่างหนึ่งของแปลนทอยส์ คือ การคืนสมดุลและฟื้นฟูธรรมชาติเพื่อลดปัญหาภาวะโลกร้อน รวมถึงการสร้างนิสัยให้คนรักและเล็งเห็นถึงความสำคัญของธรรมชาติ แปลนทอยส์จึงได้มีโครงการจัดปลูกป่าร่วมกับกลุ่มบริษัทแปลนฯขึ้นเป็นประจำ ทุกปี

กิจกรรมเหล่านี้เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งเพราะในแต่ละปีเรามีโครงการต่างๆ มากมายที่เกี่ยวกับเด็กและสิ่งแวดล้อม อาทิ โครงการเก็บขยะชายหาดร่วมกับ Green Fins,โครงการแปลนสร้างสรรค์วันปิดเทอมที่ชักชวนเด็กๆในชุมชนและลูก หลานพนักงานมาทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ในช่วงปิดเทอมหน้าร้อน,โครงการปลูก ป่าชายเลนและปลูกต้นไม้รอบโรงงาน,โครงการส่งเสริมอาชีพในท้องถิ่น โดยให้แม่บ้านของพนักงานมีรายได้เสริมจากการเย็บเสื้อตุ๊กตา,การให้โอกาส พนักงานพิการได้มีโอกาสทำงานในโรงงานและมีสิทธิเท่าเทียมกับพนักงานทั่วไป เป็นต้น

นิตยสาร บิสโฟกัส : รายละเอียดเกี่ยวกับโครงการของเล่นสำหรับเด็กพิเศษ

คุณวิชัย เตติวัฒน์ : บริษัทมีโครงการ Mom-made Toys แปลนทอยส์เชื่อว่าเด็กทุกคนเป็นสิ่งสวยงามและมีคุณค่าในตัวเอง ดังนั้นเนื่องในโอกาสครบรอบ 30 ปีแปลนทอยส์ ชาวแปลนทอยส์จึงร่วมเฉลิมฉลองวาระอันแสนพิเศษนี้ด้วยการริเริ่มโครงการดีๆ คือ โครงการ “Mom-made Toys” ซึ่งแปลนทอยส์ร่วมกับ นักวิชาการเด็กผู้ทรงคุณวุฒิ และกลุ่มแม่ที่มีลูกเป็นเด็กพิเศษ ช่วยกันระดมสมอง ในการออกแบบและผลิตของเล่นเพื่อเด็กพิเศษ 3 ประเภท ได้แก่ 1. Cerebral Palsy (พิการทางสมอง) 2. Autism (บกพร่องทางอารมณ์และการเข้าสังคม) 3. Visually Impaired (พิการทางสายตา)

กลุ่มแม่ที่มีลูกเป็นเด็กพิเศษเหล่านี้จะเป็นผู้ให้ข้อมูล และบอกเล่าประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์ในการออกแบบของเล่นเพื่อเด็กพิเศษ เพื่อที่จะให้นักออกแบบแปลนทอยส์ และนักวิชาการเด็กที่จะทำงานร่วมกัน สามารถออกแบบของเล่นที่มีประสิทธิภาพและตรงกับความต้องการให้ได้มากที่สุด

ของเล่นเพื่อเด็กพิเศษเหล่านี้จะถูกผลิตภายใต้กระบวนการผลิตสีเขียวและ เชิงนิเวศเศรษฐกิจ (Eco Efficiency) ของแปลนทอยส์ โดยจะต้องมีความปลอดภัยสูงสุดเหนือมาตรฐานระดับสากล ซึ่งแปลนทอยส์ตั้งมั่นจะมอบของเล่นเหล่านี้ให้เด็กพิเศษในประเทศไทยและทั่ว โลกอย่างต่ำ 20,000 ชิ้น กว่า 26 ประเทศทั่วโลก เพื่อเป็นของขวัญวันคริสต์มาสและปีใหม่ 2012 ที่จะถึงนี้

โครงการได้เริ่มต้นอย่างจริงจังในช่วงต้นปีที่ผ่านมา ผ่านช่วงการระดมสมองหาไอเดียจากทั้งกลุ่มแม่เด็กพิเศษ นักวิชาการ นักพัฒนาการเด็ก นักออกแบบแปลนทอยส์ จนได้ของเล่นต้นแบบเพื่อนำไปทดสอบกับเด็กๆ จนถึง ณ ตอนนี้ได้สินค้าต้นแบบที่สมบูรณ์พร้อมจะนำไปส่งทดสอบมาตรฐานความปลอดภัยของ เล่นดังเช่นสินค้าปรกติของแปลนทอยส์ สินค้าจะพร้อมส่งมอบให้เด็กๆทั่วโลกเพื่อให้เด็กๆพิเศษทั่วโลกได้มีรอยยิ้ม เหมือนเด็กปรกติทั่วไป

โดยทุกคนสามารถช่วยได้ ไม่เพียงการบริจาคเงินทุน ทุกคนสามารถช่วยบริจาคการบอกต่อ พื้นที่ในหน้าหนังสือพิมพ์ นิตยสาร หรือแม้แต่การบริจาคกำลังใจ ที่ www.facebook.com/mommadetoys

นิตยสาร บิสโฟกัส : จุดเด่นของผลิตภัณฑ์ที่ครองใจลูกค้าทั้งในและต่างประเทศมาอย่างต่อเนื่อง

คุณวิชัย เตติวัฒน์ : สำหรับของเล่นแปลนทอยส์เน้นก่อให้เกิดพัฒนาการสมวัย ซึ่งเราคำนึงถึงเป็นอันดับแรกในการออกแบบและผลิตของเล่นสำหรับเด็กๆทั่วโลก แปลนทอยส์ยังคำนึงถึงความปลอดภัยสูงสุดของเด็กๆเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งใน กระบวนการออกแบบและกระบวนการผลิตทุกขั้นตอน เริ่มด้วยการคัดสรรวัตถุดิบที่มาจากธรรมชาติ เพื่อให้แน่ใจได้ว่าเด็กๆของเราจะไม่ได้รับอันตรายจากสารเคมี สินค้าของบริษัทผลิตจากไม้ยางพาราที่หมดอายุการให้น้ำยางแล้วแทนที่จะถูก โค่นเพื่อนำไปเผาถ่าน     เราเลือกที่จะนำมาสร้างมูลค่าเพิ่มโดยการนำมาผลิตเป็นของเล่น โดยไม้ยางพาราดังกล่าวจะนำมาผ่านกระบวนการอบไม้แทนการอาบน้ำยาในการรักษา เนื้อไม้ให้คงทนเพื่อความปลอดภัยของเด็กๆ ซึ่งต่างจากวิธีการที่ใช้กันในผลิตภัณฑ์ทั่วไปในท้องตลาด

นอกจากในส่วนของวัตถุดิบหลักแล้ว ส่วนอื่นๆที่นำมาใช้ผลิตของเล่นก็เน้นความปลอดภัยสูงสุดสำหรับเด็กๆ เช่น สีย้อมของเล่นมีตัวทำละลายจากน้ำ (Water-based paint) ซึ่งปลอดจากสารโลหะหนักต่างๆที่เป็นอันตราย อีกทั้งกาวที่ใช้ในกระบวนการ บริษัทก็เลือกที่จะใช้กาวที่ปลอดจากสารฟอร์มัลดีไฮด์หรือกาว E-Zero ที่มีความปลอดภัยเหนือมาตรฐานระดับสากลอีกด้วย โดยของเล่นของแปลนทอยส์ทุกชิ้นผ่านการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล ทั้งจากสหรัฐอเมริกาคือ ASTM หรือจากยุโรปคือ EN 71 นอกจากเรื่องของพัฒนาการเด็กและความปลอดภัยของสินค้าแล้ว ของเล่นแปลนทอยส์ทุกชิ้นจะต้องเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ภายใต้ปรัชญาการดำเนินธุรกิจแบบ “Green Toy – Green Company”

สินค้าของเรานอกเหนือจากสิ่งที่กล่าวมาข้างต้นแล้วนั้น ของเล่นแปลนทอยส์มีดีไซน์ที่เป็นเลิศและเป็นที่ยอมรับในระดับโลก โดยคว้ารางวัลมาแล้วมากมาย รวมถึง Reddot Design Award จากประเทศเยอรมันที่เป็นสุดยอดรางวัลทางด้านการออกแบบสำหรับสินค้าในแวดวง การออกแบบอีกด้วย

User Rating: 0 / 5

Star InactiveStar InactiveStar InactiveStar InactiveStar Inactive

โรงงานตุ๊กตาสุนทรีทุ่มทุนสร้าง R-Rom-D

โรงงานตุ๊กตาสุนทรีประกาศเปิดตัวแบรนด์น้องใหม่ “R-Rom-D” ตอกย้ำาผู้นำาด้านการสร้างสรรค์ผลงานใหม่ๆ ที่เปี่ยมด้วยคุณภาพออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง คาดสามารถวางจำาหน่ายช่วงปลายปีรับเทศกาลปีใหม่และวาเลนไทน์ มั่นใจกระแสตอบรับดีการันตีด้วยความเชี่ยวชาญในธุรกิจ 3 ทศวรรษ โชว์วิสัยทัศน์เปิดกว้างรับสิ่งใหม่เพิ่มมูลค่าสินค้าและต่อยอดธุรกิจ พร้อมเผยกลยุทธ์ฝ่าวิกฤติค่าแรง-วัตถุดิบขึ้นราคา

คุณสุนทรีเอี่ยมหนูกรรมการผู้จัดการโรงงานตุ๊กตาสุนทรีเปิดเผยว่า โรงงานมีแผนเปิดตัวสินค้าแบรนด์ใหม่“R-Rom-D” ปัจจุบันอยู่ระหว่างการดำาเนินการจดลิขสิทธิ์กับกรมทรัพย์สินทางปัญญาคาดว่า ประมาณเดือนพฤศจิกายนนี้จะสามารถวางจำาหน่ายสินค้าได้ ซึ่งจะเป็นช่วงไฮไลท์ของธุรกิจตุ๊กตาโดยในช่วงปลายปีจะมีเทศกาลปีใหม่และต่อ เนื่องถึงวันวาเลนไทน์ แบรนด์“R-Rom-D” มีกลุ่มเป้าหมายคือลูกค้าระดับบนจะมีขนาดเริ่มต้นที่ 9 นิ้ว และขนาดใหญ่สุดจะอยู่ 45 นิ้ว ราคาส่งโรงงานจะเริ่มต้นที่ 90 บาทซึ่งในระยะแรกเราจะผลิตตุ๊กตาเฉพาะไซส์เพื่อทดสอบการตอบรับของลูกค้าหลัง จากนั้นจะผลิตเพิ่มไซส์ตามลำาดับ นอกจากนี้เรายังมีแผนที่จะผลิตสินค้าอื่นๆภายใต้แบรนด์นี้อีกด้วย อาทิตะกร้าสำหรับใส่ของพวงกุญแจกระเป๋าเป็นต้น เพื่อเพิ่มสินค้าให้มีความหลากหลายซึ่งจะเป็นทางเลือกให้แก่ลูกค้า และตอบสนองความต้องการของตลาดอย่างต่อเนื่อง”

กรรมการผู้จัดการกล่าวสำหรับเหตุผลของการเปิดตัวแบรนด์ “R-Rom-D” เนื่องจากตนได้มีการพูดคุยกับลูกสาวที่มีความต้องการสร้างแบรนด์สินค้าใหม่ ให้เป็นรูปธรรม โดยได้ไอเดียมาจากการที่ลูกสาวชอบสัตว์เลี้ยง และต้องการจะนำสัตว์ต่างชนิดมาอยู่รวมกันให้มีเรื่องราวสอดคล้อง โดยเป็นแบรนด์สำาหรับผู้ที่รักสัตว์แต่ไม่สามารถเลี้ยงตัวจริงได้หรือผู้ที่ ต้องการสะสมตุ๊กตาสัตว์น่ารัก ซึ่งตนได้นำามาสานต่อโดยให้ลูกสาวออกแบบคอนเซปรวมทั้งตุ๊กตาภายใต้แบรนด์ อารมณ์ดี ซึ่งลูกก็ได้ออกแบบมาเป็นสัตว์อาทิหมีกระต่ายหนูแกะนกเป็นต้นโดยจะแตกต่าง จากตุ๊กตาที่มีอยู่เดิมในส่วนของบอดี้ทั้งหมด

