×

Warning

JFolder: :files: Path is not a folder. Path: /home/bizfocus/domains/bizfocusmagazine.com/public_html/images/Biz_Cover/2018/cover_065/srithai_065

×

Notice

There was a problem rendering your image gallery. Please make sure that the folder you are using in the Simple Image Gallery plugin tags exists and contains valid image files. The plugin could not locate the folder: images/Biz_Cover/2018/cover_065/srithai_065

Cover_2018

User Rating: 5 / 5

Star ActiveStar ActiveStar ActiveStar ActiveStar Active

คุณสาธิต วรธนารัตน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินทีเกรท ซีเคียวริตี้ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด

อินทีเกรท ซีเคียวริตี้ตั้งเป้ารายได้พุ่ง 100 ลบ.

“อินทีเกรท ซีเคียวริตี้” ประกาศศักยภาพ เล็งรายได้รวมปีนี้แตะ 100 ลบ. เติบโตเพิ่ม 35% หนุนสร้างความมั่นคงให้กับองค์กรและพนักงาน มั่นใจตัวเลขไม่พลาดเป้า ด้วยแผนการขยายธุรกิจที่มีประสิทธิภาพ ชูจุดเด่นทีมบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ บวกการติดตั้งตามมาตรฐานสากลตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้อย่างลงตัว พร้อมมุ่งมั่นเข้าสู่ระบบ ISO 9001  เสริมแกร่งบุก ECC และตลาดต่างประเทศ คาดได้รับการรับรองตุลาคมนี้

คุณสาธิต วรธนารัตน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินทีเกรท ซีเคียวริตี้ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ดำเนินธุรกิจนำเข้าอุปกรณ์ดับเพลิงป้องกันเพลิงไหม้ เปิดเผยว่า บริษัทตั้งเป้ารายได้รวมในปี 2561 ไว้ที่ประมาณ 100 ล้านบาท หรือเติบโตเพิ่ม 35% จากปี 2560 ที่สร้างรายได้ 60 ล้านบาท เพื่อให้สอดคล้องกับแผนการขยายธุรกิจ รวมทั้งเป็นการสร้างความมั่นคงให้กับองค์กร

คุณสาธิต วรธนารัตน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินทีเกรท ซีเคียวริตี้ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด

 สำหรับเป้ารายได้ดังกล่าวถือเป็นเรื่องที่ท้าทายบริษัทเป็นอย่างมาก อย่างไรก็ตามบริษัทมีความมั่นใจว่าจะสามารถทำรายได้ตามเป้าหมายที่วางไว้อย่างแน่นอน เนื่องจาก บริษัทมีแผนการรองรับการเติบโตดังกล่าวที่มีประสิทธิภาพไว้เป็นอย่างดี  ประกอบด้วย การขยายอาคารสำนักงานและอาคารจัดเก็บสินค้าเพื่อรองรับการประกอบสินค้า ซึ่งจะจัดเก็บสินค้าได้เพิ่มอีก 3 เท่าตัว อีกทั้ง ยังมีการเพิ่มบริการใหม่ คือ การนำเสนอโซลูชั่นระบบดับเพลิงป้องกันไฟไหม้ให้กับลูกค้าให้ อาทิ การให้บริการต่างๆ โดยเริ่มตั้งแต่การสำรวจ ออกแบบ ให้คำแนะนำ จำหน่าย ติดตั้ง พร้อมกับบริการดูแลลูกค้าหลังการขาย เป็นต้น

บริษัทได้เริ่มดำเนินธุรกิจโดยนำเข้าระบบดับเพลิงด้วยแก็สที่เรียกว่าสารสะอาดซึ่งเป็น Clean Agent เมื่อเกิดไฟไหม้ระบบจะฉีดน้ำยาออกมาเพื่อดับเพลิงไหม้โดยอัตโนมัติ โดยไม่เป็นอันตรายต่อผู้ใช้และแผงวงจรควบคุมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ จึงนิยมใช้กันอย่างกว้างขวาง ในปัจจุบันสาร CLEAN AGENT ที่ใช้ดับเพลิงมีด้วยกันหลายชนิดในยุคแรกๆจะใช้สาร FM200 และ Inert gas ซึ่งระบบ FM200 ได้ติดตั้งเป็นที่แรกในประเทศไทย ที่ศูนย์ Flight Simulator บริษัทการบินไทยจำกัดมหาชน สำนักงานใหญ่วิภาวดี เมื่อปลายปี 2536 ประมาณ 25 ปีที่แล้ว จากนั้นมีการใช้งานอย่างกว้างขวางจากการเจริญเติบโตทางด้าน IT และ DATA Center

ปัจจุบันบริษัทมีการนำเข้าสาร Clean Agent หลายชนิดเข่น FM200, NOVEC1230 และNAF S125 เมื่อระบบมีการใช้งานฉีดแก๊สไปแล้วสามารถนำมาเติมแก๊สใหม่ได้ ขณะที่นำมาเติม บริษัทมีถังสำรองไปติดตั้งให้ลูกค้าใข้ก่อนเพื่อป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น

นอกจากนี้บริษัทยังมีการนำสินค้าใหม่เข้ามาจำหน่ายภายในประเทศ คือ ผ้าม่านกันไฟไหม้ ( Smoke&Fire Curtain ) ภายใต้แบรนด์สินค้า “BLE” จากประเทศอังกฤษ โดยมีคุณสมบัติไม่ติดไฟในกรณีที่เกิดเหตุไฟไหม้สามารถต้านไฟไหม้ได้ 1-2 ชั่วโมง ซึ่งมากพอที่จะชะลอการขยายตัวของไฟและกลุ่มควันดำไม่ให้ลุกลามไปในพื้นที่ปลอดภัยเพื่อให้คนอพยพได้ทัน และให้พนักงานดับเพลิงเข้ามากู้สถานการณ์ได้

โดยวิธีนี้จะช่วยลดความเสียหายจากการเกิดไฟไหม้ได้ และจะเป็นการเพิ่มความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของลูกค้าได้อย่างคุ้มค่า ยกตัวอย่างเช่น ในกรณีของโรงงานอุตสาหกรรม Fire Curtain สามารถใช้แยกโซนพื้นที่อันตรายออกไปได้ เช่น บริเวณเก็บสารเคมี สารไวไฟเช่นทินเนอร์ สาร Solventต่างๆ ซึ่งเป็นสารไวไฟเวลาไฟไหม้จะขยายตัวเร็วมากแต่จะถูกกั้นด้วยม่านกันไฟที่ทนความร้อนได้ 2 ชั่วโมงความเสียหายจะถูกจำกัดในพื้นที่บางส่วนเท่านั้น 

ปัจจุบันทางโรงพยาบาลชั้นนำมีใช้ระบบ Smoke &Fire Curtain เช่นกัน ซึ่งกรณีเกิดเหตุเพลิงไหม้ในโรงพยาบาลผ้าม่านกันไฟไหม้จะตกลงมาโดยอัตโนมัติ เพื่อแยกพื้นที่ออกจากกันเพื่อให้มีช่องทางหนีไฟซึ่งออกแบบให้มี Escape Route ดังนั้นจึงอพยพคนไข้และเจ้าหน้าที่ให้ออกมาจากพื้นที่เสี่ยงภัยได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัย สำหรับอุปกรณ์ของ BLE จะนำเข้าจากต่างประเทศทั้งชุด ซึ่งการออกแบบจะเป็นไปตามมาตรฐาน NFPA และอุปกรณ์ได้รับการรับรองมาตรฐาน UL ซึ่งคาดว่าจะได้รับการตอบรับที่ดี

“ในปีนี้เราได้เล็งเห็นว่าเรามีความพร้อมในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นความพร้อมของพนักงานในด้านความรู้ความเชี่ยวชาญและทักษะการทำงานที่มีประสิทธิภาพ เราได้ตระหนักคำนึงถึงความรับผิดชอบที่จะต้องดูและและให้บริการลูกค้าอย่างดีที่สุด  เราคงยังมีการพัฒนาทีมงานอีกอย่างต่อเนื่อง อีกทั้ง เรายังมีการขยายอาคารสำนักงานและมีอาคารจัดเก็บสินค้าแห่งใหม่ ที่มีพื้นที่พร้อมจะรองรับสินค้าเพิ่มมากขึ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะสามารถขับเคลื่อนให้องค์กรของเราเติบโตไปได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อเนื่อง

เรามองว่าพนักงานทุกคนได้ทุ่มเทแรงกายแรงใจและทำงานร่วมกับบริษัทมาอย่างยาวนาน ดังนั้น การขยายธุรกิจในครั้งนี้จะช่วยให้พนักงานของเราสามารถเติบโต และมีรายได้เพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะทำให้พนักงานเหล่านี้มีความภาคภูมิใจที่ได้ทำงานกับองค์กรและถือเป็นการประสบความสำเร็จไปพร้อมๆ กับองค์กรได้อย่างยั่งยืน” คุณสาธิตกล่าว

ทั้งนี้ บริษัทคาดการณ์ว่าเป้ารายได้เบื้องต้น 100 ล้านบาท จะมาจากรายได้ในส่วนของการขายโซลูชั่นระบบดับเพลิงให้กับลูกค้า 70% ส่วนที่เหลืออีก 30% จะมาจากรายได้การจำหน่ายผ้าม่านกันไฟและอุปกรณ์อื่น โดยมีการให้บริการภายใต้คอนเซปต์ Integrated Security Engineering Fire Protection Solution

คุณสาธิต กล่าวต่อว่า นอกเหนือจากการขายธุรกิจและนำเข้าสินค้าใหม่แล้ว บริษัทยังอยู่ระหว่างการขอรับการรับรองมาตรฐาน ISO 9001 : 2015 เพื่อเป็นการพัฒนากระบวนการทำงาน และพัฒนาองค์กรให้มีคุณภาพตามหลักมาตรฐานสากล ซึ่งล่าสุดได้จัดอบรมให้พนักงานมีความพร้อมในการจัดเตรียมเอกสาร คาดว่าจะได้รับการรับรองภายในเดือนตุลาคม 2561 นี้

โดยมาตรฐานดังกล่าวจะก่อให้เกิดประโยชน์โดยให้ความมั่นใจกับลูกค้าและเป็นผลดีกับบริษัท ในการขยายตลาดไปยังโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC และกลุ่มประเทศ CLMV เนื่องจาก บริษัทเล็งเห็นว่า กลุ่มประเทศดังกล่าวยังมีโอกาสและช่องว่างทางการตลาดอีกมาก อีกทั้งยังมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องและมีความต้องการใช้ระบบป้องกันเพลิงไหม้ ที่มีความทันสมัยและมีมาตรฐานสูงซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม

สำหรับจุดเด่นที่ทำให้บริษัทได้รับความไว้วางใจจากกลุ่มลูกค้ามาอย่างยาวนาน คือ บริษัททำงานบนพื้นฐานของวิศวกรรมที่ดี มีทีมบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญในการทำงานเป็นอย่างมาก รวมทั้ง ยึดหลักความถูกต้อง การติดตั้งระบบและอุปกรณ์ต่างๆ ตามมาตรฐานสากล และยังคงทำเช่นนั้นต่อไปอีกยาวนาน เมื่อลูกค้ามีการลงทุนแล้วเขาควรได้ระบบทีดีในการใช้งานที่คุ้มค่า มีลูกค้าหลายรายเกิดเหตุเพลิงไหม้แล้วระบบของบริษัทสามารถดับไฟได้ นี่คือความภูมิใจและคืองานของบริษัท

ขณะเดียวกัน ตนซึ่งอยู่ในฐานะของผู้บริหารยังมีประสบการณ์ในการทำงานมาอย่างยาวนานกว่า 30 ปี พร้อมทั้งยังเป็นผู้เริ่มต้นทำธุรกิจด้วยตนเองจึงมีความรู้ความเชี่ยวชาญในการทำงาน การบริหาร การทำตลาด และการเงินเป็นอย่างดี และพร้อมที่จะเรียนรู้และพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา จึงทำให้องค์กรสามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่องจวบจนปัจจุบัน

 สำหรับสินค้าของบริษัทที่เลือกมาจำหน่ายจะมีมาตรฐานสูง คือ เป็นสินค้าเกรด A เช่น ระบบดับเพลิง NOVEC1230 , FM200 ,CO2 ของ Kidde Fire Systems ประเทศอเมริกา, อุปกรณ์ตรวจจับก่อนเพลิงไหม้ CIRRUS PRO ใช้เทคโนโลยี่ที่ดีที่สุดในการตรวจจับไฟไหม้ คือ Cloud Chamber สามารถจับได้ก่อนเกิดไฟไหม้ของประเทศอังกฤษ, ม่านกันไฟไหม้ Smoke & Fire Curtain –BLE ประเทศอังกฤษและอุปกรณ์แจ้งเหตุเพลิงไหม้ Notifier USA , Hochiki Japan และ อื่นๆ ซึ่งส่วนใหญ่ได้ตามมาตรฐาน UL FM.   

