Biz Focus Industry Issue 162 on July 2026

Print
Star InactiveStar InactiveStar InactiveStar InactiveStar Inactive
 

ลูนิค เรียลเอสเตท พลิกโฉมอสังหาฯ ไทย ดันกลยุทธ์ ‘Beyond the Norm’ ปักหมุดเป้าปี 69 โต 1,600 ลบ.

          ลูนิค เรียลเอสเตท ภายใต้การนำของผู้บริหารรุ่นใหม่ คุณอุรดี กุลกีรติยุต ที่มีวิสัยทัศน์ไกลและยึดถือหลักการ Lasting Value เป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กร ประกาศเดินหน้าขับเคลื่อนธุรกิจท่ามกลางความท้าทายและปัจจัยเสี่ยงรอบด้านของตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยในปี 2569 ด้วยการส่งมอบคุณค่าผ่านการใช้ชีวิตเหนือระดับในทุกมิติ ด้วยกลยุทธ์ ‘Beyond the Norm’ เพื่อนิยามความลักชัวรีรูปแบบใหม่ที่ไม่ได้วัดแค่ความหรูหรา แต่มุ่งเน้นประสบการณ์เปี่ยมคุณค่า สุขภาพ และความมั่นคงในระยะยาวของผู้อยู่อาศัย พันธมิตร และชุมชนอย่างยั่งยืน พร้อมตั้งเป้ารายได้โต 1,600 ล้านบาทในปีนี้

 

            คุณอุรดี กุลกีรติยุต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ลูนิค เรียลเอสเตท จำกัด หรือ Lunique Real Estate เปิดเผยว่า นับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทในปี 2559 ลูนิค เรียลเอสเตทได้เริ่มต้นจากการศึกษาและวิเคราะห์ตลาดอย่างจริงจัง ทั้งในพื้นที่กรุงเทพมหานครและพัทยา เพื่อการพัฒนาโครงการที่สามารถตอบสนองความต้องการที่แท้จริงของลูกค้า ซึ่งการศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างเข้มข้นในเวลานั้น ทำให้บริษัทมองเห็นโอกาสในการพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมแห่งแรกที่พัทยาในช่วงปี 2562 ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนที่จะเกิดวิกฤตการณ์โควิด-19

ท่ามกลางการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่เกิดขึ้นทั่วโลกในเวลาต่อมา ได้กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ลูนิคต้องปรับเปลี่ยนการออกแบบโครงการที่พัทยาใหม่อีกครั้ง แม้ว่าในขณะนั้นการออกแบบจะเสร็จสมบูรณ์พร้อมก่อสร้างแล้วก็ตาม เนื่องจากการรับฟังและสังเกตพฤติกรรมของลูกค้าอย่างใกล้ชิด พบว่าความต้องการของผู้อยู่อาศัยเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน โดยลูกค้าไม่ได้มองหาเพียงแค่ห้องพักธรรมดา แต่ต้องการพื้นที่ที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพและสุขภาวะที่ดี หรือแนวคิดเวลเนส (Wellness) ควบคู่ไปกับการมองหาบ้านหลังที่สองที่มีความปลอดภัย พร้อมรองรับการใช้ชีวิตแบบ Premium Lifestyle

ลูนิค เรียลเอสเตทจึงตัดสินใจปรับเปลี่ยนแนวคิดโครงการครั้งใหญ่ นับเป็นก้าวสำคัญของการยกระดับโครงการ Branded Residence ในประเทศไทย โดยดึงแบรนด์ระดับโลกอย่าง Banyan Group เข้ามาร่วมเป็นพันธมิตรในการออกแบบคอนเซ็ปต์ใหม่ เพื่อผสมผสานการอยู่อาศัยสไตล์รีสอร์ตเข้ากับเรื่องสุขภาพ ภายใต้ชื่อ Skypark Lucean Jomtien Pattaya คอนโดมิเนียมระดับลักชัวรี พร้อมวิวทะเลทุกยูนิต ซึ่งได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการไปเมื่อปี 2566 และได้รับกระแสตอบรับที่ดีมากจากชาวไทยและชาวต่างชาติที่มองหาที่อยู่อาศัยระยะยาวที่มีคุณภาพ

