ฯพณฯ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรียืนยันร่วมปาฐกถาในงาน
Forbes Global CEO Conference ครั้งที่ 18 ที่กรุงเทพฯ

ฯพณฯ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี รวมทั้งผู้บริหารและเจ้าของธุรกิจระดับโลกอีก 40 คน ยืนยันร่วมกล่าวปาฐกถาและร่วมพูดคุยบนเวทีในงาน Forbes Global CEO Conference ครั้งที่ 18 ที่จะจัดขึ้นในกรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 30-31 ตุลาคม พ.ศ. 2561

การประชุมในปีนี้จะจัดขึ้นในธีม “The World Reboots” โดยให้ความสำคัญกับการที่ซีอีโอ ผู้นำธุรกิจสำคัญๆ   ในประเทศต่างๆ รับมือกับความท้าทายและใช้โอกาสที่มาจากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นมากมาย โดยมีผู้เปรียบเทียบยุคนี้ว่าเป็นเสมือนการปฎิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 หลังจากยุคของการนำเครื่องจักรมาใช้ในการผลิต การเข้าสู่ยุคการผลิตสินค้าในระบบอุตสาหกรรม และยุคดิจิตัล โลกยุค 4.0 จะส่งผลต่อการเริ่มและดำเนินธุรกิจอย่างไร ธุรกิจอะไรที่สร้างรายได้หรือทำให้เม็ดเงินสูญหาย บทบาทของภาครัฐ ตลอดจนวิธีที่คนทั่วไปใช้ชีวิต ทำงานและแสวงหาความบันเทิง

ฯพณฯ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีจะกล่าวปาฐกถาท่ามกลางผู้ทรงคุณวุฒิและผู้นำทางความคิดในพิธีปิดงานอย่างยิ่งใหญ่ในวันที่ 31 ตุลาคม

ฟอร์บสยังได้ประกาศรายชื่อวิทยากรที่จะร่วมแสดงความคิดเห็นในการประชุมเพิ่มเติม อาทิ คุณชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ศ. กิตติคุณ ดร. สุทธิพันธ์ จิราธิวัฒน์ ผู้อำนวยการบริหาร ศูนย์อาเซียนศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและผู้อำนวยการบริหาร บริษัทกลุ่มเซ็นทรัลจำกัด วิลเลี่ยม อี ไฮเน็คกี้ ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) โฮ ควอน ปิง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Banyan Tree Holdings ปีเตอร์ มัวร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูล เจพี กัน หุ้นส่วนบริหาร Qiming Venture Partners ฮาราลด์ ลิงค์ ประธานกลุ่มบริษัทบี.กริม (มหาชน) จำกัด โก๊ะ ชุน ฟง หัวหน้าคณะผู้บริหาร Singapore Airlines แครี่ โจนส์-บาร์เบอร์ หัวหน้าคณะผู้บริหาร Dawn Foods ฟู จิซุน หุ้นส่วนบริหาร GGV Capital และ แกรี่ ไวท์ หัวหน้าคณะผู้บริหาร Water.org และ Water Equity จิม วอล์คเกอร์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ Asianomics Group และปารัค คานนา หุ้นส่วนบริหาร FutureMap

นอกจากนี้ ยังมีวิทยากรชั้นนำท่านอื่นๆ ที่ได้ประกาศรายชื่อไปแล้วก่อนหน้าประกอบด้วย สตีฟ ฟอร์บส ประธานและบรรณาธิการบริหารของฟอร์บสมีเดีย ศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์และประธานคณะกรรมการบริหารบริหาร บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น ปณต สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ฟาน กัง ประธาน China Development Institute และผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเศรษฐกิจแห่งชาติ เอ็นริเก้ เค ราซอน จูเนียร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและประธาน International Container Terminal Services, Inc. เอช โรเจอร์ หวาง ประธานและซีอีโอ Golden Eagle International Group และประธาน Committee of 100 อัลลัน เซแมน ประธาน Lan Kwai Fong Group กู๊ดวิล เกา ผู้อำนวยการและประธาน Gaw Capital Partners มิวาโกะ ดาเตะ ประธานและซีอีโอ บริษัทโมริ ทรัสต์ จำกัด อองตวน บลองโด ผู้บริหารร่วมของ Alpha Intelligence Capital บี อาร์ เชตตี้ ผู้ร่วมก่อตั้งและประธาน NMC Healthcare ไชรุล ทันจุง ประธาน CT Corp ฮันส์ พอล เบิร์คเนอร์ ประธาน The Boston Consulting Group เนียร์จา เบอร์ล่า ประธานของ Mpower จอนห์ เรียดีย์ ผู้อำนวยการบริหาร Lippo Group และหุ้นส่วนบริหารของ Venturra Capital อภิเชก โลธ่า กรรมการผู้จัดการ Lodha Group ฟอร์เรส ลี ประธานและซีอีโอ Sea Group ฌอง เอริค ซัลลาตา หัวหน้าคณะผู้บริหาร Baring Private Equity Asia วี ชานก้า ซีอีโอและหุ้นส่วน Gateway Partners โยชิโตะ โฮริ ประธาน GLOBIS University และหุ้นส่วนบริหารของ GLOBIS Capital Partners บิโนช เค โชฮารีย์ ประธานบริหาร CG Corp Global แจ๊ค เลสลี่ ประธานบริษัทเวเบอร์ แชนด์วิค มิทช์ การ์เบอร์ ประธานของ Cirque du Soleil และประธาน Invest in Canada ยูวา เฮดริก หว่อง หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ มาสเตอร์การ์ด และ มาริโอ โมเรตติ โพลีกาโต้ ผู้ก่อตั้ง ประธาน GEOX Group รวมทั้งวิทยากรท่านอื่นๆ อีกหลายท่าน สนใจข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิทยากรและหัวข้อในการพูดคุยสามารถดูเพิ่มเติมได้ที่ http://www.forbesglobalceoconference.com/#agenda

บริษัทที่ร่วมเป็นเจ้าภาพในการจัดการประชุม Forbes Global CEO Conference ในปีนี้ได้แก่ บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด และ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) โดยมีผู้สนับสนุนหลักได้แก่ บริษัทกลุ่มเซ็นทรัลจำกัดและธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ผู้สนับสนุนภาคเอกชน ได้แก่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) International Container Terminal Services Inc. วัน แบงค็อก บริษัท  อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) กลุ่มบริษัทไทยซัมมิท Invest in Canada บริษัทเวเบอร์ แชนด์วิค เวิลด์ไวด์ และบริษัท ฮิลล์ แอนด์ แอสโซซิเอทส์ ผู้ให้การสนับสนุนรองคือ Bank Mayapada และสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน)

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการจัดการประชุม สามารถดูได้ที่เว็ปไซต์ www.forbesglobalceoconference.com
สามารถติดตามโซเชี่ยลมีเดียของฟอร์บสได้ที่ @ForbesAsia และ #ForbesGlobalCEO

กนอ. นำคณะผปก. ญี่ปุ่น ชมศักยภาพพื้นที่อีอีซี – เอสอีแซด
ชี้ 4 แลนด์มาร์คอุตสาหกรรมที่นักลงทุนสนใจ พร้อมเตรียมพื้นที่กว่า 9.5 พันไร่ รับการลงทุน

การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) นำคณะผู้ประกอบการและนักลงทุน ภายใต้ความร่วมมือของ Japan Industrial Location Center: (JILC) จากประเทศญี่ปุ่นร่วมชมนิคมอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก และโครงการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมในพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษชายแดน (SEZ) เผยนักลงทุนและผู้ประกอบการในกลุ่มดังกล่าวให้ความสนใจในการเข้าร่วมลงทุนนิคมอุตสาหกรรมสมาร์ทปาร์ค และโครงการท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุดระยะที่ 3 ในจังหวัดระยอง  พร้อมด้วยนิคมอุตสาหกรรมสระแก้ว และนิคมอุตสาหกรรมยางพารา (Rubber City) ในจังหวัดสงขลา เนื่องจากมีจุดยุทธศาสตร์และมีศักยภาพในการรองรับการลงทุนในหลากหลายอุตสาหกรรมได้อย่างดีเยี่ยม อย่างไรก็ตามขณะนี้ กนอ.ได้เตรียมความพร้อมพัฒนาพื้นที่ EEC และ SEZ ให้เพียงพอต่อความต้องการของนักลงทุนกว่า 9,500 ไร่ พร้อมด้วยบริการด้านสาธาณูปโภค สิทธิประโยชน์ทางภาษี สิ่งอำนวยความสะดวกในนิคมอุตสาหกรรม ฯลฯ เพื่อช่วยเพิ่มแรงจูงใจให้กับนักลงทุนจากญี่ปุ่นต่างประเทศเข้ามาลงทุนในประเทศไทยมากขึ้น

นายจักรรัฐ เลิศโอภาส รองผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สายงานบริการและลูกค้าสัมพันธ์ เปิดเผยความคืบหน้าหลังจากที่กนอ. ได้ลงนามความร่วมมือร่วมกับ Japan Industrial Location Center: (JILC) เพื่อส่งเสริมการดำเนินกิจกรรมด้านการลงทุนของนักธุรกิจ และสนับสนุนผู้ประกอบการไทยและญี่ปุ่นในการแลกเปลี่ยนข้อมูลต่างๆ รวมถึงมาตรการส่งเสริมการลงทุนระหว่างสองหน่วยงานในโครงการต่าง ๆ อาทิ เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) โครงการในพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษชายแดน (SEZ) และนิคมอุตสาหกรรมพื้นที่อื่นๆ เพื่อขยายการลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมทั่วประเทศ ทั้งนี้ เพื่อให้มาตรการดังกล่าวมีความจริงจังและเป็นไปได้มากขึ้น ล่าสุด กนอ.จึงได้นำคณะนักลงทุนและผู้ประกอบการญี่ปุ่นที่เป็นสมาชิกของ JILC เข้าเยี่ยมชมพื้นที่ EEC และ SEZ เพื่อให้ได้รับทราบถึงรายละเอียดและข้อมูลเชิงลึกของนิคมอุตสาหกรรม เช่น สิทธิประโยชน์ โปรโมชั่น ความคืบหน้า การอำนวยความสะดวกและความเป็นไปได้ต่างๆ ซึ่งมุ่งหวังให้เกิดความสนใจในการลงทุนบนพื้นที่ดังกล่าวต่อไป

นายจักรรัฐ กล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดกิจกรรมครั้งนี้ได้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 17 – 21 กันยายน 2561 ซึ่งตลอดสัปดาห์ได้นำคณะผู้ประกอบการและนักลงทุนญี่ปุ่นกว่าเข้าชมนิคมอุตสาหกรรมในพื้นที่ EEC และ SEZ ได้แก่ จังหวัดชลบุรี จังหวัดระยอง จังหวัดสระแก้ว และจังหวัดสงขลา โดย กนอ.ได้นำเสนอพื้นที่นิคมฯ ที่มีความพร้อมและมีศักยภาพในการรองรับการลงทุนทั้งอุตสาหกรรมเดิม และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น ยานยนต์สมัยใหม่ อิเล็กทรอนิกส์ การเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ หุ่นยนต์เพื่ออุตสาหกรรม ซึ่งผลจากการดำเนินกิจกรรมพบว่า ในพื้นที่ EEC โครงการนิคมอุตสาหกรรมสมาร์ทปาร์ค และโครงการท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุดระยะที่ 3 ในจังหวัดระยอง  เป็นพื้นที่ประกอบอุตสาหกรรมที่นักลงทุนให้ความสนใจในการเข้าร่วมลงทุนมากที่สุด ส่วนพื้นที่พัฒนาเศรษฐกิจพิเศษชายแดน SEZ  นิคมอุตสาหกรรมสระแก้ว และนิคมอุตสาหกรรมยางพารา (Rubber City) ในจังหวัดสงขลา เป็นพื้นที่ที่ได้รับความสนใจในการประกอบกิจการเช่นเดียวกัน เนื่องจากสามารถเชื่อมโยงการค้าและการลงทุนไปยังประเทศเพื่อนบ้านของไทย มีจุดยุทธศาสตร์ที่ดีเยี่ยมทางด้านการขนส่งและโลจิสติกส์ รวมทั้งยังเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพในด้านการท่องเที่ยวระดับภูมิภาคอย่างดีเยี่ยม

สำหรับ คณะนักลงทุนและผู้ประกอบการจากญี่ปุ่นที่เดินทางมาครั้งนี้ ล้วนแล้วแต่เป็นนักลงทุนในหลากหลายกลุ่มอุตสาหกรรม ที่ต้องการสร้างเครือข่ายทางธุรกิจ ซึ่งนับเป็นโอกาสที่สำคัญสำหรับ กนอ. และหน่วยงานส่งเสริมอุตสาหกรรมของไทยในการพบปะหารือและเจรจาธุรกิจ พร้อมนำไปสู่การเป็นพันธมิตรทางการส่งเสริมการลงทุนร่วมกันในอนาคต อย่างไรก็ตาม กนอ.ได้เตรียมความพร้อมพัฒนาพื้นที่อุตสาหกรรมที่มีศักยภาพให้เพียงพอต่อความต้องการของนักลงทุนในพื้นที่ EEC และ SEZ  เพื่อรองรับนักลงทุนที่จะเข้ามาลงทุนในพื้นที่ดังกล่าวกว่า 9,500 ไร่ รองรับกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย พร้อมด้วยบริการด้านสาธาณูปโภค สิทธิประโยชน์ทางภาษี  และสิ่งอำนวยความสะดวกในนิคมอุตสาหกรรม โดยเฉพาะบริการด้านดิจิทัลอย่างเป็นระบบ เพื่อให้นักลงทุนญี่ปุ่นได้มีความมั่นในการขยายกิจการในประเทศไทย นายจักรรัฐ กล่าวสรุป

สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจรายละเอียด สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กองประชาสัมพันธ์ การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ถนนนิคมมักกะสัน กรุงเทพฯ โทร. 02 2530561 หรืออีเมล This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

ผศ. ภักดี มะนะเวศ รองเลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการด้านการกำกับดูแลภายในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก ระหว่างสำนักงาน กสทช. และ ITU ภายใต้กรอบการประชุมใหญ่ WTDC ประจำปี พ.ศ. 2561 (COE 2018) ซึ่งเป็นโครงการความร่วมมือระหว่างสำนักงาน กสทช. และ สหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ITU) โดยในโครงการความร่วมมือดังกล่าว ได้จัดให้มีการประชุมเชิงปฎิบัติการเรื่อง “Competition Analysis in Digital Applications Environment” ในระหว่างวันที่ 17 – 20 กันยายน 2561 ณ โรงแรมเรดิสัน บลู พลาซ่า กรุงเทพฯ (Radisson Blu Plaza Bangkok)

โครงการความร่วมมือระหว่างสำนักงาน กสทช. และ ITU ในครั้งนี้ มีจุดประสงค์เพื่อช่วยเสริมสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการพัฒนาความร่วมมือของแต่ละภาคส่วน ทั้งภาครัฐและเอกชน ในยุคดิจิทัล ผลักดันให้เกิดการประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานระหว่างประเทศ ในการพัฒนาการสื่อสารโทรคมนาคมและเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสารภายในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก อีกทั้งจะเป็นกลไกสำคัญของสำนักงาน กสทช. ในการสร้างความร่วมมือในระดับสากลเพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการสื่อสารโทรคมนาคม และเทคโนโลยีสารสนเทศของประเทศไทยและประเทศกำลังพัฒนาภายในภูมิภาค และยังสร้างความตระหนักรู้ให้แก่ผู้เข้าร่วมประชุมฯ เพื่อรองรับนโยบาย Thailand 4.0 ตามนโยบายของรัฐบาล ทั้งนี้ การดำเนินโครงการดังกล่าวจะเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมการประชุมฯ ได้มีโอกาสทำความเข้าใจและได้รับทักษะในด้านนโยบายและข้อบังคับต่างๆ รวมทั้งการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมในการแข่งขันของ Digital Application จากวิทยากรระหว่างประเทศมาร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ดังนั้น สำนักงาน กสทช. จึงเห็นสมควรจัดการประชุมเชิงปฎิบัติการเรื่อง “Competition Analysis in Digital Applications Environment” เพื่อการเรียนรู้ประสบการณ์ที่หลากหลายของวิทยากรที่มีประสบการณ์และมีความเชี่ยวชาญกับการประชุมฯ ดังกล่าว

กนอ.เผยสถานการณ์อุทกภัย 3 นิคมฯ อยุธยายังอยู่ในระดับปกติ
พร้อมสั่งศูนย์เตือนภัยรายงานผปก.แบบเรียลไทม์

การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เฝ้าระวังสถานการณ์การเกิดอุทกภัยในนิคมอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ 3 นิคมฯ ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้แก่ นิคมอุตสาหกรรมสหรัตนนคร นิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน และนิคมอุตสาหกรรมบ้านหว้า(ไฮเทค) ชี้ทุกแห่งระดับน้ำ และปริมาณน้ำไหลผ่านยังอยู่ในระดับปกติ ทั้งนี้ ยังได้เผยถึงมาตรการของการป้องกันอุทกภัย อาทิ การติดตั้งเครื่องสูบน้ำ การสร้างคันดินป้องกันน้ำท่วม การรายงานจากศูนย์เตือนภัย รวมทั้งแผนบริหารจัดการน้ำ ซึ่งทุกแห่งได้เตรียมการไว้อย่างเต็มที่

นายวิฑูรย์ อยู่ทิม รองผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สายงานปฎิบัติการ 1)

นายวิฑูรย์ อยู่ทิม รองผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สายงานปฎิบัติการ 1) เปิดเผยว่า กนอ.ได้เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำและการเกิดอุทกภัยในนิคมอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง  โดยเฉพาะ 3 นิคมอุตสาหกรรมในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้แก่ นิคมอุตสาหกรรมสหรัตนนคร นิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน และนิคมอุตสาหกรรมบ้านหว้า(ไฮเทค) ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความเสี่ยงในการเกิดอุทกภัยสูง โดยการเตรียมความพร้อมในขณะนี้ได้สั่งการไปยัง 3 นิคมฯ ดังกล่าว รวมถึงนิคมฯอื่นๆ ให้มีการเตรียมความพร้อมในการป้องกันและการติดตามสถานการณ์ประจำวันแล้ว เช่น การตรวจสอบระดับน้ำในคลองรอบนิคมฯ ตรวจสอบและซ่อมแซมเขื่อน/คันดินรอบนิคมฯ รวมถึงให้ติดตามข่าวสารและข้อมูลพยากรณ์ฝนของกรมอุตุนิยมวิทยา ระดับน้ำทะเลหนุนของกรมอุทกศาสตร์ ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา ระดับน้ำที่ประตูระบายน้ำที่เกี่ยวข้อง ฯลฯ รวมถึงการเตรียมแผนตอบโต้ภาวะฉุกเฉินในกรณีที่เกิดอุทกภัย

นายวิฑูรย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับสถานการณ์น้ำและมาตรการเตรียมความพร้อมในนิคมฯ ทั้ง 3 แห่ง มีดังต่อไปนี้

  1. นิคมอุตสาหกรรมสหรัตนนคร ปริมาณน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยา เขื่อนป่าสัก และเขื่อนพระรามหกยังอยู่ในระดับปกติโดย

อัตราการระบายน้ำรวมทั้ง 3 เขื่อนเท่ากับ 1,729 ลูกบาศก์เมตร/วินาที โดยมีการก่อสร้างเป็นแนวคันดินแบบผสมผสาน ระดับของคันดินอยู่ที่ +7.50 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล (MSL) รวมความยาวเขื่อน 7 กิโลเมตร สำหรับ มาตรการเตรียมความพร้อมเพื่อป้องกันปัญหาอุทกภัยของนิคมฯ สหรัตนนครปีนี้ ล่าสุด ได้ดำเนินการขุดลอกคลองระบายน้ำฝนและรางระบายน้ำฝน ภายในนิคมฯ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการระบายน้ำฝนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว  พร้อมกันนี้ยังได้จัดให้มีการประชุมชี้แจงสถานการณ์น้ำให้ผู้ประกอบการทราบอยู่เป็นระยะ และได้ร่วมมือกับกรมชลประทานมาร่วมให้ข้อมูลแผนการบริหารจัดการน้ำในภาพรวม นอกจากนี้ ในปัจจุบันนิคมฯ ยังได้เตรียมปั๊มสูบน้ำจำนวน 5 เครื่อง ประกอบด้วย ปั๊มไฟฟ้าขนาด 5,400 ลบ.ม./ชม. จำนวน 3 เครื่อง (อยู่ที่สถานีสูบน้ำฝน)  ปั๊มเครื่องยนต์ดีเซล จำนวน 2 เครื่อง ขนาด 600 ลบ.ม./ชม. อยู่บริเวณเขตอุตสาหกรรมทั่วไป (ติดตั้งแล้ว) กำลังสูบรวม 17,400 ลบ.ม./ชม. ซึ่งเครื่องสูบน้ำทั้ง 5 เครื่อง สามารถใช้งานได้ 100%

  1. นิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน ได้มีการติดตามสภาพอากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยา และติดตามตรวจสอบระดับน้ำและ

ปริมาณน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยา เขื่อนป่าสักชลสิทธ์ และเขื่อนพระรามหก รวมทั้งปริมาณน้ำที่ไหลผ่านโครงการนิคมฯ บางปะอิน โดยตรวจเช็คระดับน้ำ บริเวณจุดวัดระดับน้ำด้านนอกนิคมฯ  ที่กำหนดเป็นจุดเฝ้าระวัง 3 จุด   ได้แก่ จุดวัดระดับน้ำหน้าอำเภอบางปะอิน(หลังเก่า) ประตูน้ำคลองจิก และประตูน้ำคลองเปรมประชากร ทั้งนี้ ได้มีการเริ่มติดตามเฝ้าระวังระดับน้ำ มาตั้งแต่วันที่ 1  สิงหาคม ซึ่งเกณฑ์เฝ้าระวังพบว่ายังอยู่ในระดับปกติ และขณะนี้ได้จัดเตรียมสถานีสูบน้ำไว้  4  สถานี  โดยติดตั้งเครื่องสูบน้ำจำนวน 18 เครื่อง ความสามารถการสูบ เท่ากับ  32,400  ลบ.ม./ชั่วโมง  รวมทั้งมีการติดตั้งปั๊มสูบน้ำสำรองอีกจำนวน 3 เครื่อง ขนาด 600 ลบ.ม./ชั่วโมง  ซึ่งสถานีสูบมีการติดตั้งและตรวจสอบเครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรองฉุกเฉิน (GENERATOR)  ขนาด 450, 500 และ 800 KVA ที่ติดตั้งไว้ทุกสถานีพร้อมน้ำมันเชื้อเพลิงสำรอง

ด้านความสูงของคันดินนิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน ระดับสูงสุดของเขื่อนอยู่ที่ +6.00 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล รวมระยะทางของคันดินกว่า 10 กิโลเมตร ซึ่งรูปแบบเขื่อนเป็นเขื่อนดินบดอัดแน่นพร้อมผนังคอนกรีตเสริมความลาดเอียงของคันดิน ป้องกันการซึมและการกัดเซาะของน้ำด้วยแผ่น Geotextile นอกจากนี้  ยังได้จัดตั้งศูนย์ควบคุมภาวะฉุกเฉิน  และศูนย์เฝ้าระวังและควบคุมคุณภาพสิ่งแวดล้อม เพื่อเตรียมความพร้อมป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัย และรายงานสถานการณ์ทุกวันต่อศูนย์ปฏิบัติการ กนอ.  โดย นิคมฯ ได้สื่อสารให้ผู้ประกอบการภายในได้ทราบความเคลื่อนไหวของสถานการณ์อุทกภัยเป็นประจำทุกวัน โดยแจ้งข่าวสารให้ทราบผ่าน www.bldc.co.th แบบเรียลไทม์

  1. นิคมอุตสาหกรรมบ้านหว้า (ไฮเทค) ได้จัดระบบติดตามสถานการณ์น้ำ ระบบระวังน้ำภายนอกและระบบแจ้งเตือนภัย

โดยได้ติดตาม ตรวจสอบข้อมูลปริมาณน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยา เขื่อนป่าสักชลสิทธ์ และเขื่อนพระรามหก รวมทั้งระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำป่าสัก รายงานสภาพภูมิอากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยา น้ำทะเลหนุนจากกรมอุทกศาสตร์ รวมทั้งติดตามสถานการณ์น้ำประจำวันจากชลประทานพระนครศรีอยุธยา ซึ่งพบว่าเกณฑ์การเฝ้าระวังทั้งหมดยังอยู่ในระดับปกติ ทั้งนี้ ภายหลังเหตุการณ์น้ำท่วมนิคมฯ บ้านหว้าเมื่อช่วงปี2554 ได้มีการก่อสร้างระบบป้องกันน้ำท่วมตามเกณฑ์การออกแบบที่ กนอ.ร่วมกับ วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย (วสท.) และสมาคมนิคมอุตสาหกรรมไทยและพันธมิตรกำหนด โดยความสูงของคันดินอยู่ที่ระดับ+5.40เมตร เหนือระดับน้ำทะเล รอบพื้นที่โครงการมีสันคันกว้าง2.50เมตรและฐานกว้าง10.60เมตร รวมระยะทางของคันดินกว่า 11กิโลเมตร รวมถึงยังได้จัดเตรียมความพร้อมของเครื่องสูบน้ำและอุปกรณ์/เครื่องมือสนับสนุนการปฏิบัติงาน โดยเครื่องสูบน้ำแบบ Submersible pump จำนวน 5 เครื่อง อัตราสูบ 10,800 ลบ.ม./ชม. รวมความสามารถสูบ 54,000 ลบ.ม./ชม. และมีเครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรองที่ใช้น้ำมันดีเซลรองรับ นายวิฑูรย์ กล่าวทิ้งท้าย