“ปัจจุบันระบบป้องกันไฟไหม้ถือเป็นสิ่งสำคัญในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งมีผู้ประกอบการชั้นนำเป็นจำนวนมากต่างก็ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากยิ่งขึ้น เพื่อป้องกันชีวิตทรัพย์สินและธุรกิจไม่ให้เกิดความเสียหาย เพราะเมื่อเกิดเหตุเพลิงไหม้นอกจากจะสร้างความเสียหายให้กับธุรกิจแล้ว ยังต้องเกี่ยวข้องกับข้อกฎหมายเรื่องประกันภัยอื่นๆ อีกหลายอย่าง ทั้งยังทำให้ธุรกิจต้องหยุดชะงักไม่สามารถดำเนินการต่อไปได้ หรือบางรายอาจต้องปิดกิจการไปในที่สุด ที่ผ่านมาระบบป้องกันไฟไหม้ของเราที่ติดตั้งให้กับลูกค้า สามารถป้องกันเหตุการณ์เหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงทำให้เราได้ความเชื่อมั่นมาอย่างต่อเนื่อง” คุณสาธิตกล่าว

คุณสาธิต กล่าวต่อว่า ปัจจุบัน กลุ่มลูกค้าของบริษัทจะอยู่ในโซนกรุงเทพมหานครและภาคกลางเป็นหลัก ส่วนรองลงมาคือ ภาคตะวันออก ภาคเหนือ และภาคใต้ตามลำดับ ซึ่งในอนาคตหากสินค้าของบริษัทได้รับการตอบรับที่ดีและเป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น บริษัทยังพร้อมที่จะเพิ่มบุคลากรเพื่อรองรับต่อการให้บริการกับลูกค้าที่มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น

สำหรับหลักการบริหารองค์กร บริษัทจะเน้นการสร้างบรรยากาศที่ดีในการทำงานเพื่อไม่ให้เกิดความเครียดในระหว่างการทำงาน  อีกทั้ง ยังมุ่งส่งเสริมให้พนักงานได้เข้ารับการอบรมเพื่อเพิ่มทักษะและความรู้ในสาขางานที่ตนรับผิดชอบ และนำความรู้เหล่านั้นมาพัฒนางานและสามารถแข่งขันกับคู่แข่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ

คุณสาธิต วรธนารัตน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินทีเกรท ซีเคียวริตี้ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด

ด้านการแนวโน้มของธุรกิจในปีนี้ ตนมองว่า แม้ว่าเศรษฐกิจจะยังคงทรงตัวแต่บริษัทยังคงสามารถเติบโตไปได้อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากมีฐานลูกค้าเดิมที่ยังให้ความเชื่อมั่นและใช้บริการกับบริษัทด้วยดีเสมอมา อีกทั้งบริษัทยังเพิ่มการทำตลาดโดยการเข้าหาลูกค้าใหม่ ประกอบกับ การได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO 9001 : 2015 ที่จะถึงในเดือนตุลาคมนี้ จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

ส่วนสิ่งที่อยากจะฝากถึงภาครัฐ ตนอยากให้ภาครัฐเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจให้มีการลงทุนจริงจังมากขึ้น โดยเฉพาะEEC จะเป็นความหวังขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เกิดการขยายตัวอีกมากทีเดียว ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนจะมีการลงทุนเพิ่มในโครงการต่างๆอีกมาก จะเกิดการจ้างงานประชาชนมีรายได้สูงขึ้น หนี้ภาคครัวเรือนจะได้ลดลง และความสุขของประชาชนจะกลับคืนมา

User Rating: 5 / 5

Star ActiveStar ActiveStar ActiveStar ActiveStar Active

จี-โบ (ประเทศไทย) กางแผนธุรกิจปี 61

“จี-โบ (ประเทศไทย)” จ่อเซ็นสัญญารับงาน 2 โครงการใหญ่ของภาครัฐและภาคเอกชนอีกหลายโครงการ หนุนสร้างความมั่นคงให้องค์กร ดัน Backlog พุ่งกว่า 150 ลบ. บวกรายได้แตะ 200 ลบ. ชูจุดเด่นผู้รับเหมางานโครงสร้างเหล็กอย่างครบวงจรการันตีความเชื่อมั่นลูกค้า พร้อมเตรียมอัพเกรดเครื่องจักรด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย

คุณณรงค์ เสาวภา กรรมการผู้จัดการ บริษัท จี-โบ (ประเทศไทย) จำกัด ดำเนินธุรกิจประเภทรับเหมางานโครงสร้างเหล็กครบวงจร เปิดเผยถึงทิศทางการดำเนินงานในปี 2561 ว่า ขณะนี้ บริษัทอยู่ระหว่างการรอเซ็นสัญญาเพื่อเข้ารับงานในโครงการใหญ่ของทั้งภาครัฐและเอกชนหลายโครงการ เช่น รถไฟฟ้ามหานคร สายสีส้ม, โครงการก่อสร้างสนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิระยะที่ 2 และโครงการก่อสร้างโรงงานอุตสาหกรรมและอาคารแวร์เฮาส์ต่างๆ เป็นต้น

ทั้งนี้ หากบริษัทได้รับงานดังกล่าวจะช่วยให้องค์กรมีการเติบโตอย่างมั่นคง โดยคาดว่าจะมี Backlog กว่า 150 ล้านบาท และผลประกอบการเพิ่มเป็น 200 ล้านบาท จากปี 2560 ที่มีรายได้เพียง 150 ล้านบาท อีกทั้งยังทำให้ลูกค้ามีความเชื่อมั่นและเล็งเห็นถึงศักยภาพ ในการรับงานในโครงการขนาดใหญ่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังช่วยให้พนักงานของบริษัทมีทักษะและความเชี่ยวชาญในการทำงานเพิ่มขึ้นจากการ

“ในปีนี้ หากเราได้รับงานใหม่ๆ ในเขตกรุงเทพฯ และปริมลฑลมากขึ้น นอกจากจะทำให้สามารถเดินทางไปยังไซต์งานต่างๆ เพื่อตรวจสอบงานได้อย่างต่อเนื่อง และประสานงานกันได้ง่ายยิ่งขึ้น ซึ่งส่งผลให้ลูกค้ามีความเชื่อมั่น และเล็งเห็นถึงศักยภาพในตัวเรา โดยมองเห็นภาพการทำงานของเราได้ชัดเจนมากขึ้นแล้ว อีกทั้งคาดว่ายังจะทำให้ Backlog เพิ่มเป็นกว่า 150 ล้านบาท รวมถึงจะทำให้มีรายได้เพิ่มจากปีที่ผ่านมาอีกด้วย” คุณณรงค์ กล่าว

ด้านการดำเนินงานในปัจจุบัน บริษัทอยู่ระหว่างการก่อสร้างโครงการคุณภาพขนาดใหญ่หลากหลายโครงการ เช่น โครงการแมกโนเลียส์ ราชดำริ บูเลอวาร์ด คอนโดมิเนียมระดับ Super Luxury สถาปัตยกรรมที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก “กลีบดอกแมกโนเลีย” ซึ่งมีความยากและต้องอาศัยเทคโนโลยีขั้นสูงสุดในการก่อสร้างกับรูปทรงโค้งมนของตัวตึก มูลค่างาน 50 ล้านบาท และ “โครงการเทอร์มินอล 21 พัทยา” ศูนย์การค้าขนาดใหญ่ที่สุดของภาคตะวันออก

นอกจากนี้ ยังมีผลงานคุณภาพที่ได้ร่วมดำเนินการในโครงการขนาดใหญ่ระดับประเทศอีกหลายโครงการ เช่น สะพานภูมิพล1, สะพานภูมิพล 2, ท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ, ชั้นดาดฟ้าของโครงการคอนโดมิเนียม Ideo Phayathai, โรงไฟฟ้านิคมอุตสาหกรรมลาดกระบัง, งานออกแบบและก่อสร้างแบบครบวงจรอาคารแวร์เฮ้าส์ ในเครือสิงห์ คอร์เปอเรชั่น, งานออกแบบและก่อสร้างแบบครบวงจรอาคารแวร์เฮ้าส์ โรงงานผลิตขนม บริษัท บุญฟู้ดส์ จำกัด และโครงการสเตเดียม วัน (STADIUM ONE) สปอร์ต คอมมูนิตี้ แหล่งรวมไลฟ์สไตล์สำหรับคนรักสุขภาพแห่งแรกของประเทศไทย และใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

คุณณรงค์ กล่าวต่อถึงจุดเด่นที่ทำให้ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าว่า บริษัทเป็นผู้รับเหมางานโครงสร้างเหล็กอย่างครบวงจร โดยเริ่มตั้งแต่การออกแบบ ผลิต แปรรูป ขนส่ง และติดตั้ง อีกทั้งตนยังเป็นผู้ออกแบบและดูรายละเอียดงานในโครงการต่างๆ ด้วยตนเอง จึงทำให้รู้รายละเอียดและขั้นตอนการทำงานอย่างชัดเจน เพื่อที่จะส่งต่องานไปยังลูกน้องได้ปฏิบัติงานอย่างราบรื่น

ประกอบกับ บริษัทมีการให้คำแนะนำและคำปรึกษากับเจ้าของโครงการ รวมทั้งมีการประเมินราคาที่เหมาะสมทำให้เจ้าของโครงการ สามารถประหยัดและลดค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างที่ไม่จำเป็นได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังมีการรับประกันภายหลังจากการส่งมอบงานภายใน 1 ปี ซึ่งหากเจ้าของโครงการประสบปัญหา บริษัทพร้อมที่จะส่งช่างเข้าไปตรวจสอบและแก้ปัญหาให้อย่างเร่งด่วน

รวมทั้งยังโดดเด่นด้วยศักยภาพของบุคลากร โดยพนักงานทุกคนต่างมีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ในการทำงานเหล็กมามากกว่า 10 ปี ซึ่งมีการร่วมงานกันมาอย่างยาวนาน จึงทำให้เกิดการประสานงานในด้านต่างๆ เป็นไปอย่างคล่องตัวและมีประสิทธิภาพ และทำให้การทำงานสามารถเดินหน้าไปได้อย่างมีคุณภาพ

“เนื่องจากการทำงานโครงสร้างเหล็กเป็นงานที่มีความซับซ้อน และต้องอาศัยความแม่นยำในการวางแบบและต่อชิ้นงานอย่างละเอียด ดังนั้นจึงต้องมีการวางแผนในการทำงานอย่างรัดกุมเพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นบริเวณหน้างาน ซึ่งเรามีความพร้อมในเรื่องของช่างเชื่อมที่มีทักษะในการทำงาน ซึ่งถือเป็นงานที่ต้องใช้ฝีมือและความเข้าใจในแบบงานอย่างแท้จริง” คุณณรงค์ กล่าว

คุณณรงค์ กล่าวต่อถึงแผนการลงทุนในปีนี้ว่า บริษัทเตรียมอัพเกรดเครื่องจักรและเครื่องมือในการปฏิบัติงานให้มีความทันสมัยมากขึ้น โดยใช้วงเงินไม่เกิน 5 ล้านบาท โดยเครื่องจักรและเครื่องมือในการปฏิบัติงานดังกล่าวจะใช้จากผู้ผลิตภายในประเทศ เนื่องจากบริษัทมีความคุ้นเคยและเข้าใจในวิธีการทำงานของเครื่องจักร และเครื่องมือในการปฏิบัติงานภายในประเทศอย่างถ่องแท้มาเป็นระยะเวลายาวนาน ดังนั้นจึงไม่มีความจำเป็นที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ  ซึ่งถือเป็นการลดต้นทุนในการดำเนินการได้อีกด้วย

นอกจากนี้ บริษัทยังมุ่งขยายการรับงานที่มีขนาดของโครงการใหญ่มากขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับโครงสร้างขององค์กรที่กำลังมีการเติบโต และค่าตอบแทนของช่างเชื่อมที่ต้องใช้ทักษะในการทำงานที่เป็นงานซับซ้อน และความเชี่ยวชาญ ตลอดจนความแม่นยำในการเชื่อมชิ้นงานโดยละเอียด ซึ่งปัจจุบันบริษัทนับเป็นหนึ่งของผู้ประกอบการเพียงไม่กี่รายในประเทศ ซึ่งมีทีมงานที่สามารถทำงานที่มีความซับซ้อนได้เป็นอย่างดี

ส่วนแนวโน้มของธุรกิจที่ดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน เนื่องด้วยในปีนี้ภาครัฐมีการเดินหน้าโครงการขนาดใหญ่หลายโครงการ รวมทั้ง ภาคเอกชนยังกล้าลงทุนเพิ่มมากขึ้น ซึ่งแตกต่างจากในช่วงหลายปีที่ผ่านมาที่เศรษฐกิจอยู่ในสภาวะทรงตัว จึงส่งผลให้บริษัทผู้รับเหมารายย่อยได้รับอานิสงส์จากโครงการต่างๆ ที่เกิดขึ้นตามไปด้วย ประกอบกับบริษัทผู้รับเหมางานโครงสร้างเหล็กในประเทศ ซึ่งเป็นงานซับซ้อนและต้องใช้ทักษะสูงยังมีไม่มาก จึงทำให้บริษัทยังมีโอกาสเติบโตในสายงานธุรกิจนี้ได้อย่างต่อเนื่อง

สำหรับมุมมองเกี่ยวกับ Thailand 4.0 บริษัทมีความพร้อมเป็นอย่างดี ด้วยบริษัทมีความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับการใช้งานการออกแบบผ่านระบบคอมพิวเตอร์ อีกทั้ง บริษัทยังมีกล้องสำรวจชนิดประมวลผลรวม (กล้อง Total Station) กล้องวัดมุมที่ติดตั้งเครื่องวัดระยะทางแบบอิเล็กทรอนิกส์ โดยสามารถวัดค่ามุมและวัดระยะทางได้ รวมทั้งยังสามารถจัดเก็บข้อมูลและถ่ายโอนข้อมูลลงคอมพิวเตอร์ ช่วยให้งานสำรวจสะดวกและประหยัดเวลามากขึ้นอีกด้วย