คุณสุนทรีกล่าวต่อว่าเพื่อเป็นการรองรับการเปิดตัวแบรนด์“R-Rom-Dee” โรงงานจึงได้มีแผนก่อสร้างและปรับปรุงเพิ่มเติมในพื้นที่เดิม เพื่อไว้เป็นส่วนที่จำาหน่ายสินค้า และสำหรับสอนประดิษฐ์ตุ๊กตาให้กับผู้ที่มีความสนใจ ปัจจุบันอยู่ระหว่างการก่อสร้าง คาดว่าจะแล้วเสร็จประมาณเดือนพฤศจิกายนนี้

ด้านการคาดหวังการตอบรับของแบรนด์ใหม่“R-Rom-D” คุณสุนทรีกล่าวว่ามั่นใจเต็มร้อยเนื่องจากตนทำาธุรกิจนี้มาเกือบ 30 ปี ซึ่งประสบการณ์จะเป็นสิ่งที่สามารถการันตีได้เป็นอย่างดีและคิดว่าไม่น่าจะ พลาดหรือเสี่ยงในจุดนี้นอกจากนี้ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา บริษัทได้ผลิตแบรนด์ SUNDY BEAR ออกสู่ตลาดซึ่งเป็นตุ๊กตาหมีที่สามารถถอดเปลี่ยนชุดได้ราคาไม่แพงและได้รับ การตอบรับจากผู้บริโภคเป็นอย่างดี

“ในระยะแรกที่เราทำาตุ๊กตา SUNDYBEAR ขึ้นมาเราคิดว่าลูกค้าจะตอบรับน้อย เพราะราคาค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับตุ๊กตาตัวอื่นๆแต่เราก็ได้อธิบายให้กลุ่ม เป้าหมายตลาดระดับกลาง ราคาส่งโรงงานเริ่มต้นที่ 180 บาท3.MO-E (โม-เอะ) ราคาส่งโรงงานเริ่มต้นที่ 150 บาท ด้านช่องทางการจำาหน่ายบริษัทจะจำาหน่ายผ่านทางร้านตุ๊กตาสุนทรี และโรงงานรวมทั้งผ่านทาง www.suntreetoy.com

คุณสุนทรีกล่าวถึงวิสัยทัศน์ในการดำาเนินงานว่า เราอยู่ในอาชีพนี้แล้วและต้องทำอย่างไรให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆออกสู่ ตลาดให้มากที่สุด สำาหรับสินค้าตุ๊กตาจะขายผ่านศิลปะหรือความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆอยู่เสมอ จะไปจำเจอยู่กับสิ่งเดิมๆไม่ได้จะต้องมีการพัฒนาคิดค้นแบบใหม่ เพื่อต่อยอดธุรกิจเพิ่มมูลค่าให้กับโรงงาน และเพิ่มมูลค่าให้แก่สินค้าที่จะผลิตขึ้นมาใหม่โดยวัตถุดิบก็จะต้องแตกต่าง ไปจากเดิมอีกด้วย หากเราอยู่กับที่จะทำาให้เราล้าหลังได้เราจะต้องมีมุมมองหรือวิสัยทัศน์ที่ กว้างออกไปให้ตามทันยุคสมัย

ส่วนกลยุทธ์การดำาเนินงานท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่มีปัจจัยรุมเร้าหลาย ด้านในปัจจุบันนั้น  คุณสุนทรีกล่าวว่าโรงงานจะได้รับผลกระทบในเรื่องราคาวัตถุดิบที่มีการปรับ ราคา

เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย ซึ่งเป็นโจทย์ที่ท้าทายความสามารถว่าจะดำาเนินการอย่างไรให้ต้นทุนต่ำลง โดยให้มีผลกำไรและให้ผู้บริโภคซื้อสินค้าในราคาเดิม และสินค้ามีคุณภาพเช่นเดิมตามที่ได้รับมาตรฐาน มอก.

สำาหรับแนวทางการดำเนินการในปัจจุบันจะมี  3  แนวทาง  คือ  1.พยายามผลิตให้มีปริมาณมากขึ้นกว่าเดิมเพื่อให้ต้นทุนต่ำ เนื่องจากการทำางานเมื่อเกิดความชำานาญก็จะเกิดความรวดเร็วเพิ่มขึ้น เช่นการผลิตตุ๊กตา 1,000 ตัว ต้นทุนจะอยู่ที่ประมาณ 1,000 บาทแต่ถ้าผลิตให้ได้ถึง 2,000 ตัว ต้นทุนก็จะต่ำาลงเพราะพนักงานมีความชำนาญแล้ว เป็นต้น 2.การผลิตสินค้าตามความต้องการของตลาด โดยจะดูว่าสินค้าแบบใดที่ลูกค้าต้องการ ซึ่งโรงงานก็จะผลิตจำานวนมากขึ้น ทั้งนี้หากไม่ผลิตตามความต้องการของตลาดก็จะทำให้มีปัญหาในเรื่องของสต๊อก สินค้าตามมาอย่างแน่นอน

3.การใช้เครื่องมือที่ทันสมัยในกระบวนการผลิต อาทิ ในอดีตการยัดใยจาเป็นต้องใช้มือ และใช้ไม้กระทุ้ง  ซึ่งจะทำให้ในแต่ละวันผลิตสินค้าได้ไม่มากนัก แต่ในปัจจุบันโรงงานได้มีการนำเครื่องมือทุ่นแรงเข้ามาช่วยมากขึ้น ซึ่งสามารถช่วยลดต้นทุน และเวลาได้เป็นอย่างดี ทำให้สามารถผลิตสินค้าได้ในปริมาณที่มากขึ้นด้วย รวมทั้งการนาชิ้นส่วนผ้าที่เหลือมาผลิตเป็นตุ๊กตาตัวเล็กเพื่อแทนการทิ้ง เป็นขยะอีกด้วย

ส่วนปัญหาเรื่องของค่าแรงพนักงานที่มีการปรับตัวสูงในปัจจุบัน คุณสุนทรีกล่าวว่า มีผลกระทบเช่นกัน  เนื่องจากทางโรงงานไม่ได้มีการปรับราคาสินค้าเพิ่มแต่ค่าแรงพนักงานเพิ่ม ซึ่งสวนทางกัน อย่างไรก็ตาม โรงงานได้มีการแก้ไขปัญหา โดยได้มีการพูดคุยทำความเข้าใจกับพนักงานให้ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน  เช่น ทำอย่างไรจากเดิมที่ชั่วโมงหนึ่งผลิตตุ๊กตาได้ 20 ตัวให้สามารถผลิตได้มากกว่านี้ เนื่องจากพนักงานทุกคนมีศักยภาพในตัวเองอยู่แล้ว โดยดูจากงานเย็บที่ทางโรงงานจ่ายค่าแรงเป็นรายวันกับงานที่กลุ่มแม่บ้านเหมา เย็บเป็นรายชิ้น ซึ่งการเหมาเป็นรายชิ้นจะทำาให้เร่งทำงานมาก และเมื่อทำงานมากก็จะได้รับค่าตอบแทนเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย

“ตนจะบอกพนักงานทุกคนว่าให้คิดประหนึ่งว่า การทำงานในโรงงานเป็นแบบเหมางาน โดยจะมีการกำาหนดจานวนสินค้าที่จะผลิตอย่างชัดเจน  เพราะหากไม่ดำเนินการอย่างนี้เราก็จะสู้ในเรื่องต้นทุน และค่าแรงที่ปรับตัวสูงไม่ได้ ในขณะที่เราไม่สามารถปรับราคาสินค้าได้ ซึ่งพนักงานทุกคนให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีจริงๆ แล้วเราอยู่กันแบบพี่น้องหากพนักงานมีเรื่องเดือดร้อนอะไรเขาก็จะมาปรึกษา และเราก็พร้อมให้ความช่วยเหลือ สำหรับแนวความคิดในการบริหารบุคลากรของตนที่ยึดถือมาโดยตลอด คือ การเน้นว่าจะทำอย่างไรให้พนักงานทุกคนอยู่กับเราได้นานๆ และมีคุณภาพชีวิตที่ดี พร้อมทั้งให้พนักงานมั่นใจว่า อยู่กับเราแล้วเขามีความมั่นคง และมีอนาคต” คุณสุนทรีกล่าว

ด้านจุดเด่นของโรงงานสุนทรีคือ 1.โรงงานจะออกแบบตุ๊กตาเอง สร้างสรรค์งานออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง 2. บริษัทจะมีช่องจำาหน่ายผ่านทางทั้งหน้าร้านตุ๊กตาสุนทรี โรงงาน และทางระบบออนไลน์ หรือเว็บไซต์ ซึ่งทำให้สามารถรู้ความต้องการของลูกค้าอย่างแท้จริง 3. มีเทคโนโลยีที่ทันสมัยในการผลิต โดยสามารถผลิตงานได้ในปริมาณมากขึ้น 4. แรงงานที่มีคุณภาพ มีความชำานาญเฉพาะด้าน

คุณสุนทรีกล่าวต่อถึงมุมมองการแข่งขันของธุรกิจว่า “จริง ๆ แล้วจะต้องมองถึงการจำหน่ายสินค้าด้วยว่าอยู่ในกลุ่มใดเป็นอันดับแรก ซึ่งในส่วนของโรงงานจะเน้นการผลิต ความประณีตเป็นหลัก โดยลูกค้าที่ซื้อสินค้าของโรงงานไปแล้ว ก็ถูกใจในฝีมือทำให้โรงงานมีความมุ่งมั่น มุ่งเน้นมากๆ ในส่วนของการผลิตเพื่อให้ลูกค้าประทับใจในสินค้า ซึ่งเป็นจุดหนึ่งที่โรงงานจะต้องเหนือคู่แข่ง และหากจะเปรียบเทียบโรงงานที่ผลิตสินค้าในไทย ขายในไทย ส่งออกบ้างบางส่วน โรงงานตุ๊กตาสุนทรีถือได้ว่าเป็นโรงงานที่ผลิตสินค้าระดับต้นๆ โดยมีคุณภาพดีราคาไม่แพง”

“กลุ่มธุรกิจตุ๊กตาในราชบุรีจะมีการพบเจอกันทุกเดือน มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างกัน  เป็นอาชีพทีดี  มีความอบอุ่น  ถ้าถามว่าเป็นคู่แข่งกันเลยใช่ไหม ก็ไม่ถึงขนาดนั้น มีการพูดคุยถึงแนวทางการเพิ่มศักยภาพการผลิตมากกว่าการพูดถึงเรื่องราคา  ใครมีแนวคิดอย่างไรก็มาเสนอแบ่งปันช่วยเหลือกัน หรือหากใครมีออเดอร์ผลิตไม่ทันก็แบ่งปันกันไปถือเป็นธุรกิจที่เอื้อซึ่งกัน และกัน บางคนมองว่าที่ราชบุรีการแข่งขันกันสูง แต่จริง ๆแล้วพอได้อยู่ในกลุ่มเดียวกันที่เรียกว่า“กลุ่มหัตถกรรมตุ๊กตาราชบุรี” จะเป็นกลุ่มที่ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน”

สำาหรับลูกค้าที่สนใจซื้อตุ๊กตาไปขายหรือซื้อไปเป็นของฝาก  ของขวัญ  เชิญแวะที่ร้านตุ๊กตาสุนทรี ซึ่งอยู่ติดถนนเพชรเกษม และในส่วนของโรงงานนั้นตั้งอยู่ห่างจากหน้าร้านประมาณ 7 กิโลเมตร สำาหรับผู้ที่สนใจเข้าศึกษาดูงาน ดูขั้นตอนการผลิต  สามารถติดต่อคุณสุนทรีได้ที่เบอร์ 081-4823651