นาย โบว์แดง ทาแก้ว ผู้อำนวยการโครงการชลประทานพระนครศรีอยุธยา

ด้าน นาย โบว์แดง ทาแก้ว ผู้อำนวยการโครงการชลประทานพระนครศรีอยุธยา กล่าวว่า ได้ร่วมบูรณาการกับกนอ.และจังหวัดพระนครศรีอยุธยา จัดตั้งคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำ ในการแก้ปัญหาอุทกภัยและภัยแล้ง จ.พระนครศรีอยุธยา ในการหาแนวทางการบริหารจัดการน้ำในภาพรวมเพื่อป้องกันเหตุน้ำท่วม โดยมี 3 มาตรการหลัก ได้แก่ 1.จัดเตรียมเครื่องสูบน้ำ 93 เครื่อง ติดตั้งในจุดพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม จำนวน 54 จุดทั่วพระนครศรีอยุธยา และรถสูบน้ำจำนวน 3 คัน 2. เตรียมพร่องน้ำจากลำคลองเพื่อรักษาระดับน้ำให้อยู่ต่ำกว่าตลิ่งและอยู่ในระดับที่ปลอดภัย  3.การรายงานสถานการณ์ทุกวัน เพื่อสื่อสารให้ผู้ประกอบการภายในได้ทราบความเคลื่อนไหวของสถานการณ์อุทกภัยเป็นประจำทุกวัน และตรวจเช็คปริมาณน้ำอย่างสม่ำเสมอ อย่างไรก็ตาม ปริมาณน้ำที่จะเติมเข้ามาในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา คาดการณ์ว่า ช่วงเดือนกันยายนถึงจะทราบปริมาณน้ำ เพราะต้องประเมินจากปริมาณของฝนที่ตกลงมาก่อน

สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจรายละเอียด สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กองประชาสัมพันธ์ การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ถนนนิคมมักกะสัน กรุงเทพฯ โทร. 02 2530561 หรืออีเมล This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

“เซ็นทรัล เอ็มบาสซี” คว้า 4 สุดยอดรางวัลระดับสากลและระดับภูมิภาค
จากเวที Asian Bookstore Forum 2018 และ Property Guru Thailand Property Awards 2018

ถือเป็นอีกก้าวแห่งความภาคภูมิใจของ เซ็นทรัล เอ็มบาสซี เดสทิเนชั่นที่ครบครันทุกไลฟ์สไตล์ เมื่อ “OPEN HOUSE” (โอเพ่น เฮ้าส์) Co-living space ชั้น 6 ของศูนย์การค้าฯ สร้างชื่อเสียงโด่งดังไกลถึงแดนมังกร โดยคว้ารางวัลระดับเอเชีย The Most Beautiful Bookstore for 2017 จากงาน Asian Bookstore Forum 2018 ที่เมืองเฉิงตู สาธารณรัฐประชาชนจีน ไปเมื่อเร็วๆ นี้ และล่าสุด “เซ็นทรัล เอ็มบาสซี” คว้า 3 รางวัลชนะเลิศด้านอสังหาริมทรัพย์แห่งปี 2018 ในสาขา Best Retail Development และ Best Retail Architectural Design รวมถึงรางวัลพิเศษในประเภท Best Universal Design Development จากเวที Property Guru Thailand Property Awards 2018 (พร็อพเพอร์ตี้กูรู ไทยแลนด์ พร็อพเพอร์ตี้ อวอร์ดส์ ครั้งที่ 13)  ซึ่งจัดขึ้นที่ประเทศไทย มาครอบครองเป็นที่เรียบร้อย

บรม พิจารณ์จิตร กรรมการผู้จัดการ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี

บรม พิจารณ์จิตร กรรมการผู้จัดการ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี กล่าวว่า “ผมรู้สึกเป็นเกียรติที่ OPEN HOUSE ได้รับรางวัลในครั้งนี้ ซึ่งถือเป็นอีกครั้งที่ได้รับรางวัลระดับสากล และยังเป็นที่น่ายินดีและรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ เซ็นทรัล เอ็มบาสซี ได้รับ 3 รางวัลชนะเลิศด้านอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเป็นรางวัลระดับภูมิภาคที่ได้รับการยอมรับและเชื่อถือ ซึ่งการได้รับรางวัลในครั้งนี้ถือเป็นกำลังใจสำคัญที่จะทำให้เรามุ่งมั่นและตั้งใจเพื่อพัฒนาเซ็นทรัล เอ็มบาสซี ให้ก้าวไกลไปกว่าเดิมทั้งในประเทศไทยและระดับโลก”

สำหรับรางวัล The Most Beautiful Bookstore for 2017 ในฐานะร้านหนังสือที่สวยที่สุดแห่งปี 2017 จากงาน Asian Bookstore Forum 2018 ที่เมืองเฉิงตู สาธารณรัฐประชาชนจีน ครั้งนี้ นับเป็นอีกบทพิสูจน์ว่าร้านหนังสือไทยก็สวยไม่แพ้ร้านหนังสือต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง OPEN HOUSE ที่ได้รับการออกแบบพื้นที่ภายในโดย Klein Dytham architecture (KDa) บริษัทออกแบบระดับโลก โดยหัวใจหลักในการออกแบบคำนึงถึงความโปร่งสบาย ใกล้ชิดกับธรรมชาติ และเน้นการใช้สอยได้จริง เป็นเหมือนพื้นที่คอมมูนิตี้ที่สามารถเดินได้อย่างทั่วถึงสะดวกสบาย ผ่อนคลายเป็นกันเอง และตอบโจทย์การใช้งานหลายรูปแบบ ด้วยพื้นที่ทางเดินกว้างใหญ่ เพดานสูง และวิวทิวทัศน์โดยรอบที่เผยให้เห็นมุมเมืองและทัศนวิสัยที่ไกลออกไป บนพื้นที่กว่า 7,000 ตารางเมตร ซึ่งได้ถูกแบ่งออกเป็น 8 โซน ที่รวบรวมทั้งร้านอาหารหลากหลายเชื้อชาติ, ร้านกาแฟ, ร้านหนังสือ, โซนสำหรับเด็ก, สถานที่จัดแสดงผลงานศิลปะ, สินค้าไลฟ์สไตล์,Co-Thinking space สำหรับนั่งทำงาน หรือสร้างสรรค์ไอเดียใหม่ๆ  รวมถึงห้องประชุมที่มีอุปกรณ์ครบครัน และโรงภาพยนตร์ ซึ่งไปด้วยกันได้อย่างไร้รอยต่อ รวมไปถึงเชื่อมโยงสู่โรงแรม Park Hyatt Bangkok

จุดเด่นของ OPEN HOUSE Bookshop by Hardcover ร้านหนังสือแห่งนี้ มีพื้นที่ 880 ตารางเมตร ที่มาพร้อมคอนเซ็ปต์ “Celebration of Print Culture” พร้อมสะกดทุกสายตาด้วย Book Tower และ Book Wall กลายเป็นแลนด์มาร์คแห่งใหม่ของเหล่าคนรักหนังสือ นักสะสม หรือแม้แต่คนที่ไม่ชอบการอ่านก็อดไม่ได้ที่จะหยิบสักเล่มมาพลิกดูไม่ว่าจะเป็น หนังสือศิลปะ ดีไซน์ ภาพถ่าย สื่อสร้างสรรค์ และทัศนศิลป์อื่นๆ ไปจนถึงหนังสือทำอาหารและหนังสือไลฟ์สไตล์อีกทั้งยังมี Book Wall ที่รวบรวมหนังสือใหม่และหนังสือหายากจากสำนักพิมพ์ชื่อดังทั่วโลกมาให้เลือกกว่า 20,000 เล่มโดยมี เชน สุวิกะปกรณ์กุล กรรมการผู้จัดการ OPEN HOUSE Bookstore by Hardcover หนึ่งในผู้ร่วมสร้างสรรค์จึงไม่เป็นที่น่าแปลกใจว่าที่ผ่านมา OPEN HOUSE เป็นสถานที่ให้ทุกคนมาเชคอิน ถ่ายรูป และใช้ชีวิตร่วมกัน ณ ที่แห่งนี้

นอกจากนี้ จากการที่ “เซ็นทรัล เอ็มบาสซี” คว้า 3 รางวัลทรงคุณค่าของวงการอสังหาริมทรัพย์แห่งปี 2018 ในสาขา Best Retail Development ด้านการพัฒนาศูนย์การค้ายอดเยี่ยม และ Best Retail Architectural Design ด้านการออกแบบสถาปัตยกรรมยอดเยี่ยม รวมถึงรางวัลพิเศษ Best Universal Design Development ด้านการออกแบบอาคารอารยสถาปัตย์ เพื่อการอำนวยสาธารณะประโยชน์สำหรับ

คนทุกคนในสังคมที่เป็นที่ยอมรับโดยสากล จากเวที Property Guru Thailand Property Awards ครั้งที่ 13 ยิ่งสะท้อนให้เห็นถึงการออกแบบอันมีเอกลักษณ์และการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งของ เซ็นทรัล เอ็มบาสซี ในฐานะ The retail beacon of Bangkok เป็นศูนย์การค้าระดับพรีเมียมชั้นนำของประเทศไทยตั้งอยู่ในย่าน “Central Bangkok” ใจกลางเมืองครอบคลุมพื้นที่กว่า 144,000 ตารางเมตร และเรียกได้ว่าเป็นไอคอนนิครีเทลแลนด์มาร์กแห่งประเทศไทยที่มีความทันสมัย สนุกสนาน ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ได้อย่างลงตัว ภายใต้คอนเซปต์ “One Life Infinite Possibilities”

ตัวอาคารนั้นสูงถึง 37 ชั้น ประกอบไปด้วยส่วนของศูนย์การค้าจำนวน 8 ชั้น และพาร์ค ไฮแอท กรุงเทพฯ โรงแรมลักชัวรีระดับพรีเมียมในเครือ พาร์ค ไฮแอท แห่งแรกในประเทศไทย ทั้งสองอาคารเชื่อมต่อกันเป็นสัญลักษณ์อินฟินิตี้ ใช้เทคโนโลยีชั้นสูง เพื่อสะท้อนความเป็นกรุงเทพฯ ผ่านคอนเซปต์ทันสมัย ซึ่งการออกแบบของอาคารเช่นนี้ถือว่าเป็นครั้งแรกในประเทศไทย และยังคาดว่าเป็นครั้งแรกของโลก ที่นำรูปทรงโค้งแบบ 3 มิติ มาใช้ทั้งด้านหน้า ด้านข้าง และด้านบนของอาคาร ด้วยแรงบันดาลใจจากหลังคาอุโบสถแบบไทย ตกแต่งด้วยเกล็ดอะลูมิเนียม จำนวน 300,000 เกล็ด และประดับด้วยไฟแอลอีดีกว่า 750 ดวง ที่ติดรายล้อมบนตึกโครงการ สะท้อนระยิบระยับเมื่อสัมผัสแสงอาทิตย์หรือแม้ในยามค่ำคืน เนื่องจากตัวอาคารเป็นรูปโค้ง เกล็ดอะลูมิเนียมต้องวางให้ได้มุมพอดี ซึ่งถือว่าเป็นความท้าทายมาก

ภายในตัวอาคารตกแต่งด้วยสีขาวคล้ายแคนวาส เล่นลวดลายผ่านการใช้เส้นสายโค้ง มุม และพื้นผิวสัมผัสที่แตกต่าง ระดับความสูงของเพดานแต่ละชั้นได้รับการออกแบบให้รองรับแสงและเงา เพื่อให้เกิดความสวยงามตลอดอาคารอีกทั้งยังให้ความใส่ใจและความประณีต ในการเลือกใช้วัสดุที่มีคุณภาพพิเศษ เช่น เสาอาคาร ได้เลือกใช้วัสดุที่ไม่เคยมีที่ใดใช้มาก่อน เรียกว่า โคเรียน (Corian) ซึ่งเป็นวัสดุที่มีความเรียบเนียนไร้รอยต่อรวมทั้งพื้นที่ปูด้วยหินเทอร์ราซโซแผ่นใหญ่พิเศษ

ด้วยความเป็นเลิศทั้งหมดนี้ ทำให้เซ็นทรัล เอ็มบาสซี เป็นสถานที่ที่มีความโดดเด่นและเป็นมาสเตอร์พีซด้านสถาปัตยกรรมของกรุงเทพฯ อย่างแท้จริง

รางวัลที่เคยได้รับ:

  • ปี พ.ศ. 2560
  • รางวัล Design For Asia Awards 2017 (DFA GRAND AWARD)

โดย OPEN HOUSE บนชั้น 6 เซ็นทรัล เอ็มบาสซี ได้รับรางวัลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเอเชียทางด้านการออกแบบจากเวที “Hong Kong Design Centre” ประเทศฮ่องกง ในด้านการออกแบบที่สร้างสรรค์ล้ำสมัย และมีกลิ่นอายของความเป็นเอเชีย อีกทั้งยังส่งเสริมและก่อให้เกิดประโยชน์กับสังคมออกแบบโดย Mark Dytham แห่ง Klein-Dytham Architecture (KDa) บริษัทออกแบบระดับโลก

  • รางวัล People’s Choice Awards Thailand Voted by Chinese Tourists 2017

โดย เซ็นทรัล เอ็มบาสซี ได้รับการโหวตจากนักท่องเที่ยวชาวจีนให้ได้คะแนนโหวตสูงสุด 1 ใน 10 อันดับแรกของประเทศไทย ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวและจุดหมายปลายทางที่ชาวจีนอยากมาเยือนมากที่สุด จัดโดย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