นอกจากนี้ ในกรุงเทพมหานครลูนิคยังได้พัฒนาโครงการ The Scholar Don Mueang บ้านเดี่ยวสุดหรู 3 ชั้น ขนาดเล็กเพียง 14 ยูนิต ที่ให้ความเป็นส่วนตัวสูง บนทำเลศักยภาพดอนเมือง เน้นเจาะกลุ่มเฉพาะอย่างผู้ปกครองนักเรียน และผู้บริหารระดับสูง เนื่องจากอยู่ใกล้โรงเรียนนานาชาติ Harrow International School และสนามบินดอนเมือง ทั้งยังสามารถเชื่อมต่อเมืองอย่างสะดวกสบาย ผ่านถนนสายหลักและทางด่วนหลายเส้นทาง ซึ่งตอบโจทย์การใช้ชีวิตของครอบครัวยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับเวลาและคุณภาพชีวิตท่ามกลางบรรยากาศเป็นส่วนตัว

“สำหรับงบประมาณและการลงทุนโครงการ Skypark Lucean Jomtien Pattaya มีมูลค่ารวมกว่า 7,500 ล้านบาท ปิดยอดขายไปแล้วกว่า 54% โดยเฉพาะสัดส่วนโควตาต่างชาติที่ได้รับความนิยม จนเหลือสัดส่วนเพียงร้อยละ 5 เท่านั้น ซึ่งโครงสร้างผู้ซื้อปัจจุบันประกอบด้วยชาวต่างชาติร้อยละ 49 และชาวไทยร้อยละ 51 ส่วนความคืบหน้าการก่อสร้างคอนโดมิเนียมที่พัทยานั้น ปัจจุบันยังอยู่ระหว่างการก่อสร้างในเฟสแรก คือ อาคาร A 60 ชั้น และอาคาร B 31 ชั้น คาดว่าแล้วเสร็จภายในเดือนธันวาคม 2571 ขณะที่โครงการ The Scholar Don Mueang มีมูลค่าประมาณ 420 ล้านบาท โดยบริษัทได้ตั้งเป้าหมายรายได้รวมสำหรับปี 2569 ไว้ที่ 1,600 ล้านบาท” คุณอุรดีกล่าว

คุณอุรดี กล่าวต่อว่า บริษัทยังมีแผนเดินหน้าขยายการลงทุนสู่โครงการถัดไป เป็นคอนโดมิเนียม High Rise ระดับอัลตร้าลักชัวรี ในคอนเซ็ปต์ Premium Wellness Residences Destination ภายใต้ชื่อ Lucean Bay โดยจะเปิดตัวในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปี 2569 และมุ่งเน้นไปที่กลุ่มเป้าหมายที่ต้องการการดูแลสุขภาพครบทุกมิติ ในรูปแบบ Branded Residence ซึ่งเป็นการตอกย้ำการให้ความสำคัญกับคุณภาพและความน่าอยู่ในระยะยาว มากกว่าการขยายธุรกิจอย่างรวดเร็ว โครงการใหม่นี้สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของลูนิคว่า อนาคตของอสังหาริมทรัพย์ไม่ได้อยู่ที่ปริมาณ แต่คือการส่งมอบคุณค่าอย่างยั่งยืนให้ผู้บริโภคในทุกมิติของการใช้ชีวิต

สำหรับภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ของประเทศไทย คุณอุรดี กล่าวว่า ตลาดโดยรวมยังคงต้องเผชิญกับปัจจัยท้าทาย ทั้งการแข่งขันที่สูง ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ อัตราดอกเบี้ย รวมถึงปัญหาค่าเงิน ซึ่งส่งผลให้กำลังซื้อของผู้บริโภคโดยเฉพาะนักลงทุนต่างชาติชะลอตัวและระมัดระวังในการใช้จ่ายมากขึ้น โดยในพื้นที่กรุงเทพฯ เริ่มเห็นภาวะสินค้าล้นตลาด แต่ในส่วนของตลาดพัทยานั้นยังคงมีความคล่องตัวสูง สถานการณ์นี้จึงเป็นแรงผลักดันให้ ลูนิคต้องยกระดับโครงการให้เป็นมากกว่าคอนโดมิเนียมทั่วไป โดยเปลี่ยนจากการขายห้องพักมาเป็นการส่งมอบไลฟ์สไตล์และประสบการณ์ชีวิตที่ตอบโจทย์การอยู่อาศัยระยะยาว

ลูนิค เรียลเอสเตทมุ่งเน้นการบริหารจัดการโครงการที่มีอยู่ในมือให้มีประสิทธิภาพสูงสุด โดยบริษัทมีนโยบายที่ไม่เน้นการเติบโตอย่างรวดเร็วทางตัวเลขจนเกินไป แต่เลือกที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ดียิ่งขึ้น กลยุทธ์สำคัญคือการทำงานและรับฟังความคิดเห็นจากลูกค้า รวมถึงพันธมิตรตัวแทนอสังหาริมทรัพย์ (Agent Partners) อย่างใกล้ชิด เพื่อนำข้อมูลมาปรับปรุงและอัปเกรดโครงการให้ตอบโจทย์ผู้อยู่อาศัยสูงสุด

นอกเหนือจากตัวโครงการแล้ว บริษัทยังได้เปิดตัวแพลตฟอร์มสมาชิก Beyond Lunique บนระบบ Line OA เพื่อให้บริการหลังการขายในระดับ VIP แก่ลูกค้าเก่าโดยเฉพาะ เช่น ส่วนลดพิเศษ หรือบริการรถลิมูซีนรับส่งจากสนามบินมายังโครงการ ซึ่งเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มและดูแลลูกบ้านในระยะยาวอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ จุดเด่นที่ทำให้ลูนิคแตกต่างจากรายอื่น คือการเป็น Branded Residence แห่งแรกภายใต้เครือบันยัน ซึ่งลูกค้าจะได้รับสิทธิประโยชน์สมาชิกระดับ VIP เพื่อใช้เป็นส่วนลดทั่วโลกในเครือบันยันกรุ๊ปได้ทันทีตั้งแต่วันเริ่มทำสัญญา โดยไม่ต้องรอให้โครงการสร้างเสร็จ พร้อมทั้งมีทีม Rental Service มืออาชีพเข้ามาบริหารจัดการปล่อยเช่า ซึ่งช่วยสร้างความมั่นใจเรื่องมูลค่าที่เพิ่มขึ้นในระยะยาวได้เป็นอย่างดี

คุณอุรดี กล่าวถึงมิติด้านความยั่งยืนด้วยว่า การดำเนินงานด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ถือเป็นหนึ่งในเป้าหมายทางธุรกิจของลูนิค เรียลเอสเตท เนื่องจากแนวคิดด้านความยั่งยืนเริ่มต้นตั้งแต่วันที่เข้าไปศึกษาชุมชนเพื่อสร้างความกลมกลืน การเลือกใช้วัสดุก่อสร้างที่คงทนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น การใช้กระจกกันความร้อนเพื่อประหยัดพลังงาน ตลอดจนการติดตั้งระบบโซล่าเซลล์ที่สำนักงานในปัจจุบันเพื่อนำพลังงานสะอาดมาใช้ทดแทนไฟฟ้าหลัก ยิ่งไปกว่านั้น ในระหว่างการก่อสร้าง บริษัทยังรักษาความสัมพันธ์และพูดคุยกับชุมชนรอบข้างอย่างต่อเนื่อง เพื่อควบคุมมลพิษทางเสียงและฝุ่นละอองให้อยู่ในระดับต่ำที่สุด โดยมีเป้าหมายคือการส่งมอบพื้นที่อยู่อาศัยระยะยาวที่มีคุณภาพและไม่สร้างภาระแก่สิ่งแวดล้อมในอนาคต