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

User Rating: 0 / 5

Star InactiveStar InactiveStar InactiveStar InactiveStar Inactive

 สมชาย”เดินหน้าเต็มพิกัดเร่งผลักดันแผนยุทธศาสตร์เข้าสู่เป้าหมาย

 นายกสมาคมผู้ค้าอัญมณีไทยและเครื่องประดับ “สมชายพรจินดารักษ์”เปิด วิสัยทัศน์ประกาศมุ่งสานต่อและผลักดันแผนยุทธศาสตร์ให้เป็นรูปธรรมอย่าง ชัดเจน  การันตีแนวโน้มการส่งออกปีนี้ใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา ตั้งเป้าดันยอดส่งออกทะยานสู่ 500,000 ล้านบาทในอีก 5-10 ปีข้างหน้า พร้อมแนะภาครัฐให้การสนับสนุนอุตสาหกรรมมากยิ่งขึ้น รวมทั้งเปิดใจมองประเทศไทยเป็นตู้เซฟอัญมณีที่คุ้มค่ากับการลงทุน

 นายสมชาย  พรจินดารักษ์ นายกสมาคมผู้ค้าอัญมณีไทยและเครื่องประดับ เปิดเผยถึงแนวทางการผลักดันแผนยุทธศาสตร์ให้มีความคืบหน้าและเป็นรูปธรรมว่า ตนทำงานในสมาคมฯมาเป็นเวลายาวนานกว่า 10 ปี โดยได้มีการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ต่างๆ หลายแผนงานมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งในส่วนของแบ็คอัพและด้านหน้า โดยหลาย ๆโครงการประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี อาทิ การผลักดันวัตถุดิบต้นน้ำให้เป็น ZERO VAT ซึ่งตนสามารถผลักดันได้ในสมัยที่เป็นประธานภาษี ทั้งนี้ สมาคมฯได้มีการวางแผนยุทธศาสตร์ในระยะสั้น กลาง ยาวและได้ผลักดันเข้าสู่สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย(ทีดีอา ร์ไอ)เพื่อให้บรรจุในแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติฉบับที่ 11(พ.ศ. 2555-2559)

สำหรับแผนยุทธศาสตร์ที่สมาคมฯจะผลักดันและสร้างให้เป็นรูปธรรมประกอบด้วย 1. การจัดหาวัตถุดิบจากทั่วโลก ซึ่งในอดีตประเทศไทยจะมีวัตถุดิบเอง แต่ ณ ปัจจุบัน ประเทศมีวัตถุดิบไม่เพียงพอกับความต้องการในเชิงพาณิชย์ 2.การปรับแก้ไขปัญหากฏหมายเดิมๆที่ไม่สามารถเอื้ออำนวยความสะดวกต่อธุรกิจ การค้าในด้านการแข่งขันกับทั่วโลก3.การหาตลาดใหม่ๆทดแทนตลาดเก่าเช่น สหรัฐอเมริกาและยุโรป ที่กำลังประสบปัญหา อาทิ จีน อินเดีย ตะวันออกกลางและรัสเซีย  เป็นต้น 4.การยกระดับการออกแบบหรือรูปแบบดีไซน์  5.การผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางอัญณีของโลก(Thailand-The World Gems and Jewerly  Hub) 6.การพัฒนาบุคลากร 7.การแก้ปัญหาเรื่องภาษี

 “ตนได้สร้าง THEME ศูนย์กลางการค้าอัญมณีและเครื่องประดับมาแล้ว 3 ปีและยังคงตอกย้ำอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ภาครัฐได้เห็นความสำคัญของธุรกิจนี้ ตนอยู่ในวงการนี้มายาวนานกว่า 40 ปี แต่ธุรกิจนี้ยังไม่ได้รับการดูแลและผลักดันจากภาครัฐอย่างจริงจัง  โดยภาครัฐอาจมองว่าเป็นธุรกิจที่ร่ำรวย ซึ่งจริง ๆแล้วไม่ใช่ เนื่องจากผู้ประกอบการในธุรกิจนี้มีทั้งคนรวยและจน มีทั้งประสบความสำเร็จและล้มเหลว เพราะฉะนั้นทุกธุรกิจก็คือเงินหมุน ทุกธุรกิจก็ต้องการให้ภาครัฐช่วยอุ้มชูและผลักดัน ทั้งนี้ประเทศไทยมีศักยภาพสูงและในระยะเวลา 4-5 ปีข้างหน้าเมื่อเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ประเทศไทยมีโอกาสสูงและจะเป็นพี่ใหญ่และเป็นผู้นำของธุรกิจอัญมณีและเครื่อง ประดับในภูมิภาคอาเซียน โดยสามารถใช้ประเทศไทยเป็นสปริงบอร์ดที่มีพร้อมทั้งธุรกิจต้น-ปลายน้ำและ เป็นเซ็นเตอร์ไปยังประเทศเพื่อนบ้านได้ ”นายสมชายกล่าว

 นายสมชายกล่าวต่อว่าการผลักดันแผนยุทธศาสตร์ต่าง ๆ เปรียบเสมือนพวงมาลัยพวงหนึ่งที่มีการร้อยเรียงตั้งแต่ต้นคือวัตถุดิบไล่ไป จนถึงต้นน้ำ กลางน้ำและปลายน้ำคือการผลักดันเรื่องการออกแบบดีไซน์ การหาตลาดใหม่ การเพิ่มผลผลิต ต้นทุนประหยัด ซึ่งทางสมาคมได้วางกลยุทธ์หลายด้าน รวมทั้งเรื่องRESEARCH&DEVELOPMENT(R&D) เพื่อช่วยให้สมาชิกมีต้นทุนที่ถูกลง สินค้ามีคุณภาพสมกับราคา โดยที่ผ่านมาได้สนับสนุน R&D  ให้กับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) โดยให้ทาง สกว.ลงลึกในเรื่องของการดูแลต่อยอดของการชุบ การขัด การฝัง การขึ้นตัวเรือน ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมากเพื่อยกระดับสินค้าเป็นไฮเอนด์

 “ปัจจุบันประเทศไทยส่งออกเครื่องประดับเงินเป็นอันดับหนึ่งของโลก พลอยจะอยู่ที่อันดับ 3 ส่วนอุตสหกรรม อัญมณีและเครื่องประดับโดยภาพรวมจะอยู่ที่อันดับ 10  เพราะฉะนั้นส่วนแบ่งการตลาดของโลก เรายังสามารถที่จะขยายเพิ่มได้อีก เราจึงอยากให้ภาครัฐเข้ามาดูแลอุตสาหกรรมนี้อย่างจริงจัง เพราะอัญมณีและเครื่องประดับอยู่เคียงข้างกับมนุษย์โลกมาเป็นเวลาหลายพันปี และคงไม่สลายไปไหน  ณ วันนี้แฟชั่นเครื่องประดับไปได้ไกลและยอดส่งออกเติบโต เครื่องประดับหมายถึงสินค้าที่สามารถอัพเดทให้เข้ากับแฟชั่นสมัยใหม่ ราคาไม่แพง เพราะฉะนั้นต่อไปในอนาคต เครื่องประดับไม่ใช่ของฟุ่มเฟือยอีกต่อไป “นายสมชายกล่าว

 นอกจากนี้ตนยังอยู่ระหว่างการสร้างเทรนด์เครื่องประดับ เพื่อให้ผู้ประกอบการและเอสเอ็มอีมีเทรนด์ของประเทศไทยในอนาคต อย่างไรก็ตามการสร้างเทรนด์ไม่ใช่เรื่องง่ายอาจต้องใช้เวลายาวนานประมาณ 10-20 ปี แต่ทางสมาคมได้เริ่มดำเนินการแล้ว ซึ่งที่ผ่านมาไม่ค่อยมีใครพูดถึงเรื่องเทรนด์ของจิวเวลรี่ ซึ่งตนอยากให้ประเทศไทยสามารถกำหนดเทรนด์ได้และเป็นที่ยอมรับของโลกในอนาคต ทั้งนี้สมาคมได้ร่วมมือกับบริษัทใหญ่ของโลกด้านเทรนด์สีจิวเวลรี่คือบริษัท สวารอฟสกี้ โดยเชิญมาเป็นพี่เลี้ยงสร้างเทรนด์ ให้ความรู้ การจัดเวิร์คช็อปให้กับผู้ประกอบการรายย่อย ซึ่งได้ดำเนินร่วมกัน 2-3 ครั้งแล้ว

 ส่วนเรื่องคันทรี่ แบรนด์ยังคงต้องดำเนินการแบบค่อยเป็นค่อยไปเช่นกัน หลังจากที่ดำเนินการมาได้ประมาณ 2 ปีกว่าแล้ว โดยกำหนดให้พลอยสีทั้งหมดจากทั่วโลกที่เข้ามาสู่ประเทศไทยและผลิตในประเทศ ไทยให้เรียก”พลอยไทย”(PLOI THAI)ทั้งหมด เช่นเดียวกับ JASMIN RICE  ซึ่งเรามาเปลี่ยนเป็นข้าวหอมมะลิ  หรือ THAI BOXING เราเรียกว่ามวยไทย และเมื่อเราเรียกพลอยไทย”(PLOI THAI) ติดต่อกันเป็นเวลาอาจเป็น 5 ปีหรือ 10 ปีข้างหน้า พลอยไทยก็จะเป็นที่รู้จักและยอมรับในตลาดโลก

 “หลายๆโครงการ ที่ตนผลักดัน เริ่มเข้ารูปเข้ารอย และตนก็จะผลักดันและสานต่ออย่างต่อเนื่อง ซึ่งตนพอใจกับการผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการค้าอัญมณีและเครื่อง ประดับและการโปรโมตคำว่า "Ploi Thai" ให้เป็นสัญลักษณ์สินค้าคุณภาพจากภูมิปัญญาของคนไทยให้เป็นที่รู้จักไปทั่ว โลก อย่างไรก็ตามจะต้องมีการผลักดันอย่างต่อเนื่อง ส่วนโครงการ ZERO VAT ที่จะหมดวาระการสนับสนุนจากรัฐบาลในปีนี้ ตนก็ได้ทำจดหมายและหนังสือไปยังกรรมสรรพากรแล้ว เพื่อขอให้สนับสนุนโครงการนี้ต่อไปและคาดว่าแนวโน้มมีความเป็นได้สูงเพราะ เป็นการสนับสนุนอุตสาหกรรมนี้ ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางอัญมณีของโลกรวมทั้งวัตถุดิบจากทั่วโลกจะ หลั่งไหลมายังประเทศไทย”นายสมชายกล่าว

นายสมชายกล่าวต่อว่าปัจจุบันสมาคมผู้ค้าอัญมณีไทยและเครื่องประดับ มีสมาชิกที่เป็นนิติบุคคลกว่า 1,400 ราย และ 95% เป็นผู้ส่งออก โดยยอดส่งออกเกือบทั้งประเทศจะมาจากสมาคมฯเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งได้นำเงินตราเข้าประเทศปีละหลายแสนล้านบาท ตนคาดว่าในระยะเวลาอีก 5-10 ปีข้างหน้าจะผลักดันให้ประเทศไทยมียอดการส่งออกเพิ่มเป็น 500,000 ล้านบาทจากปัจจุบันที่มีรายได้จากการส่งออกเกือบ 370,000 ล้านบาท  โดยตนมั่นใจว่ามีความเป็นได้อย่างแน่นอนซึ่งปัจจุบันอัญมณีและเครื่อง ประดับอยู่อันดับ 3 ของยอดส่งออกทั้งหมดของประเทศ

 ส่วนแนวโน้มการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับของไทยในปี 2554 ตนคาดว่าจะมีแนวโน้มใกล้เคียงกับปี  2553 ที่ผ่านมาที่มียอดส่งออก 366,818 ล้านบาท (11,652 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) หรืออาจขยายตัวเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อย เนื่องจากปัจจุบันต้องเผชิญปัจจัยเสี่ยงในหลาย ๆด้าน เช่น เรื่องวัตถุดิบ วิกฤตเศรษฐกิจสหรัฐและสหภาพยุโรป ค่าเงินบาทที่แข็งตัวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลถึงมูลค่าส่งออกในรูปเงินบาทอาจลดลงจากเดิม 3.3-3.4 แสนล้านบาท เหลือเพียง 2.9-3.0 แสนล้านบาท