7 อาวุธจุดติดไฟสตาร์ทอัพให้ถึงระดับยูนิคอร์น

นาทีนี้คงปฏิเสธไม่ได้ว่ากระแสของสตาร์ทอัพมาแรงสุดๆ เห็นได้จากการที่หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนได้เข้าไปให้การสนับสนุน ผู้ที่กำลังจะเริ่มธุรกิจสตาร์ทอัพกันอย่างล้นหลามไม่ว่าจะเป็นทั้งทางด้านองค์ความรู้ เงินทุน กิจกรรมส่งเสริม หลักสูตรต่างๆ แถมยังมีการจัดตั้งหน่วยงานที่สนับสนุนเรื่องนี้ขึ้นมาโดยเฉพาะ เรียกได้ว่าเป็นยุคทองของสตาร์ทอัพไทยและโลกอย่างแท้จริง

ล่าสุดสถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ หรือ  NEA ได้จัด “โครงการเสวนาเพื่อผู้ประกอบการยุคใหม่ Startup Symposium : The Power of Creativity & Innovation” ขึ้น เพื่อติดอาวุธทางความคิดให้กับเหล่าสตาร์ทอัพ โดยมีเมนเทอร์ชื่อดังเข้าร่วมแบ่งปันประสบการณ์และแนวคิดในการทำธุรกิจสตาร์ทอัพอย่างคับคั่ง  อาทิ  บอย โกสิยพงษ์ ผู้บริหารค่ายเพลงเลิฟอีส คุณธนญชัย ศรศรีวิชัย ผู้กำกับโฆษณาระดับโลก รางวัล คานส์ ไลออน , Mr.David Bolliger General Partner of Intervalley Ventures (AI Human,LP) จากประเทศออสเตรเลีย Mr.Gabriele Costigan Managing Director WeXcelerate จากประเทศออสเตรีย พร้อมด้วยหน่วยงานส่งเสริมสตาร์ทอัพอีกกว่า 10 หน่วยงาน

Mr.William Malek

ภายในงานพบว่ามีหนึ่งไฮไลท์ของการเสวนาที่สำคัญ โดย มิสเตอร์วิลเลียม มาเล็ค (Mr.William Malek) กูรูด้านความคิดสร้างสรรค์ และอดีตอาจารย์จากมหาวิทยาลัย Stanford รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ออกมาเผยถึงอาวุธลับสำคัญในการเป็นสตาร์ทอัพ ที่จะประสบความสำเร็จระดับยูนิคอร์นที่ไม่ว่าใครก็สามารถมีและทำได้ โดยมี 7 ขั้นตอนที่สำคัญ ได้แก่

          1. เข้าให้ถึงแก่นปัญหา

สตาร์ทอัพหลายรายไม่สามารถออกแบบผลิตภัณฑ์ที่สามารถแก้ปัญหาให้ลูกค้าได้จริงๆ ก็เพราะพวกเขาเข้าไม่ถึงสาเหตุที่แท้จริงของปัญหา ก่อนอื่นเราต้องยอมรับก่อนว่ามันมีปัญหาอยู่จริงและตระหนักให้ได้ว่าการที่มีปัญหาก็ไม่ใช่เรื่องที่เลวร้ายเสมอไปเพราะในทุกปัญหาก็มีโอกาสแฝงอยู่ ที่สำคัญคือทำอย่างไรเราถึงจะสามารถรวบรวมปัญหาออกมาได้ คำตอบก็คือ “การตั้งคำถาม” การเริ่มต้นด้วยการตั้งคำถามที่ดีจะทำให้ผู้ที่กำลังประสบปัญหาอยากจะเล่าเรื่องราว แชร์ประสบการณ์ เสนอความคิดเห็นส่วนตัว หรือแม้กระทั่งความรู้สึกที่ไม่ได้รับความไม่สะดวกสบายจากการใช้สินค้าหรือบริการในปัจจุบัน

          2. ลงพื้นที่จริง

หลังจากที่รู้ว่าปัญหาคืออะไรแล้ว ถึงเวลาที่จะต้องลงพื้นที่จริงๆเพื่อที่จะพูดคุยแลกเปลี่ยนกับผู้ที่มีอุปสรรคในด้านนั้นๆจริงๆ และจากตรงนี้เราจะได้เห็นโลกในแบบกลุ่มเป้าหมายที่เราเห็น คิดหรือรู้สึกในแบบเดียวกัน จากตรงนี้จะทำให้เราสามารถระบุถึงความต้องการจริงๆ ในใจของพวกเขาออกมาได้ผ่านพฤติกรรม  ความชอบ  แรงกระตุ้น  หรือแม้กระทั่งความไม่พอใจส่วนตัว ตามคำกล่าวที่ว่า “ปัญหาของธุรกิจทุกวันนี้ไม่ใช่ว่าพวกเราขาดแคลนนวัตกรรม แต่ขาดความสามารถในการเข้าใจความรู้สึกของผู้อื่น” ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า ในส่วนหลังนี้เป็นสิ่งที่สตาร์ทอัพทั่วโลกกำลังประสบปัญหาเดียวกันอยู่

          3. ระบุขอบเขตของปัญหา

อะไรคือปัญหาของที่แท้จริงลูกค้า มองปัญหาให้เหมือนที่ลูกค้ามอง เมื่อนั้นคุณจะเห็นโอกาส สังเกต วิเคราะห์ และปะติดปะต่อข้อมูล คำถาม ปัญหา หรือไอเดียต่างๆ ที่ดูเหมือนจะไม่เกี่ยวข้องเข้าด้วยกันแล้ว ระบุประเด็นปัญหาออกมาให้ชัดเจน เพื่อที่จะได้ทราบว่าเรากำลังทำงานไปในทิศทางเดียวกันทั้งทีม และกำลังแก้ปัญหาได้ตรงจุด

          4. ระดมไอเดียในการแก้ปัญหา

ว่ากันว่า การใช้คนให้ถูกกับประเภทของงานก็เหมือนกับทำสำเร็จไปแล้วครึ่งหนึ่ง มาถึงตรงนี้ คุณต้องมีทีมงานที่ทำงานเข้าขากันเหมือนนักฟุตบอล 11 คน รับ-ส่ง บอลให้กันอย่างรู้อกรู้ใจเพื่อให้กองหน้าทำประตูคู่แข่งได้ ....คุณต้องทำการระดมทุกไอเดียในการแก้ปัญหา   “ว่ากันว่า ใน 1,000 ไอเดียจะมีแค่ 10 ไอเดียหรือแค่ 1% เท่านั้นที่เอาไปใช้ได้จริง ดังนั้นยิ่งมีไอเดียมากเท่าไร คุณก็ยิ่งจะได้ไอเดียที่สามารถนำไปใช้ได้จริงมากขึ้นเท่านั้น”

          5. จำลองต้นแบบของสินค้าหรือนวัตกรรมและทำการทดสอบ

นำเอาความคิดสร้างสรรค์ที่ได้ มาต่อยอดพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถใช้งานได้จริง (จะเป็นรูปแบบของแอพพลิเคชั่นหรือ ผลิตภัณฑ์จริงๆ ก็ได้)

          6. ทำซ้ำๆและเรียนรู้จากสิ่งที่ทำ

หลังจากที่ได้ผลิตภัณฑ์ออกมาเป็นรูปเป็นร่างแล้วมาถึงขั้นตอนในการทดสอบการใช้งานของผลิตภัณฑ์ ลองนำสิ่งที่คุณทำไปให้ใครสักคนที่กำลังประสบความไม่สะดวกสบายจากการใช้ผลิตภัณฑ์ แอพพลิเคชั่น หรือบริการต่างๆ ทดลองใช้ แล้วขอฟีดแบ็คจากเขาเหล่านั้นว่าถ้าคุณจะทำออกมาจริงๆ มันจะเวิร์คหรือไม่ และถึงแม้มันไม่เวิร์คเลย อย่างน้อยคุณก็ได้เรียนรู้ว่า ความล้มเหลวเป็นบันไดไปสู่ความสำเร็จ ล้มแล้วลุกขึ้นให้ไว เรียนรู้จากความผิดพลาด แล้วนำไปปรับปรุง

          7. ลงมือสร้างผลิตภัณฑ์แล้วลุยตลาดจริง

เมื่อผลิตภัณฑ์พร้อม ตลาดกลุ่มเป้าหมายชัด สิ่งที่คุณต้องการในตอนนี้ก็คือโอกาส อย่าหยุดที่จะมองหาโอกาสไม่ว่าจะโอกาสในการหาพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจ หรือ โอกาสในการขาย

นายพรวิช ศิลาอ่อน ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ หรือ NEA

นายพรวิช ศิลาอ่อน ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ หรือ NEA กล่าวว่า การจัดงาน Startup Symposium เป็นการส่งเสริมให้สตาร์ทอัพในประเทศไทยกล้าที่จะคิดนอกกรอบอย่างสร้างสรรค์ เพิ่มความสามารถทางด้านการแข่งขัน พร้อมดึงเอาศักยภาพที่มีอยู่ออกมาใช้ อันจะทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่อุดมไปด้วยผู้ประกอบสตาร์ทอัพคุณภาพ หรือ “สตาร์ทอัพเนชั่น” ทั้งนี้ สถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ ถือเป็นหน่วยงานหลักที่มีภารกิจในการสนับสนุนและส่งเสริมผู้ประกอบการไทยยุคใหม่ รวมถึงสตาร์ทอัพให้มีขีดความสามารถทัดเทียมผู้ประกอบการในระดับนานาชาติ

ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ที่สถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่จัดขึ้นสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารและปฏิทินกิจกรรมได้ที่ nea.ditp.go.th หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทรศัพท์  02-7264500 หรือ Facebook.com/nea.ditp

“Café Leitz by Pacamara” (คาเฟ่ ไลท์ซ บาย พาคามาร่า)
ไลฟ์สไตล์คาเฟ่สำหรับคนรักไลก้า แห่งที่ 2 ของโลก

ด้วยไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่ที่เปลี่ยนไป ภาพถ่ายจึงไม่ได้เป็นเพียงแค่บันทึกความทรงจำ แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ที่สะท้อนตัวตนของคนรุ่นใหม่ ด้วยเหตุนี้ คุณดนัย สรไกรกิติกูล (ซ้าย) กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอลิส  ไพรเวต จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่าย ไลก้า แบรนด์กล้องลักชัวรี่ระดับโลก จึงเปิดร้าน “Café Leitz by Pacamara” (คาเฟ่ ไลท์ซ บาย พาคามาร่า) ไลฟ์สไตล์คาเฟ่สำหรับคนรักไลก้า แห่งที่ 2 ของโลก ที่ผสมผสานความรื่นรมย์ของชีวิตคนรุ่นใหม่ใจกลางเมือง อย่างการถ่ายภาพ อาหาร กาแฟ และมิตรภาพ รวมไว้ในที่เดียว เพื่อดื่มด่ำและแลกเปลี่ยนมุมมองในบรรยากาศโคซี่และรีแล็กซ์ ทั้งยังเป็นคอมมูนิตี้ของกลุ่มคนรักไลก้าและการถ่ายภาพได้มาแชร์ความรู้ เทคนิค ประสบการณ์การถ่ายภาพ และฟังก์ชั่นสุดล้ำจากไลก้าที่ยังไม่เคยรู้มาก่อนจากผู้เชี่ยวชาญโดยเฉพาะ เพื่อสร้างสรรค์ภาพพิเศษได้ดั่งใจคุณ ภายใต้แนวคิด “Well to Do Well to Live” บนพื้นที่ 214 ตารางเมตร ณ ชั้น M ศูนย์การค้า ดิ เอ็มควอเทียร์

เพราะ ไลก้า” (Leica) ไม่ได้เป็นแค่แบรนด์ที่สร้างสรรค์กล้องถ่ายภาพระดับลักชัวรี่ ด้วยนวัตกรรมมาตรฐานระดับโลกผนวกกับฝีมืออันประณีตจนเกิดเป็นผลงานชิ้นเอก แต่ยังได้สร้างไลฟ์สไตล์แห่งความหรูหราและละเมียดละไมของผู้คน จนถูกจารึกไว้อย่างไร้กาลเวลา ได้เปลี่ยนความลุ่มหลงและความสมบูรณ์แบบจาก จิตวิญญาณของช่างภาพ ให้กลายเป็นภาพถ่ายสุดพิเศษ เต็มไปด้วยเสน่ห์ และสะท้อนเอกลักษณ์เฉพาะตัวได้อย่างครบถ้วน

