ปัจจุบัน ขยะพลาสติกมีปริมาณสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยผันแปรตามจำนวนประชากรที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นจากอดีตที่ผ่านมา รวมทั้งการเจริญเติบของภาคอุตสาหกรรมในประเทศไทย และแน่นอนว่าย่อมส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของประชาชน และสิ่งแวดล้อมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สำหรับขยะพลาสติกส่วนใหญ่เกิดจากใช้เป็นบรรจุภัณฑ์ใส่อาหาร และเครื่องดื่มในการดำรงชีพของประชาชน จึงทำให้มีการผลิตเป็นจำนวนมากเพื่อตอบสนองการใช้งานดังกล่าว

ทั้งนี้ จากข้อมูลของสถาบันวิจัยคาดการณ์ว่า จำนวนพลาสติกจะเพิ่มขึ้นจาก 2.05 ล้านตันในปี 2560 และเพิ่มเป็น 2.44 ล้านตันในปี 2565 รวมทั้ง พลาสติกบางชนิดมีสารประกอบที่อันตรายต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม หากใช้งานไม่ถูกวิธีอาจทำให้เกิดโรคเรื้อรังต่าง ๆ ได้ ด้านข้อมูลของกรมควบคุมมลพิษ ระบุว่าประเทศไทยมีขยะพลาสติกเกิดขึ้นปีละ 2 ล้านตัน แต่มีการนำกลับมาใช้เฉลี่ยเพียงปีละ 0.5 ล้านตัน

สำหรับขยะพลาสติกที่เหลืออีก 1.5 ล้านตัน จะถูกนำไปกำจัดด้วยวิธีต่างๆ เช่น ฝังกลบและเผาทำลาย เป็นต้น อย่างไรก็ตาม หากมีการกำจัดไม่ถูกวิธี หรือไม่ถูกต้องจะทำให้มีขยะพลาสติกบางส่วนตกค้างในสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ในละปี ยังพบว่ามีขยะพลาสติกไหลลงทะเลจำนวนมากอีกด้วย ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อระบบนิเวศและการดำรงชีวิตของสัตว์น้ำ ทั้งนี้ ประเทศไทยได้ถูกจัดให้เป็นประเทศที่มีขยะพลาสติกไหลลงสู่ทะเลมากที่สุดอันดับ 6 ของโลก

ทั้งนี้ จากวิกฤตขยะพลาสติก ซึ่งได้ขยายวงกว้างมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดกระแสการตื่นตัวในการลดใช้ขยะพลาสติกในประเทศไทยเป็นอย่างมากในช่วงที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน  โดยทุกฝ่ายตระหนักถึงผลเสียที่เกิดจากขยะพลาสติกเป็นอย่างดี จึงทำให้ทุกหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนให้ความสนใจ และได้มีการดำเนินการเพื่อให้ปริมาณการใช้พลาสติกลดลงอย่างจริงจังและต่อเนื่อง

ยกตัวอย่างเช่น ในด้านภาคเอกชน ผู้ประกอบการค้าปลีกรายใหญ่  เทสโก้ โลตัส ได้ดำเนินการโดยมอบมอบแต้มกรีนพอยท์ลูกค้าที่ไม่ต้องการใช้ถุงพลาสติก โดยในปีนี้ ตั้งเป้าลดการใช้ถุงพลาสติกให้ได้เพิ่มขึ้นกว่าเดิม ซึ่งตลอด 5 ปีที่ผ่านมาสามารถลดใช้ถุงพลาสติกได้มากกว่า 100 ล้านใบ รวมถึง ซีพี ออลล์ ผู้ก่อตั้งร้านเซเว่น อีเลฟเว่น ได้มีการเดินหน้าส่งเสริมการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในหลายรูปแบบอย่างจริงจัง มาเป็นเวลานานกว่า 10 ปี ภายใต้โครงการเซเว่น โกกรีน

ส่วนหน่วยงานภาครัฐ ยกตัวอย่างเช่น กระทรวงสาธารณสุข ซึ่งได้จัดโครงการรณรงค์ลดปัญหาจากขยะพลาสติก ด้วยแนวคิด“เปลี่ยนเพื่อเราในวันนี้ เปลี่ยนเพื่อโลกของเราในวันหน้า” (We Change World Change) โดยส่งเสริมให้เจ้าหน้าที่กระทรวงสาธารณสุขสนใจและตระหนักถึงการช่วยลดการใช้พลาสติก ซึ่งขณะนี้ ทั่วโลกกำลังพบปัญหาขยะพลาสติกที่เพิ่มขึ้นมาโดยตลอด เนื่องจากมีต้นทุนการผลิตต่ำ

สำหรับตัวอย่างที่หยิบยกมากล่าวถึง เป็นเพียงส่วนหนึ่งของหลายๆ โครงการรณรงค์เลิกใช้พลาสติกของภาครัฐและเอกชน ที่แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจและความมุ่งมั่นดำเนินการในเรื่องดังกล่าวอย่างจริงจัง เพื่อให้เกิดเป็นรูปธรรมอย่างแท้จริง

อย่างไรก็ตาม การแก้ปัญหาวิกฤตพลาสติกอย่างยั่งยืน ควรจะเริ่มต้นจากจิตสำนึกของผู้ที่ใช้งาน  โดยจะต้องมีการพิจารณาและให้ความสำคัญกับการคัดแยกขยะพลาสติกว่า พลาสติกในรูปแบบใดสามารถนำมารีไซเคิลได้ หรือนำมากลับมาใช้ประโยชน์ได้อีกหลายครั้ง ไม่ใช่ไม่ใส่ใจ ซึ่งใช้งานเพียงงานครั้งเดียวและทิ้งทันที่ หากเป็นเช่นนี้ ไม่ว่าเราจะดำเนินการด้วยรูปแบบใด จำนวนขยะพลาสติกจะไม่ลดปริมาณลงอย่างแน่นอน

ปิดท้ายฉบับนี้ กับวิสัยทัศน์ ดร.วุฒิชัย เกษพานิช กรรมการผู้จัดการ บริษัท โปรแมช (ประเทศไทย) จำกัด ตัวแทนจำหน่ายรถเครน ZOOMLION อย่างเป็นทางการ โดยเปิดแผนการดำเนินงานปี 62 เน้นการดูแลลูกค้าและบริการหลังการขาย เร่งขยายศูนย์ให้ครอบคลุมทั่วประเทศ ด้วยงบลงทุน 7-10 ลบ.ต่อศูนย์ บวกส่งวิศวกรลัดฟ้าอบรมต่างประเทศ รองรับการให้บริการลูกค้าอย่างเต็มที่ ด้านรายได้ปีนี้ คาดเติบโตเกินกว่าเป้าที่ตั้งไว้ 10-20% พร้อมชูหลักการบริหารงาน การให้โอกาส, สวัสดิการต่างๆ การส่งเสริมสนับสนุนการเพิ่มศักยภาพและความเชี่ยวชาญให้กับบุคลากร