 นอกจากนี้ยังได้รับผลกระทบต่อเนื่องเมื่อราคาทองและเงินปรับตัวสูงสุด เป็นประวัติการณ์ และผันผวนรุนแรงจนลูกค้าต้องชะลอสั่งซื้อรอบใหม่ ทั้งนี้อัญมณีใช้ทองคำเป็นวัตถุดิบสัดส่วนถึง 30-35%ส่วนกลุ่มผู้ผลิตเครื่องเงินเจอราคาวัตถุดิบเงินปรับขึ้นต่อเนื่องถึง 3 เท่าในรอบ 2 ปี สูงสุดถึง 40,000 บาท/ก.ก. จากเดิม 13,000 บาท/ก.ก. เมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา

 “เมื่อสแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ส (S&P) ได้ประกาศปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือระยะยาวของสหรัฐลง 1 ขั้นจาก AAA เหลือ  AA+ ส่งผลกระทบต่อประเทศไทยทันที นอกนี้ยังส่งผลกระทบต่อตลาดอียูอีกด้วย เพราะทั้งสองตลาดนี้เป็นตลาดส่งออกใหญ่ของไทย อย่างไรก็ตามนับเป็นความโชคดีเมื่อสมาคมฯได้มีการปรับกลยุทธ์โดยการเปิดตลาด ใหม่ไปยังจีนและอินเดีย โดยได้ดำเนินการมาเกือบ 10 ปีแล้ว ซึ่งสามารถช่วยลดผลกระทบจากปัจจัยเสี่ยงดังกล่าวได้บ้าง ทำให้ผู้ประกอบการหายใจสะดวกและมีตลาดทดแทน และหากมาเปิดตลาดใหม่ตอนนี้ก็ไม่ทันแล้ว”นายสมชายกล่าว

 นายสมชายกล่าวในตอนท้ายว่า อยากให้ภาครัฐเข้ามาสนับสนุนอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับมากยิ่งขึ้น เพราะเป็นอุตสาหกรรมที่สร้างแรงงานและสร้างรายได้ให้แก่ประเทศ และอยากให้ประเทศไทยเป็นเหมือนประเทศอินเดียที่คนส่วนใหญ่ที่มีฐานะจะทำ ธุรกิจอัญมณีและเครื่องประดับทุกครอบครัวและมีการค้าขายเพชรกลางถนน โดยไม่มีการจับกุม ซึ่งอยากจะฝากภาครัฐให้มีมาตรการที่ชัดเจนในการดำเนินการ

 “ถ้าตำรวจอยากจะจับก็ให้ไปจับที่ด่านไม่ใช่เข้ามาบุกค้นที่ร้านค้า ซึ่งส่งผลให้ลูกค้าตกใจกลัวและหนีหมด ทำให้บรรยากาศการค้าเสียเป็นอย่างมาก เหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้นบ่อยมากเพราะตนเป็นประธานรับเรื่องร้องเรียนซึ่ง ในช่วง 6 ปีที่ผ่านมามี 400 กรณี เมื่อมีเหตุการณ์นี้เราจะผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางการค้าอัญมณีได้อย่างไร ในเมื่อระดับผู้ใหญ่สั่งการแล้วระดับล่างไม่ปฏิบัติตาม ซึ่งตนอยากให้ภาครัฐจริงจังในเรื่องนี้และนำนโยบายที่ทางสมาคมดำเนินการไป แล้วมาปฎิบัติเป็นรูปธรรม

 รวมทั้งอยากให้มองประเทศไทยเป็นตู้เซฟเช่นเดียวกับฮ่องกงหรือดูไบที่เปิด กันหมดแล้ว คือใครที่อยากจะมีเพชรหรือพลอยสีที่ยิ่งใหญ่ของโลกก็สามารถทำได้ ซึ่งสามารถเปลี่ยนเป็นเงินได้ง่าย และเปิดโอกาสให้ต่างชาติมาลงทุนที่ประเทศไทย โดยให้เอาของแพงๆมาเก็บไว้ที่ประเทศไทยและเป็นตู้เซฟที่นักลงทุนมั่นใจว่า รัฐบาลไม่เปลี่ยนนโยบาย มีความปลอดภัยและคุ้มค่ากับการมาลงทุนสร้างมูลค่าเพิ่มที่ประเทศไทย “นายสมชายกล่าว

User Rating: 0 / 5

Star InactiveStar InactiveStar InactiveStar InactiveStar Inactive

มาซูม่าประกาศโกยรายได้ปีกระต่าย 450 ล้าน

บุกตลาดอุตสาหกรรม-เสริมทัพเครื่องกรองน้ำ

แม่ทัพใหญ่ มาซูม่า เปิดแผนปี54 ปูพรม 4 แนวทางดันยอดขายทะยาน 450 ล้านบาท เดินหน้าลุยตลาดเครื่องกรองน้ำอุตสาหกรรมรับกระแสอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เปิดตัวเครื่องกรองน้ำรุ่นใหม่เล็กระทัดรัดเขย่าตลาดเป็นเจ้าแรกในไทย โกอินเตอร์จับมือพันธมิตรเจาะอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ เร่งเพิ่มกำลังการผลิต 10% กระตุ้นเป้า พร้อมแนะภาครัฐออกข้อบังคับให้เหมาะสมกับธุรกิจขนาดกลางและเล็ก

นายศรัล ดุรงค์เดช กรรมการผู้จัดการ บริษัท มาซูม่า (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่าปัจจุบันบริษัทมีผลิตภัณฑ์หลัก 3 กลุ่ม ประกอบด้วย 1.กลุ่มเครื่องกรองน้ำ 2.กลุ่มเครื่องทำน้ำร้อน-น้ำอุ่น และ3.กลุ่มเครื่องกรองน้ำระบบอุตสาหกรรมและบำบัดน้ำเสีย โดยที่ผ่านมากลุ่มเครื่องกรองน้ำและเครื่องทำน้ำร้อน-น้ำอุ่นมีอัตราการ เจริญเติบโต  10-15% อย่างต่อเนื่องทุกปี และในปี 2553 ที่ผ่านมา บริษัทมียอดขายรวมอยู่ที่  385 ล้านบาท แบ่งเป็นรายได้จากกลุ่มเครื่องกรองน้ำและเครื่องทำน้ำร้อน-น้ำอุ่นจำนวน 316  ล้านบาท ส่วนที่เหลือเป็นรายได้จากกลุ่มเครื่องกรองน้ำระบบอุตสาหกรรมและบำบัดน้ำ เสีย 69 ล้านบาท

สำหรับในปี 2554 นี้ บริษัทได้ตั้งเป้ารายได้รวมไว้ที่  450 ล้านบาท โดยจะเป็นรายจากกลุ่มเครื่องกรองน้ำและเครื่องทำน้ำร้อน-น้ำอุ่น 345 ล้านบาท และกลุ่มเครื่องกรองน้ำอุตสาหกรรมและบำบัดน้ำเสีย 105 ล้านบาท ส่วนปัจจัยที่จะผลักดันให้ไปสู่เป้าหมายดังกล่าว บริษัทได้วางกลยุทธ์การตลาดไว้ดังนี้1. การรุกตลาดเครื่องกรองน้ำระบบอุตสาหกรรมและบำบัดน้ำเสียอย่างจริงจัง  2. การเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ 3.การส่งออกสินค้าไปจำหน่ายต่างประเทศ 4.การเพิ่มกำลังการผลิตเครื่องกรองน้ำและเครื่องทำน้ำร้อน-น้ำอุ่น

นายศรัลกล่าวถึงการทำตลาดเครื่องกรองน้ำระบบอุตสาหกรรมและบำบัดน้ำเสีย ว่าปัจจุบันบริษัทมีความพร้อมที่จะเข้ามาทำตลาดอย่างจริงจัง เนื่องจากเล็งเห็นว่าตลาดมีแนวโน้มเติบโตและขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้บริษัทได้เริ่มเข้ามาทำตลาดตั้งแต่ปี 2550 ที่ผ่านมาและมียอดขายเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และในปีนี้ได้ตั้งเป้าให้มีรายได้จากกลุ่มนี้เพิ่มอีก 50% จากรายได้ 69 ล้านบาทในปี 2553 หรือเพิ่มเป็น 105 ล้านบาท

“มีความเป็นไปได้สูงที่กลุ่มเครื่องกรองน้ำระบบอุตสาหกรรมและบำบัดน้ำ เสียจะเติบโตได้ตามเป้าที่วางไว้ เพราะเป็นกลุ่มธุรกิจที่กำลังไปได้ดี เนื่องจากทุกโรงงานอุตสาหกรรมต้องใช้ระบบบำบัดน้ำเสีย กลุ่มลูกค้าหลักจะเป็นโรงงานอุตสาหกรรมทั่วไป เช่น กลุ่มอิเลคทรอนิกส์ กลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร เป็นต้น ส่วนกลุ่มลูกค้าใหม่ๆที่เราจะขยายช่องทางตลาดคือกลุ่มโรงแรม โรงพยาบาล หรือองค์กรขนาดใหญ่ เพราะว่าลูกค้าองค์กรหรือลูกค้าอุตสาหกรรมเหล่านี้จะต้องมีหน้าที่รับผิดชอบ ปฏิบัติตามกฎหมายสิ่งแวดล้อม”นายศรัลกล่าว

ส่วนสาเหตุและแรงบันดาลใจที่เข้ามาทำธุรกิจดังกล่าวเนื่องจากตนมองถึง เรื่องการรักษาสิ่งแวดล้อมเป็นหลัก ซึ่งในปัจจุบันจะเห็นได้ว่ามีมลพิษที่เกิดขึ้นทั้งในอากาศ ในแม่น้ำลำคลองเพิ่มสูงขึ้นกว่าอดีตที่ผ่านมา นอกจากนี้ตนต้องการช่วยให้องค์กรขนาดใหญ่ไม่ว่าจะเป็นโรงแรมหรือโรงพยาบาล อาคารสูงต่าง ๆให้สามารถระบายน้ำเสียสู่สาธารณะได้มาตรฐานตามข้อกำหนดของกฎหมายสิ่งแวด ล้อม ไม่ต้องหลบเลี่ยงกฎหมาย

“จุดนี้จะเป็นแรงบันดาลใจของตนว่า ทำอย่างไรจึงจะทำให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เมื่อสิ่งแวดล้อมดี คุณภาพชีวิตก็จะดีขึ้น ธรรมชาติจะสวยงาม โดยเฉพาะโรงแรมที่ตั้งอยู่บริเวณริมชายหาดหรือริมแม่น้ำ ถ้าไม่ได้มีการบำบัดน้ำเสียอย่างเหมาะสม และมีการปล่อยน้ำเสียลงทะเลหรือแม่น้ำเป็นเวลานาน ๆก็จะก่อให้เกิดมลพิษ ส่งผลกระทบต่อผู้คนที่อาศัยอยู่ในละแวกนั้นและจะกลับมาส่งกระทบต่อโรงแรมเอง โรงแรมก็จะเสียหาย ธรรมชาติเสียหาย การท่องเที่ยวก็จะเสียหายตามไปด้วย”นายศรัลกล่าว

นายศรัลกล่าวว่า เครื่องกรองน้ำระบบอุตสาหกรรมและบำบัดน้ำเสียด้วยระบบ MEMBRANE บริษัทใช้ KNOWHOWและเทคโนโลยีของประเทศญี่ปุ่น มีจุดเด่นคือการประหยัดพื้นที่ในการจัดทำบ่อบำบัดน้ำเสียโดยจะมีขนาดเท่ากับ ตู้คอนเทนเนอร์เท่านั้น ซึ่งแตกต่างกับอดีตที่มาซึ่งต้องใช้พื้นที่ในการจัดทำขนาดใหญ่ รวมทั้งมีกระบวนการหรือขั้นตอนหลายขั้นตอน เช่นต้องมีการเติมแบคทีเรีย หรือใช้อากาศย่อยสลาย มีบ่อตกตะกอน เป็นต้น