ขณะเดียวกันการยกระดับสังคมและชุมชนยังเป็นสิ่งที่บริษัทตั้งใจให้เกิดขึ้นในทุกพื้นที่ โดยบริษัทมีความตั้งใจที่จะเปิดพื้นที่ของโครงการให้เป็นเสมือนเวทีสำหรับผู้ประกอบการท้องถิ่น (Local Entrepreneurs) และธุรกิจขนาดเล็กในการนำเสนอสินค้าชุมชน รวมถึงการเชิญศิลปินท้องถิ่นมาร่วมสร้างสรรค์ผลงานศิลปะเพื่อเพิ่มความมีชีวิตชีวาให้พื้นที่ การดำเนินงานภายใต้แนวคิดนี้ ไม่เพียงแต่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในชุมชน แต่ยังช่วยสร้างภาพลักษณ์ให้เมืองพัทยากลายเป็นเมืองที่น่าอยู่อาศัยในระยะยาวสำหรับชาวต่างชาติ สอดคล้องกับเจตนารมณ์ที่ต้องการให้ลูนิค เรียลเอสเตท เติบโตในฐานะผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่กลมกลืนไปกับวัฒนธรรมและผู้คนในท้องถิ่น โดยไม่ได้เข้ามาเพื่อเน้นขายของเพียงอย่างเดียว

คุณอุรดี ได้เปิดเผยถึงหลักการบริหารองค์กรและวิสัยทัศน์สู่อนาคตว่า หัวใจสำคัญของเราคือการสร้างสภาพแวดล้อมในการทำงานที่เปิดกว้าง โปร่งใส และผ่อนคลาย โดยให้อิสระแก่พนักงานในการแสดงความคิดเห็นและร่วมสร้างสรรค์ไอเดียใหม่ ๆ และหลีกเลี่ยงการบริหารงานแบบควบคุมใกล้ชิดเกินไป การมุ่งเฟ้นหาบุคลากรที่มีศักยภาพสูงในแต่ละสายงานมาร่วมงาน และสร้างความสุขในที่ทำงานในทุก ๆ วัน เป็นกลไกสำคัญที่ทำให้พนักงานมีพลังในการส่งต่อสิ่งที่ดีและสร้างโครงการที่มีคุณภาพ

“ลูนิค เรียลเอสเตท จะเดินหน้าส่งมอบคุณค่าผ่านการใช้ชีวิตเหนือระดับในทุกมิติ เพราะปัจจุบันความลักชัวรีไม่ได้วัดแค่ความหรูหรา แต่วัดจากประสบการณ์ สุขภาพ และบริการที่ตอบโจทย์ชีวิตจริง จากอินไซต์นี้จึงเกิดเป็นกลยุทธ์ ‘Beyond the Norm’ เนื่องจากลูกค้ามองหาอสังหาริมทรัพย์ที่มอบคุณค่าแท้จริง ทั้งงานออกแบบระดับมาสเตอร์พีซ ทำเลที่ดี ความคุ้มค่าระยะยาว และบริการที่เหนือความคาดหมายตั้งแต่วันแรก ในอนาคตเราจะเน้นเติบโตอย่างมีคุณภาพมากกว่าเน้นปริมาณโครงการ และวางตำแหน่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้าน Wellness-Led Living เพื่อให้โครงการเป็นพื้นที่ที่ส่งเสริมสุขภาพและความสมดุลของผู้อยู่อาศัยทุกช่วงวัย ซึ่งบริษัทยึดมั่นในการส่งมอบประสบการณ์ที่ดีเพื่อสร้างความผูกพันระยะยาว สะท้อนวิสัยทัศน์ที่ต้องการให้อสังหาริมทรัพย์เป็นมากกว่าที่อยู่อาศัย แต่ต้องมอบประสบการณ์ที่คุ้มค่า เพื่อส่งต่อความสุขและความมั่นคงให้แก่ลูกบ้าน พันธมิตร และชุมชน ตามแนวคิด Lasting Value หรือการสร้างคุณค่าที่ยั่งยืน” คุณอุรดีกล่าว