ด้านหลักการบริหารงานภายในองค์กร ตนมองว่า พนักงานในบริษัททุกคนต่างมีประสบการณ์การทำงานในสายงานเดียวกันมาอย่างยาวนาน โดยช่างเชื่อมแต่ละคนจะมีประสบการณ์ทำงานที่หน้างานเป็นอย่างดี ในขณะที่ตนนั้นมีความเชี่ยวชาญในการออกแบบและวางแบบงาน จึงทำให้การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และถ่ายทอดทักษะการทำงานไปให้พนักงานเป็นไปอย่างราบรื่น ส่วนการดูแลพนักงาน บริษัทจะดำเนินการตามหลักเกณฑ์ของกฎหมาย และมอบสวัสดิการต่างๆ ให้พนักงาน เช่น ที่พักสำหรับพนักงาน และรถรับส่ง เป็นต้น

“เนื่องจากพนักงานของเรามีความเชี่ยวชาญในการทำงานอยู่แล้ว จึงทำให้การประสานงานและมอบหมายงานเป็นไปได้อย่างง่ายดาย อีกทั้งเรายังมีการประชุมเพื่อแชร์ปัญหาที่เกิดขึ้นในระหว่างการทำงานเพื่อหาทางออกร่วมกันอย่างสม่ำเสมอ จึงทำให้ภาพรวมของการทำงานภายในองค์กรสามารถเดินหน้าไปได้ด้วยดี” คุณณรงค์ กล่าว

คุณณรงค์ กล่าวปิดท้ายว่า อยากให้ลูกค้ามีความเชื่อมั่นในการทำงานของบริษัท ซึ่งบริษัทมีประสบการณ์ในด้านงานเหล็กมาอย่างยาวนาน และมีความรู้ความเชี่ยวชาญในการทำงานอย่างแท้จริง เริ่มตั้งแต่การออกแบบวิศวกรรม การผลิต และการติดตั้ง โดยมีผลงานคุณภาพระดับประเทศที่เป็นที่รู้จักอีกมากมาย อีกทั้งบริษัทยังมีเทคนิคการทำงานขั้นสูงและมีการทำงานร่วมกับซอฟต์แวร์ 3D สำหรับงานโครงสร้างที่ซับซ้อนอีกด้วย

“เราเป็นบริษัทหนึ่งในประเทศไทยที่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องการทำงานเหล็ก อีกทั้งยังมีความชำนาญเฉพาะทาง และมีทีมงานที่มีความเชี่ยวชาญมากด้วยประสบการณ์ สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพซึ่งถือเป็นข้อได้เปรียบที่แตกต่างจากผู้ประกอบการอื่น อีกทั้ง เรายังมีการเซอร์เวย์และออกแบบ ตลอดจนให้คำปรึกษาและแนะนำกับลูกค้าในด้านต่างๆ เพื่อให้ลูกค้าประหยัดค่าใช้จ่ายในการก่อสร้าง แต่ได้รับงานที่มีคุณภาพและมีความปลอดภัย” คุณณรงค์ กล่าว

User Rating: 5 / 5

Star ActiveStar ActiveStar ActiveStar ActiveStar Active

เปิดวิสัยทัศน์ผู้บริหารจีพี เอเจนซี (ประเทศไทย)
ปักธงรบธุรกิจเต็มร้อย หนุนขึ้นแท่นผู้ให้บริการชั้นนำโลจิสติกส์ครบวงจร

“จีพี เอเจนซี (ประเทศไทย)” โชว์เส้นทางแห่งความสำเร็จ ด้วยใจรักในความท้าทายและคร่ำหวอดในวงการโลจิสติกส์กว่า 17 ปี บวกกับความต้องการของอุตสาหกรรมในประเทศ ขับเคลื่อนองค์กรเติบโตอย่างต่อเนื่องในทุกๆ ปี ชูจุดเด่นการบริการและนวัตกรรมด้านระบบการจัดการ  WMS และ TMS ที่มีประสิทธิภาพตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าอย่างไม่หยุดยั้ง

คุณวราลักษณ์ ปั้นวงศ์สกุล ผู้บริหาร บริษัท จีพี เอเจนซี (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยถึงเส้นทางแห่งความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจว่า ตนเป็นผู้มีใจรักในความท้าทายทางด้านโลจิสติกส์ ประกอบกับเล็งเห็นว่าการบริการขนส่งสินค้าภายในประเทศและต่างประเทศ เป็นที่ต้องการของอุตสาหกรรมในประเทศไทยเป็นอย่างมาก นับตั้งแต่มีการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC เป็นต้นมา

ดังนั้น ตนซึ่งเป็นผู้คร่ำหวอดในวงการโลจิสติกส์มามากกว่า 17 ปี จึงได้ก่อตั้งบริษัทเมื่อปี 2556 เพื่อให้บริการขนส่งทางทะเล ทางอากาศ ทางบก และการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศแบบครบวงจร รวมทั้ง การดำเนินการด้านพิธีการศุลากรทั้งนำเข้าและส่งออก โดยที่ผ่านมาได้รับการตอบรับจากกลุ่มลูกค้าด้วยดีอย่างต่อเนื่อง

ด้านเป้าหมายในการดำเนินธุรกิจ บริษัทมุ่งมั่นสู่การเป็นผู้ให้บริการชั้นนำในด้านโลจิสติกส์แบบครบวงจรของประเทศไทย ที่สามารถตอบสนองต่อความต้องการเฉพาะของลูกค้าได้เป็นอย่างดี โดยบริษัทจะดำเนินการอย่างซื่อตรงและสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ อีกทั้งยังนำเทคโนโลยีด้านระบบการติดตามสินค้า เข้ามาบริหารและจัดการเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ประกอบการ

สำหรับจุดเด่นของบริษัท คือ บริการที่สามารถสร้างความเชื่อถือให้กับลูกค้า และมีนวัตกรรมด้านระบบการจัดการ  WMS และ TMS ที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งจะช่วยส่งเสริมให้เกิดความสำเร็จในธุรกิจของลูกค้า และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับคู่ค้าได้เป็นอย่างดี อีกทั้งทีมงานของบริษัทยังมีความตั้งใจที่จะสร้างสรรค์และพัฒนางานอย่างต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน ยังให้คำปรึกษาอย่างครบวงจรครอบคลุมความต้องการทางด้านโลจิสติกส์ ทั้งที่เป็นงานที่ทำอยู่ปัจจุบันและงานใหม่ๆ ที่อาจไม่เคยทำมาก่อนจากลูกค้าในแต่ละธุรกิจ ซึ่งพนักงานมีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ในการทำงานเป็นอย่างมาก ดังนั้นลูกค้าจึงสามารถมอบหมายหน้าที่ในงานจัดการโลจิสติกส์ให้บริษัทเป็นผู้ดำเนินการ เพื่อให้ลูกค้ามีเวลาและจัดการทรัพยากรในการพัฒนาจุดแข็งบริษัทในด้านอื่นๆต่อไป

คุณวราลักษณ์ กล่าวต่อว่า ด้วยความมุ่งมั่นที่จะให้บริการด้านโลจิสติกส์ที่ดีที่สุด บริษัทจึงนำเสนอสิ่งต่างๆ ให้กับลูกค้า ดังนี้ การใช้โซลูชันด้านซัพพลายเชนที่ประหยัดต้นทุนด้วยการปรับปรุงกระบวนงาน, การทำงานเป็นทีมระหว่าง จีพี เอเจนซี กับลูกค้า ด้วยการวางแผนและการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ, บริการจากทีมงานของบริษัทที่มีประสบการณ์ และมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง, ความรู้และความเชี่ยวชาญ ความชำนาญ เฉพาะด้าน ที่จะสามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายในด้านโลจิสติกส์,

พื้นที่เก็บสินค้าและโกดังเก็บสินค้าที่มีการออกแบบให้เหมาะสมกับลูกค้าและผลิตภัณฑ์ อุปกรณ์ชั้นวางสินค้า และเครื่องมือการขนถ่ายต่างๆ ขนย้ายด้วยเทคโนโลยีที่ได้มาตรฐานและทันสมัย, บริการขนส่งสินค้าที่ครอบคลุมทั่วทุกจังหวัดและทั่วโลก, ระบบ WMS และ TMS ที่สามารถติดตามสถานะของสินค้าคงคลัง และสถานะการจัดส่งแบบแสดงผลทันที (Real Time) และการพัฒนาอย่างต่อเนื่องในทุกขั้นตอนของการจัดการซัพพลายเชน

ทั้งนี้ ด้วยความเป็นมืออาชีพของบริษัท จีพี เอเจนซี (ประเทศไทย) จำกัด จึงทำให้ลูกมีฐานค้าเดิมและลูกค้าใหม่ ยังคงใช้บริการอย่างต่อเนื่องยาวนานจนถึงปัจจุบัน และยังบอกต่อไปยังลูกค้ารายใหม่เพิ่มขึ้นตามลำดับ ส่งผลให้ผลประกอบการของบริษัทมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องในทุกๆ ปี ซึ่งมาจากความเชื่อมั่นและความเข้าใจในความต้องการของทุกธุรกิจที่ไว้วางใจเลือกใช้บริการจากบริษัท ทำให้การดำเนินงานของลูกค้าจะมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมทั้งช่วยสร้างมูลค่าให้กับธุรกิจของลูกค้าได้ในทุกด้านๆ อีกด้วย

“เรามุ่งเน้นการให้บริการด้านโลจิสติกส์อย่างครบวงจรที่มีประสิทธิภาพ มีมาตรฐานความปลอดภัย และการควบคุมคุณภาพด้านบริการอย่างสูงสุด เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่หลากหลาย โดยมีความเป็นมืออาชีพ ด้วยการบริหารองค์กรที่มีรูปแบบที่ทันสมัย ส่งผลให้บริการของเรามีความคล่องตัวสูง และมีการประสานงานอย่างมีประสิทธิภาพกับพันธมิตรทางธุรกิจที่มีอยู่ทั่วโลก และยังคงมุ่งมั่นที่จะพัฒนาประสิทธิภาพในการให้บริการอย่างไม่หยุดนิ่ง” คุณวราลักษณ์ กล่าว

_____________________

 

CEO Vision of GP Agency (Thailand), the full range logistic services.  

“GP Agency (Thailand)” show the path to success with love in the challenges of logistics industry over 17 years and demand growth of industry in Thailand pushing the target growth in every year. Also GP Agency presents the highlight of services and management with WMS and TMS systems.

Ms. Walalak Punwongsakul, CEO of GP Agency (Thailand) Co., Ltd.  said that I love in the challenges of logistics industry as well as I see that the both domestic and international shipping are the demand of industry in Thailand since opening of ASEAN Economic Community or AEC.

With more experience over 17 years in logistics industry, GP Agency (Thailand) Co., Ltd. was established in 2013 for providing a full range of sea, air, truck transport services and international shipping. Also the company provides the implementation of the rituals both import and export. The company has been trusted by customers continuously. 

For business goal, GP Agency (Thailand) committed to being a leading of logistics services in Thailand to serve the demand growth for customer as well. Otherwise the company is the most honestly business and motivate new innovation with tracking system to serve the demand growth of entrepreneurs.

The company highlight is providing the trusted to customer with WMS (Warehouse Management System) and TMS (Transportation Management System) which help boost the success of customer business as well as adding value to partners as well. Also the company team has the intention to create and develop the work continuously.

Also the company provides comprehensive consultancy coving logistic requirements both present and new jobs with more experience and professional of staff team. Therefore the customer is able to order the jobs to our company to manage the customer’s logistics system. Then the customer has more time to develop the strengths products and services.

Ms. Walalak adding said that the company commit to provide the best logistics services. So the company offers many options to customer such as implementing cost-effective supply chain solutions with applying the process, team working, planning, and efficiency communication between GP Agency and customer and professional team who is more knowledge and expertise that help to reduce the cost in logistics.

The company build the storage area and warehouses that is designed to be suitable for the customer’s products, equipment, shelf, conveyor tools, transportation with technology in modern and global standard, comprehensive freight services both domestic and oversea, WMS and TMS systems, real-time delivery status and supply chain processing development.

With professional work of GP Agency (Thailand), the company has both old customer and new customer to trust in GP agency services in long time until now. Also our customer introduces our company’s services to other customer as a result to make the company’s performance on growing steadily every year. The company services also help the customer business to add values in all aspects.

"The company is focused on providing fully integrated logistics services with safety standards and the highest quality of service control to serve the customer’s demand in variety. With professional work and modern management are the results our service being very flexible. Also the company has coordinated effectively with the business partners around the world. Then the company is committed to develop our services in efficiency.” Ms. Walalak said.