ทั้งนี้การใช้พื้นที่ขนาดเล็กจะเป็นข้อดีมากที่ช่วยให้โรงแรม โรงพยาบาล ต่าง ๆไม่ต้องสร้างบ่อบำบัดที่ใช้พื้นที่ขนาดใหญ่ เพียงแต่ใช้พื้นที่เล็ก ๆก็สามารถสร้างบ่อบำบัดน้ำเสียได้และสามารถนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ได้อีกด้วย แต่ก็จะมีตะกอนส่วนหนึ่งที่ต้องนำไปทิ้งอย่างถูกต้อง รวมทั้งสามารถช่วยเหลือลูกค้าโรงงานหรือองค์กรที่ไม่มีพื้นที่ขนาดใหญ่ที่จะ สร้างบ่อบำบัดได้ให้สามารถทำถูกต้องตามกฎหมายสิ่งแวดล้อม เพราะสมัยก่อนกฎหมายสิ่งแวดล้อมจะออกตามมาทีหลัง ซึ่งทำให้ผู้ประกอบการเหล่านั้นทำไม่ได้ แต่เมื่อมีเทคโนโลยีใหม่ด้วย MEMBRANE นี้ก็จะทำให้การจัดทำและการดูแลของระบบก็จะง่ายมากยิ่งขึ้น ส่วนราคาค่าบริการจะขึ้นอยู่กับแต่ละโปรเจค ซึ่งจะอยู่ที่ประมาณหลักแสนจนถึงหลักล้าน

นายศรัลกล่าวต่อถึงรายละเอียดการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ว่า ล่าสุดบริษัทได้เปิดตัวเครื่องกรองน้ำรุ่นใหม่ “TORAY” โดยบริษัทได้ร่วมออกแบบกับญี่ปุ่น รวมทั้งการใช้เทคโนโลยีและผลิตที่ญี่ปุ่น มีจุดเด่นคือมีขนาดเล็กกระทัดรัด ผู้ใช้สามารถติดตั้งเองได้  มีใส้กรองขนาดเล็กสามารถมองเห็นได้ว่าสกปรกหรือไม่ ซึ่งเป็น MEMBRANE ที่ละเอียด 0.02 ไมคอน  สามารถกรองสารปนเปื้อนได้ในน้ำที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ได้แก่โลหะหนักอย่างเช่นสนิมในท่อระบายน้ำหรือสารปรอทที่ปนเปื้อนในน้ำ  สารเคมี เช่น ยาฆ่าแมลงและปุ๋ยเคมีที่มาจากการเกษตรแล้วไหลปนเปื้อนมายังแหล่งน้ำ  รวมทั้งคลอรีนที่ใช้ฆ่าเชื้อโรคในกระบวนการผลิตน้ำ ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง

“นอกจากเครื่องกรองดังกล่าวจะมีจุดเด่นดังที่กล่าวไปแล้ว ลูกค้ายังจะได้รับประโยชน์ในด้านของการใช้น้ำที่มีความปลอดภัยในการนำไป ประกอบอาหาร รวมทั้งยังสามารถตอบโจทย์ลูกค้าที่รักความสวยความงามได้อีกด้วย โดยสามารถนำเครื่องกรองน้ำไปติดตั้งในห้องน้ำเพื่อใช้ล้างหน้าและแปรงฟันได้ อีกด้วย ซึ่งเครื่องกรองน้ำรุ่นนี้สามารถเพิ่มมูลค่าให้แก่บริษัทได้อย่างดีเพราะแทน ที่จะขายได้บ้านละหนึ่งเครื่องแต่รุ่นนี้อาจขายได้หลายเครื่องเพราะสามารถ ติดตั้งได้ทุกที่ ประกอบกับราคาไม่แพง จะอยู่ที่ 3,590 บาท/เครื่อง สามารถตอบโจทย์คนกรุงเทพได้เป็นอย่างดี  ”นายศรัลกล่าว

ทั้งนี้บริษัทได้วางตลาดเมื่อต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมาและเป็นรายแรกใน ประเทศไทย โดยมีกระแสตอบรับดีและนับว่าเป็นรุ่นที่มียอดขายดีมากเมื่อเทียบกับเครื่อง กรองน้ำรุ่นอื่นที่มีการเปิดตัวใหม่ที่ผ่านมา คาดว่าสิ้นปีจะมียอดขายประมาณ  15,000 เครื่อง สำหรับกลุ่มเป้าหมายจะเป็นกลุ่มนักศึกษาที่พักอยู่ตามหอพัก หรือผู้ที่อาศัยอยู่ในคอนโดมิเนียม จะช่วยประหยัดเวลาไม่ต้องไปซื้อน้ำหรือต้องเสียเวลาไปหยอดตู้น้ำดื่ม อัตโนมัติ การติดตั้งง่ายสามารติดตั้งเองได้ไม่ต้องเดินท่อน้ำหรือสายไฟ ด้านช่องทางการจัดจำหน่ายจะผ่านทางห้างสรรพสินค้าทั่วไป

นายศรัลกล่าวต่อถึงการทำตลาดต่างประเทศว่า ในปีนี้บริษัทมีแผนที่จะส่งเครื่องกรองน้ำและเครื่องทำน้ำร้อน-น้ำอุ่นไป จำหน่ายในต่างประเทศ คืออินโดนีเซียและฟิลิปปินส์  ซึ่งบริษัทได้มีการศึกษารายละเอียดต่าง ๆ และพบว่าทั้งสองประเทศมีโครงสร้างหลายอย่างคล้ายคลึงกับไทยทั้งด้านเศรษฐกิจ และประชากร โดยจะดำเนินการผ่านทางตัวแทนจำหน่ายที่มีศักยภาพและมีช่องทางจำหน่ายสินค้า อยู่แล้ว

สำหรับโอกาสในการทำตลาดมีความเป็นได้สูง เพราะบริษัทมีความชำนาญในการทำตลาดในประเทศไทยอยู่แล้ว ซึ่งจะทำให้ปีนี้บริษัทมีการเติบโตจากการส่งออกอีกด้วย  โดยที่ผ่านมาบริษัทมียอดส่งออกน้อยมากหรือเพียง 5% เท่านั้น แต่ไม่ใช่จากการส่งออกของบริษัทเองแต่เกิดจากลูกค้าต่างประเทศ เช่นเวียดนาม พม่า อินโดนีเซีย จะมาซื้อสินค้าของบริษัทที่เมืองไทยโดยตรง

นอกจากนี้ในปีนี้บริษัทยังมีแผนเพิ่มกำลังผลิตเครื่องกรองน้ำและเครื่อง ทำน้ำร้อน-น้ำอุ่นอีก 10 % จากปัจจุบันมีกำลังการผลิตเครื่องกรองน้ำ 40,000 เครื่อง/ปี ส่วนเครื่องทำน้ำร้อน-น้ำอุ่นจะอยู่ที่ 60,000 เครื่อง/ปี ซึ่งจะเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่ผลักดันให้สู่เป้าหมาย 450 ล้านบาทที่ตั้งเป้าไว้

นายศรัลกล่าวต่อถึงจุดเด่นของมาซูม่าว่าคือคุณภาพสินค้าซึ่งบริษัทให้ ความสำคัญและเน้นย้ำมาตั้งแต่ยุคแรก โดยผู้ใหญ่จะเน้นว่าจะทำอะไรก็ตามสินค้าต้องมีคุณภาพเป็นอันดับแรก และต่อมาในรุ่นของตนก็จะเสริมในเรื่องการบริการที่ดี เนื่องจากทุกวันนี้สินค้าคุณภาพดีเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอจะต้องมีการ บริการที่ดีเพิ่มไปด้วย  ทำอย่างไรจึงจะให้ลูกค้าประทับใจในการบริการของบุคลากรของมาซูม่า เริ่มตั้งแต่การขาย จนไปถึงการติดตั้งและการบริการหลังการขาย นอกจากนี้ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่ตนเน้นคือลูกค้าจะต้องได้รับประโยชน์ที่คุ้ม ค่ากับเงินที่จ่าย ลูกค้าต้องได้รับบริการและสินค้ากลับไปอย่างคุ้มค่า

นอกจากนี้เรื่องของราคาที่ไม่แพงเมื่อเทียบกับผู้ประกอบการรายอื่น ๆก็จะเป็นจุดเด่นอีกข้อหนึ่งของมาซูม่า เนื่องจากบริษัทมีโรงงานที่ออกแบบและผลิตสินค้าเอง ตั้งอยู่ที่ลาดหลุมแก้วจังหวัดปทุมธานี ทั้งนี้บริษัทไม่ได้มุ่งหวังที่จะทำกำไรมาก แต่ทำกำไรที่บริษัทสามารถอยู่ได้และสามารถดูแลพนักงานให้อยู่ได้

ด้านวิสัยทัศน์องค์กร บริษัทได้กำหนดแนวทางไว้ดังนี้ 1.บริษัทมุ่งในการพัฒนาและยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีของลูกค้าด้วยสินค้า บริการและความสามารถในการบริหารจัดการองค์กรที่มีประสิทธิภาพสูงสุดของทุกคน และทุกหน่วยงานและการสร้างมูลค่าเพิ่มสูงสุดอย่างสมดุลให้แก่ทุกส่วนที่ เกี่ยวข้อง 2.การสร้างมูลค่าเพิ่มอย่างสมดุลให้แก่ทุกส่วนที่เกี่ยวข้องได้แก่ ลูกค้า,บุคลากรของบริษัท,ซัพพลายเออร์,พันธมิตรทางธุรกิจ,ผู้ถือหุ้น,สังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม

นอกจากนี้ทุกหน่วยงานและทุกคนในองค์กรต้องปฏิบัติให้บรรลุตามแนวทาง 3 ประการคือ 1.ให้ความสำคัญแก่ลูกค้าด้วยความเอาใจใส่และสนองตอบอย่างรวดเร็วด้วยความถูก ต้องเหมาะสมและยุติธรรมและรักษาความสัมพันธ์ที่ดีอย่างสม่ำเสมอและยั่งยืน

2.สร้างผลงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสามารถวัดผลได้และได้ผลงานเป็นไปตาม กรอบระยะเวลา,งบประมาณและเป้าหมายที่กำหนด โดยมีการรายงานผู้บังคับบัญชาอย่างสม่ำเสมอ

3.การทำงานรวดเร็ว,เรียบง่ายมีความถูกต้อง,ลดความสูญเปล่าในการทำงาน,มีความสามัคคีและทำงานร่วมกันอย่างบูรณาการ

นายศรัลกล่าวในตอนท้ายว่า อยากจะฝากให้ภาครัฐดูแลในเรื่องที่จะทำให้ธุรกิจขนาดกลางและเล็ก(SMEs) สามารถประกอบธุรกิจได้ในสภาวะที่เศรษฐกิจมีปัจจัยรุมเร้าหลายด้าน โดยเฉพาะในเรื่องของข้อบังคับบางข้อที่อาจมีความเหมาะสมสำหรับธุรกิจขนาด ใหญ่แต่ไม่เหมาะสมหรือเป็นอุปสรรคกับธุรกิจขนาดกลางและเล็ก ซึ่งปัจจุบันมีการแข่งขันสูง มีเงินทุนน้อย อยากให้ภาครัฐดูแลข้อบังคับต่าง ๆให้มีความเหมาะสม เพราะปัจจุบันการที่จะทำให้ธุรกิจอยู่ได้ก็เป็นสิ่งที่ยากอยู่แล้ว หากมีข้อบังคับที่ไม่เหมาะสมเข้ามาอีกก็จะทำให้ทำธุรกิจลำบากมากยิ่งขึ้น

ประวัติความเป็นมา

บริษัท มาซูม่า (ประเทศไทย)จำกัด ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2536เพื่อดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับการผลิตและจัดจำหน่ายสินค้า อาทิ เครื่องกรองน้ำดื่ม เครื่องทำน้ำอุ่น เครื่องทำน้ำร้อน ตู้น้ำดื่มและเครื่องกรองน้ำระบบอุตสาหกรรม เป็นต้น

ด้วยประสบการณ์ที่ยาวนานถึง 18 ปี จึงทำให้บริษัทเป็นที่รู้จักและยอมรับทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ โดยมีกลุ่มสินค้าที่ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคมาโดยตลอด อีกทั้งบริษัทยังมีทีมวิจัยและพัฒนาคุณภาพสินค้าเพื่อการพัฒนาที่ไม่หยุด นิ่ง

ภารกิจ

บริษัทมาซูม่า(ประเทศไทย) จำกัด ผลิตสินค้าที่มีคุณภาพเพื่อตอบสนองความต้องการและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของ ผู้บริโภค เริ่มตั้งแต่การคัดเลือกวัตถุดิบทั้งในและต่างประเทศ รวมไปถึงกระบวนการผลิต โดยการนำเครื่องจักรและเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ในกระบวนการผลิต เพื่อให้ได้สินค้าที่มีคุณภาพและเป็นที่ยอมรับในระดับสากล