ร้านค้าและบริการต่างๆ ภายในร้าน

  • ร้านคาเฟ่และอาหารนานาชาติที่สร้างสรรค์สุดพิเศษ พร้อมดื่มด่ำกับรสชาติกาแฟชั้นเลิศจากร้าน Pacamara Coffee Roasters (พาคามาร่า คอฟฟี่ โรสเตอร์ส) ผู้นำด้านธุรกิจร้านกาแฟสัญชาติไทยประเภท Specialty สร้างประสบการณ์การดื่มกาแฟจากเมล็ดพันธุ์ชั้นดีที่คัดเลือกจากแหล่งปลูกสำคัญจากทั่วโลก โดดเด่นด้วยการคั่วเมล็ดกาแฟในรูปแบบคั่วอ่อนถึงคั่วกลาง รสชาติเข้มข้น ไม่เปรี้ยว และไม่ขม กลมกล่อมด้วยนมวัวแท้ที่ผลิตขึ้นเอง เพื่อเติมเต็มกลิ่นหอมและสัมผัสครีมมี่ที่ไม่เหมือนใคร ผสานกับวิธีการชงกาแฟในวิธีที่แตกต่าง ประดุจการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะที่มีเพียงชิ้นเดียวในโลก
  • คอมมูนิตี้ ที่พบปะ พูดคุย และแลกเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ของกลุ่มคนรักไลก้าในบรรยากาศสุดคูลกลางเมือง
  • บริการให้ทดลองใช้กล้องไลก้าจากการสัมผัสผ่านประสบการณ์ตรง
  • เป็นศูนย์กลางการทำเวิร์กช็อปของ Leica Akademie (ไลก้า อะคาเดมี)
  • เป็นสถานที่จัดนิทรรศการแสดงภาพถ่ายผลงานศิลปินหน้าใหม่ที่น่าจับตามองจาก Leica Akademie (ไลก้า อะคาเดมี) ที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนอย่างต่อเนื่อง

สไตล์การตกแต่ง

บนพื้นที่ขนาด 214 ตารางเมตรถูกออกแบบฟังก์ชั่นการใช้งานเพื่อตอบสนองทุกไลฟ์สไตล์สุดเอ็กซ์คลูซีฟสำหรับคนรักไลก้าโดยเฉพาะ ส่วนร้านอาหาร คาเฟ่บาร์ ที่จัดที่นั่งไว้ สถานที่นั่งชิลทั้งโซนภายในร้านในตำแหน่งริมกระจกเพื่อสัมผัสบรรยากาศภายนอก ให้ความรู้สึกโล่งโปร่งสบาย และเอ้าท์ดอร์ริมระเบียงรับลมธรรมชาติ จัดโต๊ะประชุมขนาดใหญ่กลางร้าน รองรับเวิร์กช็อปของ Leica Akademie และพื้นที่ริมผนังรอบร้านเพื่อจัดนิทรรศการภาพถ่ายจากศิลปินที่มีผลงานน่าจับตาจาก Leica Akademie ที่ออกแบบเป็นผนังสีดำเพื่อขับภาพถ่ายให้โดดเด่น ออกแบบในสไตล์โมเดิร์น คุมโทนด้วยสีหลักอย่าง สีดำ สีขาว สีเทา และสีน้ำตาล ให้อารมณ์โคซี่ รีแล็กซ์และเป็นกันเอง เพื่อการสัมผัสประสบการณ์แบบไลก้าได้ตลอดทั้งวัน ครบทุกประสาทสัมผัส รูป รส กลิ่น เสียง และสัมผัส

Pacamara Coffee Roaster (พาคามาร่า คอฟฟี่ โรสเตอร์ส) อีกหนึ่งความลักชัวรี่ระดับโลก

ประวัติความเป็นมา

Pacamara Coffee Roasters (พาคามาร่า คอฟฟี่ โรสเตอร์ส) เริ่มต้นขึ้นจากความตั้งใจอยากสร้างโรงคั่วกาแฟเล็กๆ ที่มีคุณภาพระดับโลก จึงนำชื่อของกาแฟสายพันธุ์ พาคามาร่า ซึ่งเป็นกาแฟสายพันธุ์ที่มีขนาดใหญ่กว่ากาแฟทั่วไปถึง 2 เท่า มีกลิ่นและรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์โดดเด่นกว่ากาแฟทั่วๆ ไป มาตั้งเป็นชื่อโรงคั่วฯ จากโรงคั่วขนาดเล็กที่ก่อตั้งในปี 2005 นักชิมกาแฟของโรงคั่วซึ่งเป็นคนไทยคนแรกที่ได้รับรองการเป็นนักชิมกาแฟระดับโลก เริ่มออกเดินทางแสวงหากาแฟไปทั่วโลก ตั้งแต่ทวีปอเมริกาใต้ ไปจนถึงทวีปแอฟริกา นำเมล็ดกาแฟเข้ามาเพื่อคั่วหาโปรไฟล์ที่ดีที่สุด จนมีกลิ่นและรสชาติแตกต่างจากทั่วไป และนำมาผสมกับกาแฟไทยจากแหล่งปลูกทางภาคเหนือของประเทศไทย ซึ่งเป็นกลุ่มสมาชิกผู้ปลูกกาแฟให้โรงคั่วพาคามาร่าเท่านั้น จนทำให้กาแฟจากโรงคั่ว  พาคามาร่าได้รับรางวัลเหรียญทองอันดับหนึ่งจากประเทศอิตาลีและฝรั่งเศส  ถึงวันนี้ โรงคั่วพาคามาร่าเป็นหนึ่งในสมาชิกนักชิมกาแฟของ Coffee Quality Institute และ Alliance Of Coffee Excellence

พาคามาร่าเริ่มเปิดสาขาแรกที่ จ.เชียงใหม่ ซึ่งใกล้แหล่งปลูกกาแฟของโรงคั่ว จากร้านกาแฟและโรงคั่วกาแฟขนาดเล็กเริ่มได้รับการไว้วางใจจากนักดื่มกาแฟผู้แสวงหากาแฟอันเป็นเลิศของโลก สนับสนุนให้พาคามาร่าได้เปิดสาขาเพิ่มขึ้นต่อไปที่ กรุงเทพฯ และ นครราชสีมา จนถือเป็นโรงคั่วกาแฟ Specialty Coffee (สเปเชียลตี้  คอฟฟี่) ของไทยรายแรกที่มีจำนวนสาขาให้เข้าถึงได้มากที่สุด

Pacamara (พาคามาร่า) : ‘Detail that makes a different’

พาคามาร่า ทุกรายละเอียดสร้างความเเตกต่าง ตั้งเเต่การคัดสรรพันธุ์เมล็ดกาเเฟ ขบวนการเเละรูปแบบการคั่ว (Roasting Profile) ที่เฉพาะเจาะจงเพื่อให้ตรงกับลักษณะเฉพาะตัว (Characteristic) ของกาเเฟเเต่ละชนิดมากที่สุด เมล็ดกาเเฟที่คั่วอย่างลงตัวถูกทิ้งระยะให้เมล็ดกาแฟได้คายแก๊ส (Degas) ในระยะเวลาที่เหมาะสม เพื่อลดการเกิดเเก๊ส เพราะเเก๊สที่เกิดในขั้นตอนดังกล่าวทำให้เมล็ดที่ถูกนำมาใช้จะได้รสชาติที่ไม่สมบูรณ์

ทั้ง Single Origins (ซิงเกิล ออริจินส์) เเละ Blend (เบลนด์) เราเดินทางไปทั่วโลก เพื่อคัดสรรเเละเลือกเมล็ดด้วย Q Graders (คิว เกรดเดอร์ส) โดยผู้เชี่ยวชาญจากทีมพาคามาร่าเท่านั้น เพื่อให้มั่นใจได้ว่าทุกสายพันธุ์ที่เลือกมา ทุกเเก้วที่เสิร์ฟ ลูกค้าจะได้รับรสชาติที่ตรงกับความต้องการที่ชอบมากที่สุด

ที่พาคามาร่าทุกสาขา ทุกเช้าบาริสต้าต้องตั้งช็อตเพื่อชิม เเละทดสอบรสชาติของกาเเฟ ทุกตัว ทุกวัน และตรวจเช็คด้วย Refractometer (รีแฟร็กโทมีเตอร์) เช็คค่ากาแฟสกัดกาแฟ เพื่อให้ได้รสชาติตามเอกลักษณ์ของกาเเฟชนิดนั้นๆ เพราะลูกค้าต้องได้รสชาติที่ดีที่สุดเเละเเตกต่างจากที่อื่นๆ

Barista Milk (บาริสต้า มิลค์) คือ นมพาสเจอไรซ์สูตรเฉพาะของพาคามาร่าที่พัฒนาโดยเฉพาะ รสชาติมีความหวานกลมกล่อมในตัวเอง ซึ่งเเตกต่างจากนมที่ใช้ที่อื่นๆ เนื้อสัมผัสของนมจะหนาเเน่นเเละหนัก ทำให้ผสมกับเมนูเครื่องดื่มกาเเฟทั้งร้อนเเละเย็นได้อย่างลงตัว

บาริสต้าทุกคนถูกคัดเลือกมาด้วยการสัมภาษณ์ในรูปแบบเฉพาะของพาคามาร่า จากนั้นถูกเทรนนิ่งโดยทีม Barista Master (บาริสต้า มาสเตอร์) และ Barista (บาริสต้า) ที่มีชื่อเสียงระดับโลกอย่างต่อเนื่อง เพื่อพัฒนาทั้งด้านองค์ความรู้ ทักษะ ในการผสมเครื่องดื่มเเละดูแลลูกค้า บาริสต้าจะถูกพัฒนาให้มีความสามารถโดดเด่น สามารถเเสดงผลงานใหม่ๆ ด้วยการนำเสนอทั้งระดับภายในองค์กร เเละการเเข่งขันในระดับประเทศ เพราะพาคามาร่าเชื่อมั่นในเรื่องของการผลักดันขีดความสามารถของทีมบาริสต้า มุ่งสร้างแรงบันดาลใจ รวมทั้งแรงจูงใจเพื่อขับเคลื่อนทุกทีมให้ไปสู่ความสำเร็จ

เมล็ดกาแฟซิกเนเจอร์ สำหรับ Café Leitz by Pacamara

Leitz Classic Blend (ไลท์ซ คลาสสิก เบลนด์)

เมล็ดกาแฟเกรดพรีเมี่ยมจากแหล่งปลูกกาแฟชั้นนำของโลก อย่าง โคลัมเบีย บราซิล ไทย อินโดนีเซีย คั่วในระดับกลางค่อนไปทางเข้ม (medium to dark roast) เมล็ดกาแฟจาก 4 แหล่งปลูก ทางเราได้เสาะหาจากฟาร์มที่มีคุณภาพดีในการผลิตกาแฟ ผ่านกรรมวิธีที่ดี ตั้งแต่การเก็บเกี่ยวจนไปถึงการผลิตเป็นกาแฟสาร ก่อนนำไปคั่วด้วยเครื่องคั่วที่สามารถสร้างคาแรกเตอร์ ที่โดดเด่นให้กับกาแฟเบลนด์ตัวนี้ได้ดียิ่งขึ้นไปอีก

Leitz Classic Blend เป็นกาแฟที่ถูกออกแบบตามแบบเยอรมัน (German Style) คาแรกเตอร์และรสชาติ ให้ย้อนไปถึงยุคสมัยของการเผยแพร่วัฒนธรรมการดื่มกาแฟแบบชาติตะวันตก ที่แพร่หลายในเมืองไทยจนถึงทุกวันนี้ ด้วยรสชาติที่หอมกลมกล่อม เคล้าด้วยกลิ่นของคาราเมล เมื่อได้ลิ้มรสสัมผัสให้ความรู้สึกเหมือนรับประทาน ดาร์คช็อกโกแลต มีกลิ่นหอมอ่อนๆ จากเปลือกส้ม ทิ้งสัมผัสความหวานอยู่ในปากหลังดื่ม เหมาะกับในทุกเมนูที่สร้างสรรค์โดยทีมงานมืออาชีพจากพาคามาร่า

ข้อมูลเมล็ดกาแฟ

  1. Leitz Classic Blend (ไลท์ซ คลาสสิก เบลนด์)

            เมล็ดกาแฟชั้นดีจากประเทศไทย อินโดนีเซีย บราซิล และโคลัมเบีย โดดเด่นด้วยรสชาติเข้มคล้าย
ดาร์คช็อกโกแลต หอมกลิ่นเปลือกส้ม หวานกลมกล่อม ค่าความเป็นกรดต่ำ คั่วบดโดยพาคามาร่า

  1. House Blend (เฮ้าส์ เบลนด์)

            เมล็ดกาแฟเกรดพรีเมี่ยมจากแหล่งปลูกกาแฟที่ดีที่สุดในโลกจาก 4 สายพันธุ์ ประเทศไทย บราซิล อินโดนีเซีย และ กัวเตมาลา พิถีพิถันคั่วในระดับกลาง (Medium Roast) ให้สัมผัสกลิ่นของคาราเมล ถั่ว และ       คาแรกเตอร์ของช็อกโกแลต มีความเปรี้ยวเล็กน้อยและให้รสสัมผัสในการดื่มที่หนักแน่น (Full Body) เป็นการ      เบลนด์แทนการต้อนรับอันอบอุ่นจากพาคามาร่า ด้วยรสชาติที่ถูกสร้างสรรค์มาเป็นอย่างดีจึงทำให้กาแฟเบลนด์ตัวนี้ได้รับรางวัลเหรียญทองอันดับ 1 ในการประกวดกาแฟนานาชาติที่ประเทศอิตาลี ในปี 2012 (Golden Medal, International Coffee Tasting 2012) ถือเป็นความภาคภูมิใจของพาคามาร่า