กพร. ผนึกกำลังภาครัฐและเอกชนอัด 1,250 ลบ. เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมรีไซเคิลเศษโลหะที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) กระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมกับองค์การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งสหประชาชาติ (UNIDO) จัดพิธีเปิดโครงการ นำร่องรีไซเคิลเศษโลหะอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และพิธีลงนามความร่วมมือกับภาครัฐและเอกชน จำนวน 7 ราย เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมรีไซเคิลเศษโลหะที่มีประสิทธิภาพและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ภายใต้กองทุนสิ่งแวดล้อมโลก กว่า 1,250 ล้านบาท

นายวิษณุ ทับเที่ยง อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ เปิดเผยว่า ยุทธศาสตร์สำคัญของ กพร. ในการพัฒนาผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเหมืองแร่และอุตสาหกรรมพื้นฐานให้เข้าสู่ยุค 4.0 คือการประยุกต์ใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีที่สมัยใหม่ เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มและปรับปรุงกระบวนการผลิตให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2561 ได้จัดพิธีเปิดโครงการลดมลภาวะทางอากาศจากโรงงานรีไซเคิลเศษโลหะ โดยเฉพาะมลพิษที่ตกค้างยาวนานซึ่งอาจเกิดขึ้นโดยไม่จงใจ (U-POPs) อาทิ ไดออกซินและฟิวแรน ซึ่งข้อมูลจากการศึกษาที่ผ่านมาพบการปลดปล่อยสารไดออกซินหรือฟิวแรน จากอุตสาหกรรมหลอมโลหะของไทยแต่ละปีมีปริมาณมากกว่า 119 กรัม TEQ (Toxic Equivalent) หรือคิดเป็นร้อยละ 11 ของการปลดปล่อย U-POPs จากภาคอุตสาหกรรมทั้งหมด การดำเนินโครงการจึงตั้งเป้าลดปริมาณการปลดปล่อยมลพิษดังกล่าวให้ได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 โดยใช้เทคนิคที่ดีที่สุด (Best Available Technique: BAT) และแนวทางปฏิบัติด้านสิ่งแวดล้อมที่ดีที่สุด (Best Environmental Practice: BEP) ในการพัฒนาอุตสาหกรรมหล่อหลอมโลหะ เพื่อปรับปรุงเทคโนโลยีการผลิตที่มีประสิทธิภาพและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

ทั้งนี้ กพร. จะดำเนินงานร่วมกับองค์การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Industrial Development Organization: UNIDO) โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนสิ่งแวดล้อมโลก (Global Environment Facility: GEF) รวมทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชนของไทยจำนวน 7 ราย ได้แก่ กรมควบคุมมลพิษ กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม สถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทย บริษัท โรงงานเหล็กกรุงเทพฯ จำกัด บริษัท เอ็น.ที.เอส สตีลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) บริษัท ไดกิ อลูมิเนียม อินดัสทรี (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท ไทยเม็ททอล อลูมิเนียม จำกัด ภายใต้วงเงินกว่า 38 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 1,250 ล้านบาท  มีระยะเวลาดำเนินโครงการ 5 ปี

การดำเนินงานโครงการดังกล่าว จะมีการกำหนดแนวทางการพัฒนากลุ่มผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมรีไซเคิลเศษโลหะอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีเป้าหมายที่สำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ “การพัฒนากฎระเบียบ” เพื่อปรับปรุงกฎ ระเบียบ และมาตรฐานต่าง ๆ พร้อมทั้งกำหนดนโยบายเพื่อผลักดันให้ภาคอุตสาหกรรม มีความใส่ใจด้านสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาของอุตสาหกรรมหลอมโลหะตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ “การพัฒนาบุคลากร” เพื่อจัดทำคู่มือการปฏิบัติงานเพื่อลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต สำหรับกระบวนการรีไซเคิลเศษโลหะ รวมทั้งการให้ความรู้แก่ประชาชนและผู้ประกอบการรับซื้อเศษโลหะรายย่อย

ในเรื่องการคัดแยกขยะหรือของเสีย รวมทั้งการจัดเก็บที่ถูกวิธี ซึ่งจะช่วยมลพิษที่จะเกิดขึ้นจากสารปนเปื้อนที่ติดมากับเศษโลหะได้อย่างตรงจุดมากที่สุด “การพัฒนาโรงงาน” เพื่อจัดตั้งโรงงานรีไซเคิลเศษโลหะต้นแบบที่มีการนำ BAT/BEP มาประยุกต์ใช้ในกระบวนการผลิต จำนวน 4 โรงงาน เพื่อเป็นตัวอย่างให้แก่ผู้ประกอบการได้เข้ามาศึกษา พร้อมบริการให้คำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญทั้งในและต่างประเทศ เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ทันสมัยไปปรับใช้ในโรงงานได้จริง ทั้งนี้ตลอดระยะเวลา 5 ปีของโครงการจะมีการประชาสัมพันธ์และถ่ายทอดความรู้ให้แก่ภาคเอกชนและประชาชนผู้สนใจอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งติดตามประเมินผลมาตรการต่าง ๆ เพื่อกำหนดแนวทางการขยายผลไปยังกลุ่มเป้าหมายในอุตสาหกรรมหรือธุรกิจอื่น ๆ ที่มีการปลดปล่อย U-POPs ด้วย

ทั้งนี้ ภายหลังพิธีเปิดโครงการและการลงนามความร่มมือฯ  ยังมีการจัดเสวนาเรื่อง “ทิศทางอุตสาหกรรมรีไซเคิลเศษโลหะไทยในยุค 4.0” โดยผู้ทรงคุณวุฒิ ถึง 4 ท่านได้แก่ นางสุนีย์ ปิยะพันธุ์พงศ์  นายกสมาคมการจัดการของเสีย (ประเทศไทย), นายวิโรจน์ โรจน์วัฒนชัย ผู้อำนวยการสถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทย, นายประวิทย์ หอรุ่งเรือง รองประธานกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็กสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และ Dr. Pasquale Spezzano ด้าน BAT/BEP จากประเทศอิตาลี เพื่อให้ความรู้ความเข้าใจกับผู้เข้าร่วมงาน โดยมี ดร.อุมา วิรัตน์สกุลชัย ผู้เชี่ยวชาญด้าน Industrial Symbiosis ของ UNIDO เป็นผู้ดำเนินรายการ

“กพร. มีความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเหมืองแร่และอุตสาหกรรมพื้นฐานโดยยึดแนวทางการสานพลังประชารัฐ ด้วยการบูรณาการความร่วมมือร่วมกันระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อให้สามารถก้าวสู่อุตสาหกรรม 4.0 ควบคู่ไปกับการประกอบการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและสร้างประโยชน์ให้กับชุมชนอย่างยั่งยืน” นายวิษณุ กล่าวทิ้งทาย

กพร. ผนึกกำลังภาครัฐและเอกชนอัด 1,250 ลบ. เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมรีไซเคิลเศษโลหะที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) กระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมกับองค์การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งสหประชาชาติ (UNIDO) จัดพิธีเปิดโครงการ นำร่องรีไซเคิลเศษโลหะอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และพิธีลงนามความร่วมมือกับภาครัฐและเอกชน จำนวน 7 ราย เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมรีไซเคิลเศษโลหะที่มีประสิทธิภาพและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ภายใต้กองทุนสิ่งแวดล้อมโลก กว่า 1,250 ล้านบาท