คำมั่นสัญญา

บริษัท มาซูม่า(ประเทศไทย) จำกัด ได้ยึดถือและปฏิบัติตามคำมั่นสัญญาที่ให้กับลูกค้า ตั้งแต่วันที่ก่อตั้งบริษัทว่า ”เราจะสร้างความพึงพอใจให้แก่ลูกค้าด้วยการผลิตสินค้าคุณภาพและบริการที่ดี”

User Rating: 0 / 5

Star InactiveStar InactiveStar InactiveStar InactiveStar Inactive

ไทยฮั้วยางพารา ผู้ผลิตและส่งออกยางพาราอันดับหนึ่งของประเทศ

ไทยฮั้วยางพารา ตั้งเป้ายอดขายปี 54 พุ่งสู่ 50,000 ล้าน ลั่นตัวเลขวิ่งเข้าเป้า 100% โดยมีการขยายโรงงานและเพิ่มกำลังการผลิตอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งตลาดต่างประเทศมีทิศทางสดใส แย้มแผนอนาคตเตรียมบุกขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศควบคู่กันไป พร้อมจับมือพันธมิตรบริษัทผลิตล้อยางรถอันดับ 1 ของจีนต่อยอดธุรกิจครบวงจร แนะภาครัฐเร่งส่งเสริมธุรกิจปลายน้ำรองรับปัญหายางพาราล้นตลาดอย่างยั่งยืน

ดร.หลักชัย กิตติพล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยฮั้วยางพารา จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่าในปี 2554 บริษัทวางเป้ายอดขายทั้งในและต่างประเทศไว้ที่ 50,000 ล้านบาทซึ่งจะเพิ่มขึ้นประมาณ 60% จากปี 2553 ปีที่ผ่านมาที่มียอดขายกว่า 30,000 ล้านบาท โดยบริษัทมั่นใจว่าสามารถเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้อย่างแน่นอน เนื่องจากผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีแรกประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีและราคา ยางพาราอยู่ในระดับที่สูงเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมาประมาณ 30-40%  ประกอบกับในช่วงครึ่งปีหลังโดยปกติยอดขายจะมากกว่าครึ่งปีแรก เพราะในช่วงครึ่งปีแรกจะมีช่วงเวลา 3 เดือนคือตั้งแต่เดือนเมษายน-มิถุนายน จะเป็นช่วงที่สินค้าและวัตถุดิบต่าง ๆมีน้อย

สำหรับปัจจัยที่จะผลักดันให้ยอดขายเข้าสู่เป้าหมายที่วางไว้ คือการขยายโรงงานและการเพิ่มกำลังการผลิตของโรงงานที่มีอยู่เดิม โดยในปีนี้บริษัทได้มีการซื้อโรงงานน้ำยางข้นเพิ่มอีก 2 โรงงานคือที่จังหวัดระยองและสุราษฏร์ธานี การก่อสร้างโรงงานยางแท่งที่จังหวัดบุรีรัมย์ การเพิ่มกำลังการผลิตของโรงงานที่จังหวัดหนองคายและพิษณุโลก

นอกจากนี้เมื่อมองดูตลาดในต่างประเทศของบริษัทในครึ่งปีหลัง พบว่าตลาดยังมีแนวโน้มดี โดยเฉพาะตลาดทางด้านเอเซียซึ่งจะดีกว่าตลาดทางด้านยุโรปและอเมริกา โดยตลาดยางรถที่ใช้แล้วและเมื่อหมดอายุลูกค้าจะนำมาเปลี่ยนเป็นยางเส้นใหม่ จะมีมากกว่ายางของรถยนต์ใหม่ ซึ่งมีแนวโน้มดีทั้งในยุโรปและอเมริกา นับเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้บริษัทมั่นใจว่ายอดขายจะเข้าเป้าอย่างแน่นอน

ปัจจุบัน ยอดขายต่างประเทศของบริษัทจะอยู่ที่ประมาณ 87-88% ส่วนที่เหลืออีกประมาณ 12-13 % จะเป็นยอดขายในประเทศ  สำหรับตลาดภายในประเทศ บริษัทนับได้ว่าเป็นผู้นำในอันดับต้น ๆของธุรกิจนี้ โดยมีส่วนแบ่งการตลาดในด้านของกำลังการผลิตประมาณ 15% ของตลาดรวม เนื่องจากบริษัทมีโรงงานทั่วประเทศ ทั้งภาคใต้ ภาคตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวมทั้งภาคเหนือและบริษัทนับเป็นผู้ประกอบการรายแรกที่เข้าไปตั้งโรงงาน ซึ่งจะเป็นข้อที่ได้เปรียบเหนือคู่แข่ง

ด้านแผนการตลาดในอนาคต บริษัทมีแผนการขยายตลาดใหม่เพิ่มอย่างต่อเนื่องทั้งในและต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นตลาดในยุโรปหรืออเมริกา และในเดือนกรกฏาคมที่ผ่านมา บริษัทได้มีการขยายตลาดที่ประเทศอินเดียโดยการเข้าไปตั้งบริษัทใหม่ นอกจากนี้ในปีที่ผ่านมาบริษัทยังได้มีการขยายตลาดที่ประเทศดูไบแล้วเช่นกัน

“การเข้าไปเปิดตลาดที่อินเดียเป็นการร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจ เพราะเขารู้ว่ายางพาราของประเทศไทยเป็นอันดับหนึ่งของโลกและเขารู้ว่าเรา เป็นบริษัทอันดับต้น ๆของประเทศและมีความสามารถในการบริหารจัดการมากกว่าเขา ดังนั้นเขาจึงให้เราเป็นผู้บริหารและเป็นผู้ถือหุ้น ส่วนในประเทศไทยปีนี้คงจะขยายไม่ทันแล้วเพราะตอนนี้เรากำลังสร้างโรงงานที่ พิษณุโลก คาดว่าจะเสร็จประมาณเดือนมีนาคมปีหน้า อย่างไรก็ตามในปีหน้าเรามีโครงการที่จะขยายโรงงานในจังหวัดอื่นๆอย่างต่อ เนื่องประมาณปีละ1-2 แห่ง”ดร.หลักชัยกล่าว

ดร.หลักชัยกล่าวต่อถึงจุดเด่นของบริษัทซึ่งลูกค้าให้การตอบรับเป็นอย่าง ดีและไว้วางใจมายาวนานถึง 33 ปีในปัจจุบันว่า จุดเด่นของบริษัทคือผู้บริหารในรอบกว่า 30 ปีที่ผ่านมาเป็นคนรุ่นใหม่และเป็นผู้ที่ให้ความสำคัญเกี่ยวกับเรื่องเครดิต คือการรักษาคำพูด การซื่อตรงต่อลูกค้า การให้บริการความช่วยเหลือเมื่อลูกค้าประสบกับปัญหาต่าง ๆ โดยจะให้การดูแลและเข้าไปช่วยแก้ไขปัญหา ซึ่งเป็นเครดิตที่บริษัทได้สร้างสะสมมาอย่างต่อเนื่องยาวนานและเป็นที่ ประทับใจของลูกค้า

และอีกประการหนึ่งที่สำคัญคือไม่ว่าราคายางพาราจะมีการปรับราคาขึ้นหรือ ลง บริษัทจะจำหน่ายในราคาเดิมไม่เปลี่ยนแปลงตามสัญญาที่ดำเนินการไว้กับลูกค้า นอกจากนี้บริษัทจะเน้นให้ความสำคัญและดูแลลูกค้า โดยมีแนวคิดว่าไม่ได้มุ่งหวังผลกำไรจากลูกค้าแต่จะร่วมมือกับลูกค้าในการ จัดการบริหารและก้าวเดินไปข้างหน้าด้วยกัน ดังนั้นจึงทำให้เครือข่ายของบริษัทมีความเข้มแข็งเป็นอย่างมาก

“ปัจจุบัน เราครบรอบ 33 ปี เรามีความมั่นคงและมีความแข็งแกร่งในธุรกิจเป็นอย่างมาก เพราะเรามีสวนยางคือต้นน้ำ มีโรงงานคือกลางน้ำ และเรากำลังจะทำปลายน้ำคือจะจะร่วมทุนกับ Hangzhou Zhongce Rubber Co.,Ltd ผู้ผลิตล้อยางอันดับ 1 ของจีน เราจะเป็นผู้ถือหุ้นรวมทั้งจัดส่งวัตถุดิบ โดยโรงงานจะตั้งอยู่ที่นิคมอุตสาหกรรมหลักชัยเมืองยาง ซึ่งจะทำให้บริษัททำธุรกิจครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ”ดร.หลักชัย กล่าว

สำหรับ Hangzhou Zhongce Rubber Co.,Ltd เป็นผู้ผลิตล้อยางอันดับ 1 ของจีน และเป็นรัฐวิสาหกิจรายแรกของจีนที่เข้ามาลงทุนผลิตล้อยางรถในต่างประเทศ โดยจะมีความแข็งแกร่งในด้านตลาดและโนฮาวต่าง ๆรวมทั้งการบริหารจัดการและเป็นผู้จำหน่ายยางทั่วโลก ดังนั้นจึงมีลูกค้าเป็นจำนวนมาก อีกทั้งยังเป็นบริษัทที่ให้ความสำคัญในเรื่อง R&D ซึ่งตนคิดว่าเป็นสิ่งจำเป็นและสำคัญมาก

ส่วนเหตุผลที่บริษัทเลือกลงทุนกับ Hangzhou Zhongce Rubber Co.,Ltd เนื่องจากประเทศจีนตั้งอยู่ใกล้กับประเทศไทย สามารถพึ่งพากันได้เป็นอย่างดี ประกอบกับบุคลากรของบริษัทพูดภาษาจีนได้จึงทำให้การสื่อสารง่ายและจากการที่ บริษัทมียางพาราเป็นวัตถุดิบจำนวนมากในประเทศไทย จะทำให้ Hangzhou Zhongce Rubber Co.,Ltd ได้สินค้าที่มีความสดใหม่มากกว่าที่จะนำไปสินค้าไปผลิตที่ประเทศจีนและส่ง กลับมาจำหน่ายในประเทศไทย อีกทั้งยังจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในด้านการขนส่งสินค้าได้เป็นอย่างมากอีก ด้วย

ดร.หลักชัยกล่าวต่อถึงรายละเอียดของนิคมอุตสาหกรรมหลักชัยเมืองยางว่า  ตั้งอยู่ที่อำเภอเมือง จังหวัดระยอง  มีพื้นที่ประมาณ 2,500 ไร่ โดยจะเป็นนิคมอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมยางพาราทั้งหมดและจะเป็น นิคมอุตสาหกรรมสีเขียว 100%   สำหรับบริษัทที่เข้ามาตั้งโรงงานจะเป็นอุตสาหกรรมสะอาดไม่มีพิษหรือสารเคมี ส่วนความคืบหน้าปัจจุบันอยู่ระหว่างการจัดทำ EIA คาดว่าจะแล้วเสร็จประมาณเดือนกันยายนปีนี้

“แนวความคิดของการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมหลักชัยเมืองยาง เนื่องจากตนต้องการพัฒนาจังหวัดระยองให้มีความเจริญก้าวหน้า และต้องการให้ธุรกิจยางพาราตั้งอยู่ในกลุ่มเดียวกันโดยให้จังหวัดระยองเป็น ศูนย์ยางพาราของไทย ประกอบกับจังหวัดระยองมีวัตถุดิบ อาทิ ยางเทียม ยางธรรมชาติ เป็นจำนวนมาก ซึ่งจะทำให้ผู้ที่มาลงทุนสามารถประหยัดต้นทุนค่าส่งและยังมีท่าเรือแหลมฉบัง และท่าเรือมาบตาพุดรองรับการส่งออกอีกด้วย”ดร.หลักชัยกล่าว

