Waste Control ขยับเกม “Waste Solution” จากผู้กำจัด สู่ผู้วางระบบจัดการของเสีย
บริษัท เวสท์ คอนโทรล จำกัด (Waste Control) เดินหน้าขยายบทบาทจากผู้ให้บริการกำจัดกากอุตสาหกรรม สู่ผู้พัฒนาโซลูชันด้าน Waste และสิ่งแวดล้อมที่ครอบคลุมมากขึ้น เร่งขยายฐานลูกค้าและ Hunting โปรเจกต์ขนาดใหญ่ พร้อมต่อยอดองค์ความรู้สู่การพัฒนา Platform และ Model Center ในพื้นที่ EEC มุ่งยกระดับสู่ผู้เล่นด้าน Infrastructure การจัดการของเสีย โดยมี “คุณเกียรติศักดิ์ แซ่ปึ้ง” กรรมการผู้จัดการและผู้ก่อตั้ง เป็นผู้วางทิศทางธุรกิจ ภายใต้แนวคิดว่า การเติบโตขององค์กรไม่ควรเกิดขึ้นจากยอดขายเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเติบโตไปพร้อมกับมาตรฐาน ความรู้ และโครงสร้างพื้นฐานที่สามารถรองรับปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมได้ในระยะยาว

คุณเกียรติศักดิ์ แซ่ปึ้ง กรรมการผู้จัดการและผู้ก่อตั้ง บริษัท เวสท์ คอนโทรล จำกัด เปิดเผยว่า จุดเริ่มต้นของ Waste Control ย้อนกลับไปตั้งแต่ปี 2548 จากธุรกิจครอบครัวที่รับงานรื้อถอนภายในโรงงาน ก่อนตนเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารช่วงปี 2552-2554 ซึ่งขณะนั้นธุรกิจกำลังเผชิญความท้าทายทั้งด้านรายได้และการบริหารจัดการ จนนำไปสู่การทบทวนโครงสร้างและวางระบบการบริหารที่ชัดเจนมากขึ้น
ขณะเดียวกัน ลูกค้าเริ่มต้องการให้บริษัทรับผิดชอบงานกำจัดกากอุตสาหกรรมควบคู่กับงานรื้อถอน จึงเริ่มศึกษาธุรกิจด้านการจัดการกากอุตสาหกรรมอย่างจริงจัง และพบว่าธุรกิจดังกล่าวไม่ได้ทำแค่การนำของเสียออกจากโรงงานเท่านั้น แต่ครอบคลุมทั้งกฎหมาย มาตรฐาน กระบวนการกำจัด และความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ความรู้ที่สั่งสมจึงกลายเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนา Waste Control สู่ธุรกิจบริการด้านการจัดการกากอุตสาหกรรมในปัจจุบัน
ปัจจุบัน Waste Control ไม่ได้ให้บริการเฉพาะการกำจัดของเสีย แต่ยังพัฒนาบริการตรวจสอบและให้คำปรึกษาด้านมาตรฐานสิ่งแวดล้อมในลักษณะ Auditor โดยตรวจสอบระบบของลูกค้าตามเกณฑ์ของกระทรวงอุตสาหกรรม มาตรฐานสากล และมาตรฐาน ISO ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงบริการส่งแรงงานเข้าไปช่วยคัดแยกของเสีย ซึ่งเป็นโซลูชันที่เชื่อมโยงกับธุรกิจหลักโดยตรง ทั้งนี้ บริษัทมีเป้าหมายที่จะสื่อสารกับลูกค้าและประชาชนให้มากขึ้น เพื่อสร้างความเข้าใจว่ากากอุตสาหกรรมแต่ละประเภทต้องได้รับการจัดการอย่างเหมาะสม เพราะของเสียใกล้ตัว เช่น ขยะอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และกากตะกอนจากระบบบำบัดน้ำเสีย ล้วนมีความเสี่ยงหากไม่ได้รับการจัดการอย่างถูกต้อง โดยเฉพาะกากที่มีสารเคมีอันตรายซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อพื้นที่การเกษตรและสิ่งแวดล้อมในวงกว้าง