นายวิษณุ ทับเที่ยง อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ เปิดเผยว่า ยุทธศาสตร์สำคัญของ กพร. ในการพัฒนาผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเหมืองแร่และอุตสาหกรรมพื้นฐานให้เข้าสู่ยุค 4.0 คือการประยุกต์ใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีที่สมัยใหม่ เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มและปรับปรุงกระบวนการผลิตให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2561 ได้จัดพิธีเปิดโครงการลดมลภาวะทางอากาศจากโรงงานรีไซเคิลเศษโลหะ โดยเฉพาะมลพิษที่ตกค้างยาวนานซึ่งอาจเกิดขึ้นโดยไม่จงใจ (U-POPs) อาทิ ไดออกซินและฟิวแรน ซึ่งข้อมูลจากการศึกษาที่ผ่านมาพบการปลดปล่อยสารไดออกซินหรือฟิวแรน จากอุตสาหกรรมหลอมโลหะของไทยแต่ละปีมีปริมาณมากกว่า 119 กรัม TEQ (Toxic Equivalent) หรือคิดเป็นร้อยละ 11 ของการปลดปล่อย U-POPs จากภาคอุตสาหกรรมทั้งหมด การดำเนินโครงการจึงตั้งเป้าลดปริมาณการปลดปล่อยมลพิษดังกล่าวให้ได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 โดยใช้เทคนิคที่ดีที่สุด (Best Available Technique: BAT) และแนวทางปฏิบัติด้านสิ่งแวดล้อมที่ดีที่สุด (Best Environmental Practice: BEP) ในการพัฒนาอุตสาหกรรมหล่อหลอมโลหะ เพื่อปรับปรุงเทคโนโลยีการผลิตที่มีประสิทธิภาพและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

ทั้งนี้ กพร. จะดำเนินงานร่วมกับองค์การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Industrial Development Organization: UNIDO) โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนสิ่งแวดล้อมโลก (Global Environment Facility: GEF) รวมทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชนของไทยจำนวน 7 ราย ได้แก่ กรมควบคุมมลพิษ กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม สถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทย บริษัท โรงงานเหล็กกรุงเทพฯ จำกัด บริษัท เอ็น.ที.เอส สตีลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) บริษัท ไดกิ อลูมิเนียม อินดัสทรี (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท ไทยเม็ททอล อลูมิเนียม จำกัด ภายใต้วงเงินกว่า 38 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 1,250 ล้านบาท  มีระยะเวลาดำเนินโครงการ 5 ปี

การดำเนินงานโครงการดังกล่าว จะมีการกำหนดแนวทางการพัฒนากลุ่มผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมรีไซเคิลเศษโลหะอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีเป้าหมายที่สำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ “การพัฒนากฎระเบียบ” เพื่อปรับปรุงกฎ ระเบียบ และมาตรฐานต่าง ๆ พร้อมทั้งกำหนดนโยบายเพื่อผลักดันให้ภาคอุตสาหกรรม มีความใส่ใจด้านสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาของอุตสาหกรรมหลอมโลหะตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ “การพัฒนาบุคลากร” เพื่อจัดทำคู่มือการปฏิบัติงานเพื่อลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต สำหรับกระบวนการรีไซเคิลเศษโลหะ รวมทั้งการให้ความรู้แก่ประชาชนและผู้ประกอบการรับซื้อเศษโลหะรายย่อย

ในเรื่องการคัดแยกขยะหรือของเสีย รวมทั้งการจัดเก็บที่ถูกวิธี ซึ่งจะช่วยมลพิษที่จะเกิดขึ้นจากสารปนเปื้อนที่ติดมากับเศษโลหะได้อย่างตรงจุดมากที่สุด “การพัฒนาโรงงาน” เพื่อจัดตั้งโรงงานรีไซเคิลเศษโลหะต้นแบบที่มีการนำ BAT/BEP มาประยุกต์ใช้ในกระบวนการผลิต จำนวน 4 โรงงาน เพื่อเป็นตัวอย่างให้แก่ผู้ประกอบการได้เข้ามาศึกษา พร้อมบริการให้คำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญทั้งในและต่างประเทศ เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ทันสมัยไปปรับใช้ในโรงงานได้จริง ทั้งนี้ตลอดระยะเวลา 5 ปีของโครงการจะมีการประชาสัมพันธ์และถ่ายทอดความรู้ให้แก่ภาคเอกชนและประชาชนผู้สนใจอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งติดตามประเมินผลมาตรการต่าง ๆ เพื่อกำหนดแนวทางการขยายผลไปยังกลุ่มเป้าหมายในอุตสาหกรรมหรือธุรกิจอื่น ๆ ที่มีการปลดปล่อย U-POPs ด้วย

ทั้งนี้ ภายหลังพิธีเปิดโครงการและการลงนามความร่มมือฯ  ยังมีการจัดเสวนาเรื่อง “ทิศทางอุตสาหกรรมรีไซเคิลเศษโลหะไทยในยุค 4.0” โดยผู้ทรงคุณวุฒิ ถึง 4 ท่านได้แก่ นางสุนีย์ ปิยะพันธุ์พงศ์  นายกสมาคมการจัดการของเสีย (ประเทศไทย), นายวิโรจน์ โรจน์วัฒนชัย ผู้อำนวยการสถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทย, นายประวิทย์ หอรุ่งเรือง รองประธานกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็กสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และ Dr. Pasquale Spezzano ด้าน BAT/BEP จากประเทศอิตาลี เพื่อให้ความรู้ความเข้าใจกับผู้เข้าร่วมงาน โดยมี ดร.อุมา วิรัตน์สกุลชัย ผู้เชี่ยวชาญด้าน Industrial Symbiosis ของ UNIDO เป็นผู้ดำเนินรายการ

“กพร. มีความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเหมืองแร่และอุตสาหกรรมพื้นฐานโดยยึดแนวทางการสานพลังประชารัฐ ด้วยการบูรณาการความร่วมมือร่วมกันระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อให้สามารถก้าวสู่อุตสาหกรรม 4.0 ควบคู่ไปกับการประกอบการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและสร้างประโยชน์ให้กับชุมชนอย่างยั่งยืน” นายวิษณุ กล่าวทิ้งทาย

โครงการวาดศิลป์ที่บ้านเกิด

โครงการวาดศิลป์ที่บ้านเกิด เป็นหนึ่งในโครงการดีๆ เพื่อสังคมที่ดับบลิวเอชเอ กรุ๊ป ผู้นำอันดับหนึ่งในการให้บริการโซลูชั่นครบวงจรด้านโลจิสติกส์และนิคมอุตสาหกรรมของไทย ร่วมกับศูนย์ศิลปะวัฒนธรรมสัญจร ที่ริเริ่มดำเนินการขึ้นเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2552 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเสริมพื้นฐานการพัฒนาการเรียนผ่านวิชาศิลปะ ให้เด็กนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาได้นำเอาความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการมาใช้ให้เกิดประโยชน์ รวมถึงช่วยเพิ่มทักษะด้านศิลปะ และปลูกฝังให้เยาวชนเกิดความภาคภูมิใจในถิ่นฐานบ้านเกิดของตนเอง 

ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา มีเด็กนักเรียนเข้าร่วมในโครงการมาแล้วกว่า 6,200 คน จาก 60 โรงเรียนที่ตั้งอยู่โดยรอบนิคมอุตสาหกรรมของดับบลิวเอชเอ กรุ๊ป ในจังหวัดชลบุรีและระยอง และเราจะยังคงเดินหน้าสานต่อเจตนารมณ์ที่จะยกระดับคุณภาพชีวิตของเยาวชนในชุมชน ด้วยการจัดกิจกรรมศิลปะดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นสื่อกลางในการบ่มเพาะทักษะการคิดนอกกรอบ ช่วยให้เยาวชนมีความเชื่อมั่นในศักยภาพของตนเอง และสร้างสรรค์ผลงาน อันเป็นพื้นฐานที่จะนำไปสู่ความสำเร็จในชีวิตต่อไป 

วิดีโอโครงการวาดศิลป์ที่บ้านเกิด

กสอ. เผย 5 กลยุทธ์จุดไฟเอสเอ็มอีให้ก้าวสู่ช่องทางการค้าออนไลน์ พร้อมจับมือ “อาลีบาบา” จัดคอร์สติว ผปก. สู้ศึกดิจิทัลมาร์เก็ตติ้ง

กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) เร่งส่งเสริมผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยให้มีศักยภาพในด้านการทำตลาดออนไลน์ เผยปี 2561 ที่ผ่านมา ได้ผลักดันให้ก้าวเข้าสู่ช่องทางดังกล่าว ด้วยรูปแบบต่าง ๆ อาทิ การจับคู่ระหว่างผู้ประกอบการ การค้าปลีก ส่วนในปีถัดไปได้เตรียมสนับสนุนให้เข้าสู่ระบบออนไลน์ให้ได้มากขึ้นอย่างน้อย 10,000 ธุรกิจ พร้อมชี้ 5 ปัจจัยการทำตลาดผ่านระบบดิจิทัลที่ผู้ประกอบการต้องปรับตัวและติดตามอย่างใกล้ชิด เช่น การเลือกใช้ช่องทางที่มีประสิทธิภาพในการจำหน่าย หรือประชาสัมพันธ์ การให้ความสำคัญกับข้อมูล (Big Data) การให้ความสำคัญกับความรวดเร็ว นอกจากนี้ ยังได้ร่วมกับกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และอาลีบาบา บิสิเนส สคูล จัดสัมมนา Alibaba Global Course ภายใต้แนวคิด “New Technology, New Opportunity Thailand 2018” เพื่อให้เอสเอ็มอีไทย ชิงความได้เปรียบบนช่องทางการตลาดออนไลน์ โดยมีองค์ความรู้ที่สำคัญต่างๆ เช่น การเจาะลึกปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และคอมพิวเตอร์ (Human Computer Interactive) เส้นทางในการก้าวสู่การเป็นดิจิทัลของเมืองเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้ประกอบการไทย ในด้านความเป็นไปได้ของเทคโนโลยีดิจิทัล เป็นต้น

นายกอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กล่าวว่า เปิดเผยว่า ในปี 2562 กสอ. มีนโยบาย ในการพัฒนาผู้ประกอบการเอสเอ็มอีปี 2562 ด้วยแนวคิด “การตลาดนำการผลิต” ซึ่งนโยบายดังกล่าว มุ่งให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมให้ผู้ประกอบการสามารถปรับตัวได้ทันกับสภาวะการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ รวมทั้งส่งเสริมในเรื่อง “การทำตลาดออนไลน์” หรือดิจิทัลมาร์เก็ตติ้ง ทั้งนี้ ปัจจัยดังกล่าวถือเป็นเครื่องมือสำคัญ ในการช่วยขับเคลื่อนการแข่งขันทางธุรกิจ โดยเฉพาะการลดต้นทุนการก้าวนำคู่แข่ง การเชื่อมโยงผู้บริโภคจากทั่วโลก รวมทั้งความได้เปรียบทางด้านข้อมูลที่ยุคนี้จะต้องเป็นไปอย่างรวดเร็ว

สำหรับการส่งเสริมของกสอ.ในช่วงปี 2561 ที่ผ่านมาได้ผลักดันให้ผู้ประกอบการก้าวเข้าสู่ช่องทางออนไลน์ เช่น T-GoodTech , J-GoodTech , Alibaba โดยมุ่งเน้นการจับคู่ระหว่างธุรกิจกับธุรกิจ (Business to Business: B2B) ระหว่างผู้ประกอบการไทยด้วยกันเองและผู้ประกอบการไทยกับผู้ประกอบการต่างประเทศ รวมถึงขายสินค้าหรือบริการให้กับลูกค้าที่เป็นผู้บริโภคทั่วไป (Business to Consumer: B2C) ซึ่งเป้าหมายในปีถัดไปยังจะมุ่งผลักดันให้เข้าถึงช่องทางการค้าออนไลน์ต่างๆให้ได้มากกว่า 10,000 ธุรกิจ ครอบคลุมปัจจัยที่จำเป็นสำหรับอุตสาหกรรมและธุรกิจหลากหลายประเภท อาทิ การจัดการด้านโลจิสติกส์ อีคอมเมิร์ซ การประชาสัมพันธ์ ฯลฯ เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจเอสเอ็มอีให้เติบโต พร้อมก่อมูลค่ามหาศาลผ่านช่องทางที่มีประสิทธิภาพได้มากยิ่งขึ้น

นายกอบชัย  กล่าวเพิ่มเติมว่า เทรนด์การทำการตลาดผ่านช่องทางดิจิทัลในปีถัดไปคาดว่าจะมีการแข่งขันกันในระดับที่สูงอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น จึงเป็นเรื่องที่ผู้ประกอบการจำเป็นต้องปรับตัวและติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในเรื่องที่สำคัญต่อไปนี้