ด้านมุมมองของธุรกิจยางพาราในปีนี้ ตนมองว่ายางพาราจะโดดเด่นมากในกลุ่มของอุตสาหกรรมการเกษตร เพราะมีมูลค่าทั้งปีโดยเฉพาะยางพาราที่เป็นวัตถุดิบจะมีมูลค่าสูงเกือบ 500,000 ล้านบาท ซึ่งไม่รวมผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเกือบ 200,000 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีประชาชนที่เข้ามาอยู่ในอุตสาหกรรมนี้มากกว่า 6 ล้านคน เพราะปัจจุบันยางพาราไม่ได้มีเฉพาะภาคใต้เท่านั้นแต่คลอบคลุมทุกภาคทั่ว ประเทศ ซึ่งส่งผลให้ยางพาราเป็นธุรกิจที่มีความยั่งยืนมากในอุตสาหกรรมการเกษตร

ปัจจุบันการส่งออกยางพาราจะอยู่ที่ประมาณ 30% ของจีดีพีของอุตสาหกรรมการเกษตร และคาดว่าในปีนี้ยางพาราจะส่งออกขั้นต่ำประมาณ 400,000 ล้านบาท และจะมีผู้ที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวข้องกับยางพาราเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก รวมทั้งยังมีห่วงโซ่ของธุรกิจนี้เพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย จึงทำให้แนวโน้มของธุรกิจยางพาราในปีนี้ดีขึ้นอย่างแน่นอน

ดร.หลักชัยได้ให้ความเห็นในกรณีที่มีผู้ประกอบการยักษ์ใหญ่อย่างเช่น ซีพี หรือเบียร์ช้างที่ให้ความสนใจที่จะเข้าทำธุรกิจยางพาราว่า นับเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่าธุรกิจยางพารามีแนวโน้มไปได้ดี เพราะถ้าหากไม่ดีคนระดับบิ๊ก ๆหรือระดับมันสมองของประเทศคงจะไม่ให้ความสนใจเข้ามาทำธุรกิจนี้ ซึ่งจะทำให้ธุรกิจเกิดความมั่นคง โดยสถาบันการเงินเกิดความมั่นใจในการปล่อยสินเชื่อ และจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการ

“การค้าขายยางที่เราทำอยู่ในปัจจุบันเป็นการแข่งขันแบบสมบูรณ์ เสรี ไม่ได้มีการผูกขาด ดังนั้นการเข้ามาของค่ายยักษ์ใหญ่ดังกล่าว จึงไม่ส่งผลกระทบต่อเราแต่อย่างใด โดยแต่ละบริษัทจะต้องไปบริหารจัดการของตนเองให้มีประสิทธิภาพ แต่อาจมีกระทบกระเทือนบ้างในเรื่องของบุคลากรที่อาจต้องมีการแย่งชิงตัว อย่างไรก็ตามก็ขึ้นอยู่กับแต่ละบริษัทอีกเช่นกันว่าจะมีการดูแลบุคลากรดีมาก น้อยเพียงใด”ดร.หลักชัยกล่าว

ส่วนราคายางพาราที่มีความผันผวนไม่คงที่ ก็จะขึ้นอยู่กับแต่ละบริษัทว่ามีแนวทางการบริหารและระบบการจัดการอย่างไร โดยผู้ประกอบการจะต้องมีการปรับตัวให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่ราคายางพารา เปลี่ยนไป หากจะใช้วิธีการจัดการแบบเดิมๆ คงจะไม่ได้ ในส่วนของบริษัทก็ได้มีการปรับตัวเช่นกัน โดยมีจุดเด่นคือชัยภูมิที่ตั้งที่มีครบทุกภูมิภาค ทั้งนี้หากบริษัทซื้อยางพาราไม่ได้ก็จะหมายความทั่วประเทศก็จะซื้อยางพารา ไม่ได้เช่นกัน นอกจากนี้ บริษัทจะเน้นในเรื่องการเสริมสร้างบุคลากรเข้ามาร่วมงานกับบริษัทอย่างต่อ เนื่อง โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ ๆ ที่มีความคิดใหม่ ๆ ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับองค์กร ปัจจุบันบริษัทมีพนักงานทั่วประเทศประมาณ 4,000 คน

ดร.หลักชัยกล่าวในตอนท้ายถึงสิ่งที่อยากให้ภาครัฐเข้ามสนับสนุนธุรกิจ อยางพาราว่า ในส่วนของต้นน้ำ ภาครัฐได้มีการสนับสนุนกันอย่างเต็มที่แล้ว ส่วนกลางน้ำก็ไม่ได้มีปัญหาแต่อย่างใด ดังนั้นจึงอยากฝากถึงภาครัฐให้เข้ามาดูแลในส่วนของปลายน้ำคือผลิตภัณฑ์ ซึ่งจะมีอัตราการเจริญเติบโตช้ากว่าต้นน้ำ เนื่องจากการใช้ผลิตภัณฑ์จึงยังไม่ขยายตัวมากเท่าที่ควร รวมทั้งการวิจัยและพัฒนาด้านผลิตภัณฑ์ยังไม่ได้รวมกันเป็นกลุ่ม ซึ่งจะกระจายกันพัฒนา ทำอย่างไรจึงจะสามารถให้รวมเป็นกลุ่มในด้านการวิจัยพัฒนา

นอกจากนี้อยากจะให้รัฐบาลหาแนวทางในการส่งเสริมปลายน้ำไม่ให้เป็นคอขวด ซึ่งประเทศไทยไม่ควรที่จะส่งออกเฉพาะยางดิบเพียงอย่างเดียวแต่ควรจะส่งออก ผลิตภัณฑ์ยางพาราด้วย โดยส่งเสริมให้คนไทยสามารถเข้ามาทำธุรกิจปลายน้ำของยางพาราได้มากยิ่งขึ้น  ซึ่งจะทำให้ธุรกิจเป็นของคนไทยมากยิ่งขึ้นด้วย หากภาครัฐสามารถส่งเสริมในจุดนี้ได้ ก็จะเป็นทางออกในการแก้ปัญหาเรื่องราคายางพารา  เพราะในอนาคตหากมีการปลูกยางพารากันมากยิ่งขึ้นอาจทำให้เกิดปัญหายางพาราล้น ตลาดได้ ทั้งนี้ยางพาราต้องใช้เวลาในการกรีดประมาณ 5 ปี ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ภาครัฐมีเวลาเตรียมตัว ดังนั้นควรจะส่งเสริมปลายน้ำให้มีความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น

ผลิตภัณฑ์คุณภาพ

ยางแผ่นรมควัน

ยางรมควันใช้ในอุตสาหกรรมหลายประเภท เนื่องจากคุณสมบัติที่น่าพึงพอใจหลายประการ อาทิความสะอาด ความทนทานต่อแรงฉีก ยางแผ่นรมควันแบ่งออกเป็น 5 เกรด ตั้งแต่ RSS1-RSS5 ความแตกต่างของเกรดเป็นผลมาจากความแตกต่างในขั้นตอนการเตรียมยางดิบที่ทำให้ แข็งตัวในระหว่างขั้นตอนการทำแผ่นยางที่ยังไม่ได้รมควัน แผ่นยางจะได้รับการคัดสรรและรมควันภายในระยะเวลาและอุณหภูมิที่ได้รับการควบ คุม เพื่อให้แน่ใจว่าได้รับการรมควันอย่างเหมาะสมและไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อ คุณสมบัติของยาง นอกจากนี้ เกรดของยางแผ่นรมควันยังขึ้นอยู่กับการตวจสอบด้วยตาเปล่า ดังนั้นบริษัทจึงได้มีการจัดอบรมสำหรับผู้ตรวจสอบและจัดให้มีการตรวจสอบ ระดับการแบ่งเกรดของผู้ตรวจสอบ สลับกันเป็นระยะๆเพื่อให้แน่ใจว่าการดำเนินงานของพนักงานแต่ละคนเป็นไปอย่าง สอดคล้องกัน

ยางแท่ง

ความสามารถในการวัดและควบคุมลักษณะภายนอก รวมไปถึงคุณลักษณะอันหลากหลายของยางแท่งได้ทำให้เกิดความก้าวหน้าเป็นอย่าง มากในประวัติศาสตร์ธุรกิจยางพารา ความต้องการของยางแท่งจึงได้เพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก เนื่องจากยางประเภทนี้ช่วยทำให้เกิดความสะดวกในการควบคุมคุณภาพสำหรับผู้ใช้ ทั้งในขั้นตอนการรับสินค้าและการดำเนินการผลิต ทั้งนี้ยางแท่งแบ่งออกเป็น 4 ประเภทได้แก่ STR 10,STR 20, STR L,และ STR CV ซึ่งจะขึ้นอยู่กับการควบคุมการผลิตที่แตกต่างกันออกไป การควบคุมคุณภาพอย่างสม่ำเสมอและมีประสิทธิภาพของบริษัท นับตั้งแต่ขั้นตอนการเลือกสรรวัตถุดิบไปจนถึงการทดสอบในห้องปฏิบัติการ ทำให้มั่นใจได้ว่ายางแท่งทุกชิ้นได้รับการผลิตและจัดส่งตรงตามความต้องการ ของลูกค้า

น้ำยาง

น้ำยางสดที่ได้จากสวนยางจะได้รับการเก็บรักษาอย่างเคร่งครัด จึงมีความบริสุทธิ์และเป็นหนึ่งในวัตถุดิบที่มีความสะอาดที่สุดที่ใช้ในการ ผลิตยางพารา น้ำยางสดได้รับการเก็บรักษาด้วยสารเคมีหลายชนิดและได้รับการปั้นเพื่อแยก ชั้นให้น้ำยางที่มีปริมาณยางแห้ง(DRC)อยู่ 60%หลังจากนั้นจะได้รับการผสมแอมโมเนียในระหว่างขั้นตอนการผลิตเพื่อเป็นการ ยืดอายุในการเก็บรักษา ซึ่งปริมาณความเข้มข้นของแอมโมเนียที่ผสมเข้ามานี้จะขึ้นอยู่กับความต้องการ ของลูกค้าแต่ละราย(HIGH AMONIA LATEX,MEDIUM AMONIA LATEX,LOW AMONIA LATEX )

User Rating: 0 / 5

Star InactiveStar InactiveStar InactiveStar InactiveStar Inactive

เก้ากฤชครบรอบ 8 ปี เผยกลยุทธ์ความสำเร็จเน้น ความรับผิดชอบ ไม่ทิ้งงาน ตรงเวลา ความปลอดภัย มัดใจลูกค้า ปลื้มซินเท็คดูแลดีไว้วางใจมอบงานให้ต่อเนื่อง ประกาศแผนปีกระต่ายมุ่งงานคุณภาพมากกว่าปริมาณ ตั้งเป้าโตเพิ่มอีก 10-15%

นายคมกฤช ผุริจันทร์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เก้ากฤช จำกัด เปิดเผยว่าบริษัทประกอบธุรกิจรับเหมาก่อสร้างอาคารพาณิชย์ คอนโดมิเนียม และในปี 2554 นี้บริษัทครบรอบ 8 ปี สำหรับปัจจัยที่ส่งผลให้ประสบความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจและได้รับความไว้ วางใจจากลูกค้าอย่างต่อเนื่องคือความรับผิดชอบในการทำงาน ไม่ทิ้งงาน ไม่ว่างานที่ได้รับจะยากหรือมีอุปสรรคต่าง ๆ การส่งมอบงานให้แก่ลูกค้าตรงต่อเวลาถึงแม้ว่างานที่ได้รับจะขาดทุนหรือมี กำไรก็ตาม รวมทั้งใส่ใจเรื่องความละเอียดและความปลอดภัยในการทำงานเพื่อไม่ให้เกิด อันตรายทั้งบุคลากรของบริษัทและบุคคลที่อยู่บริเวณโดยรอบ

“อุปสรรคที่พบในการทำงานมีหลายสาเหตุ อย่างเช่นเรื่องของสถานที่ซึ่งทำให้เราทำงานยากขึ้น การทำงานในเมืองใหญ่ก็จะแตกต่างจากต่างจังหวัด ยกตัวอย่างการทำงานในเมืองก็จะเจอปัญหาเรื่องการจราจรที่ทำให้มีคอร์สเพิ่ม ขึ้น ปัญหาเรื่องแรงงานทั้งคนไทยและต่างด้าว ที่พักของคนงานไกล เป็นต้น ส่วนต่างจังหวัดก็จะเจอปัญหาในเรื่องของแรงงานซึ่งส่วนใหญ่จะใช้แรงงาน ต่างด้าวที่สูงถึงเกือบ 80% ค่าการตลาด ปัญหาเรื่องสภาพอากาศ อย่างเช่นภาคใต้จะมีฝนตกบ่อยหรือการเกิดสึนามิ รวมทั้งปัญหาเรื่องค่าครองชีพที่สูง ดังนั้นในปีนี้บริษัทจึงมีนโยบายไม่รับงานที่ภาคใต้ ”นายคมกฤชกล่าว