“โชคดีที่ทุกวันนี้บริษัทหรือองค์กรต่าง ๆ เริ่มหันมาให้ความสำคัญกับเรื่องการกำจัดของเสียกันมากขึ้น เมื่อเทียบกับอดีตที่ลูกค้าให้ความสำคัญแค่นำของเสียออกจากโรงงานด้วยต้นทุนที่ต่ำที่สุด ขณะที่ปัจจุบันลูกค้าเราไม่ได้มองผู้ให้บริการจากราคาเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่จะเริ่มตรวจสอบมาตรฐานของผู้ให้บริการ กระบวนการกำจัด และความน่าเชื่อถือของระบบหลังบ้านมากขึ้น ยิ่งไปกว่านั้นกระแส Sustainability, ESG หรือ Carbon Credit ในระดับโลกก็ยิ่งสร้างความตระหนัก และทำให้มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมเข้ามามีบทบาทต่อการตัดสินใจของภาคธุรกิจมากขึ้น” คุณเกียรติศักดิ์กล่าว

คุณเกียรติศักดิ์ เผยถึงเป้าหมายและทิศทางการดำเนินธุรกิจปี 2569 ว่า เป้าหมายการเติบโตในปีนี้ บริษัทคาดว่าจะเติบโต 100% เมื่อเทียบกับปี 2568 ซึ่งทิศทางของบริษัทในปีนี้และอนาคต เพื่อให้เห็นภาพของธุรกิจที่ชัดเจนขึ้น ต้องย้อนกลับไปในปี 2567 ซึ่ง Waste Control ได้เข้าร่วมกับ L.E. GROUP และปรับโครงสร้างองค์กรใหม่ ทำให้ปี 2568 ที่ผ่านมาเป็นปีแห่งการวางมาตรฐาน ทิศทาง และเป้าหมายขององค์กร ดังนั้นปี 2569 นี้ บริษัทมีแผนเดินหน้าสู่ช่วงการนำบริการออกไปแข่งขันและ Hunting โปรเจกต์ขนาดใหญ่ ทั้งงานภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ และงานบริการรูปแบบต่าง ๆ ที่มุ่งขยายฐานลูกค้าและเพิ่มสัดส่วนงานที่มีขนาดใหญ่ขึ้น
ในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 บริษัทมีแผนหลัก ๆ คือ การเข้าร่วมประมูลงาน 6 โครงการ เป็นงานภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ ขณะเดียวกันก็มีงานเก็บรถเข็นที่สนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งโอกาสในการพิสูจน์ความสามารถด้านการบริหารแรงงานและการให้บริการในพื้นที่ที่มีความซับซ้อน อีกทั้งเรายังมองหาโอกาสจากการทำงานร่วมกับบริษัทอื่นในเครือ L.E. GROUP ซึ่งมีบริษัทที่ดำเนินธุรกิจด้านการบริหารแท่นขุดเจาะอยู่ จึงเป็นอีกหนึ่งโอกาสในการต่อยอดไปสู่งานด้านการจัดการของเสีย
คุณเกียรติศักดิ์ กล่าวต่อว่า อีกหนึ่งทิศทางสำคัญของ Waste Control คือการพัฒนาแพลตฟอร์มด้านการจัดการของเสีย ซึ่งเป็นงานที่ต้องอาศัยองค์ความรู้ที่บริษัทสะสมมากว่า 10 ปีจากการดำเนินธุรกิจ เนื่องจากตลาดกำจัดของเสียยังไม่มีราคากลางที่ชัดเจน แพลตฟอร์มจึงไม่ได้เป็นเพียงการนำผู้ซื้อและผู้ให้บริการมาเชื่อมต่อกัน แต่ต้องอาศัยฐานข้อมูลและองค์ความรู้ด้านสารเคมีและกระบวนการบำบัด เพื่อให้สามารถใช้เป็นเครื่องมือในการจัดการของเสียได้อย่างเหมาะสม
“ผมมองว่าหน้าที่สำคัญของแพลตฟอร์มนี้ คือการเผยแพร่ความรู้มากกว่าการเป็นช่องทางสร้างรายได้ เพราะปัญหาของการจัดการขยะในปัจจุบันคือ ผู้คนจำนวนมากไม่รู้ว่าสิ่งของที่อยู่รอบตัวเรามีความเสี่ยงอย่างไร หรือแม้จะรู้ว่าต้องแยกขยะ แต่ก็อาจไม่รู้ว่าหลังจากแยกแล้วควรนำไปจัดการที่ไหน ผมเลยมองว่าสิ่งที่ผมทำได้ ด้วยทรัพยากรที่เรามีคือการเผยแพร่ความรู้ของเรา” คุณเกียรติศักดิ์กล่าว