  • การสร้างเรื่องราวของแบรนด์ หรือ Content Marketing ซึ่งจะต้องมีความแตกต่าง จากการนำเสนอเนื้อหาของแบรนด์ด้วยประสบการณ์จริงที่สามารถสะท้อนให้เห็นถึงความจริงใจ มีความรวดเร็ว สอดคล้องกับสถานการณ์ต่างๆที่เป็นปัจจุบัน และต้องสร้างความรู้สึกให้ผู้พบเห็นหรือผู้บริโภครู้สึกอยากติดตามจากความสม่ำเสมอ ในการนำเสนอเนื้อหาที่ต้องไม่มากหรือน้อยจนเกินไป
  • การเลือกใช้ช่องทางที่มีประสิทธิภาพในการจำหน่าย หรือประชาสัมพันธ์ เนื่องจากปัจจุบันผู้บริโภค ส่วนใหญ่ที่มีการใช้อินเทอร์เน็ตและโทรศัพท์เคลื่อนที่ล้วนเข้าถึงสังคมออนไลน์ประเภทต่างๆแทบทั้งสิ้น ดังนั้น ผู้ประกอบการจึงต้องรู้จักการนำสินค้าให้เข้าไปอยู่บนช่องทางที่สอดคล้องกับผู้บริโภคในแต่ละช่วงอายุ เช่น ตลาดผู้สูงอายุต้องใช้ช่องทางที่ไม่ซับซ้อนและเข้าถึงง่าย กลุ่มวัยรุ่นต้องเน้นภาพ เนื้อหา และการโต้ตอบ กลุ่มคนวัยทำงานเน้นช่องทางที่สามารถชำระค่าบริการได้อย่างเบ็ดเสร็จ เป็นต้น
  • การให้ความสำคัญกับข้อมูล (Big Data) จากพฤติกรรมของผู้บริโภค ซึ่งยังคงเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างต่อเนื่อง โดยสามารถศึกษาได้จากผู้ให้บริการช่องทางการค้าออนไลน์ ทั้งการให้ความสนใจกับสินค้าแต่ละประเภท การตัดสินใจเลือกซื้อ รวมถึงการติดตามผ่านการสื่อสารกับผู้บริโภคโดยตรง ซึ่งจะทำให้ทราบถึงแนวทางการปรับปรุงคุณภาพสินค้าและการบริการ ต่อเนื่องถึงการสร้างความภักดีต่อแบรนด์ในระยะยาว
  • ให้ความสำคัญกับความรวดเร็ว ผู้ประกอบการต้องเตรียมตัวให้พร้อมกับการรับมือจากการเข้ามาของระบบเทคโนโลยี 5 G ซึ่งอาจมีผลที่กระตุ้นให้ผู้บริโภคมีความรวดเร็วในการตัดสินใจ ความเร่งรีบในการเลือกชมสินค้า ดังนั้นผู้ประกอบการจึงต้องปรับกลยุทธ์การนำเสนอเนื้อหาที่ต้องสามารถเห็นแล้วเข้าใจทันที มีระบบการสั่งซื้อ จ่ายเงิน และการขนส่งที่รวดเร็ว การตอบข้อสงสัยด้วยระบบอัตโนมัติ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคให้ได้ตลอดเวลา
  • เตรียมกำลังคนให้พร้อมกับทักษะด้านดิจิทัล ซึ่งเรื่องดังกล่าวจะไม่ใช่เรื่องของคนใดคนหนึ่งในแต่ละองค์กร ดังนั้นทั้งผู้ประกอบการและบุคลากรในแต่ละธุรกิจจึงต้องมีทักษะในเรื่องดังกล่าว เช่น การรับ-ส่งข้อมูล การวิเคราะห์สถิติต่างๆ การอัพเดทเทคโนโลยีใหม่ๆที่สามารถเป็นเครื่องมือและเอื้อประโยชน์ให้กับธุรกิจ

นายกอบชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า ล่าสุดกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ได้ร่วมกับกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และ อาลีบาบา บิซิเนส สคูล (Alibaba Business School) จัดกิจกรรมสัมมนา Alibaba Global Course ภายใต้แนวคิด “New Technology, New Opportunity Thailand 2018”  ซึ่งมุ่งเน้นการเจาะลึกดิจิทัลมาร์เก็ตติ้งด้วยเทคโนโลยีก้าวกระโดด เพื่อชิงความได้เปรียบช่องทางการตลาดออนไลน์ ให้กับผู้ค้าของไทย ประกอบไปด้วย เส้นทางในการก้าวสู่การเป็นดิจิทัลของเมืองเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้ประกอบการไทย ในด้านความเป็นไปได้ของเทคโนโลยีดิจิทัล การเจาะลึกปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และคอมพิวเตอร์ (Human Computer Interactive) ที่จะเผยให้เห็นถึงข้อมูลอินไซต์จากวิจัยของอาลีบาบา เพื่อให้ความรู้และประสบการณ์ใหม่ในการดำเนินธุรกิจให้ผู้ประกอบการ และยกระดับประสบการณ์ในการช้อปปิ้งให้กับผู้บริโภค พร้อมทั้งศักยภาพของบิ๊กดาต้าที่จะช่วยเปลี่ยนถ่ายธุรกิจสู่ระบบดิจิทัล โดยมีสมาร์ทสโตร์และช่องทางค้าปลีกของอาลีบาบาเป็นกรณีศึกษา พร้อมด้วยวิทยากรในระดับแถวหน้าจากอาลีบาบาที่ให้เกียรติร่วมบรรยายอย่างมากมาย

ด้าน นายไมเคิล ซู  ผู้อำนวยการอาลีบาบา กรุ๊ปและรองประธานมหาวิทยาลัยเถาเป่า (Mr. Michael Xu, Director of Alibaba Group and Vice President of Taobao University) กล่าวว่า ในการจัดฝึกอบรมในครั้งนี้เป็นการแสดงให้เห็นจุดยืนของอาลีบาบา ที่จะเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้ผู้ประกอบการ ขนาดกลางและขนาดเล็กของไทยตามที่เคยให้คำมั่นไว้กับรัฐบาลไทย โดยสัมมนาในครั้งนี้ จะเน้นในด้านเทคโนโลยีที่จะช่วยการเปลี่ยนผ่านไปสู่ดิจิทัล ทั้งในด้านธุรกิจจนไปถึงการบริหารจัดการเมือง เราหวังว่าการสัมมนานี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้เข้าร่วมสัมมนา ในการวางแผนของการก้าวสู่เส้นทางของโลกดิจิทัล

สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจรายละเอียด สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กลุ่มงานประชาสัมพันธ์ สำนักงานเลขานุการกรม กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม โทรศัพท์ 022024414 - 17หรือ เข้าไปที่ www.dip.go.th

กพร. ผนึกกำลังภาครัฐและเอกชน ร่วมเดินหน้าพัฒนาอุตสาหกรรมรีไซเคิลเศษโลหะที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) กระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมกับองค์การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งสหประชาชาติ (UNIDO) จัดพิธีเปิดโครงการ นำร่องรีไซเคิลเศษโลหะอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และพิธีลงนามความร่วมมือกับภาครัฐและเอกชน จำนวน 7 ราย ได้แก่ กรมควบคุมมลพิษ กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม สถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทย บริษัท โรงงานเหล็กกรุงเทพฯ จำกัด บริษัท เอ็น.ที.เอส สตีลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) บริษัท ไดกิ อลูมิเนียม อินดัสทรี (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท ไทยเม็ททอล อลูมิเนียม จำกัด เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมรีไซเคิลเศษโลหะที่มีประสิทธิภาพและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ภายใต้กองทุนสิ่งแวดล้อมโลก พร้อมร่วมรับฟังบรรยายพิเศษเรื่อง “The Stockholm Convention and UNIDO BAT/BEP Program” และการเสวนาในหัวข้อ “ทิศทางอุตสาหกรรมรีไซเคิลเศษโลหะไทยในยุค 4.0”

งานแถลงข่าว พิธีเปิดโครงการ นำร่องรีไซเคิลเศษโลหะอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและพิธีลงนามความร่วมมือกับภาครัฐและเอกชน จะจัดขึ้น ในวันพฤหัสบดีที่ 29 พฤศจิกายน 2561 เวลา 8.00-13.30 น. ณ ห้องบอลรูม 1 โรงแรมเชอราตัน แกรนด์ สุขุมวิท

