CNT เปิดแผนปีจอ รุกงานภาครัฐเพิ่ม

CNT ตั้งเป้ารายได้ปีนี้แตะ 9 พันลบ. พร้อมโชว์แผนการดำเนินธุรกิจปี 61 ปรับสัดส่วนงานภาครัฐพุ่ง 40% ตอกย้ำคุณภาพด้วยการบริหารจัดการภายในองค์กรภายใต้การบริหารงานแบบ  Business Unit Control ด้านเป้าหมายระยะยาวมุ่งก้าวสู่ Top 5 ในธุรกิจงานรับเหมาก่อสร้างของประเทศ

คุณสุรศักดิ์ โอสถานุเคราะห์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท คริสเตียนีและนีลเส็น (ไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ CNT เปิดเผยว่า บริษัทตั้งเป้ารายได้ในปี 2561 ไว้ที่ 9,000 ล้านบาท เติบโตเพิ่มจากปี 2560 ที่คาดว่าจะมีรายได้อยู่ที่ประมาณ 8,000 ล้านบาท พร้อมทั้งคาดการณ์ว่าจะสามารถคว้างานในมือ (Backlog) ได้ประมาณ 60% ของเป้าหมาย เนื่องจากเศรษฐกิจมีแนวโน้มที่ดี ซึ่งจะทำให้มีโครงการก่อสร้างใหม่ๆ เพิ่มมากขึ้น  ส่งผลให้การแข่งขันอย่างรุนแรงในภาคอุตสาหกรรมการก่อสร้างลดลง นอกจากนั้น บริษัทยังมีการพัฒนากลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

สำหรับทิศทางการดำเนินงานในปีนี้บริษัทจะมุ่งเน้นงานของภาครัฐเพิ่มมากขึ้น โดยปรับสัดส่วนงานจากเดิม 30% เป็น 40% อย่างไรก็ตาม หากในปีนี้นี้แนวโน้มของงานก่อสร้างของภาครัฐมีเพิ่มมากขึ้น บริษัทอาจจะมีการปรับสัดส่วนเพิ่มเป็น 50%  เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน งานก่อสร้างของภาคเอกชนลงทุนน้อยลงและมีมูลค่างานไม่สูงเท่ากับภาครัฐ

“ด้วยแนวโน้มของสภาพเศรษฐกิจที่ผ่านมา ผู้ประกอบการในภาคเอกชนได้รับผลกระทบพอสมควรจึงทำให้การลงทุนก่อสร้างมีจำนวนลดลง รวมทั้ง ภาครัฐเริ่มลงทุนในโครงการต่างๆ เพิ่มมากขึ้น เราจึงได้มีการปรับลดโครงสร้างสัดส่วนงานภาคเอกชน ซึ่งเดิมอยู่ที่ 70% มาเป็น 60% ในปีนี้ อย่างไรก็ตาม หากเราสามารถประมูลงานขนาดใหญ่ของภาครัฐได้มากขึ้น สัดส่วนดังกล่าวก็จะขยับมาอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกัน” คุณสุรศักดิ์ กล่าว

ส่วนแผนการดำเนินธุรกิจในระยะสั้น  นั้น บริษัทตั้งเป้าหมายที่จะขยับตำแหน่งเป็นผู้นำอันดับที่ 4 หรือ 5 ในธุรกิจงานรับเหมาก่อสร้างของประเทศ แต่ยังไม่ได้มุ่งหวังที่จะติดอันดับ 1 ใน 3 ในขณะนี้ เนื่องจากผู้นำในธุรกิจรับก่อสร้างในกลุ่ม Top3 เป็นบริษัทที่มี Turn Over สูงและมีความสามารถในการชนะการประมูลงานโครงการภาครัฐที่มีมูลค่าสูงได้หลากหลายโครงการ ซึ่ง CNT ยังติดในเรื่องของเกณฑ์คุณสมบัติบางประการ ซึ่งต้องใช้เวลาในการสร้างและพัฒนาพอสมควร