  1. Special Single Coffee Origin (สเปเชียล ซิงเกิล คอฟฟี่ ออริจิน)

            กาแฟไทยจากแหล่งปลูกจังหวัดเชียงราย ในพื้นที่ของดอยปางขอนซึ่งอยู่สูงจากระดับน้ำทะเล 1,250 ถึง 1,800 เมตร แปรรูปอย่างพิถีพิถันด้วยน้ำจากภูเขาและนำไปตากแห้งบนแคร่ไม้ไผ่เป็นระยะเวลา 12 - 18 ชั่วโมง เมื่อผ่านการคั่ว กาแฟไทยตัวนี้ให้ความรู้สึก สะอาด ดื่มง่าย มีรสคล้ายเชอรี่แห้ง ลูกเกด และอัลมอนด์ และถูกคัดเลือกได้รับรางวัล 10 สุดยอดกาแฟไทย จากการประกวดสุดยอดเมล็ดกาแฟไทยในปี 2018 (Thailand Specialty Coffee Awards)

  1. El Salvador Finca Milaydi Pacamara (Champion, Winning #1 Farm 2016 & 2017)

            กาแฟจากประเทศเอลซัลวาดอร์ เป็นกาแฟสายพันธุ์ พาคามาร่า จากฟาร์มกาแฟ Finca Milaydi ในจังหวัดชาลาเตนังโก เป็นฟาร์มกาแฟที่ปลูกตามแนวสูงชันไหล่เขา สูงเหนือจากระดับน้ำทะเล 1,400 เมตร ใช้การเก็บเกี่ยวผลผลิตโดยมือและขนส่งบนหลังม้า ผ่านกรรมวิธีการแปรรูปด้วยความใส่ใจและพิถีพิถัน จึงทำให้เมล็ดกาแฟที่มาจากฟาร์มแห่งนี้ได้รางวัลชนะเลิศ Project Origin การประมูลกาแฟ Project Origin Auction สองปีซ้อน ในปี 2016 และ 2017 กาแฟจากแหล่งปลูกนี้ เมื่อผ่านการคั่วอย่างตั้งใจ มีค่าความเปรี้ยวหรืออซิดิตี้ (Acidity) ในโทนสว่างคล้ายผลไม้เขตร้อน จำพวกสับปะรด ลิ้นจี่ เสาวรส แอปเปิ้ลเขียว และมะนาว

  1. Panama Geisha Morgan Estate Carbonic Maceration Process

            กาแฟเกรดประกวดจากประเทศปานามา เป็นกาแฟสายพันธุ์เกอิชาซึ่งถือว่าเป็นสายพันธุ์กาแฟ ที่ถูกขนานนามในหมู่นักชิมกาแฟทั่วโลกว่า เป็นกาแฟที่ให้รสชาติที่มีความซับซ้อนและโดดเด่นที่สุดในโลก จึงมักถูกนำไปใช้ในการจัดการแข่งขันชงกาแฟในระดับนานาชาติอยู่เสมอ แต่กาแฟตัวนี้มีความโดดเด่นจากกาแฟปานามาตัวอื่นๆ ด้วยกรรมวิธีการแปรรูปแบบใหม่ โดยการนำกาแฟที่ได้จากการเก็บเกี่ยว ผ่านการล้างให้สะอาดและเก็บในภาชนะสเตนเลสปิดสนิท แล้วนำก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เข้าไปแทนที่อากาศในภาชนะเป็นเวลา 48 ชั่วโมงในอุณหภูมิคงที่ คล้ายๆ วิธีการหมักไวน์ โดยวิธีการนี้จะทำให้กาแฟออกมาในรูปแบบที่แตกต่างในเรื่องของกลิ่นและรสชาติ (Carbonic Maceration) กาแฟปานามาที่ผ่านขั้นตอน Carbonic Maceration เมื่อผ่านการคั่วอย่างพิถีพิถันจะให้รสชาติคล้ายแอปริคอท, ส้ม, ชาเอิร์ลเกรย์, องุ่นขาว, พีช, คาร์โมมายล์, และไวน์อ่อนๆ

  1. Ethiopia Gesha Village Natural GG 2018 Lot #43

            กาแฟเกรดคัดเลือกพิเศษ จาก Gesha Village Estate ประเทศเอธิโอเปีย ปลูกในระดับความสูง 1,900 - 2,100 เมตรจากระดับน้ำทะเล จากต้นกาแฟสายพันธุ์ Gori ในเขตป่า Gesha forest ที่มีอายุมากกว่า 100 ปี ผ่านกรรมวิธีแปรรูปแบบ Natural Process เป็นระยะเวลา 18 - 30 วัน การใช้เวลาแปรรูปที่นานกว่าปกติ ทำให้เมล็ดกาแฟเพิ่มความซับซ้อนในเรื่องของรสชาติและเกิดน้ำตาลตามธรรมชาติ ด้วยสาเหตุนี้กาแฟที่มีรสชาติซับซ้อนจึงมีมูลค่าสูงมากในตลาดการประมูลเมล็ดกาแฟของโลก และเมื่อผสานกับการคั่วโดย Roast Master ที่เชี่ยวชาญ จน Coffee Brewer Barista  จากพาคามาร่านำไปใช้แข่งขัน และชนะเลิศรายการ Romania Brewer Championship 2018 เมล็ดกาแฟ Ethiopia Gesha Village ให้รสชาติคล้ายผลไม้รสชาติหวาน มีความหอมคล้ายพีช และมีรสชาติผสมผสานจากผลไม้หลายๆ ตัวเช่น มะม่วง สับปะรด ผสานด้วยแอปเปิ้ลแดง

Menu Highlight

แรงบันดาลใจสุดสร้างสรรค์ บาย พาคามาร่า

เเรงบันดาลใจเเละสูตรอาหารแต่ละเมนูโดยพาคามาร่าไม่เพียงเเค่นำสูตรอาหารเเบบดั้งเดิมมาใช้ปรุง เเต่ได้ประยุกต์อย่างสร้างสรรค์ปรับจนเกิดเป็นอาหารจานใหม่โดยฝีมือเชฟผู้มีประสบการณ์ หลงใหลในการค้นคว้าหารสชาติใหม่ๆ อยู่เสมอ บวกกับความคิดสร้างสรรค์รวมกันเพื่อประดิษฐ์อาหารจานพิเศษที่ทั้งให้ประโยชน์ต่อร่างกาย และให้รสชาติชั้นเลิศ ผ่านการนำเสนอที่เรียบง่ายเเต่แฝงลูกเล่น เข้าถึงทุกกลุ่มเป้าหมาย ด้วยเทคนิคการคัดเลือกส่วนผสมและวัตถุดิบทั้งที่มีภายในประเทศ และจากต่างประเทศทั่วโลก ที่สามารถหาได้ง่าย ไม่ซับซ้อน เเต่มีสีสัน ผสมผสานรสชาติให้เกิดเป็นความบาลานซ์ เพราะเราเชื่อว่า อาหารที่ดีไม่ใช่เเค่เพื่อรสชาติ เเต่เพื่อสร้างอารมณ์ด้วย จากการผสมผสานสไตล์อินเตอร์เนชั่นแนลเเละไทยฟิวชั่น สร้างสรรค์ให้เกิดเทคนิคการผสานส่วนผสมและวัตถุดิบในเเบบที่ไม่เคยทำมาก่อน เพื่อให้ลูกค้าของพาคามาร่าได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุด คุ้มค่าที่สุด ทั้งในแง่รสชาติเเละความพึงพอใจ

สำหรับเมนูเครื่องดื่มนั้น พาคามาร่า ถือเป็นผู้นำที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล ด้วยประสบการณ์อันยาวนานกว่า 20 ปี เครื่องดื่มทั้งในส่วนของกาเเฟ ชา เเละเครื่องดื่มซิกเนเจอร์อื่นๆ ถูกสร้างสรรค์ขึ้นในเเบบฉบับของพาคามาร่า ที่มีเป้าหมายเพื่อต้องการนำเสนอเเนวคิด รสชาติ เเละสัมผัสที่เเตกต่างให้กับลูกค้า โดยเเต่ละสูตรถูกปรุงอย่างตั้งใจโดยทีมงานบาริสต้าระดับเทรนเนอร์จากครอบครัวพาคามาร่า บวกกับความชำนาญและประสบการณ์การเดินทางไปเสาะหาทั้งเมล็ดกาเเฟ ชาพันธุ์ดี เเละเครื่องปรุงนานาชนิดจากทั่วโลก และได้นำเอาสิ่งแวดล้อมรอบตัวที่ได้จากการเดินทางทุกทริป มาสร้างให้เกิดเป็นเมนูเครื่องดื่มเเละกาเเฟในเเบบใหม่ๆ เพราะความเชื่อที่ว่า “สิ่งที่อยู่ใกล้ตัวที่สุดคือสิ่งที่ดีที่สุด” เช่นเดียวกับความสวยงามของท้องฟ้า ทะเล เเละธรรมชาติ  เป็นต้น

เมนูไฮไลต์ : อาหาร

  1. Soft-Shell Crab Avocado (ปูนิ่มทอดกรอบกับสลัดอโวคาโด) ราคา 390 บาท

            ปูนิ่มทอดกรอบ รับประทานคู่กับอโวคาโดปรุงรสหอมมันเเละไข่ดาวน้ำ ซอสที่ให้รสชาติเผ็ด หวาน มัน อย่างศรีราชาครีมฮอลลันเดสบาลานซ์เข้ากัน เเต่โดดเด่นไม่มีใครเหมือนด้วยตัวซอสสูตรเฉพาะของเชฟที่ปรุงรสเพื่อตัดความกรอบมันของปูนิ่ม จากเมนูกลิ่นอายไทยผสมผสานให้มีรสชาติกลมกล่อม เเต่ Up Beat ในเวลาเดียวกัน เหมาะสำหรับเป็นเมนูของว่างสุดโปรด หรือเเชร์ให้เพื่อนที่รู้ใจ

Soft-Shell Crab Avocado

  1. E-San Pasta (อีสานพาสต้า) ราคา ไส้กรอกโฮมเมด 350 บาท / กุ้งแม่น้ำ 430 บาท

            ผสมผสานความเป็นเอกลักษณ์ของอาหารไทย - อีสานให้เข้ากับเสน่ห์ของอาหารอิตาเลียนได้อย่างลงตัว กลิ่นหอมของเครื่องเทศสูตรเฉพาะที่หมักพร้อมกับปลาร้า ยกระดับความเป็นไทยสู่นานาชาติ รสเผ็ด หวาน มัน เค็ม เเละนัวตามเเบบฉบับอาหารไทย กุ้งเเม่น้ำสดที่ย่างสุกอย่างพิถีพิถัน ให้ความหวานธรรมชาติเมื่อรับประทานคู่กับเเหนม เส้นพาสต้าปรุงตามเเบบฉบับอิตาลีที่เรียกว่า Al Dente หมายถึง ไม่เละ ไม่สุก เคี้ยวแล้วยังรู้สึกกรุบๆ อยู่ เป็นจานที่บาลานซ์ทั้งในด้านของรสชาติเเละการตกเเต่ง เมนูนี้สามารถเลือกได้ระหว่างไส้กรอกโฮมเมด ในราคา 350 บาท หรือ กุ้งเเม่น้ำในราคา 430 บาท

E-San Pasta

  1. Crab Curry Pasta (พาสต้าแกงปู) ราคา 370 บาท

            ด้วยเเรงบันดาลใจที่ได้จากขนมจีนเเกงปูของภาคใต้เกิดเป็นพาสต้าเเกงปูขึ้นมา โดยใช้เครื่องเเกงใต้เเท้ๆ จากส่วนผสมหลัก ขมิ้น กระชาย และใบชะพลู สูตรเฉพาะของเชฟ ปรุงรสให้เผ็ดกำลังดี มีความหอมมันของเครื่องเเกง เเละกะทิ สร้างสรรค์ให้จานนี้มีเสน่ห์เฉพาะตัวเเบบไม่เหมือนใคร กลิ่นหอมของเครื่องเทศนานาชนิดคลุกเคล้ากับเส้นพาสต้า รับประทานคู่กับเนื้อปูเเน่นๆ รสชาติหวานจากทะเลไทย โดดเด่นด้วยเครื่องเคียงสำคัญอย่างหัวหอมดองสูตรเฉพาะของร้านพาคามาร่าที่มีรสอมเปรี้ยว ช่วยยกให้จานที่รสชาติเข้มข้น ดูสดชื่นขึ้นได้อย่างลงตัว

Crab Curry Pasta

  1. Beef Gravy & Grilled Corn - Rice Bowl Collection (ข้าวหน้าเนื้อกับข้าวโพดย่าง) ราคา 280 บาท

            ความนุ่มจากเนื้อวากิวจากออสเตรเลีย ย่างบนกระทะ สุกกำลังดี เสิร์ฟพร้อมกับข้าวหอมมะลิร้อนๆ พร้อมด้วยเบบี้เเครอท ถั่วหวาน เเละข้าวโพด ผัดกับเนยบางๆ เพิ่มความหวาน มัน ราดด้วยซอส Red Wine Reduction ซึ่งเป็นการเคี่ยวไวน์เเดงเเละเบสเกรวี่ซอสนาน 48 ชั่วโมง พร้อมเครื่องปรุงสูตรลับของพาคามาร่า จนได้ซอสไวน์เเดง อโรม่า หอมเครื่องเทศจางๆ เเต่รสชาติหนักแน่น