User Rating: 5 / 5

Star ActiveStar ActiveStar ActiveStar ActiveStar Active

เนาวรัตน์พัฒนาการเปิดแผนธุรกิจปี 61

“เนาวรัตน์พัฒนาการ” เผยแผนปี 61 ลุ้นคว้างานโครงการใหญ่ทั้งภาครัฐและเอกชน กว่า 1.3 หมื่นลบ. ดัน Backlog ขึ้น พร้อมเร่งเดินหน้าก่อสร้างงานโครงการคุณภาพต่อจากปี 60 ชูจุดเด่นฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง บวกทีมวิศกรมีเชี่ยวชาญสามารถทำงานที่มีความซับซ้อนได้เป็นอย่างดี ด้านรายได้ตั้งเป้าโตเพิ่ม 10% พร้อมมุ่งสู่ Top 5 ในวงการก่อสร้างของประเทศ

คุณพลพัฒ กรรณสูต ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท เนาวรัตน์พัฒนาการ จำกัด (มหาชน) ดำเนินธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง เปิดเผยถึงแผนการดำเนินงานในปี 2561 ว่า บริษัทอยู่ระหว่างการยื่นประมูลงานรับเหมาก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่หลายโครงการ เช่น งานติดตั้งท่อร้อยสายไฟฟ้าใต้ดินของโครงการรถไฟฟ้าสายสีเหลือง, งานติดตั้งท่อร้อยสายไฟฟ้าใต้ดินโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู,โครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้า, โครงการรถไฟรางคู่, ท่าเรือแหลมฉบังและLNG Terminal, อุโมงค์ระบบไฟฟ้าใต้ดินสายสีน้ำเงินและโรงงานอุตสาหกรรม เป็นต้น

ทั้งนี้ หากบริษัทได้รับงานดังกล่าวแล้วจะส่งผลให้มี Backlogกว่า13,000 ล้านบาท เบื้องต้นคาดว่าจะได้รับงานติดตั้งท่อร้อยสายไฟฟ้าใต้ดินของโครงการรถไฟฟ้าสายสีเหลือง และงานติดตั้งท่อร้อยสายไฟฟ้าใต้ดินโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู ซึ่งมีมูลค่าราว 3,000 ล้านบาท เป็นโครงการแรกๆ ในช่วงต้นปี ส่วนงานที่เหลืออีกกว่า 10,000 ล้านบาท คาดว่าจะได้รับการอนุมัติและเซ็นสัญญาให้เป็นผู้ดำเนินงานในเร็วๆ นี้

โดย Backlog ดังกล่าวจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้บริษัทมีความมั่นคงมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงศักยภาพ ว่าบริษัทเป็นผู้รับเหมาที่มีคุณสมบัติที่จะสามารถแข่งขันในตลาดได้ ซึ่งมีการอ้างอิงจากงานรับเหมาที่ได้รับจากภาครัฐและภาคเอกชนในหลายโครงการ

“เมื่อได้รับการประมูลงานจากโครงการใหญ่ของภาครัฐ เราจะมีผลงานที่เป็นที่รู้จัก เนื่องจากงานบางโครงการเป็นงานมีความซับซ้อน และต้องอาศัยความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ในการทำงานค่อนข้างสูง เช่น งานระบบราง และงานโยธา เป็นต้น ดังนั้นเราจึงต้องมีประสบการณ์และผลงานที่เกี่ยวเนื่องกับโครงการเหล่านี้ สามารถนำผลงานไปอ้างอิงในการเข้าประมูลโครงการอื่นในอนาคตได้อย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันงานเหล่านี้ยังเป็นส่วนหนึ่งที่จะเข้ามาเสริมศักยภาพบุคลากรของเรา ให้มีความรู้ความเชี่ยวชาญมากยิ่งขึ้นอีกด้วย” คุณพลพัฒ กล่าว

สำหรับผลงานในปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างการก่อสร้างโครงการคุณภาพขนาดใหญ่ที่เป็นงานต่อเนื่องจากปี 2560 หลายโครงการ เช่น โครงการพัฒนาโรงไฟฟ้าทดแทนโรงไฟฟ้าพระนครใต้, โครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าทดแทนแม่เมาะ, โครงการโรงไฟฟ้าในกัมพูชา, อาคารในโรงไฟฟ้าอมตะบีกริมโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองสายบางปะอิน-สระบุรี-นครราชสีมา 3 ช่วง, โครงการก่อสร้างทางหลวงพิเศษหมายเลข 7 กรุงเทพฯ-บ้านฉางช่วงพัทยา-มาบตาพุดตอน 2, โครงการก่อสร้างทางวิ่ง ทางขับ ลานจอดเครื่องบิน ท่าอากาศยานเบตง, สถานีสูบน้ำคลองบางซื่อ, ท่าเทียบเรือชายฝั่งแหลมฉบัง (ท่าเทียบเรือ A), เขื่อนป้องกันตลิ่งพังในแม่น้ำป่าสัก และระบบป้องกันน้ำท่วมชุมชมอ้อมน้อย 4 เป็นต้น

คุณพลพัฒ กล่าวต่อถึงจุดเด่นของบริษัทที่ทำให้บริษัทได้รับความไว้วางใจจากลูกค้ามาอย่างยาวนาน ว่าบริษัทมีสถาบันทางการเงินที่มีความแข็งแกร่ง พร้อมสนับสนุนสำหรับการเข้าประมูลงานในโครงการใหญ่อย่างสะดวก พร้อมทั้งมีทีมวิศกรกว่า 300 คนซึ่งมีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญสามารถทำงานที่มีความซับซ้อนได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังมีพันธมิตรในต่างประเทศที่พร้อมจะร่วมงานกับบริษัท รวมทั้งบริษัทมีความยืดหยุ่นในการรับงานที่หลากหลายประเภททั้งงานของภาครัฐและเอกชน และมีความพร้อมที่จะเข้ารับการประมูลงานขนาดใหญ่ในระดับหมื่นล้านอีกด้วย

รวมทั้งมีโรงงานผลิตโครงสร้างเหล็กรูปพรรณและหล่อคอนกรีตสำเร็จรูปที่ใช้ในการก่อสร้างถึง 4 โรงงานซึ่งในจำนวนนี้มีโรงงานที่ผลิตคอนกรีตสำเร็จรูประบบใหม่ ที่นำนวัตกรรมและเทคโนโลยีเข้ามาจากประเทศอิตาลี ทำให้สามารถควบคุมคุณภาพและมาตรฐานได้เป็นอย่างดี เพื่อนำไปก่อสร้างในโครงการขนาดใหญ่ได้อย่างรวดเร็วและประหยัดเวลาไม่ว่าจะเป็นอาคารขนาดใหญ่ อาคารโรงงานอุตสาหกรรม อาคารจอดรถ หรืออาคารคอมมูนิตี้มอล ซึ่งชิ้นงานคอนกรีตรูปแบบดังกล่าวมีคุณสมบัติในการป้องกันความร้อนและการทนไฟ อีกทั้งสามารถช่วยการประหยัดเวลาการก่อสร้าง ช่วยลดการใช้แรงงาน, ขยะ และความยุ่งยากที่เกิดจากการก่อสร้างในบริเวณหน้างานได้เป็นอย่างดี

“จากผลงานที่ผ่านมากว่า 40 ปีเราได้รับการยอมรับจากกลุ่มลูกค้าทั้งภาครัฐและเอกชนมาอย่างต่อเนื่อง เพราะเรามีการบริหารจัดการที่ดีและยังรักษาต้นทุนในการบริหารจัดการก่อสร้างโครงการต่างๆ ได้อย่างเหมาะสม รวมทั้งยังมีเทคโนโลยีและเครื่องจักรที่ทันสมัยมาใช้ในการก่อสร้าง เช่น Tunnel Boring Machine.(TBM) เครื่องขุดเจาะอุโมงค์ที่ทันสมัยมาใช้ในงานขุดเจาะอุโมงค์ ซึ่งเป็นงานที่เรามีความเชี่ยวชาญเป็นเจ้าแรกๆ ในประเทศไทย เป็นต้น ตลอดจนมีการนำซอฟต์แวร์ที่ทันสมัยมาใช้ในการดำเนินงาน ทำให้การออกแบบและควบคุมงานก่อสร้างให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ลดการสูญเสียและข้อผิดพลาด” คุณพลพัฒ กล่าว

ส่วนเป้าผลประกอบการในปี 2561 บริษัทตั้งเป้าการเติบโตเพิ่มขึ้นอีก 10% พร้อมกับตั้งเป้าที่จะขึ้นเป็น Top 5 ของธุรกิจรับเหมาก่อสร้างภายในประเทศ โดยคาดว่าน่าจะมีเป็นไปได้ เนื่องจากจะได้รับปัจจัยบวกจากการดำเนินงานก่อสร้างที่เป็นโครงการต่อเนื่องจากปี 2560 และงานใหม่ที่จะได้รับการเซ็นสัญญาในโครงการขนาดใหญ่ของทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เช่น งานก่อสร้างอาคาร, งานก่อสร้างโรงงานอุตสาหกรรม, งานก่อสร้างระบบโครงสร้างพื้นฐาน และงานก่อสร้างงานระบบชลประทาน เป็นต้น

ประกอบกับ บริษัทมีคุณสมบัติที่สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ในการเข้าประมูลงานจากภาครัฐเป็นอย่างดี พร้อมทั้งมีการทำงานร่วมกันกับพันธมิตรในต่างประเทศ เช่น ประเทศญี่ปุ่น, เกาหลี และจีน ซึ่งมีการร่วมกับบริษัทในการประมูลงานโครงการใหญ่ๆ ในภูมิภาคอาเซียนอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งเป็นการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ในการทำงานและยังเป็นการเสริมศักยภาพให้กับบริษัท และถือเป็นการเติบโตไปพร้อมๆ กันกับสายงานธุรกิจก่อสร้างในภูมิภาคนี้ไปด้วยกันอีกด้วย

คุณพลพัฒ กล่าวต่อว่า บริษัทมองว่าธุรกิจรับเหมาก่อสร้างภายในประเทศไทยยังคงมีการเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง ตามนโยบายของรัฐบาลที่มีการผลักดันโครงการขนาดใหญ่ให้เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นระบบโครงสร้างพื้นฐาน หรือระบบขนส่งมวลชน ในขณะเดียวกันยังคงมีความเสี่ยงจากการแข่งขัน ที่มีความรุนแรงมากขึ้นของผู้ประกอบการที่มีการตัดราคากันเอง อย่างไรก็ตามบริษัทยังคงยึดมั่นในการพิจารณาการทำงานและประเมินโครงการอย่างรอบคอบ เพื่อเป็นการรักษามาตรฐานและคุณภาพของงาน

“ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างมีความเสี่ยงเรื่องการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้น ดังนั้นเราจึงต้องกระจายความเสี่ยงโดยการเปิดรับงานประเภทต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศให้มีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น เพื่อให้ได้งานที่ยังคงมีกำไรเบื้องต้นที่สูงและได้ตามเป้าหมายที่คาดการณ์เอาไว้ ซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วนงานที่ได้รับจากภาครัฐ 90% ส่วนอีก 10% จะเป็นงานจากภาคเอกชน และในอนาคตหากมีการเปลี่ยนแปลง เราพร้อมที่จะปรับสัดส่วนการรับงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้” คุณพลพัฒ กล่าว

ด้านแนวโน้มของธุรกิจที่ดำเนินการ มองว่าหากรัฐบาลมีการผลักดันโครงการขนาดใหญ่ให้เกิดขึ้นหลายโครงการอย่างต่อเนื่อง จะทำให้ภาคเอกชนมีการลงทุนเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้ภาคธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการก่อสร้างมีการปรับตัวไปในทิศทางที่ดีขึ้น ส่วนภาวะเงินเฟ้อหากอยู่ในระดับที่เหมาะสม จะส่งผลให้ราคาวัสดุยังคงทรงตัวและทำให้บริษัทสามารถควบคุมต้นทุนได้เป็นอย่างดี ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นประเทศกำลังพัฒนา หากมีโครงการต่างๆ เกิดขึ้นยังนับเป็นการเพิ่มโอกาสให้บริษัทมีช่องทางในการรับงานเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน

คุณพลพัฒ กล่าวถึงหลักการบริหารภายในองค์กร ว่า บริษัทมีการพัฒนาองค์กรมาอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันบริษัทได้รับการจัดอันดับการกํากับดูแลกิจการ (Corporate Governance Rating) อยู่ในระดับ 4 ดาว ซึ่งถือเป็นการแสดงให้เห็นว่าบริษัทมีการกำกับดูและกิจการที่ดี ดังนั้นการบริหารงานภายในองค์กรจึงต้องมีการจัดสรรคณะกรรมการย่อย เพื่อให้การบริหารและดำเนินงานในหลายๆ ภาคส่วนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนการนำซอฟต์แวร์เข้ามาใช้ภายในองค์กรและการก่อสร้างเพื่อ ช่วยให้การทำงานมีความแม่นยำ ประหยัดเวลา และลดการสิ้นเปลืองของวัสดุ

ขณะเดียวกัน ยังเน้นการถ่ายทอดองค์ความรู้จากรุ่นพี่ไปสู่รุ่นน้อง และมีการแลกเปลี่ยนวิธีคิดร่วมกันเพื่อสร้างเด็กรุ่นใหม่ที่มีประสิทธิภาพ ให้มีการวางแผนและสามารถแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว พร้อมทั้งยังสอนให้พนักงานรู้จักการทำงานแบบรู้แจ้งเห็นจริง ให้ตระหนักถึงการทำงานที่มีคุณภาพให้เหมาะสมกับภาษีของประชาชน และนำมาสู่การจ้างงานให้บริษัทเป็นผู้ดำเนินการก่อสร้างโครงการต่างๆ

สำหรับสิ่งที่อยากจะฝากถึงลูกค้า คือ บริษัทจะรักษาคำมั่นสัญญาในการที่จะส่งมอบงานที่มีคุณภาพภายใต้ราคาที่มีความเหมาะสม และยังคงมุ่งมั่นที่จะพัฒนาการก่อสร้างและการบริการที่ดีอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งบริษัทยังคงตระหนักถึงการรักษาสิ่งแวดล้อมที่อยู่โดยรอบโครงการ ไม่ให้ได้รับผลกระทบจากการดำเนินงานเป็นอย่างดีที่สุด ตลอดจนการดูแลผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วนให้ดีที่สุดไม่ว่าจะเป็น ลูกค้า คู่ค้า ผู้ถือหุ้น และพนักงาน