นายคมกฤชกล่าวต่อว่าปัจจุบันบริษัทเป็นผู้รับเหมาช่วงต่อจากบริษัท ซินเท็ค คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน)  100% โดยได้รับความไว้วางใจมาอย่างต่อเนื่องติดต่อกันเป็นปีที่ 6 แล้ว สำหรับงานที่ได้รับจะอยู่ในส่วนของงานโครงสร้าง(ฐานราก เสา คาน พื้น พื้นหล่อในที่ พื้นคอนกรีตร้อยลวดอัดแรง พื้นวางบนดิน เป็นต้น) และงานสถาปัตย์(ก่ออิฐ งานฉาบปูนภายใน ภายนอก งานปูกระเบื้องพื้นและผนัง งานทาสี งานเก็บความเรียบร้อย เป็นต้น) โดยมีสัดส่วนงานโครงสร้างอยู่ที่ 35%และงานสถาปัตย์ 65% หรือคิดเป็นปริมาณ 30% จากโครงการทั้งหมดของบริษัท ซินเท็ค คอนสตรัคชั่น จำกัด(มหาชน)

“เราทำงานกับบริษัทซินเท็คมานานถึง 6 ปีแล้ว ทำงานแบบช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เขาดูแลเราดีทั้งในเรื่องเงินและความช่วยเหลือในทุกด้าน  เราพอใจในจุดนี้  ด้านความคิดที่จะไปรับงานจากบริษัทอื่น ขณะนี้ยังไม่มีแต่ในอนาคตก็ไม่แน่นอนต้องดูปัจจัยอื่นประกอบ  ส่วนในอนาคตบริษัทจะก้าวขึ้นเป็นผู้รับเหมาหลักหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับเวลาและโอกาสแต่บริษัทไม่เร่งรีบ ค่อย ๆเป็นค่อย ๆไป เพราะการขึ้นเป็นผู้รับเหมาหลักต้องใช้เงินทุนจำนวนมาก”นายคมกฤชกล่าว

สำหรับในปี 2553 ที่ผ่านมาบริษัทได้รับงานจากบริษัท ซินเท็ค คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน)รวมทั้งสิ้น 12 โครงการ คิดเป็นมูลค่า 1,800 ล้านบาท ส่วนในปี 2554 นี้ บริษัทมีนโยบายที่จะรับดำเนินการก่อสร้างโครงการต่าง ๆประมาณ 6- 7 โครงการเท่านั้นหรือคิดเป็นมูลค่ากว่า 1,000 ล้านบาท หรือลดลงจากปีที่ผ่านมาประมาณ  40%

“สาเหตุที่บริษัทได้วางเป้ารับงานเพียง 6-7 โครงการในปีเนื่องจากต้องการเน้นงานที่มีคุณภาพ ประกอบกับองค์กรเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา โดยในปี 2551 มีมูลค่างานอยู่ที่ 4000 ล้าน ในปี 2552 มีมูลค่าอยู่ที่ 600-700 ล้านและในปี 2553 มีมูลค่างาน 1,800 ล้าน  ซึ่งจะเห็นได้ว่าจะเติบโตแบบก้าวกระโดด ดังนั้นในปีนี้จึงเน้นงานคุณภาพเป็นหลักและไม่เหนื่อยมากเกินไป”นายคมกฤช กล่าว

ปัจจุบันบริษัทมีโครงการที่อยู่ระหว่างการดำเนินการแล้ว 3 โครงการ ประกอบด้วยโครงการ 1. โครงการ RYTHM ของบริษัท เอเชี่ยนพร๊อพเพอร์ตี้ จำกัด(มหาชน) 2.โครงการ VANTAGE EASTERN STAR    3. โครงการ WHIZDOM SUKHUMVIT 64 ของบริษัทแมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวลล็อปเมนต์ คอร์ปอร์เรชั่น จำกัด ซึ่งทั้ง 3 โครงการอยู่ในระหว่างขั้นตอนการวางฐานราก และที่เหลือจะเป็นโครงการที่ก่อสร้างใหม่อีกประมาณ 3-4 โครงการ อาทิ เซอร์วิสอพาร์ทเม้น 31 ชั้น ลาดพร้าว เป็นต้น

นายคมกฤชกล่าวต่อถึงผลประกอบการของปี 2553 ที่ผ่านมาว่ามีผลกำไรเพิ่มจากปี 2552 ที่ผ่านมา10% ซึ่งพลาดจากเป้าหมายที่คาดไว้ที่ 15% ส่วนเป้าหมายรายได้ปี 2554 บริษัทตั้งเป้าให้เพิ่มจากปี 2553 อีก 10-15% และหากเพิ่มถึง 20% นับว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก

ด้านแนวโน้มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ปี 2554 ตนมองว่ายังมีแนวโน้มไปได้ดี ถึงแม้ว่าจะมีปัญหาในเรื่องของวัตถุดิบที่มีการปรับตัวสูงขึ้นและปัญหาค่า แรงที่เพิ่มขึ้น  แต่ตราบใดที่ยังมีรถไฟฟ้าเปิดให้บริการก็จะมีโครงการแนว ดิ่ง(คอนโดมิเนียม)เปิดตัวตามแนวรถไฟฟ้าควบคู่กันไป ซึ่งจะเป็นสิ่งที่ดึงดูดให้คนต่างจังหวัดเข้ามาทำงานในกรุงเทพฯอย่างต่อ เนื่อง

“โครงการแนวดิ่งที่เกิดขึ้นตามแนวรถไฟฟ้าจะเป็นเกรดบี ราคาจะอยู่ที่ประมาณ 1 ล้านบาท จุดเด่นคือจะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง กลุ่มลูกค้าจะเป็นนักศึกษาและคนทำงานที่ต้องการเดินทางสะดวกสบาย ตนมั่นใจว่าหากมีรถไฟฟ้าบีทีเอส โครงการแนวดิ่งยังไปได้ดี สังเกตได้จากบ้านที่อยู่ในเมืองเริ่มมีน้อยและมีโครงการแนวดิ่งเพิ่มมากขึ้น  ส่วนโครงการแนวราบคาดว่าจะมีการเปิดตัวไม่มากนัก เนื่องจากคนต้องเดินทางไกล ประกอบกับราคาน้ำมันแพง”

ด้านหลักการบริหารบุคลากร นายคมกฤชกล่าวว่า ตนยึดหลักเน้นความจริงใจ ความเป็นกันเอง ปัจจุบันบริษัทมีพนักงานประมาณ 200-300 คน ซึ่งตนสามารถจำชื่อพนักงานได้ถึง 80% และจำหน้าได้หมดทุกคน ทั้งนี้บริษัทจะมีการจัดประชุมใหญ่สังสรรค์ปีละ 2 ครั้งหรือทุก 6 เดือนเพื่อให้พนักงานและผู้บริหารได้พบปะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างกัน

จุดกำเนิดของความสำเร็จ

นายคมกฤชกล่าวว่า ตนเป็นคนจังหวัดอุดรธานี อำเภอบ้านผือ เกิด พ.ศ. 2514 ปัจจุบันอายุ 40 ปี  จบการศึกษาแค่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6  และได้เดินทางมาทำงานรับเหมาก่อสร้างกับลุงที่กรุงเทพฯเมื่ออายุ 13 ปี  สาเหตุที่มาทำงานครั้งแรกเนื่องจากต้องการหาเงินช่วยแม่ ในระยะแรกมาช่วยป้าขายก๋วยเตี่ยวที่ไซด์งานก่อสร้างที่หมู่บ้านเลคไซด์ บางนา กม.5 และเริ่มทำงานรับเหมาก่อสร้างเมื่ออายุ 14 ปี

งานแรกที่ทำคือรื้อไม้แปลน ทำมาประมาณ 4-5 เดือนก็เปลี่ยนไปทำงานเป็นช่างสำรวจ วางผังบ้าน ส่องกล้อง วัดแบ่งเขต แบ่งพื้นที่บ้าน ทำประมาณ 3-4 ปี ก็ได้เปลี่ยนมาเป็น STAFF  ย้ายไปทำงานที่ จังหวัดแม่ฮ่องสอนกับพี่ชาย ต่อมาในปี 2532 ได้เปลี่ยนตำแหน่งเป็น FOREMAN ซึ่งได้ทำอยู่ประมาณปีครึ่งก็ได้ย้ายมาทำงานที่จังหวัดเชียงใหม่ รับสร้างคอนโดมิเนียมประมาณ 1 ปี

สำหรับจุดที่ก้าวขึ้นเป็นผู้รับเหมาเองคือต้องการหาเงินแต่งงาน โดยเริ่มรับเหมางานจากงานเล็ก ๆคือก่อปูน ฉาบปูนตามคอนโดมิเนียม ปูกระเบื้อง โครงการแรกมีรายได้ประมาณ 140,000-150,000 บาท ซึ่งทำร่วมกับพี่ชาย หลังจากนั้นจึงรับเหมาไปเรื่อยๆ ทำให้มีโอกาสรู้จักกับผู้ใหญ่ในวงการรับเหมาเป็นจำนวนมาก ซึ่งทำอยู่ประมาณ 14 ปี(2534-2549)

ในปี 2549 ได้จัดตั้งบริษัทใหม่ร่วมกับพี่ชายคือ ต.พีรกฤช ซึ่ง ต มีที่มาจากชื่อของตนคือต๋องและตี๋ของพี่ชายรวมกัน  โดยรับเหมาก่อสร้างและค้าวัสดุก่อสร้าง งานแรกที่ทำคือก่อสร้างอาคารไฟฟ้าย่อยของบริษัท ABB หลังจากนั้นก็รับเหมางานของ QH และศุภาลัย โดยเน้นโครงการแนวดิ่งเป็นหลัก ส่วนกลุ่มแนวราบจะไม่เน้นเพราะมีกำไรน้อย ต่อมาได้ติดตามเจ้านายเข้าไปรับงานในกลุ่มอุตสาหกรรม เช่นโรงงานของกลุ่มบริษัทบริดสโตน ซึ่งได้ทำในส่วนของอาคารเล็ก ๆ มูลค่า 20-30 ล้านบาท

ต่อมาตนได้แยกบริษัทกับพีชายมาตั้งบริษัทใหม่คือ”เก้ากฤช” ซึ่งมีที่มาคือตนชอบเลขเก้ารวมกับชื่อตัวท้ายคือกฤชซึ่งเป็นอาวุธเทพ หลังจากแยกมาแล้วได้รับงานก่อสร้างอาคารวัดพระธรรมกายเป็นงานแรก เป็นอาคารเอนกประสงค์ มูลค่า 30 ล้านบาท ต่อมาเจ้านายได้แนะนำให้มาทำงานกับบริษัทซินเท็ค คอนสตัคชั่นจำกัด(มหาชน) งานแรกที่ทำคือไปช่วยหล่อระบายน้ำที่สนามบินสุวรรณภูมิ หลังจากนั้นได้รับงานจากซินเทคมาอย่างต่อเนื่อง เริ่มต้นจากงานมูลค่าน้อยและได้มีโอกาสรู้จักกับผู้ใหญ่ของบริษัทซินเท็คมาก ยิ่งขึ้นและได้รับความไว้วางใจจากบริษัทซินเท็คให้ทำงานมาอย่างต่อเนื่องจน ถึงปัจจุบัน

บริษัท เก้ากฤช จำกัดก่อตั้งเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2546 ประกอบธุกิจรับหมาก่อสร้างอาคารพาณิชย์ คอนโดมิเนียม โดยเป็นผู้รับเหมาช่วงต่อจากบริษัท ซินเท็ค คอนสตัคชั่น จำกัด(มหาชน) มีทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท มีนายคมกฤช ผุริจันทร์ ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