แมนพาวเวอร์กรุ๊ป ผุดแนวคิดวัฒนธรรมของนวัตกรรม เพื่อขับเคลื่อนองค์กรสู่ความสำเร็จ

ในยุคของการเปลี่ยนแปลงและเกิดนวัตกรรมใหม่ๆ ขึ้นทำให้บริษัทและองค์กรต่างๆ มีการลงทุนเทคโนโลยีนำไปพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพกับศักยภาพขององค์กรและบุคลากร ซึ่งการสร้างผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) ด้วยวัฒนธรรมแห่งนวัตกรรม ถือเป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรสู่ความสำเร็จ แมนพาวเวอร์กรุ๊ป โดยไรท์ เมเนจเมนท์ (Right Management) ได้ทำการศึกษาและนำกรณีศึกษาของทอมทอม (TomTom) บริษัททางด้านซอฟต์แวร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในองค์กรที่มีแนวทางการเพิ่มพลังของคนเพื่อขับเคลื่อนความเปลี่ยนแปลงสู่ความสำเร็จ  องค์กรต่างๆในปัจจุบันสามารถนำไปปรับประยุกต์ใช้กับการบริหารจัดการองค์กรคุณ สู่การเผยศักยภาพของคนในการสร้างนวัตกรรมและไปให้ถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้

ปัจจุบัน บริษัทและองค์กรที่เปิดรับกับการเปลี่ยนแปลงและนวัตกรรมกำลังสร้างวัฒนธรรมแห่งนวัตกรรม ซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ผู้นำปลูกฝังขึ้น เพื่อสนับสนุนการคิดนอกกรอบ ประยุกต์ใช้กระบวนการใหม่ๆ และส่งเสริมนวัตกรรมเพื่อเพิ่มมูลค่าให้แก่ธุรกิจในระยะยาว

ยุคดิจิทัล ทรานฟอร์เมชั่น (Digital transformation) หรือการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาปรับใช้กับทุกส่วนของธุรกิจกำลังเกิดขึ้นแบบก้าวกระโดด ทำให้โลกเชื่อมต่อกันมากขึ้นและสร้างโอกาสใหม่ๆ ในการเติบโตแก่บริษัท ถึงแม้ว่าทุกองค์กรจะมีการเปลี่ยนแปลงและปรับเปลี่ยนตลอดเวลา แต่การสร้างวัฒนธรรมแห่งนวัตกรรมเป็นการลงทุนในอนาคตของทุกธุรกิจ เพื่อเป็นรากฐานที่แข็งแกร่งของทุกองค์กร

จากบทความที่มีชื่อว่า “จากยุคผู้บริหารระดับสูงสู่ยุคดิจิทัล: การนำพาองค์กรข้ามการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล” (From C-Suite to Digital Suite: How to Lead Through Digital Transformation) เราได้กล่าวถึงความสำคัญของผู้นำยุคดิจิทัลที่ขับเคลื่อนวัฒนธรรมแห่งนวัตกรรม เพื่อนำพาบุคลากรผ่านการเปลี่ยนแปลง จึงขอหยิบยกขั้นตอนที่องค์กรต่างๆ ควรปฏิบัติเพื่อสร้างสรรค์วัฒนธรรมแห่งนวัตกรรม และการสร้างผลลัพธ์ที่สามารถวัดได้ และมองเห็นผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) ที่มีนัยสำคัญ ดังนี้

ความสำคัญของผู้นำ ในช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านขององค์กรและภาคอุตสาหกรรม ผู้นำในปัจจุบันและอนาคตต้องเปิดรับการเปลี่ยนแปลง และพร้อมที่จะรับความเสี่ยงตามสถานการณ์ ทักษะพื้นฐานของการเป็นผู้นำ เช่น ความอดทนและการรู้จักปรับตัว ยังคงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง แต่ในยุคดิจิทัลผู้นำที่มีประสิทธิภาพยังต้องปลดปล่อยศักยภาพในตัวคน และบางครั้งต้องรู้จักความล้มเหลวเพื่อประสบความสำเร็จ องค์กรที่ลงทุนในผู้นำที่มีทักษะเหล่านี้ จะสามารถปรับตัวให้เข้ากับความเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัลได้เร็วกว่า

นอกจากนี้การพัฒนาวัฒนธรรมแห่งนวัตกรรมต้องอาศัยกระบวนการทางความคิดขององค์กร ที่ยกระดับและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของพนักงานแต่ละคน ซึ่งจะต้องเริ่มตั้งแต่บนสุด กระบวนการนี้ไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ แต่หากใช้แนวทางที่ถูกต้อง ธุรกิจก็จะสามารถดำรงไว้ซึ่งความทุ่มเทต่อการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับการสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันอย่างยั่งยืน เพื่อบรรลุผลเป้าหมายตอบแทนจากการลงทุนทั้งระยะสั้นและระยะยาว ท้ายที่สุดวัฒนธรรมองค์กรควรเป็นมากกว่านามธรรม แต่ควรสร้างการเปลี่ยนแปลงในเชิงปริมาณที่สามารถวัดผลได้อย่างเป็นรูปธรรม

สำหรับการนิยามวัฒนธรรม แนวความคิดทางธุรกิจแบบเดิมจะประเมินค่าขององค์กรจากทรัพย์สินที่มีตัวตน ไม่ว่าจะเป็นสิ่งก่อสร้าง ตราสินค้าและทุนมนุษย์ องค์กรยุคดิจิทัลในปัจจุบันถูกตัดสินจากปัจจัยรอบด้านกว่า ทั้งความเชื่อ จุดมุ่งหมาย ลักษณะเฉพาะ และการตัดสินใจ องค์ประกอบเหล่านี้เป็นรากฐานของวัฒนธรรม กล่าวโดยสรุปคือ อัตลักษณ์ขององค์กรถูกกำหนดขึ้นจากคำตอบของคำถามที่ว่า “อะไรคือสิ่งที่กำหนดนิยามขององค์กร และองค์กรต้องการจะเป็นอะไร?”

ทั้งนี้ปัจจัยหลักที่สำคัญในการขับเคลื่อนนวัตกรรมองค์กรประกอบด้วย 1. การแสดงออกซึ่งค่านิยมและความเชื่อ 2. วิธีการทำงานและการมีปฏิสัมพันธ์ 3. พฤติกรรม นโยบาย กระบวนการตัดสินใจ 4. โครงสร้างอำนาจและการไหลของข้อมูล 5. ปฏิสัมพันธ์และความสัมพันธ์  6. ระบบควบคุม 7. ลักษณะเฉพาะในการดำเนินการ และ 8. ธรรมเนียมและเรื่องราว

พร้อมกันนี้ยังได้นำกรณีศึกษาของ TomTom ซึ่งได้นำแนวคิดในการเพิ่มพลังของคนเพื่อขับเคลื่อนความเปลี่ยนแปลง สำหรับเทคโนโลยีของบริษัท TomTom ถูกนำมาใช้อย่างกว้างขวางทุกที่ ในแต่ละวันมีคนกว่า 800 ล้านคนทั่วโลกใช้เทคโนโลยีในรถแท็กซี่ บนโทรศัพท์มือถือ และเพื่อให้สามารถส่งของได้ตรงเวลา ทั้งนี้เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขัน บริษัทได้เปิดรับความเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ ในขณะที่โลกดิจิทัลกำลังก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว บริษัท TomTom หันมาให้ความสำคัญกับการพัฒนาซอฟต์แวร์สำหรับตลาด B2B (ธุรกิจกับธุรกิจ) โดยใช้ความเชี่ยวชาญในระบบจีพีเอส การหาตำแหน่ง การกำหนดเส้นทาง การนำร่องและแผนที่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการติดต่อสื่อสารผ่านเครือข่ายไร้สาย