ส่วนการดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคมหรือ CSR บริษัทตระหนักดีถึงการเป็นส่วนหนึ่งของประชากรภายในประเทศ ดังนั้นจึงได้จัดทำกิจกรรม CSR เพื่อเป็นการตอบแทนและคืนประโยชน์ให้กับสังคมมาอย่างต่อเนื่อง โดยที่ผ่านมาบริษัทจะมุ่งเน้นในการสนับสนุนด้านการศึกษา เช่น การก่อสร้างอาคารเรียนในสถานบันการศึกษาของจังหวัดเชียงใหม่ รวมทั้งการก่อสร้างและซ่อมแซมอาคารเรียนในโรงเรียน ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่จังหวัดเชียงราย เป็นต้น นอกจากนี้ยังรวมถึงการดูแลสวัสดิการและพัฒนาความเป็นอยู่ของพนักงานให้มีชีวิตที่ดีขึ้นอีกด้วย

User Rating: 5 / 5

Star ActiveStar ActiveStar ActiveStar ActiveStar Active

SITHAI ตั้งเป้าโต 10% ชูสินค้านวัตกรรมตอบโจทย์คนรุ่นใหม่

SITHAI วางเป้าผลประกอบการโต 10% มูลค่ากว่าหมื่นลบ. บวกทุ่มงบติดตั้งเครื่องจักรและแม่พิมพ์รองรับความต้องการของตลาด พร้อมพัฒนาด้านวิศวกรรม ผุดสินค้านวัตกรรมเจาะกลุ่มลูกค้ารุ่นใหม่ ตอกย้ำความรับผิดชอบต่อสังคม เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนด้วยกิจกรรมที่สร้างประโยชน์ให้กับสังคมมากมาย

คุณสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ จำกัด (มหาชน) หรือ SITHAI ผู้นำผลิตภัณฑ์เมลามีนชุดอาหารเมลามีนหลากรูปแบบหลายลวดลายภายใต้แบรนด์ “ซุปเปอร์แวร์” และ “เดอะพอตเตอร์ส” เปิดเผยว่า ในปีที่ผ่านมา บริษัทมีผลประกอบการรวมประมาณ 9,577 ล้านบาท โดยมีรายได้จากกลุ่มผลิตภัณฑ์พลาสติก ประมาณ 7,300 ล้านบาท กลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ในครัวเรือนเมลามีน ประมาณ 2,024 ล้านบาท และกลุ่มเทรดดิ้ง ประมาณ 250 ล้านบาท ซึ่งรายได้ดังกล่าวมาจากการจำหน่ายสินค้าทั้งในและต่างประเทศ

ปีนี้ บริษัทตั้งเป้าเติบโต 10% จากปีที่ผ่านมา หรือจะมีมูลค่าประมาณ10,500 ล้านบาท โดยตั้งเป้าการเติบโตในกลุ่มผลิตภัณฑ์พลาสติก เพิ่มขึ้นอีกประมาณ 5% จากปีที่ผ่านมา หรือมีมูลค่าประมาณ 7,680 ล้านบาท กลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ในครัวเรือนเมลามีน เติบโตเพิ่มขึ้นอีก 25% หรือมีมูลค่าประมาณ 2,540 ล้านบาท และกลุ่มเทรดดิ้ง เติบโตเพิ่มขึ้นอีก 12% หรือมีมูลค่าประมาณ 280 ล้านบาท

ส่วนรายได้ในไตรมาส 1/2561 บริษัทสามารถทำรายได้รวมแล้วกว่า 2,407 ล้านบาท โดยมีอัตราการเติบโตที่เพิ่มจากไตรมาสเดียวกันในปีที่ผ่านมาประมาณ 3% ซึ่งมีรายได้2,336 ล้านบาท ดังนั้น ในปีนี้ บริษัทคาดการณ์ว่าผลประกอบการ จะเป็นไปตามเป้าหมาย โดยมีปัจจัยหลักจากการพัฒนา ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ออกสู่ตลาดและการบริหารจัดการต้นทุนที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

“ในปีนี้เราจะเน้นในเรื่องของนวัตกรรมสินค้าเพิ่มมากขึ้น ปัจจุบันได้มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ในกลุ่มของผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ในครัวเรือนเมลามีน ที่มีลักษณะและรูปแบบใกล้เคียงกับวัสดุธรรมชาติให้มากที่สุด อาทิ กระเบื้องเคลือบ เซรามิก หินอ่อน และอิฐ เป็นต้น โดยจะเน้นจำหน่ายในต่างประเทศ เจาะกลุ่มลูกค้าที่เป็นคนรุ่นใหม่และกลุ่มที่รักษ์ธรรมชาติ

{gallery}Biz_Cover/2018/cover_065/srithai_065{/gallery}

นอกจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์ดังกล่าวแล้ว ในปีนี้เราจะขยายตลาดในกลุ่มของร้านอาหารและภัตตาคารเพิ่มมากขึ้น ตลอดจนการทำการตลาดในรูปแบบของไดเร็คเซลล์ (Direct Sale)ที่สามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้โดยตรง ส่วนตลาดในต่างประเทศเราอาจจะได้รับผลกระทบในเรื่องของสภาวะเศรษฐกิจโดยรวมของตลาดโลกอยู่บ้าง แต่เราก็มีความมั่นใจว่าจะสามารถทำตลาดได้แน่นอน” คุณสนั่น กล่าว

คุณสนั่น กล่าวต่อถึงแผนการลงทุนว่า ในปีที่ผ่านมา บริษัทใช้งบลงทุนประมาณ 570 ล้านบาท ซึ่งเป็นการลงทุนในส่วนของการพัฒนาเครื่องจักรและทำแม่พิมพ์ เพื่อออกผลิตภัณฑ์ใหม่ คาดว่าจะใช้งบลงทุนในส่วนของเครื่องจักรและทำแม่พิมพ์ 400 ล้านบาท โดยเป็นการลงทุนภายในประเทศ และลงทุนในโรงงานที่ต่างประเทศ อาทิ เวียดนามและอินเดีย เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม บริษัทยังไม่มีแผนก่อสร้างโรงงานใหม่ เนื่องจากโรงงานที่มีอยู่ในปัจจุบันมีกำลังการผลิตที่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด และสามารถรองรับการเพิ่มกำลังการผลิตได้อีกด้วย โดยในประเทศไทย บริษัทมีโรงงาน 4 แห่ง ได้แก่ 1.โรงงานสุขสวัสดิ์  ผลิตสินค้าประเภทพลาสติก ถังสี เฟอร์นิเจอร์ และบรรจุภัณฑ์  2. โรงงานบางปู  ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ประเภทฝาและเปลือกแบตเตอรี่พลาสติก สำหรับยานยนต์

3. โรงงานที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร  ผลิตชิ้นส่วนพลาสติกอุตสาหกรรม อาทิ พาเลท, ถังขยะ, ลัง, บรรจุภัณฑ์เครื่องดื่ม และฝาขวดน้ำดื่ม เป็นต้น และ 4. โรงงานโคราช  ผลิตสินค้าประเภทเมลามีนที่จำหน่ายทั้งในและต่างประเทศ นอกจากนี้ บริษัทยังมีโรงงานในต่างประเทศ ได้แก่ ประเทศอินเดีย จำนวน 1 โรงงาน, เวียดนาม 3 โรงงาน และอินโดนีเซีย 1 โรงงาน ซึ่งทุกโรงงานสามารถผลิตสินค้าได้เพียงพอต่อความต้องการของตลาดที่เพิ่มขึ้นได้อย่างแน่นอน

ด้านแผนการดำเนินธุรกิจในระยะกลาง บริษัทยังคงมุ่งเน้นการพัฒนาด้านวิศวกรรม การวิจัยและพัฒนา (R&D)ที่จะก่อให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ และสามารถผลิตสินค้าใหม่ๆ ออกสู่ตลาด โดยการพัฒนาด้านวิศวกรรมดังกล่าวเพื่อทำให้สินค้ามีมูลค่าเพิ่มขึ้น

“ในส่วนของแผนระยะยาว เรามองว่าผลิตภัฒฑ์เครื่องใช้ในครัวเรือนเมลามีนยังคงสามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง ส่วนผลิตภัณฑ์พลาสติกที่อยู่ในกลุ่มของบรรจุภัณฑ์ก็ยังคงมีการเติบโตดีเช่นกัน โดยเฉพาะในกลุ่มอาหารประเภทพร้อมทาน (Ready to Eat) และเครื่องดื่มเราคาดว่าอีก 8 ปีข้างหน้า โรงงานของเราในประเทศเวียดนามจะมีกำลังการผลิตมากกว่าโรงงานของเราในไทย และเป็นฐานการผลิตที่สำคัญในการส่งออกไปยังตลาดทั่วโลกด้วย” คุณสนั่น กล่าว

สำหรับการดำเนินการด้านการตลาดในปีนี้ บริษัทจะเน้นการทำการตลาดแบบขายส่ง (Wholesale)ผ่านร้านอาหารและภัตตาคารต่างๆ, การจำหน่ายผ่านห้างสรรพสินค้า (Modern Trade), การขายกับลูกค้าโดยตรง (Direct Sale)ผ่านการออกงานแสดงสินค้าหรือกิจกรรมต่างๆ, การขายออนไลน์ (E-Commerce)และการส่งออก ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่สามารถสร้างรายได้และกระตุ้นการรับรู้ของลูกค้าได้เป็นอย่างดี

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าภาพรวมของประเทศไทยในปีนี้จะดีขึ้น แต่ราคาสินค้าเกษตรไม่สูงเท่าที่ควรและหนี้ครัวเรือนที่ยังคงขยับสูงขึ้นต่อเนื่อง จึงทำให้การใช้จ่ายมีปริมาณน้อย ซึ่งต่างจากประเทศเวียดนามที่มีการเติบโตทั้งการส่งออกและมีหนี้ครัวเรือนต่ำกว่าประเทศไทย ทั้งนี้ ตนมองว่าภาครัฐพยายามที่แก้ไขปัญหาอยู่เสมอ และหากภาคเอกชนมีแนวทางที่เป็นประโยชน์ก็สามารถที่จะแนะนำหรือเสนอภาครัฐให้นำไปใช้ได้

คุณสนั่น กล่าวต่อถึงหลักการบริการองค์กรและบุคลากรว่า ตนจะให้ความสำคัญในเรื่องการพัฒนาคน หรือบุคลากรของบริษัทให้มีศักยภาพในการทำงานที่มีประสิทธิภาพ และปลูกฝังให้พนักงานมีความรู้สึกถึงการเป็นส่วนหนึ่งของการเป็นเจ้าของบริษัทร่วมกัน จึงส่งผลดีในเรื่องของการทำงานของบุคลากรที่มีความทุ่มเท ตั้งใจทำงาน ร่วมมือร่วมใจพัฒนาองค์กร และร่วมงานกันมาอย่างยาวนาน

บริษัทให้ความสำคัญในเรื่องของกิจกรรมต่างๆ เพื่อคืนกำไรและสร้างประโยชน์ให้กับสังคมมากมาย อาทิ โครงการธนาคารขยะรีไซเคิลแลกแสตมป์ ซึ่งในปี 2560 ที่ผ่านมาสามารถปริมาณขยะทั่วไปได้กว่า 4,300 กิโลกรัม, โครงการมาตรฐานป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในสถานประกอบการ เป็นโครงการที่มีการเผยแพร่สื่อประชาสัมพันธ์ให้ความรู้แก่พนักงานเกี่ยวกับโทษของยาเสพติด และโครงการศรีไทยฯ ปันน้ำใจเพื่อเด็กผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยโรคเอดส์ ซึ่งในปีที่ผ่านมาได้ไปจัดกิจกรรมที่วัดพระบาทน้ำพุ จังหวัดลพบุรี

“เราภาคภูมิใจที่เราเป็นบริษัทของคนไทยและได้รับการยอมรับจากลูกค้าทั่วโลก และอยากให้ภาครัฐมีการสนับสนุนผู้ประกอบการในด้านการลงทุนทั้งในและต่างประเทศมากขึ้น เนื่องจากสินค้าจากประเทศไทยเป็นที่นิยมและชื่นชอบทั้งสินค้าภาคการเกษตร อาหารแปรรูป ชิ้นส่วนอุตสาหกรรม และการท่องเที่ยว ในส่วนของผู้ประกอบการจะต้องรักษาและพัฒนาคุณภาพสินค้าและการให้บริการให้ดียิ่งขึ้นตามไปด้วย ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโตอย่างยั่งยืน” คุณสนั่น กล่าว

User Rating: 5 / 5

Star ActiveStar ActiveStar ActiveStar ActiveStar Active

“C.H.G. Fashion Mall” Modern Fashion Shopping Mall

“C.H.G. Fashion Mall” opens today featuring more than on 1,620 sqm. It’s located on the 2nd floor of Imperial World Samrong Department Store. It covered the renovate budget over 17 million baht  under theme of “English Garden Style” to serve new fashion lifestyle with the professional management’s experience who managed the area and joining between company and shop rental in completely. 