คุณสุรศักดิ์ กล่าวต่อถึงแนวโน้มในภาพรวมของธุรกิจรับเหมาก่อสร้างว่า ในปี 2560 ที่ผ่านมา ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างมีทิศทางปรับตัวดีขึ้นมาโดยลำดับนับจากปี 2558 จนมาถึงปีนี้  ดังนั้นในปี 2561 จึงคาดการณ์ว่าธุรกิจจะเติบโตเพิ่มมากขึ้นกว่าปี 2560 อีกเช่นกัน เนื่องจากภาคเอกชนเริ่มกลับเข้ามาลงทุนมากขึ้น และจากปัจจัยการกลับเข้ามาลงทุนในภาคโครงการอสังหาริมทรัพย์ ของภาคเอกชนที่เพิ่มมากขึ้น ด้วยประสบการณ์และความเชี่ยวชาญ บริษัทยังคงมุ่งเน้นการดำเนินธุรกิจในสายงานที่มีความถนัด คือ สายงานก่อสร้างโรงงานอุตสาหกรรม การก่อสร้างอาคารสูง และงานภาครัฐ ได้แก่ งานสร้างระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน  ตลอดจนการเริ่มขยายงานในสายงานเข้าไปสู่ภาคอสังหาริมทรัพย์ที่เริ่มปรับตัวดีขึ้น

“ในปีนี้ เรามองว่าน่าจะเติบโตกว่าปีที่ผ่านมา เพราะเริ่มเห็นภาพการกลับเข้ามาลงทุนอย่างมีนัยสำคัญของภาคเอกชน ประกอบกับการลงทุนภาครัฐที่จะเพิ่มมากขึ้นในปีหน้าโดยเฉพาะการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC)_ อย่างไรก็ตาม ด้วยความถนัดด้านงานก่อสร้างโรงงานอุตสาหกรรม งานด้านการก่อสร้างอาคารสูง และงานภาครัฐ เรายังเน้นสายงานเดิมเป็นหลัก แต่จะเพิ่มในส่วนของงานก่อสร้างโครงการอสังหาริมทรัพย์มาเสริม

ส่วนเหตุผลที่เราเน้นหนักในเรื่องของงานก่อสร้างโรงงานอุตสาหกรรมเป็นหลัก เนื่องจากสามารถจบงานและรับรู้รายได้ได้รวดเร็ว สามารถควบคุมและจบความเสี่ยงได้เร็ว โดยแตกต่างกับงานก่อสร้างอาคารคอนโดมิเนียม  ซึ่งมีความเสี่ยงในการรับงานมากกว่า โดยเราพร้อมที่จะรับงานก่อสร้างดังกล่าว แต่เราจะต้องคัดเลือกผู้ประกอบการที่น่าเชื่อถือประกอบด้วย ทั้งนี้ ในทุกสายงานก่อสร้างเรามีความพร้อมรับงานทั้งหมด แต่บริษัทจะพิจารณาเรื่องความเสี่ยงในด้านต่างๆ ที่จะส่งผลกระทบต่อธุรกิจเราด้วย” คุณสุรศักดิ์ กล่าว

คุณสุรศักดิ์ กล่าวต่อถึงหลักในการบริหารจัดการองค์กรและบุคลากรว่า CNT ดำเนินธุรกิจด้วยคุณภาพด้วย ชื่อเสียงและผลงานที่สะสมมานานมากว่า 87 ปี มีผลงานเป็น Land mark ของประเทศมากมาย เช่น อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย สะพานกรุงเทพ ท่าเรือคลองเตย และโรงแรมโอเรียนเต็ล ซึ่งถือว่าเป็นโรมแรมตึกสูงแห่งแรกของประเทศในขณะนั้น บริษัทจึงมีระบบในการคัดเลือกบุคลากรที่คุณภาพและตรงตามความต้องการของประเภทงานก่อสร้าง

ทั้งนี้ เรายังให้ความสำคัญในการพัฒนาบุคลากร โดยการพัฒนาศักยภาพในตัวของบุคลากรที่มีอยู่ให้เพิ่มมากขึ้น ทั้งการอบรมและสร้างความเข้าใจถึงระบบการทำงานแบบ CNT และวัฒนธรรมองค์กร  บุคคลหรือพนักงานที่มีคุณภาพและผลงานก็จะได้รับการดูแลเป็นพิเศษโดยเฉพาะเรื่องค่าตอบแทน ซึ่งบริษัทได้มุ่งเน้นการพิจารณาค่าตอบแทนที่เหมาะสมให้กับบุคลากรผ่านการประเมินผลงาน ด้วยการมอบเป็นโบนัส และโบนัสพิเศษ (Incentive) เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจในการทำงาน อีกทั้งยังช่วยผลักดันให้บุคลากรมีการพัฒนาตนเองอยู่เสมอ