ในระยะต่อไป Waste Control มีแผนพัฒนา Model Center สำหรับการจัดการกากอุตสาหกรรม โดยวางพื้นที่เป้าหมายไว้ที่เขต EEC เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีฐานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ และคาดว่าจะเริ่มดำเนินการและพร้อมรองรับได้ในช่วงไตรมาสที่ 3 ปี 2571 อย่างไรก็ตาม แผนการลงทุนขึ้นอยู่กับความสามารถในการระดมทุน โดยผู้บริหารประเมินเบื้องต้นว่า ส่วนที่รองรับกากอุตสาหกรรมอันตรายจะใช้งบลงทุนประมาณ 800 ล้านบาท
“Model Center เป็นแผนในระยะยาวที่เราวางไว้ และเราต้องค่อย ๆ สร้างตัวตนไป ซึ่งทิศทางการดำเนินงานที่เล่ามาทั้งหมด แสดงให้เห็นว่าเราไม่ได้มองการเติบโตผ่านธุรกิจกำจัดของเสียเพียงอย่างเดียว แต่กำลังพยายามขยายบทบาทไปสู่การเป็นผู้ให้บริการโซลูชัน โดยเฉพาะงานคัดแยกของเสียและการบริหารแรงงาน ซึ่งสามารถนำมาผนวกเข้ากับบริการกำจัดของเสีย เพื่อสร้างบริการที่ครอบคลุมมากขึ้น ขณะเดียวกัน การทำงานร่วมกับบริษัทอื่นในกลุ่ม ก็เป็นอีกช่องทางในการต่อยอดโอกาสทางธุรกิจและขยายขอบเขตการให้บริการของบริษัท” คุณเกียรติศักดิ์กล่าว
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางแผนการดำเนินธุรกิจและเป้าหมายการเติบโตดังกล่าว Waste Control ยังต้องดำเนินธุรกิจภายใต้บริบทของอุตสาหกรรมที่มีทั้งโอกาสและความท้าทาย โดยคุณเกียรติศักดิ์มองว่า ประเทศไทยยังมีช่องว่างด้าน Infrastructure สำหรับการจัดการของเสียอีกมาก ทั้งในส่วนของกากอุตสาหกรรมและขยะชุมชน ซึ่งการแก้ปัญหาไม่สามารถทำได้ด้วยการเพิ่มจำนวนผู้ให้บริการเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยทั้งโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี เงินลงทุน และกลไกด้านราคาที่สอดคล้องกัน โดยเฉพาะการทำให้ต้นทุนของการกำจัดที่ถูกต้องสามารถสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงของเทคโนโลยีและกระบวนการกำจัด เพราะหากราคาตลาดไม่สามารถรองรับต้นทุนดังกล่าว การลงทุนใน Infrastructure ที่มีมาตรฐานสูงก็เป็นเรื่องยาก ขณะเดียวกัน จำนวนผู้ประกอบการที่สามารถให้บริการได้อย่างมีมาตรฐานเมื่อเทียบกับจำนวนโรงงานอุตสาหกรรมที่มีอยู่ ยังเป็นอีกหนึ่งช่องว่างของตลาด ซึ่งถือเป็นทั้งความท้าทายและโอกาสในการยกระดับระบบการจัดการของเสียของประเทศไทย