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้สร้างผลกระทบกับทุกระดับในองค์กร ผู้นำของ TomTom ตระหนักว่ายุคดิจิทัลต้องอาศัยกระบวนการทางความคิดใหม่ๆ และวิธีการทำงานแบบใหม่ทั้งองค์กร เป้าหมายของพวกเขาคือการเผยศักยภาพของคนในการสร้างนวัตกรรม และเพื่อที่จะไปให้ถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้นี้ ก็จำเป็นต้องประเมินและวัดศักยภาพของผู้นำและวัฒนธรรมขององค์กร

จากความร่วมมือระหว่าง TomTom กับ Right Management บริษัทในเครือแมนพาวเวอร์ กรุ๊ป เพื่อการประเมินภาวะผู้นำของตนและระบุตัวคนเก่งที่จะนำพาองค์กรให้ก้าวผ่านการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ โมเดลการประเมินภาวะผู้นำด้วยหลัก P3 ที่ประกอบด้วย People (คน) Purpose (จุดมุ่งหมาย) และ Performance (ผลงาน) ของ Right Management ถูกนำมาใช้ร่วมกับโมเดลสมรรถนะผู้นำของ TomTom ในเวลา 6 เดือน ได้ทำการประเมินผู้จัดการ 750 คนใน 35 ประเทศ การลงทุนเพื่อระบุตัวผู้นำที่ใช่นี้เองที่ช่วยให้ TomTom ประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคดิจิทัลขององค์กรและขับเคลื่อนอัตราผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) สำหรับบริษัท

“วันนี้ TomTom มีพนักงานกว่า 5,000 คนที่กระหายจะเอาชนะการแข่งขันและทำให้ลูกค้าพึงพอใจด้วยโซลูชั่นใหม่ สำหรับ TomTom แล้วมันเป็นเรื่องของการเดินทาง – และจุดหมายปลายทาง”

นอกจากนี้การตอบคำถามว่า ทำไมต้องเปลี่ยน? การวัดผลตอบแทนจากวัฒนธรรมคืออะไร ในช่วงเวลาของการเปลี่ยนผ่าน วัฒนธรรมเป็นตัวช่วยหลักที่ทำให้เกิดการเติบโต การศึกษาแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงผลตอบแทนจากการลงทุนในวัฒนธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งวัฒนธรรมแห่งนวัตกรรม ซึ่งบริษัทจะมุ่งเน้นที่พรุ่งนี้ให้มากเท่ากับวันนี้  อีกทั้งยังแสดงให้เห็นความสำเร็จ อาทิเช่น

  • ผู้นำในกลุ่มอุตสาหกรรมสามารถเพิ่มผลิตภาพจากการลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ๆ มากกว่าผู้ตาม (ร้อยละ 70 ต่อร้อยละ 30)
  • บริษัทที่จัดสรรงบประมาณด้านการวิจัยและพัฒนาตั้งแต่ร้อยละ 25 ขึ้นไปให้กับซอฟต์แวร์และการบริการ (เมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์) มีอัตราการเติบโตของรายได้เร็วกว่าคู่แข่งสำคัญที่จัดสรรงบส่วนนี้น้อยกว่า
  • องค์กรที่มีระบบและโครงสร้างนวัตกรรมอย่างเป็นทางการได้รับผลตอบแทนอย่างมีนัยสำคัญ: ร้อยละ 51 เริ่มทำตลาดด้วยนวัตกรรม ผลิตภัณฑ์และบริการใหม่มากที่สุด
  • ร้อยละ 34 ของผู้นำธุรกิจได้เห็นผลกระทบด้านบวกจากการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลของตนเอง ทั้งนี้เพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่เป็นบวกจากวัฒนธรรมองค์กร ผู้นำต้องยอมรับก่อนว่าการสร้างวัฒนธรรมแห่งนวัตกรรมที่จับต้องได้ เป็นหนึ่งในความท้าทายสูงสุดของตน

นอกจากนี้ การการลงมือทำ โดยการขยับจากความคิดสร้างสรรค์ไปสู่นวัตกรรมต้องอาศัยการคิด การวางแผนและการลงมือทำอย่างหนักแน่นจริงจัง หลายองค์กรพยายามจะปิดช่องว่างนี้ แม้ว่าจะมีความคิดสร้างสรรค์เป็นจำนวนมาก แต่ยุทธศาสตร์และการลงมือทำจะนำความคิดเหล่านี้ไปสู่ความจริง การลงมือปฏิบัติอย่างเต็มที่ในโลกแห่งความจริงนั่นเองคือสิ่งที่ทำให้ความคิดสร้างสรรค์เป็นไปได้

หากลองจินตนาการดูว่าถ้าองค์กรสามารถเปลี่ยนความคิดสร้างสรรค์ของตนแค่ร้อยละ 20 ให้กลายเป็นจริง ความคิดเหล่านี้ย่อมหมายถึงการเติบโตเหนือกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ การเปลี่ยนแปลงเชิงบวกครั้งใหญ่ และผลิตภัณฑ์และบริการที่ใหม่และมีประโยชน์มากกว่าของคู่แข่ง ความสามารถและวัฒนธรรมที่ใช่ทำให้ความคิดสร้างสรรค์สามารถออกมาโลดแล่นในโลกแห่งความจริง

องค์กรต้องมีความชัดเจนในการสร้างวัฒนธรรมที่ให้ความสำคัญกับการทำตามที่พูด พนักงานจะไม่กล้าลงมือทำสิ่งต่างๆ เพื่อบริษัทถ้าพวกเขาต้องถูกลงโทษหากทำอะไรที่ถือเป็นการเสี่ยง เว็บไซต์ขององค์กรไม่อาจมีข้อความเกี่ยวกับการให้ความสำคัญกับนวัตกรรม ถ้าองค์กรมุ่งเน้นแต่การตัดค่าใช้จ่ายเพื่อสร้างผลลัพธ์ระยะสั้น นี่เป็นการสร้างสมดุลสำหรับการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมองค์กร

อย่างไรก็ตามแทนพาวเวอร์มีความมุ่งมั่นว่าบทความและกรณีศึกษาดังกล่าว จะเป็นส่วนหนึ่งที่องค์กรยุคดิจิทัลจะสามารถนำประยุกต์ใช้ให้เหมาะสม เพื่อนำไปสู่ความสำเร็จและความยั่งยืนขององค์กรธุรกิจของคุณ และในบทความต่อไปจะมาพูดถึงดัชนีชี้วัดการมีนวัตกรรมขององค์กรกันต่อ