Ms. Walalak Punwongsakul, the Management of C.H.G. Fashion Mall said that “The company see the location’s potential of Imperial World Samrong Department Store. Also the company would like to focus new modern image to serve new lifestyle in present. So the company invested over 17 million baht for renovating the 2nd floor of Imperial World Samrong Department Store on 1,620 sqm. under name of “C.H.G. Fashion Mall”, the fashion center featuring more than 78 shops.”

C.H.G. Fashion Mall was officially opened since December 21st, 2017. The company get good response from old shop rental, new shop rental and shoppers due to C.H.G. has many products shop such as cloth, bag, shoe, gift shop and variety fashion products to serve the demand’s growth of shopper. So the company expected that it would be pay back in a few years.

For renovation, C.H.G. is renovated under theme of “English Garden Style” as a refreshingly natural of English Garden. We design and chose the items for decorate by ourselves. We would like to be unique and different from the other department stores.

“Regarding to management of C.H.G. Fashion Mall, we would like to thank Mr. Songkram Kitlertphairoj and Mr. Olarn Kitlertphairoj, the management of Imperial World Samrong Department Store to get in trust us for management on efficiency zone. Also we have the professional manager, Mr. Chalermpol Kunarattana-angkul to manage the shop in completely” Ms. Walalak said.

For customer target, the company is not set the target clearly. But the company expected to get the customer in group B and B+ more and more. Also we expected the customer impress to our place that is designed with intent. We hope that all customers get the most impression.

Our marketing is focused on online marketing, especially Facebook which present our activity news such as “Shop Share Post”, redemption campaigns, discount coupons, vouchers for electronics and gold deal as a strategy to encourage the customer who plan for shopping in C.H.G. Shopping Mall. So we plan this marketing event throughout the year.

Ms. Walalak added that C.H.G. Fashion Mall was born at Imperial World Samrong Department Store as first. The company expected to manage the shopping zone in other branches. We believe that we can manage C.H.G. Fashion Mall to grow with shop rental.

The company focused to change following the fashion trend because the fashion is changed all the time. So the company plan to renovate again in next few years due to the lifestyle of customer maybe changed. Then the company want to design the place in new look for shopper also.       

Ms. Walalak added that “I was graduated high school from Matthayom Wat Dansamrong School, Samutprakarn province and graduated bachelor degree in Business Management majoring in Marketing from Suan Dusit Rajabhat University (Or Suan Dusit University in present). When I was student, I worked in part time such as clothing seller, shoes seller and stepping to work concerning public relation. 

After I was graduated in bachelor degree, I got the chance to work in logistics and stepping to work in GP Agency in 7 years. In present, I am studying master degree in Master of Business Administration or M.B.A. majoring in Logistics Management at Southeast Bangkok College I hope that I will apply knowledge of M.B.A. in logistics management in my marketing effectively.”

Ms. Walalak said in the end that I would like the shop rental and customers confidence in potential. I will try to manage and renovate the C.H.G. Fashion Mall in fashion trend all the time. I hope that the company and retailer will grow together. 

Furthermore the company expected that the shop rental, customer and visitors who come to shopping in Imperial World Samrong Department Store trying to visit C.H.G. Shopping Mall on 2nd floor. You will find quality and modern fashionable in affordable prize.

######

“C.H.G. Fashion Mall” แหล่งช้อปปิ้งมิติใหม่ด้านแฟชั่น

C.H.G. Fashion Mall เปิดให้บริการอย่างเป็นทางการ บนพื้นที่ 1,620 ตร.ม. ชั้น 2 อิมพีเรียลเวิลด์ สำโรง ด้วยงบรีโนเวทกว่า 17 ลบ. ภายใต้ธีม “English Garden Style” ตอบสนองไลฟ์สไตล์แฟชั่นได้อย่างลงตัว มั่นใจด้วยประสบการณ์และความเชี่ยวชำนาญในการบริหารสถานที่ หนุนสร้างการเติบโตร่วมกันระหว่างองค์กรและผู้ประกอบการร้านค้าอย่างยั่งยืน

คุณวราลักษณ์ ปั้นวงศ์สกุล ผู้บริหาร C.H.G. Fashion Mall เปิดเผยว่า ด้วยวิสัยทัศน์ของบริษัทที่ได้เล็งเห็นถึงทำเลที่มีศักยภาพห้างสรรพสินค้าอิมพีเรียล เวิลด์ สำโรง รวมทั้ง มีความมุ่งมั่นในการสร้างภาพลักษณ์ที่แปลกใหม่ และมีความทันสมัยเพื่อให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงในยุคปัจจุบัน บริษัทจึงได้ทุ่มงบ 17 ล้านบาทในการรีโนเวทบริเวณชั้น 2 บนพื้นรวม 1,620 ตารางเมตร ภายใต้ชื่อ “C.H.G. Fashion Mall”  ศูนย์รวมแฟชั่นกว่า 78 ร้านค้า

ปัจจุบัน C.H.G. Fashion Mall ได้เปิดให้บริการอย่างเป็นทางการเมื่อกลางเดือน21 ธันวาคม พ.ศ.2560 ที่ผ่านมา โดยได้รับกระแสตอบที่ดีอย่างต่อเนื่องจากผู้ประกอบการร้านค้าทั้งรายเดิมและรายใหม่ รวมถึงลูกค้าที่เข้าใช้บริการในโซนดังกล่าว เนื่องจากสามารถตอบโจทย์ลูกค้าในเรื่องของเสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า Gift Shop และสินค้าตามแฟชั่นต่างๆ ได้เป็นอย่างดี คาดว่าจะสามารถคืนทุนได้ในระยะเวลาประมาณ 2-3 ปี

สำหรับการรีโนเวทดังกล่าวได้ดำเนินการภายใต้การออกแบบที่สวยงามในธีม “English Garden Style” ที่สามารถรับรู้ได้ถึงความสดชื่นในสไตล์สวนอังกฤษที่มีความเรียบหรูเป็นธรรมชาติ ซึ่งตนเป็นผู้คัดเลือกสิ่งของตกแต่งสถานที่ด้วยตนเอง เพื่อให้เกิดความแปลกใหม่และมีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่แตกต่างจากห้างสรรพสินค้าอื่นๆ

“ในการเข้ามาบริการ C.H.G. Fashion Mall ในครั้งนี้ ตนขอขอบคุณคุณสงคราม กิจเลิศไพโรจน์  และคุณโอฬาร กิจเลิศไพโรจน์ ผู้บริหารห้างสรรพสินค้าอิมพีเรียลเวิลด์ สำโรงที่ให้ความไว้วางใจให้เราเข้ามาบริหารจัดการโซนพื้นที่ศักยภาพที่ดีที่สุดของห้าง รวมทั้ง เรายังมีคุณเฉลิมพล คุณารัตนอังกูร เป็นผู้จัดการที่มีความรู้ความสามารถและความเชี่ยวชาญในการบริหารจัดการร้านค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ” คุณวราลักษณ์ กล่าว

ด้านกลุ่มเป้าหมายที่เข้าใช้บริการ บริษัทไม่ได้มีการตั้งเป้าหมายไว้ที่ชัดเจน แต่คาดว่าจะสามารถดึงดูดกลุ่มลูกค้า B, B+ ให้เข้ามาใช้บริการมากยิ่งขึ้น โดยจะมุ่งเน้นในเรื่องความประทับใจของลูกค้าที่เข้ามาเยี่ยมชมสถานที่ที่มีบรรยากาศสวยงาม ซึ่งได้รับการออกแบบด้วยใจ และลูกค้าทุกกลุ่มอายุและอาชีพสามารถเลือกซื้อสินค้าที่ตรงกับความต้องการในราคาที่ไม่สูงและมีคุณภาพ อีกทั้ง ยังสามารถตอบโจทย์ลูกค้าในเรื่องของความต้องการแฟชั่นที่ทันสมัยและมีความหลากหลายได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

ด้านการทำตลาดจะเน้นทำการตลาดทางสื่อออนไลน์เป็นหลัก โดยเฉพาะ Facebook ที่มีการจัดกิจกรรม Shop Share Post เพื่อลุ้นรางวัลต่างๆ รวมทั้ง การจัดแคมเปญแลกของรางวัล คูปองส่วนลด แถมเครื่องใช้ไฟฟ้า หรือแจกทอง เพื่อเป็นกลยุทธ์ในการกระตุ้นการรับรู้ของลูกค้าที่เข้าใช้บริการ โดยบริษัทได้มีการวางแผนและมีความพร้อมในการจัดกิจกรรมการตลาดในทุกๆ เดือนตลอดทั้งปี

คุณวราลักษณ์ กล่าวต่อว่า C.H.G. Fashion Mall ถือกำเนิดขึ้นที่ห้างอิมพีเรียลเวิลด์ สำโรงเป็นแห่งแรก ทั้งนี้ ในเครือการบริหารของบริษัทยังรับบริหารอีกหลายสาขา จึงถือได้ว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญในการบริหารสถานที่ได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ ด้วยประสบการณ์และความเชี่ยวชาญของบริษัทจึงมีความมั่นใจว่าจะสามารถบริหารจัดการ C.H.G. Fashion Mall ให้เติบโตร่วมกับผู้ประกอบการร้านค้าอย่างยั่งยืน

อีกทั้ง บริษัทจะเน้นการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง ให้เข้ากับแฟชั่นและยุคสมัยที่มีการปรับเปลี่ยนอยู่เสมอ ซึ่งวางแผนในอนาคตอีก 2-3 ปี อาจจะมีการรีโนเวทอีกครั้ง เพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของไลฟ์สไตล์และสร้างความแปลกใหม่ให้กับลูกค้า ที่เข้ามาเลือกซื้อสินค้าหรือเข้ามาเยี่ยมชมในพื้นที่

คุณวราลักษณ์ กล่าวต่อถึงประสบการณ์ในการทำงานว่า ตนจบการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาจากโรงเรียนมัธยมด่านสำโรง จังหวัดสมุทรปราการ และเข้าศึกษาต่อหลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต สาขาวิชาการตลาด มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต (มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ในปัจจุบัน) ซึ่งในระหว่างการศึกษาตนได้มีการหารายได้เสริมจากการทำงานพาร์ทไทม์ ทั้งการขายเสื้อผ้า รองเท้า และเริ่มเข้าสู่วงการด้านประชาสัมพันธ์

ในเวลาต่อมา ตนได้เข้าทำงานในบริษัทที่ดำเนินธุรกิจด้านโลจิสติกส์ และได้เข้าสู่ GP Agency ปัจจุบันทำงานมานานกว่า 7 ปี ขณะเดียวกัน ตนได้เล็งเห็นถึงการต่อยอดทางการศึกษาจึงได้เข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาโท หลักสูตรบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต กลุ่มวิชาการจัดการโลจิสติกส์ วิทยาลัยเซาธ์อีสท์บางกอก เพื่อนำความรู้ที่ได้ทางด้านบริหารธุรกิจการจัดการโลจิสติกส์ มาประยุกต์ใช้กับงานการตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

คุณวราลักษณ์ กล่าวปิดท้ายถึงสิ่งที่อยากจะฝากถึงผู้ประกอบการร้านค้าที่เช่าพื้นที่ และลูกค้าที่จะเข้าใช้บริการว่า บริษัทอยากให้ผู้ประกอบการร้านค้าที่เข้ามาใช้พื้นที่ทุกท่านมีความมั่นใจ ในศักยภาพของพื้นที่และการออกแบบที่ดึงดูดลูกค้าได้เป็นอย่างดี โดยจะมีการดำเนินการปรับปรุงและปรับเปลี่ยนให้เข้ากับทุกยุคทุกสมัย และตามแนวโน้มของแฟชั่นที่มีการปรับตัวอยู่เสมอ อีกทั้ง มีความมั่นใจว่าบริษัทและผู้ประกอบการร้านค้าจะมีการเติบโตร่วมกัน

นอกจากนี้ บริษัทอยากให้ลูกค้าและผู้ที่เข้ามาใช้บริการในห้างสรรพสินค้าอิมพีเรียลเวิลด์ สำโรง ได้ลองเข้ามาเดินเยี่ยมชมสินค้าแฟชั่นต่างๆ ทั้งเสื้อผ้ากระเป๋า รองเท้า และ Gift Shop ที่จำหน่ายในโซนพื้นที่ C.H.G. Fashion Mall ซึ่งจะได้พบกับสินค้าแฟชั่นที่มีคุณภาพและทันสมัยในราคาที่ไม่แพง พร้อมสร้างความประทับใจของลูกค้าได้อย่างครอบคลุมทุกความต้องการ

User Rating: 5 / 5

Star ActiveStar ActiveStar ActiveStar ActiveStar Active

เปิดแผนการลงทุน AH

AH เดินแผนเพิ่มฐานการตลาดทั้งในและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดทุ่มงบกว่า 100 ล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ ขยายกิจการทั่วโลก พร้อมอัดงบ 130 ลบ. สร้างโรงงานแห่งใหม่ที่จังหวัดชลบุรีรองรับไลน์การผลิตใหม่ๆ ในอนาคต คาดภาพรวมตลาดยานยนต์ปีนี้เติบโตเพิ่ม 5-10% พร้อมตั้งเป้าหมายเป็นองค์กรที่มีความเป็นเลิศ บนพื้นฐานของความสุขที่ยั่งยืน 4 ประการ