ปัจจุบัน บริษัทได้มีการบริหารจัดการภายในองค์กรแบบ  Business Units Control ซึ่งแบ่งตามความถนัดของแต่ละสายการปฏิบัติงาน โดยแบ่งออกเป็น 4 ประเภทธุรกิจ (Business Unit) ได้แก่ ประเภทงานวิศวกรรมโยธาและโครงสร้างพื้นฐาน, ประเภทงานโรงงานอุตสาหกรรม, ประเภทงานอาคารทั่วไป โรงแรมและที่พักอาศัย และประเภทสายงานเครื่องกลและระบบไฟฟ้า

โดยแต่ละประเภทสายงานจะมีทีมวิศวกรและทีมงานในการก่อสร้าง ที่มีคุณภาพและประสบการณ์ที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน มีความเชี่ยวชาญ และมีความชำนาญเฉพาะด้านนั้นๆ ซึ่งเมื่อแต่ละสายงานได้รับงานโครงการแล้ว ทีมงานสามารถวางแผนและเริ่มปฏิบัติงานได้ทันที ปัจจุบัน บริษัทมีทีมงานคุณภาพในส่วนของสำนักงานรวมทั้งหมดกว่า 1,100 คน ที่พร้อมรองรับงานโครงการต่างๆ ในมูลค่าระดับหมื่นล้านในอนาคตได้อย่างเต็มที่

“ในการบริหารจัดการองค์กรและบุคลากร เรามีระบบการพัฒนาและสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่มีประสิทธิภาพ จึงทำให้มีการพัฒนาและเติบโตมาได้จนถึงปัจจุบัน เรามีการมอบหมายหน้าที่และพัฒนาบุคลากรทุกคนให้สามารถรับผิดชอบงานตามความถนัดและศักยภาพ พร้อมทั้งมอบผลตอบแทนที่เหมาะสมตามทักษะและผลงาน ทั้งโบนัสประจำปี โบนัสพิเศษ (Incentive) และสวัสดิการต่างๆ อาทิ ฟิตเนสเซ็นเตอร์ Class ออกกำลังกาย เช่น การเต้นแอโรบิค การสอนโยคะ เป็นต้น จึงเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้พนักงานทำงานร่วมกับเรามาอย่างยาวนานและมีความสุข” คุณสุรศักดิ์ กล่าว

นอกจากนี้ บริษัทยังมีจุดมุ่งหมายในการพัฒนาองค์กรให้มีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักในวงกว้างเพิ่มมากขึ้น เพื่อเป็นจุดที่จะสร้างแรงจูงใจในการดึงดูดคนให้เข้ามาร่วมงานกับบริษัท อีกทั้งยังคำนึงถึงปัจจัยที่จะยึดเหนี่ยวให้บุคลากรทำงานร่วมกันไปอย่างยาวนาน ด้วยการดูแลเอาใจใส่ และการสอนงานให้พนักงานเป็นบุคลากรที่เก่งและมีคุณภาพ

ประกอบกับ การมอบหมายงานที่ต้องรับผิดชอบให้มีความเหมาะสมในความรู้ความสามารถของพนักงานแต่ละบุคคลได้ถูกต้อง รวมทั้งมีตำแหน่งงานที่พร้อมรองรับตามศักยภาพของบุคลากรด้วย อีกทั้งบริษัทยังได้มีการจัดตั้งทีม HRD ซึ่งมีหน้าที่เหมือนเป็นโรงเรียน (Training School) ในการพัฒนาทีมงาน และฝีมือแรงงาน ให้มีความรู้ความสามารถและดึงศักยภาพมาใช้ได้อย่างเต็มที่ ซึ่งปัจจุบันเราพัฒนาการเรียนการสอนเป็นแบบ E-Learning เพื่อเปิดโอกาสให้พนักงานได้มีโอกาเข้าถึงการเรียนรู้ได้สะดวกมากขึ้น