นอกจากนี้ อีกหนึ่งความท้าทายของการดำเนินธุรกิจคือต้นทุนการดำเนินงาน โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่ส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนการขนส่ง ในช่วงที่ผ่านมา Waste Control เลือกที่จะไม่ผลักภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นไปยังลูกค้าทันที แม้บางโครงการจะได้รับผลกระทบด้านกำไร โดยบริษัทพยายามบริหารมาร์จิ้นผ่านงานบริการอื่นและรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้าในระยะยาว ขณะที่ในด้านการแข่งขัน บริษัทเลือกที่จะสร้างความแตกต่างด้วยมาตรฐานและระบบที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ มากกว่าการแข่งขันด้วยราคา โดยเฉพาะธุรกิจที่มีต้นทุนด้านการบำบัดและการขนส่งสูง ซึ่งบริษัทไม่ต้องการลดต้นทุนด้วยวิธีที่กระทบต่อมาตรฐานการกำจัด
คุณเกียรติศักดิ์กล่าวถึงภาพอนาคตของบริษัทใน 3-5 ปีข้างหน้าว่า Waste Control ต้องการขยายสัดส่วนการทำงานกับหน่วยงานภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ บริษัทมหาชน และองค์กรมหาชนมากขึ้น พร้อมเดินหน้าสองขาควบคู่กัน ทั้งการสร้างยอดขายจากโปรเจกต์ขนาดใหญ่ และการสื่อสารเผยแพร่ความรู้ด้านการจัดการของเสีย โดยเป้าหมายไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการเพิ่มรายได้ แต่รวมถึงการยกระดับบทบาทของบริษัทในอุตสาหกรรมสิ่งแวดล้อมให้มีความชัดเจนมากขึ้น
นอกจากนี้ บริษัทได้วางกรอบเวลาประมาณ 6 ปีในการเตรียมความพร้อมสำหรับการเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) หลังการรวมธุรกิจกับ L.E. GROUP โดยปัจจุบันผ่านไปแล้วประมาณ 2 ปี อย่างไรก็ตาม การเตรียมความพร้อมดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าบริษัทจำเป็นต้องเข้าตลาดหลักทรัพย์ แต่เป็นการสร้างระบบ มาตรฐาน และธรรมาภิบาลให้แข็งแรงเพียงพอที่จะสามารถเข้าสู่ตลาดได้ทุกเวลา
ในระยะยาว Waste Control ให้ความสำคัญกับการวางระบบ โครงสร้างการทำงาน และกรอบการตัดสินใจที่ชัดเจน เพื่อให้องค์กรสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนโดยไม่ขึ้นอยู่กับบุคคลใดบุคคลหนึ่ง พร้อมรักษาหลักความถูกต้องทั้งในด้านกฎหมาย จริยธรรม และธรรมาภิบาล ขณะเดียวกัน บริษัทให้ความสำคัญกับ ESG และ Sustainability โดยมุ่งใช้เทคโนโลยี เครื่องจักร และองค์ความรู้เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมวางเป้าหมายในอีกประมาณ 2 ปีข้างหน้าในการขยับสู่การเป็นหนึ่งในผู้เล่นด้าน Infrastructure การกำจัดกากอุตสาหกรรม โดยต้องสร้างสมดุลระหว่างยอดขาย มาร์จิ้น เทคโนโลยี และต้นทุน เพื่อให้สามารถลงทุนพัฒนาระบบได้อย่างต่อเนื่อง
“เราต้องการขยับบทบาทจากผู้ให้บริการกำจัดกากอุตสาหกรรมไปสู่ผู้ให้บริการโซลูชันและผู้เล่นด้าน Infrastructure ที่มีส่วนร่วมกับระบบการจัดการของเสียมากขึ้น ทั้งการขยายฐานลูกค้าและโปรเจกต์ขนาดใหญ่ การพัฒนา Platform การลงทุนใน Model Center และการเผยแพร่องค์ความรู้ โดยมองว่าการจัดการของเสียไม่ใช่แค่การนำสิ่งที่ไม่ต้องการออกจากโรงงาน แต่เป็นระบบที่ต้องอาศัยความรู้ มาตรฐาน เทคโนโลยี และความรับผิดชอบร่วมกัน เพื่อยกระดับการจัดการของเสียตั้งแต่ระดับโรงงานไปจนถึง Infrastructure ของประเทศ” ผู้บริหารกล่าวทิ้งท้าย