คุณเย็บ ซู ชวน ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อาปิโก ไฮเทค จำกัด (มหาชน) หรือ AH กล่าวถึงภาพรวมการลงทุนของบริษัทว่า ในปีที่ผ่านมา บริษัทกับคู่ค้าได้มีการลงทุนในการขยายกิจการทั่วโลก ด้วยมูลค่าการดำเนินการกว่า 100 ล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ ซึ่งเป็นแผนการลงทุนต่อเนื่อง 2-3 ปี สำหรับในประเทศไทย บริษัทมีแผนสร้างโรงงานใหม่ 1 แห่ง ที่จังหวัดชลบุรี โดยใช้งบประมาณลงทุนประมาณ 130 ล้านบาท เพื่อรองรับไลน์การผลิตใหม่ๆ ในอนาคต

“ในปี 2560 ที่ผ่านมา เราประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยได้มีการขยายตลาดไปทั่วโลกมากขึ้น ซึ่งได้มีการทำ Joint Venture กับอินเดีย, ประเทศในยุโรป, สหรัฐอเมริกา, เม็กซิโก, และจีน โดยเราได้เพิ่มการลงทุนในต่างประเทศไปกว่า 100 ล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ หรือประมาณกว่า 3,000 ล้านบาท สำหรับการลงทุนดังกล่าว จะทำให้เรามีโรงงานผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ขยายไปทั่วโลก  ทั้งโรงงานผลิตในอินเดีย ยุโรป อเมริกา เม็กซิโก และจีน  ซึ่งจะทำให้ธุรกิจของเรามีเครือข่ายอุตสาหกรรมการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ที่เติบโตตามไปด้วย” คุณเย็บ กล่าว

คุณเย็บ กล่าวต่อถึงแนวโน้มอุตสาหกรรมยานยนต์ว่า อย่างที่ทราบกันดีว่า ที่ผ่านมาอุตสาหกรรมยานยนต์อยู่ในสถานการณ์ที่ต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลงในหลายๆ อย่าง โดยทิศทางนับจากนี้ไปน่าจะดีขึ้น จากการดำเนินการดังกล่าว และคาดว่าภาพรวมตลาดยานยนต์ปี 2561 น่าจะเติบโตเพิ่ม 5-10% จากปีที่ผ่านมา

ด้านนโยบายในการบริหารองค์กรและบุคลากร เนื่องจาก บริษัทอยู่ในธุรกิจที่มีการแข่งขันที่ค่อนข้างสูง  ดังนั้น จึงใส่ใจในการฝึกอบรมพนักงานและเรียนรู้นวัตกรรมใหม่ๆ อยู่เสมอ  เพื่อยกระดับให้บุคลากรมีการพัฒนา และติดตามเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ อย่างเท่าทัน  โดยมีการอบรมพนักงานอยู่อย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ

“เรามีการเปิดอบรมให้ทีมงานทุกคนด้วยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง ไม่ว่าจะเป็น อบรมทางเทคนิค อบรมเชิงกลยุทธ์ อบรมความเป็นผู้นำ  เพื่อให้ทีมงานทุกคนได้อัพเดทตัวเองให้เท่าทันกับนวัตกรรมโลก โดยพนักงานทุกคนที่จะเข้ามาเป็นทีมงานของเราจ ะต้องผ่านการอบรมตามหลักสูตรของบริษัทก่อนเริ่มทำงานจริงทุกคน  ซึ่งเรามีศูนย์ฝึกอบรมพนักงานที่ จังหวัดนครนายก ปัจจุบัน อาปิโก กรุ๊ปมีพนักงานทั้งหมดกว่า 5,000 คน” คุณเย็บ กล่าว

คุณเย็บ กล่าวต่อว่า บริษัทดำเนินธุรกิจผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ ดังนั้นจะต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านรถยนต์ ตามวิสัยทัศน์ของบริษัทคือ การเป็นผู้ผลิตยานยนต์ที่มีประสิทธิภาพและคล่องตัว มีความมุ่งมั่นในการเป็นองค์กรที่มีความเป็นเลิศ บนพื้นฐานของความสุขที่ยั่งยืน 4 ประการ ได้แก่ ความสุขของลูกค้า (Happy Customers), ความสุขของพนักงาน (Happy Employees), ความสุขของผู้ถือหุ้น (Happy Shareholder) และ ความสุขของสาธารณชน (Happy Public)

“เราตั้งเป้าหมายในการที่จะเป็นองค์กรที่มีความเป็นเลิศ และเราจะทำอย่างไรให้ผู้คนจดจำเราได้ โดยอาศัยความสุขที่ยั่งยืน 4 ประการ ได้แก่ ความสุขของลูกค้า (Happy Customers) ประกอบด้วย 1. S-Safety (มีความปลอดภัย), 2. Q-Quality (มีคุณภาพ), 3. C-Cost (มีราคาที่เหมาะสม), 4. D-Delivery (มีการส่งมอบของที่ตรงต่อเวลา), 5. E-Engineering (งานวิศวกรรมที่ดี) และ 6. M-Management (ระบบการจัดการที่มีคุณภาพ)

ส่วนความสุขของพนักงาน (Happy Employees) ประกอบด้วย 1. Teamwork (การทำงานเป็นทีม), 2. Look at Problems as Opportunities (การมองปัญหาให้เป็นโอกาส), 3. Love Family, Company and Country (การรักครอบครัว บริษัท และประเทศ), 4. Loyalty and Honesty (มีความจงรักภักดีและซื่อสัตย์สุจริต) และ 5. Mutual Respect (มีความเคารพซึ่งกันและกัน)

สำหรับความสุขของผู้ถือหุ้น (Happy Shareholder) ประกอบด้วย 1.Profitability (การทำกำไร) และ 2. Reasonable Dividends (ได้รับเงินปันผลที่เหมาะสม) และความสุขของสาธารณชน (Happy Public) ประกอบด้วย Corporate Social Responsibility (มีความรับผิดชอบต่อสังคม)” มร.เย็บ ซู ชวน กล่าว

ด้านกลยุทธ์ในการดำเนินจนถึงปี 2563 คือ TURBO ซึ่งพนักงานทุกคนจะต้องพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน โดย TURBO หมายถึง T-Transform, U-Urgently, R-Realise, B-Business และ O-Objectives โดยในระยะเวลา 5 ปี พนักงานทุกคนต้องมีการพัฒนาประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นอีก 50% และมียอดขายที่เพิ่มขึ้นอีก 10% ซึ่งหากเปรียบเทียบแล้ว จะเหมือนกับรถยนต์ที่มี 1,000 ลิตรต้องวิ่งได้ถึง 2,000 ลิตร

ส่วนสิ่งที่อยากให้รัฐบาลสนับสนุนอุตสากรรมยานยนต์ คุณเย็บกล่าวว่า ที่ผ่านมา รัฐบาลได้ช่วยสนับสนุนในหลายๆ  ด้านอยู่แล้ว เช่น การส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอ ทั้งนี้ การสนับสนุนบางอย่างจากรัฐบาลเป็นสิ่งจำเป็น เช่น การลดภาษี 0%  หรือการสนับสนุนจากบีโอไอ เป็นต้น ทำให้บริษัทสามารถเพิ่มกำไรจากผลประกอบการได้มากขึ้น  ซึ่งบริษัทมีความพึงพอใจกับการที่ได้รับการสนับสนุนมาโดยตลอด และตนคิดว่ารัฐบาลคงไม่สามารถสนับสนุนอะไรได้มากไปกว่านี้  ดังนั้นผู้ประกอบการจะต้องมีความพยายามที่จะผลักดันธุรกิจของตัวเองด้วย

อนึ่ง บริษัท อาปิโก ไฮเทค จำกัด (มหาชน) หรือ AH ก่อตั้งในปี 2539 และจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในปี 2545 บริษัทเริ่มดำเนินธุรกิจจากการออกแบบ ผลิต และติดตั้ง อุปกรณ์จับยึดเพื่อใช้ในการประกอบรถยนต์แบบครบวงจร (Car Assembly Jigs) การออกแบบและผลิตแม่พิมพ์ปั๊มโลหะแผ่น (Stamping Die) และรับผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ (OEM Auto Parts) ได้แก่ ชิ้นส่วนพื้นรถยนต์ ตัวค้ำ ตัวยึด และชิ้นส่วนปลีก ย่อยอื่นๆ ต่อจากนั้น บริษัทได้พัฒนาก้าวหน้ามาสู่การผลิต ชิ้นส่วนพลาสติกชิ้นส่วนโลหะตีอัดขึ้นรูป (Forging) และกลึงสำเร็จด้วยเครื่องจักร และชิ้นส่วนกรอบโครงช่วงล่างรถกระบะ (Frame components)

นอกจากนี้ บริษัทมีการลงทุนในบริษัทย่อยและบริษัทร่วมในกลุ่มธุรกิจ ที่มีความเกี่ยวเนื่องกับผลิตภัณฑ์และบริการของบริษัท ได้แก่ บริษัทตัวแทนจำหน่าย รถยนต์ และบริษัทพัฒนา ผลิต และจำหน่ายระบบนำร่องการเดินทางในรถยนต์ เป็นต้น ปัจจุบัน กลุ่มบริษัทอาปิโกประกอบด้วยบริษัทย่อยและบริษัทร่วมรวมทั้งสิ้น 37 บริษัท (ในประเทศ 27 บริษัท และต่างประเทศ 10 บริษัท) โดยมีกลุ่มลูกค้าหลักของบริษัทเป็นบริษัทผู้ผลิตยานยนต์ชั้นนำในประเทศไทย

ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2558 บริษัท อาปิโก ไฮเทค จำกัด (มหาชน) มีทุนจดทะเบียนชำระแล้วจำนวน 322.58 ล้านบาท โดยผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทได้แก่ กลุ่มของคุณเย็บ ซู ชวนและครอบครัว ถือหุ้นรวมกันร้อยละ 39.85 ของทุนจดทะเบียนทั้งหมดของบริษัทและกลุ่มบริษัท โซจิทสึ คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น ถือหุ้นรวมกันร้อยละ 15.76 ของทุนจดทะเบียน ทั้งหมดของบริษัท

สำหรับโรงงานของบริษัท 2 แห่ง ตั้งอยู่ที่นิคมอุตสาหรรมไฮเทค ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และนิคม อุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ในจังหวัดระยอง กลุ่มลูกค้าหลักของบริษัท อาทิ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ เอเชีย แปซิฟิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด และบริษัท อีซูซุ มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด เป็นต้น

User Rating: 5 / 5

Star ActiveStar ActiveStar ActiveStar ActiveStar Active

CNT เปิดแผนปีจอ รุกงานภาครัฐเพิ่ม

CNT ตั้งเป้ารายได้ปีนี้แตะ 9 พันลบ. พร้อมโชว์แผนการดำเนินธุรกิจปี 61 ปรับสัดส่วนงานภาครัฐพุ่ง 40% ตอกย้ำคุณภาพด้วยการบริหารจัดการภายในองค์กรภายใต้การบริหารงานแบบ  Business Unit Control ด้านเป้าหมายระยะยาวมุ่งก้าวสู่ Top 5 ในธุรกิจงานรับเหมาก่อสร้างของประเทศ

คุณสุรศักดิ์ โอสถานุเคราะห์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท คริสเตียนีและนีลเส็น (ไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ CNT เปิดเผยว่า บริษัทตั้งเป้ารายได้ในปี 2561 ไว้ที่ 9,000 ล้านบาท เติบโตเพิ่มจากปี 2560 ที่คาดว่าจะมีรายได้อยู่ที่ประมาณ 8,000 ล้านบาท พร้อมทั้งคาดการณ์ว่าจะสามารถคว้างานในมือ (Backlog) ได้ประมาณ 60% ของเป้าหมาย เนื่องจากเศรษฐกิจมีแนวโน้มที่ดี ซึ่งจะทำให้มีโครงการก่อสร้างใหม่ๆ เพิ่มมากขึ้น  ส่งผลให้การแข่งขันอย่างรุนแรงในภาคอุตสาหกรรมการก่อสร้างลดลง นอกจากนั้น บริษัทยังมีการพัฒนากลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

สำหรับทิศทางการดำเนินงานในปีนี้บริษัทจะมุ่งเน้นงานของภาครัฐเพิ่มมากขึ้น โดยปรับสัดส่วนงานจากเดิม 30% เป็น 40% อย่างไรก็ตาม หากในปีนี้นี้แนวโน้มของงานก่อสร้างของภาครัฐมีเพิ่มมากขึ้น บริษัทอาจจะมีการปรับสัดส่วนเพิ่มเป็น 50%  เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน งานก่อสร้างของภาคเอกชนลงทุนน้อยลงและมีมูลค่างานไม่สูงเท่ากับภาครัฐ

“ด้วยแนวโน้มของสภาพเศรษฐกิจที่ผ่านมา ผู้ประกอบการในภาคเอกชนได้รับผลกระทบพอสมควรจึงทำให้การลงทุนก่อสร้างมีจำนวนลดลง รวมทั้ง ภาครัฐเริ่มลงทุนในโครงการต่างๆ เพิ่มมากขึ้น เราจึงได้มีการปรับลดโครงสร้างสัดส่วนงานภาคเอกชน ซึ่งเดิมอยู่ที่ 70% มาเป็น 60% ในปีนี้ อย่างไรก็ตาม หากเราสามารถประมูลงานขนาดใหญ่ของภาครัฐได้มากขึ้น สัดส่วนดังกล่าวก็จะขยับมาอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกัน” คุณสุรศักดิ์ กล่าว