ในขณะเดียวกัน บริษัทยังมีนโยบายในการสรรหาและสร้างบุคลากรที่จะเป็นเลือดใหม่ (Young Engineer) โดยจะเน้นหนักทางด้านวิศวกรรมศาสตร์ โดยมีการจัด Campaign ร่วมกับมหาวิทยาลัยต่างๆ ในการเปิดรับสมัครนักศึกษาฝึกงานและนักศึกษาที่ใกล้จะสำเร็จการศึกษาเข้าทำงาน ภายใต้โครงการ Young Engineer ประมาณ 20-30 คนต่อปี ซึ่งจะเป็นกลุ่มที่บริษัท จะต้องดูแลเป็นพิเศษ และต้องเพิ่มศักยภาพจากที่มีอยู่แล้วให้เพิ่มมากขึ้น พร้อมทั้งมอบความท้าทายในการปฏิบัติงานต่างๆ เพื่อพัฒนาศักยภาพของน้องๆ เหล่านั้น และสร้างตำแหน่งงานเพื่อรองรับความเติบโตของพวกเขาด้วย

คุณสุรศักดิ์ กล่าวปิดท้ายถึงสิ่งที่อยากจะฝากภาครัฐว่า บริษัทรับเหมาก่อสร้างที่ไม่ใช่บริษัทขนาดใหญ่ มักจะประสบปัญหาในเรื่องของเกณฑ์การคัดเลือกจัดซื้อจัดจ้างงานของภาครัฐ โดยเฉพาะโครงการขนาดใหญ่ที่มีมูลค่าการลงทุนสูง เนื่องจากไม่เข้าเกณฑ์การพิจารณาในบางหัวข้อ จึงทำให้ขาดโอกาสที่จะรับงานของภาครัฐและพัฒนาให้เติบโตขึ้นได้ อาทิ การกำหนดผลงานที่ผ่านมา เป็นต้น ซึ่งในบางงานบริษัทนั้นเคยก่อสร้างงานประเภทนั้นมาแล้ว แต่เป็นเพียงผู้รับเหมาช่วง  ซึ่งไม่อาจนับเป็นผลงานของบริษัท

บริษัทจึงคาดหวังที่จะให้ภาครัฐมีการปลดล็อคกฎเกณฑ์ดังกล่าว เพื่อเปิดโอกาสให้กับบริษัทรับเหมาก่อสร้างหน้าใหม่ๆ ให้สามารถแข่งขันได้มากขึ้น นอกจากนี้ บริษัทยังมีความต้องการที่จะให้ภาครัฐปรับในเรื่องของอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายจาก 3% ลดลงเหลือ 1% ของรายได้ เนื่องจาก เป็นที่ทราบดีว่าอุตสาหกรรมนี้มีการแข่งขันสูงมาก กำไรน้อยแต่กลับถูกหักภาษีไว้ 3% ของรายได้ ซึ่งนับว่าสูงมาก ผู้รับเหมาส่วนใหญ่จะประสบปัญหาการขาดสภาพคล่อง และกว่าจะได้รับเงินภาษีคืนจะต้องยื่นเอกสารและใช้ระยะเวลากว่า 2 ปี

ประการสุดท้าย  ในเรื่องของการรับผู้พิการเข้าทำงานภายในบริษัท โดยกฎหมายมีการกำหนดให้พนักงานบริษัทจำนวน 100 คนต้องมีคนพิการ 1 คน ดังนั้น ด้วยบริษัทเป็นผู้รับเหมาก่อสร้างและมีจำนวนพนักงานประจำและแรงงานรายวันมากกว่า 7,000 คน โดยไม่อยากให้นับรวมจำนวนแรงงานรายวันเป็นฐานโควต้าคนพิการด้วย

ด้วยลักษณะงานรับเหมาก่อสร้าง การที่จะให้ผู้พิการบางประเภททำงานที่หน่วยงานก่อสร้างก็จะไม่เหมาะสมและอาจเป็นอันตราย อย่างไรก็ตาม ตนยังสนับสนุนที่จะรับสมัครผู้พิการเข้าทำงาน แต่ด้วยรูปแบบของธุรกิจที่เป็นผู้รับเหมาก่อสร้างทำให้ประสบปัญหาดังกล่าว จึงอยากให้ภาครัฐมีการปรับปรุงและพิจารณาบทกฎหมายที่เกี่ยวข้องใหม่ ให้เหมาะสมกับกับการดำเนินธุรกิจของแต่ละบริษัทต่อไป