Beef Gravy & Grilled Corn - Rice Bowl Collection

  1. Tarte Au Citron (ทาร์ตมะนาว) 285 บาท

            เลม่อนทาร์ต ความธรรมดาที่เเตกต่าง ตัวทาร์ตทำจากสูตรดั้งเดิมของฝรั่งเศส ส่วนครีมเลม่อน หรือ เลม่อน เคิร์ด (Lemon Curd) ถูกเคี่ยวกับเนยชนิดพิเศษ ให้รสหวาน มัน โดดเด่นด้วยซีตรัสโทนของเลม่อน สำหรับตัวเมอเเรงค์เป็นซอฟต์อิตาเลี่ยน เมอเเรงค์ เนื้อนุ่ม มัน มีความหวานอ่อนๆ ไม่เลี่ยนจนเกินไป ตกเเต่งแเละเพิ่มความกลมกล่อมด้วย สะเก็ดช็อกโกแลต (Chocolate Dirt Crumbs) เนื้อกรุบกรอบ เเละ เมอแรงค์อบ (Baked Meringue)

Tarte Au Citron

เมนูไฮไลต์ : กาแฟและเครื่องดื่ม

  1. Drip : Ethiopia - Gesha Village Natural GG 2018 Lot #43 (กาแฟดริป: เอธิโอเปีย – เกชา วิลเลจ เนเชอรัล จีจี 2018 ล็อตที่ 43) ราคา 300 บาท

            กาเเฟสายพันธุ์กอรี เกชา (Gori Geisha) ล็อตที่ 43 จากฟาร์มเกชาวิลเลจ (Farm Gesha Village) ประเทศเอธิโอเปีย ซึ่งเป็นแหล่งกาแฟที่เก่าแก่ที่สุดของโลก นำมาผ่านการชงด้วยวิธีดริป ให้เทสต์โน้ตความหวานคล้ายพีช เเละผลไม้หลายชนิด มีความซับซ้อนเเต่นุ่มนวล รสชาติคล้าย มะม่วง สับปะรด และแอปเปิ้ล มีความพิเศษคือเป็นกาแฟที่ Romania National Brewer Champion 2018 ส่งเข้าเเข่งขันเเละได้เเชมป์ในปีนี้

Drip: Ethiopia - Gesha Village Natural GG 2018 Lot #43

  1. Snow Cold Brew (สโนว์ โคลด์ บริว) ราคา 140 บาท

            เครื่องดื่มเย็นซิกเนเจอร์จาก พาคามาร่า รสชาติหวานมันด้วยบาริสต้า มิลค์ (Barista Milk) ที่ทำให้เป็นเกล็ดน้ำแข็ง เย็นชื่นใจ เพิ่มเทคเจอร์ด้วยกาแฟเยลลี่ ราดท็อปด้วยกาเเฟคลาสสิก โคลด์ บริว (Classic Cold Brew) เพิ่มเลเยอร์ความรู้สึกในปาก กลมกล่อมด้วยรสชาติของกาแฟ หวานมันจากนม และได้รสชาติแฝงคล้ายคาราเมลในตอนท้าย

Snow Cold Brew

  1. Radiance Booster (เรเดียนซ์ บูสเตอร์) ราคา 160 บาท

            ด้วยเเรงบันดาลใจจากทีมบาริสต้าของพาคามาร่า ที่ต้องการสร้างสรรค์เครื่องดื่มที่สดชื่นเเละให้วิตามินซี จึงได้พัฒนาสูตรเครื่องดื่มที่ผสมผสานจุดเด่นของน้ำส้ม, น้ำส้มโอพันธุ์พลอยชมพู (Pink Grapefruit), น้ำสับปะรด และน้ำมะนาว ที่ไม่ใช่เเค่เพียงได้รสชาติหวานอมเปรี้ยวตามเเบบฉบับของผลไม้รสเปรี้ยวเเบบไทยๆ เเต่ยังได้ความหอมหวานจากส้มโอพันธุ์พลอยชมพู ที่ช่วยบาลานซ์โทนที่เปรี้ยวได้อย่างลงตัว

Radiance Booster

  1. Blue Ocean (บลู โอเชียน) ราคา 180 บาท

            การเดินทางข้ามทะเลเพื่อตามหากาเเฟสายพันธุ์ใหม่ๆ สร้างแรงบันดาลใจให้กับเครื่องดื่มสีฟ้าครามน้ำทะเลเเก้วนี้ ที่ได้จากน้ำอัญชัน เพิ่มความกรุบมันด้วย นม เเละคุกกี้ เสิร์ฟกับไอศกรีมวานิลลาเคลือบช็อกโกแลต

Blue Ocean 

  1. Citrus Iceberg (ซิตรัส ไอซ์เบิร์ก) ราคา 140 บาท

            ชาเอิร์ลเกรย์ อินฟิวส์ (Earl Grey Infused) จากเเบรนด์คลิปเปอร์ ที (Clipper Tea) ประเทศสิงคโปร์ ชาเกรดพรีเมียม หอมละมุน เเละน้ำอัญชันในสไตล์ไทย เติมรสชาติด้วยสตรอเบอร์รี่ไซรัป พร้อมเพิ่มความสดชื่นด้วยน้ำมะนาว

Citrus Iceberg

ร้าน “Café Leitz by Pacamara” (คาเฟ่ ไลท์ซ บาย พาคามาร่า) ไลฟ์สไตล์คาเฟ่สำหรับคนรักไลก้า ตั้งอยู่บริเวณชั้น M อาคาร The Helix Quartier (เดอะ เฮลิกซ์ ควอเทียร์) ศูนย์การค้า ดิ เอ็มควอเทียร์สนใจติดตามข่าวสารและสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: Leica Camera Thailand, Instagram: @LeicaCameraThailand และ @Pacamara_TH, Café Leitz by Pacamara, Main Floor, The EmQuartier โทร. 02-003-6068

ปิดฉาก มหกรรม IT Digital Revolution ๔.o @UdonThani “SMART Province SMART Entrepreneur” ปักหมุดนวัตกรรมดิจิทัล สร้างสรรค์เมืองแห่งอนาคต เพื่อผู้ประกอบการยุค ๔.o หนุนศักยภาพเอสเอ็มอี เต็มอิ่มงานสัมมนา และรอบรู้สินค้าไอที ตลอด ๓ วัน

การจัดงานมหกรรม IT Digital Revolution ๔.o @UdonThani “SMART Province SMART Entrepreneur” ปักหมุดนวัตกรรมดิจิทัล สร้างสรรค์เมืองแห่งอนาคต เพื่อผู้ประกอบการยุค ๔.o ระหว่างวันที่ ๒๔-๒๖ สิงหาคม ๒๕๖๑ ณ ลานพรีฟังก์ชั่น ชั้น ๔ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซ่า จังหวัดอุดรธานี จัดโดย จังหวัดอุดรธานี ร่วมกับ ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ ๔ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดอุดรธานี หอการค้าจังหวัดอุดรธานี สภาอุตสาหกรรมจังหวัดอุดรธานี สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม โดยตลอดระยะเวลา ๓ วันในการจัดงานฯ มีผู้ประกอบการธุรกิจ เอสเอ็มอี สตาร์ทอัพ ประชาชนทั่วไป และนักเรียน นักศึกษา ให้ความสนใจเข้าชมงานจำนวนมาก 

สำหรับบรรยากาศ การจัดงานในวันแรก (๒๔ สิงหาคม) นายวัฒนา พุฒิชาติ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดงานมหกรรม IT Digital Revolution ๔.o @UdonThani “SMART Province SMART Entrepreneur”  ปักหมุดนวัตกรรมดิจิทัล สร้างสรรค์เมืองแห่งอนาคต เพื่อผู้ประกอบการยุค ๔.o พร้อม กล่าวถึงความสำคัญการจัดงานฯ จากสถานการณ์ปัจจุบันในภาคอุตสาหกรรม จำเป็นต้องนำเทคโนโลยีสารสนเทศและนวัตกรรม มาช่วยประกอบการตัดสินใจเพื่อสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่ Thailand ๔.๐” ขณะที่เทคโนโลยีสารสนเทศ(ไอที) ได้รับความสนใจนำมาใช้งานในหลายลักษณะ และเกือบทุกธุรกิจ เพื่อช่วยผู้ใช้งานสามารถนำข้อมูลมาใช้ประโยชน์ทันต่อความต้องการ ช่วยกำหนดเป้าหมายกลยุทธ์ และการวางแผนปฏิบัติการ ที่สามารถบ่งชี้แนวโน้มของการดำเนินงานได้ว่า จะมีแนวโน้มไปในลักษณะใด ช่วยในการตรวจสอบการดำเนินงาน

ปิดฉาก มหกรรม IT Digital Revolution ๔.o @UdonThani

จากนั้น นายศุภกร เสนาสิงห์ ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ ๔ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวรายงานในภาพรวม และกิจกรรมเด่นบนเวที ที่จะเกิดขึ้นตลอดระยะเวลาการจัดงานฯทั้ง ๓ วัน พร้อมโปรโมทบูธผู้ประกอบการธุรกิจที่เข้าร่วมแสดงงานภายในการจัดงานฯ ในครั้งนี้

ขณะที่ บรรยากาศการจัดงานฯ ในวันที่สอง (๒๕ สิงหาคม) มีผู้ประกอบการธุรกิจ และประชาชนทั่วไปให้ความสนใจเข้าเยี่ยมชมภายในงานฯ โดยในช่วงเช้า เป็นการจัดกิจกรรมเสวนา แสดงผลความก้าวหน้าทางการใช้ซอฟต์แวร์ SAP กับการเสริมศักยภาพธุรกิจ โดย อาจารย์สุพิศิษฐ์ นามวงษา และ คุณวีระภพ ทะวิโคตร ผู้บริหารบริษัทไทยนำมันสำปะหลัง

ส่วนในช่วงบ่ายเป็นการโชว์เคส ผลิตภัณฑ์ BEX Application เพื่อชุมชนคนอุดร โดยบริษัท บี.เค.คอมพิวเตอร์ และต่อด้วยการเสวนา หัวข้อแสดงผลความก้าวหน้าการใช้ซอฟต์แวร์ SAP กับการเสริมศักยภาพธุรกิจ โดย นายสุรสิทธิ์ เลิศนิมูลชัย ผู้บริหาร บริษัท คอนกรีตพิซิชั่นยูนิค จำกัด (CPU) และ อาจารย์สุพิศิษฐ์ นามวงษา เป็นผู้ดำเนินรายการ

จากนั้นเป็นกิจกรรมการแสดงชุดศิลปะพื้นบ้านผสมผสานเทคโนโลยี ก่อนเข้าสู่งานในช่วงเย็นด้วยกิจกรรมเสวนา ในหัวข้อ ระบบเน็ตเวิร์ค (Firewall) ระบบจัดเก็บข้อมูล (Storage) ระบบ HCI (Hyper Convergered Infrastructure) ก่อนปิดท้ายกิจกรรมบนเวที พร้อมนำเยี่ยมชมบูธผู้ประกอบการ และปิดกิจกรรมงานฯ ในเวลา ๒๑.00 น.

ในวันสุดท้ายของการจัดงาน (๒๖ สิงหาคม) เริ่มกิจกรรมเด่นซึ่งได้รับความสนใจจากผู้ประกอบการธุรกิจ และประชาชนทั่วไป ในงานเสวนาแสดงผลงาน Business Intelligence โดย คุณรณภพ เถาว์โท ผู้บริหาร ห้างหุ้นส่วนจำกัด พีเจฟิซซ่า และอาจารย์ภูดิศ ศรีสนามชัย ผู้ดำเนินรายการ

สำหรับช่วงบ่าย เริ่มกิจกรรมผ่อนคลายด้วยการแสดงชุดศิลปะพื้นบ้านผสมผสานเทคโนโลยี ก่อนนำเข้าสู่ช่วงเสวนาอีกครั้งในหัวข้อ Solution ซอฟต์แวร์ กับการขับเคลื่อนธุรกิจ โดยบริษัท Sophos และต่อด้วยงานเสวนาในหัวข้อ ความสำคัญของระบบจัดเก็บข้อมูล Storage และการใช้ซอฟต์แวร์ยุค ๔.๐ โดยบริษัท Cyberroom ก่อนปิดท้ายกิจกรรมบนเวที และนำเยี่ยมชมบูธผู้ประกอบการ อีกครั้ง พร้อมปิดบูธกิจกรรมในงาน มหกรรม IT Digital Revolution ๔.o @UdonThani “SMART Province SMART Entrepreneur” ปักหมุดนวัตกรรมดิจิทัล สร้างสรรค์เมืองแห่งอนาคต เพื่อผู้ประกอบการยุค ๔.o อย่างเป็นทางการในเวลา ๒๑.00 น.