ส่วนแผนการดำเนินธุรกิจในระยะสั้น  นั้น บริษัทตั้งเป้าหมายที่จะขยับตำแหน่งเป็นผู้นำอันดับที่ 4 หรือ 5 ในธุรกิจงานรับเหมาก่อสร้างของประเทศ แต่ยังไม่ได้มุ่งหวังที่จะติดอันดับ 1 ใน 3 ในขณะนี้ เนื่องจากผู้นำในธุรกิจรับก่อสร้างในกลุ่ม Top3 เป็นบริษัทที่มี Turn Over สูงและมีความสามารถในการชนะการประมูลงานโครงการภาครัฐที่มีมูลค่าสูงได้หลากหลายโครงการ ซึ่ง CNT ยังติดในเรื่องของเกณฑ์คุณสมบัติบางประการ ซึ่งต้องใช้เวลาในการสร้างและพัฒนาพอสมควร

คุณสุรศักดิ์ กล่าวต่อถึงแนวโน้มในภาพรวมของธุรกิจรับเหมาก่อสร้างว่า ในปี 2560 ที่ผ่านมา ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างมีทิศทางปรับตัวดีขึ้นมาโดยลำดับนับจากปี 2558 จนมาถึงปีนี้  ดังนั้นในปี 2561 จึงคาดการณ์ว่าธุรกิจจะเติบโตเพิ่มมากขึ้นกว่าปี 2560 อีกเช่นกัน เนื่องจากภาคเอกชนเริ่มกลับเข้ามาลงทุนมากขึ้น และจากปัจจัยการกลับเข้ามาลงทุนในภาคโครงการอสังหาริมทรัพย์ ของภาคเอกชนที่เพิ่มมากขึ้น ด้วยประสบการณ์และความเชี่ยวชาญ บริษัทยังคงมุ่งเน้นการดำเนินธุรกิจในสายงานที่มีความถนัด คือ สายงานก่อสร้างโรงงานอุตสาหกรรม การก่อสร้างอาคารสูง และงานภาครัฐ ได้แก่ งานสร้างระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน  ตลอดจนการเริ่มขยายงานในสายงานเข้าไปสู่ภาคอสังหาริมทรัพย์ที่เริ่มปรับตัวดีขึ้น

“ในปีนี้ เรามองว่าน่าจะเติบโตกว่าปีที่ผ่านมา เพราะเริ่มเห็นภาพการกลับเข้ามาลงทุนอย่างมีนัยสำคัญของภาคเอกชน ประกอบกับการลงทุนภาครัฐที่จะเพิ่มมากขึ้นในปีหน้าโดยเฉพาะการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC)_ อย่างไรก็ตาม ด้วยความถนัดด้านงานก่อสร้างโรงงานอุตสาหกรรม งานด้านการก่อสร้างอาคารสูง และงานภาครัฐ เรายังเน้นสายงานเดิมเป็นหลัก แต่จะเพิ่มในส่วนของงานก่อสร้างโครงการอสังหาริมทรัพย์มาเสริม

ส่วนเหตุผลที่เราเน้นหนักในเรื่องของงานก่อสร้างโรงงานอุตสาหกรรมเป็นหลัก เนื่องจากสามารถจบงานและรับรู้รายได้ได้รวดเร็ว สามารถควบคุมและจบความเสี่ยงได้เร็ว โดยแตกต่างกับงานก่อสร้างอาคารคอนโดมิเนียม  ซึ่งมีความเสี่ยงในการรับงานมากกว่า โดยเราพร้อมที่จะรับงานก่อสร้างดังกล่าว แต่เราจะต้องคัดเลือกผู้ประกอบการที่น่าเชื่อถือประกอบด้วย ทั้งนี้ ในทุกสายงานก่อสร้างเรามีความพร้อมรับงานทั้งหมด แต่บริษัทจะพิจารณาเรื่องความเสี่ยงในด้านต่างๆ ที่จะส่งผลกระทบต่อธุรกิจเราด้วย” คุณสุรศักดิ์ กล่าว

คุณสุรศักดิ์ กล่าวต่อถึงหลักในการบริหารจัดการองค์กรและบุคลากรว่า CNT ดำเนินธุรกิจด้วยคุณภาพด้วย ชื่อเสียงและผลงานที่สะสมมานานมากว่า 87 ปี มีผลงานเป็น Land mark ของประเทศมากมาย เช่น อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย สะพานกรุงเทพ ท่าเรือคลองเตย และโรงแรมโอเรียนเต็ล ซึ่งถือว่าเป็นโรมแรมตึกสูงแห่งแรกของประเทศในขณะนั้น บริษัทจึงมีระบบในการคัดเลือกบุคลากรที่คุณภาพและตรงตามความต้องการของประเภทงานก่อสร้าง

ทั้งนี้ เรายังให้ความสำคัญในการพัฒนาบุคลากร โดยการพัฒนาศักยภาพในตัวของบุคลากรที่มีอยู่ให้เพิ่มมากขึ้น ทั้งการอบรมและสร้างความเข้าใจถึงระบบการทำงานแบบ CNT และวัฒนธรรมองค์กร  บุคคลหรือพนักงานที่มีคุณภาพและผลงานก็จะได้รับการดูแลเป็นพิเศษโดยเฉพาะเรื่องค่าตอบแทน ซึ่งบริษัทได้มุ่งเน้นการพิจารณาค่าตอบแทนที่เหมาะสมให้กับบุคลากรผ่านการประเมินผลงาน ด้วยการมอบเป็นโบนัส และโบนัสพิเศษ (Incentive) เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจในการทำงาน อีกทั้งยังช่วยผลักดันให้บุคลากรมีการพัฒนาตนเองอยู่เสมอ

ปัจจุบัน บริษัทได้มีการบริหารจัดการภายในองค์กรแบบ  Business Units Control ซึ่งแบ่งตามความถนัดของแต่ละสายการปฏิบัติงาน โดยแบ่งออกเป็น 4 ประเภทธุรกิจ (Business Unit) ได้แก่ ประเภทงานวิศวกรรมโยธาและโครงสร้างพื้นฐาน, ประเภทงานโรงงานอุตสาหกรรม, ประเภทงานอาคารทั่วไป โรงแรมและที่พักอาศัย และประเภทสายงานเครื่องกลและระบบไฟฟ้า

โดยแต่ละประเภทสายงานจะมีทีมวิศวกรและทีมงานในการก่อสร้าง ที่มีคุณภาพและประสบการณ์ที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน มีความเชี่ยวชาญ และมีความชำนาญเฉพาะด้านนั้นๆ ซึ่งเมื่อแต่ละสายงานได้รับงานโครงการแล้ว ทีมงานสามารถวางแผนและเริ่มปฏิบัติงานได้ทันที ปัจจุบัน บริษัทมีทีมงานคุณภาพในส่วนของสำนักงานรวมทั้งหมดกว่า 1,100 คน ที่พร้อมรองรับงานโครงการต่างๆ ในมูลค่าระดับหมื่นล้านในอนาคตได้อย่างเต็มที่

“ในการบริหารจัดการองค์กรและบุคลากร เรามีระบบการพัฒนาและสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่มีประสิทธิภาพ จึงทำให้มีการพัฒนาและเติบโตมาได้จนถึงปัจจุบัน เรามีการมอบหมายหน้าที่และพัฒนาบุคลากรทุกคนให้สามารถรับผิดชอบงานตามความถนัดและศักยภาพ พร้อมทั้งมอบผลตอบแทนที่เหมาะสมตามทักษะและผลงาน ทั้งโบนัสประจำปี โบนัสพิเศษ (Incentive) และสวัสดิการต่างๆ อาทิ ฟิตเนสเซ็นเตอร์ Class ออกกำลังกาย เช่น การเต้นแอโรบิค การสอนโยคะ เป็นต้น จึงเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้พนักงานทำงานร่วมกับเรามาอย่างยาวนานและมีความสุข” คุณสุรศักดิ์ กล่าว

นอกจากนี้ บริษัทยังมีจุดมุ่งหมายในการพัฒนาองค์กรให้มีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักในวงกว้างเพิ่มมากขึ้น เพื่อเป็นจุดที่จะสร้างแรงจูงใจในการดึงดูดคนให้เข้ามาร่วมงานกับบริษัท อีกทั้งยังคำนึงถึงปัจจัยที่จะยึดเหนี่ยวให้บุคลากรทำงานร่วมกันไปอย่างยาวนาน ด้วยการดูแลเอาใจใส่ และการสอนงานให้พนักงานเป็นบุคลากรที่เก่งและมีคุณภาพ

ประกอบกับ การมอบหมายงานที่ต้องรับผิดชอบให้มีความเหมาะสมในความรู้ความสามารถของพนักงานแต่ละบุคคลได้ถูกต้อง รวมทั้งมีตำแหน่งงานที่พร้อมรองรับตามศักยภาพของบุคลากรด้วย อีกทั้งบริษัทยังได้มีการจัดตั้งทีม HRD ซึ่งมีหน้าที่เหมือนเป็นโรงเรียน (Training School) ในการพัฒนาทีมงาน และฝีมือแรงงาน ให้มีความรู้ความสามารถและดึงศักยภาพมาใช้ได้อย่างเต็มที่ ซึ่งปัจจุบันเราพัฒนาการเรียนการสอนเป็นแบบ E-Learning เพื่อเปิดโอกาสให้พนักงานได้มีโอกาเข้าถึงการเรียนรู้ได้สะดวกมากขึ้น

ในขณะเดียวกัน บริษัทยังมีนโยบายในการสรรหาและสร้างบุคลากรที่จะเป็นเลือดใหม่ (Young Engineer) โดยจะเน้นหนักทางด้านวิศวกรรมศาสตร์ โดยมีการจัด Campaign ร่วมกับมหาวิทยาลัยต่างๆ ในการเปิดรับสมัครนักศึกษาฝึกงานและนักศึกษาที่ใกล้จะสำเร็จการศึกษาเข้าทำงาน ภายใต้โครงการ Young Engineer ประมาณ 20-30 คนต่อปี ซึ่งจะเป็นกลุ่มที่บริษัท จะต้องดูแลเป็นพิเศษ และต้องเพิ่มศักยภาพจากที่มีอยู่แล้วให้เพิ่มมากขึ้น พร้อมทั้งมอบความท้าทายในการปฏิบัติงานต่างๆ เพื่อพัฒนาศักยภาพของน้องๆ เหล่านั้น และสร้างตำแหน่งงานเพื่อรองรับความเติบโตของพวกเขาด้วย

คุณสุรศักดิ์ กล่าวปิดท้ายถึงสิ่งที่อยากจะฝากภาครัฐว่า บริษัทรับเหมาก่อสร้างที่ไม่ใช่บริษัทขนาดใหญ่ มักจะประสบปัญหาในเรื่องของเกณฑ์การคัดเลือกจัดซื้อจัดจ้างงานของภาครัฐ โดยเฉพาะโครงการขนาดใหญ่ที่มีมูลค่าการลงทุนสูง เนื่องจากไม่เข้าเกณฑ์การพิจารณาในบางหัวข้อ จึงทำให้ขาดโอกาสที่จะรับงานของภาครัฐและพัฒนาให้เติบโตขึ้นได้ อาทิ การกำหนดผลงานที่ผ่านมา เป็นต้น ซึ่งในบางงานบริษัทนั้นเคยก่อสร้างงานประเภทนั้นมาแล้ว แต่เป็นเพียงผู้รับเหมาช่วง  ซึ่งไม่อาจนับเป็นผลงานของบริษัท

บริษัทจึงคาดหวังที่จะให้ภาครัฐมีการปลดล็อคกฎเกณฑ์ดังกล่าว เพื่อเปิดโอกาสให้กับบริษัทรับเหมาก่อสร้างหน้าใหม่ๆ ให้สามารถแข่งขันได้มากขึ้น นอกจากนี้ บริษัทยังมีความต้องการที่จะให้ภาครัฐปรับในเรื่องของอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายจาก 3% ลดลงเหลือ 1% ของรายได้ เนื่องจาก เป็นที่ทราบดีว่าอุตสาหกรรมนี้มีการแข่งขันสูงมาก กำไรน้อยแต่กลับถูกหักภาษีไว้ 3% ของรายได้ ซึ่งนับว่าสูงมาก ผู้รับเหมาส่วนใหญ่จะประสบปัญหาการขาดสภาพคล่อง และกว่าจะได้รับเงินภาษีคืนจะต้องยื่นเอกสารและใช้ระยะเวลากว่า 2 ปี

ประการสุดท้าย  ในเรื่องของการรับผู้พิการเข้าทำงานภายในบริษัท โดยกฎหมายมีการกำหนดให้พนักงานบริษัทจำนวน 100 คนต้องมีคนพิการ 1 คน ดังนั้น ด้วยบริษัทเป็นผู้รับเหมาก่อสร้างและมีจำนวนพนักงานประจำและแรงงานรายวันมากกว่า 7,000 คน โดยไม่อยากให้นับรวมจำนวนแรงงานรายวันเป็นฐานโควต้าคนพิการด้วย

ด้วยลักษณะงานรับเหมาก่อสร้าง การที่จะให้ผู้พิการบางประเภททำงานที่หน่วยงานก่อสร้างก็จะไม่เหมาะสมและอาจเป็นอันตราย อย่างไรก็ตาม ตนยังสนับสนุนที่จะรับสมัครผู้พิการเข้าทำงาน แต่ด้วยรูปแบบของธุรกิจที่เป็นผู้รับเหมาก่อสร้างทำให้ประสบปัญหาดังกล่าว จึงอยากให้ภาครัฐมีการปรับปรุงและพิจารณาบทกฎหมายที่เกี่ยวข้องใหม่ ให้เหมาะสมกับกับการดำเนินธุรกิจของแต่ละบริษัทต่อไป