ปัจจุบัน  เบเกอรีนับเป็นธุรกิจหนึ่งที่ได้รับความนิยมจากผู้ประกอบการเป็นอย่างมาก เนื่องจาก ใช้งบประมาณในการลงทุนไม่สูงมากนัก อีกทั้ง ยังสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีความหลากหลาย ซึ่งนอกจากจะตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคได้ทุกกลุ่มเป้าหมายแล้ว ยังเป็นการต่อยอดธุรกิจให้มีมูลค่าสูงมากยิ่งขึ้นอีกด้วย โดยสามารถนำไปเป็นส่วนหนึ่งของการจัดงานต่างๆ เช่น งานอีเว้นท์ งานเลี้ยงสังสรรค์ และสัมมนา เป็นต้น

ที่ผ่านมา ตลาดเบเกอรีมีอัตราการเจริญเติบโตเพิ่มขึ้นทุกๆ ปี และจะมีผู้ประกอบการรายใหม่ๆ หลายรายกระโดดเข้ามาชิงส่วนแบ่งทางการตลาดเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้เกิดการแข่งขันค่อนข้างดุเดือดทั้งในด้านคุณภาพและราคา โดยผู้ประกอบการจะมีการนำเสนอเมนูใหม่ๆ ออกสู่ตลาดอย่างสม่ำเสมอ เพื่อดึงดูดใจผู้บริโภค

ด้านปัจจัยที่ทำให้เบเกอรีได้รับความนิยมจากผู้บริโภคมาอย่างต่อเนื่อง จะผันแปรตามรูปแบบการดำเนินชีวิตของผู้บริโภค ซึ่งในปัจจุบันจะมีแต่ความเร่งรีบและแตกต่างจากอดีต โดยเฉพาะชีวิตคนในสังคมเมือง ส่งผลให้วัฒนธรรมการรับประทานอาหารปลี่ยนไป ประกอบกับการละเลยการรับประทานอาหารในมื้อสำคัญ และหันมานิยมรับประทานเบเกอรี โดยเฉพาะขนมปังชนิดต่างๆ แทนข้าวมากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2561 ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศกระทรวงสาธารณสุข  เรื่องกำหนดอาหารที่ห้ามผลิต นำเข้า หรือจำหน่าย โดยระบุว่าปรากฏหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจนว่า กรดไขมันทรานส์ (Trans Fatty Acids) จากน้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วน (Partially Hydrogenated Oils) ส่งผลเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 วรรคหนึ่ง และมาตรา 6 (8) แห่งพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้ ข้อ 1.ให้น้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วน และอาหารที่มีน้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วนเป็นส่วนประกอบ เป็นอาหารที่ห้ามผลิต นำเข้า หรือจำหน่าย ข้อ 2. ประกาศฉบับนี้ ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวัน นับแต่วันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

ทั้งนี้ การออกประกาศของกระทรวงสาธารณสุข ส่งผลให้ผู้ประกอบการในธุรกิจเบเกอรีและธุรกิจที่เกี่ยวข้องทั้งรายเล็กและรายใหญ่ อาทิ ขนมขบเคี้ยว หรืออาหารฟาสต์ฟู้ด เป็นต้น ได้ทยอยออกมาชี้แจงในเรื่องดังกล่าวกันอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในภาพรวมทุกองค์กรระบุว่า ได้มีการศึกษารายละเอียดและตระหนักถึงผลเสียของการนำไขมันทรานส์มาใช้ในผลิตอาหารเป็นอย่างมาก

พร้อมทั้ง ได้มีการปรับตัว โดยการปรับสูตรอาหารที่ไม่มีไขมันทรานส์มาก่อนหน้านี้หลายปีแล้ว  เนื่องจากหลายๆ ประเทศได้มีการตื่นตัวในเรื่องอาหารเพื่อสุขภาพ และได้มีการห้ามใช้ไขมันทรานส์ เช่น สหรัฐอเมริกา และยุโรป เป็นต้น รวมทั้งได้ให้ความมั่นใจผู้บริโภคว่าผลิตภัณฑ์ไม่มีส่วนประกอบของน้ำมัน ที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วน ซึ่งเป็นแหล่งสำคัญของไขมันทรานส์อย่างแน่นอน

นอกจากนี้ ผู้ประกอบการบางรายยังได้แสดงความคิดเห็นว่า นับเป็นสิ่งที่ดีที่กระทรวงสาธารณสุขได้ประกาศยกเลิกการใช้ไขมันทรานส์ ซึ่งอาจจะทำให้ขนมหรืออาหารหลายๆ ประเภท หายไปจากตลาด แต่เชื่อว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เพราะว่าจะส่งผลดีต่อสุขภาพและความปลอดภัยของผู้บริโภค รวมทั้งไม่ต้องสูญเสียงบประมาณในการรักษาอาการป่วยที่เป็นผลต่อเนื่องจากไขมันทรานส์อีกด้วย อีกทั้ง ยังอยากให้ผู้ประกอบการทุกรายเล็งเห็นถึงความสำคัญในเรื่องดังกล่าว และหันมาให้ใส่ใจกับสุภาพของผู้บริโภคมากกว่าการลดต้นทุนหรือจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่ส่งผลกระทบต่อผู้บริโภค

สำหรับแหล่งกำเนิดของไขมันทรานส์ จะมาจากน้ำมันปกติแต่เติมไฮโดรเจนบางส่วน เพื่อให้เกิดการคงตัวของน้ำมันมากขึ้น ทำให้เก็บรักษาได้นานขึ้น เนื้อสัมผัสที่กรอบมาก ทำให้ผู้ผลิตเลือกใช้วัตถุดิบที่มีไขมันทรานส์เป็นส่วนประกอบ เพื่อยืดอายุการเก็บ ทำให้ค่าใช้จ่ายจะลดลง ประกอบกับวัตถุดิบที่มีไขมันทรานส์มีราคาถูก หาซื้อได้ง่าย

ปิดท้ายฉบับนี้กับวิสัยทัศน์ “คุณสาธิต วรธนารัตน์” กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินทีเกรท ซีเคียวริตี้ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด โดยตั้งเป้ารายได้รวมปีนี้แตะ 100 ลบ. เติบโตเพิ่ม 35% หนุนสร้างความมั่นคงให้กับองค์กรและพนักงาน มั่นใจตัวเลขไม่พลาดเป้า ด้วยแผนการขยายธุรกิจที่มีประสิทธิภาพ ชูจุดเด่นทีมบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ บวกการติดตั้งตามมาตรฐานสากลตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้อย่างลงตัว พร้อมมุ่งมั่นเข้าสู่ระบบ ISO 9001  เสริมแกร่งบุก ECC และตลาดต่างประเทศ คาดได้รับการรับรองตุลาคมนี้

กรมโรงงานฯ จับมือกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ติวเข้มอุตฯแอร์
เรียนรู้เทคนิคใหม่การใช้เครื่องปรับอากาศเอชเอฟซี - 32

กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) ร่วมกับกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ดำเนินการจัดฝึกอบรมการใช้งานเครื่องมือและอุปกรณ์พื้นฐาน เกี่ยวกับการติดตั้งและบำรุงรักษาเครื่องปรับอากาศที่ใช้สารไฮโดรฟลูออโรคาร์บอน หรือ HFC-32 เป็นสารทำความเย็นให้กับช่างติดตั้งและซ่อมบำรุงในภาคอุตสาหกรรมเครื่องปรับอากาศ โดยมีวัตถุประสงค์ให้กลุ่มดังกล่าวมีความรู้ความสามารถต่อการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีสารทำความเย็น HFC-32 แทนการใช้สารไฮโดรคลอโรฟลูออโรคาร์บอน ( HCFC หรือ R-22 ) พร้อมด้วยเทคนิคต่างๆที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ การดำเนินความร่วมมือดังกล่าว ยังเป็นแนวทางที่สำคัญในการลดการทำลายชั้นบรรยากาศโอโซน การประหยัดพลังงาน และลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อสภาพภูมิอากาศโลก

ร้อยเอกธเนศ จันทกลิ่น รองอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม

ร้อยเอกธเนศ จันทกลิ่น รองอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม กล่าวว่า กรมโรงงานอุตสาหกรรมได้ดำเนินโครงการลดและเลิกใช้สารไฮโดรคลอโรฟลูออโรคาร์บอน (HCFC) ของประเทศไทย (Thailand HCFC Phase-out Project : HPMP) โดยได้รับเงินช่วยเหลือจากกองทุนพหุภาคีพิธีสารมอนทรีออล ในการสนับสนุนผู้ประกอบการผลิตเครื่องปรับอากาศ ให้ปรับเปลี่ยนไปใช้เทคโนโลยีทำความเย็นทดแทนไฮโดรฟลูออโรคอาร์บอน (HFC-32 หรือ R-32) แทนสาร HCFC หรือ R-22  เพื่อลดการทำลายชั้นบรรยากาศโอโซน ประหยัดพลังงาน และไม่ส่งผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศโลก โดยในการดำเนินโครงการยังมีเป้าหมายในการลดและเลิกใช้สาร HCFC ในประเทศไทยให้เป็นศูนย์ให้ได้ภายในปี 2583 ซึ่งขณะนี้กำลังเร่งผลักดันให้ทั้งผู้ประกอบการและทุกๆภาคส่วน ได้เห็นความสำคัญของการปรับเปลี่ยนมาใช้สาร HFC- 32 อย่างแพร่หลายมากขึ้น ตลอดจนดำเนินความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อให้เป้าหมายในการดำเนินกิจกรรมมีความครอบคลุมทุกมิติและลุล่วงไปได้อย่างรวดเร็ว

ร้อยเอกธเนศ กล่าวเพิ่มเติมว่า  ล่าสุดกรมโรงงานฯ ได้ดำเนินความร่วมมือกับกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ในการพัฒนาบุคลากรช่างเครื่องปรับอากาศให้มีความรู้ความสามารถ มีทักษะฝีมือที่มีประสิทธิภาพ และทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีด้านการทำความเย็น ด้วยการจัดฝึกอบรมการใช้งานเครื่องมือและอุปกรณ์พื้นฐาน เกี่ยวกับการติดตั้งและบำรุงรักษาเครื่องปรับอากาศที่ใช้สาร HFC-32 เป็นสารทำความเย็น

ซึ่งกรมโรงงานฯ จะให้การสนับสนุนอุปกรณ์สำหรับบุคลากรฝึกของกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เพื่อเป็นวิทยากรในการการนำองค์ความรู้ เทคนิค และทักษะการปฏิบัติงานใหม่ๆที่ได้จากการฝึกอบรมไปขยายผลให้กับกลุ่มผู้ประกอบการ แรงงาน และภาคซ่อมบำรุงในอุตสาหกรรมเครื่องปรับอากาศทั่วประเทศ โดยมุ่งหวังให้กลุ่มดังกล่าวมีความรู้ความสามารถต่อการใช้เทคโนโลยีสารทำความเย็น HFC-32 การฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม และสอดรับความต้องการของตลาดที่ในอนาคตจะมีการใช้เครื่องปรับอากาศในระดับที่สูงขึ้น นอกจากนี้ ความร่วมมือในครั้งนี้ยังเป็นไปตามพันธกิจของกรมโรงงานฯ ที่ได้ดำเนินการช่วยเหลือผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเครื่องปรับอากาศของประเทศไทย ให้ปรับเปลี่ยนไปใช้เทคโนโลยีใหม่และสาร HFC-32 ในกระบวนการผลิตที่เริ่มมาตั้งแต่ ปี 2560 ซึ่งปัจจุบันมีผู้ประกอบการผลิตเครื่องปรับอากาศของไทยจำนวน 11 ราย ดำเนินการตามนโยบายดังกล่าวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

นายธวัช เบญจาทิกุล รองอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน รองอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน

ด้าน นายธวัช เบญจาทิกุล รองอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน รองอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กล่าววว่า  การลงนามความร่วมมือในครั้งนี้ ถือว่ามีเป้าหมายและกลไกในการบูรณาการภารกิจร่วมกันในรูปแบบประชารัฐ ซึ่งกรมพัฒนาฝีมือแรงงานพร้อมจะให้การสนับสนุนการพัฒนาบุคลากรฝึก ของกรมพัฒนาฝีมือแรงงานหลักสูตรการฝึกยกระดับฝีมือ สาขาการติดตั้งเครื่องปรับอากาศภายในบ้านและการพาณิชย์ขนาดเล็ก ระยะเวลาการฝึก 18 ชั่วโมง จำนวน 3 รุ่น ๆ ละ 20 คน รวมทั้งสิ้น 60 คน โดยมอบหมายให้สำนักพัฒนาผู้ฝึกและเทคโนโลยีการฝึกดำเนินการพัฒนาบุคลากรฝึกของกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน และกรมโรงงานอุตสาหกรรมให้การสนับสนุนงบประมาณดำเนินการดังกล่าว เพื่อพัฒนาบุคลากรให้มีทักษะฝีมือที่สูงขึ้น ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน เพื่อนำความรู้ไปขยายผลให้แก่กำลังแรงงานให้มีทักษะฝีมือสูงขึ้นได้มาตรฐานฝีมือแรงงาน รวมทั้งส่งเสริมให้ช่างเครื่องปรับอากาศตระหนัก ถึงความปลอดภัยเกี่ยวกับการซ่อมบำรุงรักษาเครื่องปรับอากาศที่ใช้สาร HFC-32 รองรับต่อการขยายตัวของระบบเศรษฐกิจในอนาคต

เมื่อเร็วๆ กรมโรงงานอุตสาหกรรม และกรมพัฒนาฝีมือแรงงานได้จัดพิธีลงนามในบันทึกข้อตกลงร่วมกับกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน นี้ ณ ห้องประชุม อก 1 ชั้น 2 อาคารสำนักงานปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม โดยผู้ประกอบการที่ต้องการข้อมูลเพิ่มเติมสามารถสอบถามได้ที่ กลุ่มอนุรักษ์โอโซน กองบริหารจัดการวัตถุอันตราย กรมโรงงานอุตสาหกรรม หมายเลขโทรศัพท์ 0-2202-4228

Page 1 of 3