“ทาทา สตีล” เปิดภาพ 8 สิ่งก่อสร้างโดดเด่นของประเทศ รับปี 2019

การก่อสร้างอาคารและสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานต่างๆ หนึ่งในข้อคำนึงที่สำคัญอย่างยิ่งก็คือ โครงสร้างและฐานราก ถึงแม้ว่าเราจะมีสถาปนิกและวิศวกรระดับท็อปๆ ของเมืองไทย มาช่วยกันทำหน้าที่เป็นผู้ออกแบบและคำนวณโครงสร้างและฐานรากของอาคารและสิ่งปลูกสร้างนั้นๆ ให้เป็นไปตามมาตรฐานการออกแบบสากลแล้ว แต่ก็ใช่ว่าอาคารเหล่านั้น จะปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์เสมอไป เพราะอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญไม่น้อยไปกว่าการออกแบบ ก็คือ วัสดุที่ใช้ในการก่อสร้างที่มีคุณภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงสร้างและฐานราก “เหล็ก” ที่เปรียบเสมือนโครงกระดูก ทำหน้าที่รองรับน้ำหนักวัสดุก่อสร้างและตกแต่งอาคาร ดังนั้น การเลือกวัสดุก่อสร้างจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องใส่ใจในรายละเอียดของคุณภาพวัสดุ ตั้งแต่โครงสร้างและฐานรากเหล็กที่อยู่ภายใน เพราะถ้าโครงสร้างและฐานรากภายในไม่มั่นคงแข็งแรง ก็อาจเป็นอันตรายส่งผลกระทบถึงร่างกายและชีวิตของผู้ใช้งาน

นอกเหนือจากเรื่องของการออกแบบที่ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นหลักแล้ว เรื่องของการดีไซน์สิ่งก่อสร้างและอาคารให้มีความแปลกใหม่และทันสมัย ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่สถาปนิกต่างก็แข่งขันกันดึงดูดให้ผู้คนหันมาสนใจในผลงานของตน อีกทั้งในปัจจุบันก็มีนวัตกรรมวัสดุก่อสร้างใหม่ๆ โดยเฉพาะในด้านโครงสร้างที่รองรับไอเดียที่ไม่จำกัด ในการพัฒนารูปแบบอาคารและสิ่งก่อสร้างไปพร้อมกับความมั่นใจในเรื่องความปลอดภัยอีกด้วย

นายชัยเฉลิม บุญญานุวัตร ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ - การตลาดและการขาย บริษัท ทาทา สตีล (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ด้วยประสบการณ์ยาวนานกว่า 50 ปี ของบริษัท ทาทา สตีล (ประเทศไทย) และยอดจำหน่ายเหล็กเส้นเป็นอันดับหนึ่งของประเทศไทย ทำให้เรารู้และทราบถึงปัญหาของการใช้วัสดุก่อสร้าง โดยเฉพาะการใช้เหล็กซึ่งเป็นฐานรากของการก่อสร้าง จึงสามารถการันตีได้ว่าเรามีความเชี่ยวชาญและเป็นผู้นำเหล็กเส้นก่อสร้างก็ว่าได้  สิ่งก่อสร้างและอาคารต่างๆ ที่มีผู้ใช้งานจำนวนมาก จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องคำนึงถึงฐานรากของการก่อสร้างที่มั่นคง แข็งแรง และได้รับการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) นอกจากนี้เรายังเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายเหล็กทรงยาวรายใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยและการควบคุมคุณภาพในทุกขั้นตอนของการผลิต จึงมั่นใจในเรื่องของความปลอดภัยมั่นคงแข็งแรงได้อย่างแน่นอน เมื่อผนวกเข้ากับความน่าสนใจในดีไซน์ที่ทันสมัยของสิ่งก่อสร้างและอาคาร จากฝีมือของสถาปนิกและวิศวกรชั้นแนวหน้าด้วยแล้ว จึงก่อให้เกิดความโดดเด่นเป็นสัญลักษณ์หรือแลนด์มาร์คของประเทศ โดยสิ่งก่อสร้างที่โดดเด่นที่จะนำเสนอในครั้งนี้มีด้วยกัน 8 แห่ง ได้แก่   

  1. อาคารรัฐสภาใหม่

อาคารรัฐสภาแห่งใหม่ ภาพประกอบจากเว็บไซต์ www.parliament.go.th

อาคารรัฐสภาแห่งใหม่ หรือ “สัปปายะสภาสถาน” เป็นสถาปัตยกรรมที่กำลังจะกลายเป็นแลนด์มาร์คอีกแห่งหนึ่งของประเทศไทย ด้วยทำเลที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา อีกทั้งการออกแบบโครงสร้างอาคารที่มีความสวยงามและแสดงออกถึงความเป็นไทย เนื่องจากเป็นสถานที่ราชการที่สำคัญซึ่งประกอบไปด้วย ส่วนสภาทั้งสมาชิกผู้แทนราษฎร (สส.) และสมาชิกวุฒิสภา (สว.) นอกจากนี้ยังมีพิพิธภัณฑ์ ศูนย์ประชุม ห้องสัมมนา สโมสรจัดเลี้ยง ห้องทำงานของ สส. และ สว. อีกด้วย จึงอาจเรียกได้ว่าโครงการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่นี้ เป็นโครงการเมกะโปรเจกต์ที่จะเป็นหน้าตาของประเทศชาติในอนาคต การก่อสร้างจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเป็นไปอย่างละเอียดรอบคอบ ตั้งแต่การออกแบบ การเลือกใช้วัสดุโครงสร้างและฐานราก มีการนำเหล็กส่วนหนึ่งของทาทา ทิสคอน เหล็กเส้นข้ออ้อย SD50 มาใช้ ซึ่งช่วยลดปริมาณการใช้เหล็กเสริมโครงสร้างได้มากกว่า 20% แต่สามารถรองรับน้ำหนักได้มากขึ้นด้วย

  1. ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เฟส 2

ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เฟส 2

สิ่งก่อสร้างระดับประเทศ ที่เปรียบเสมือนประตูต้อนรับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกเข้าสู่ประเทศไทย ก็คือ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ที่นอกจากจะเป็นท่าอากาศยานหลักของประเทศไทยแล้ว ยังมีเป้าหมายที่จะเป็นศูนย์กลางการบินในภูมิภาคเอเชียอีกด้วย เนื่องจากมีพื้นที่ที่กว้างใหญ่ รองรับเที่ยวบินได้เป็นจำนวนมาก และยังเป็นหนึ่งในท่าอากาศยานที่มีผู้โดยสารมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ภาครัฐกำลังมีแผนการขยายโครงการก่อสร้างท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ระยะที่ 2 โดยจะมีการพัฒนารันเวย์ให้มีขนาด 4 รันเวย์ ขนานไปกับตัวอาคารผู้โดยสารและสร้างอาคารผู้โดยสารย่อยรอบๆ อาคารผู้โดยสารหลักเพื่อเพิ่มพื้นที่การรองรับผู้โดยสารจำนวน 100 ล้านคน และ 6.4 ล้านตันสำหรับการขนส่งสินค้าต่อปี ถือเป็นอีกหนึ่งเมกะโปรเจกต์ที่มีการวางแผนทั้งกระบวน การตั้งแต่การออกแบบและการใช้วัสดุก่อสร้างที่มีคุณภาพ โดยโครงการนี้ บริษัท ทาทา สตีล (ประเทศไทย) ได้มีการส่งเหล็กเส้น SD50 ทาทา ทิสคอน ที่รับแรงดึงได้สูง รวมถึงเหล็กเดือย (Dowel Bars) ที่เป็นเหล็กสำหรับต่อยึดคอนกรีต ซึ่งช่วยกระจายแรงจากพื้นคอนกรีตแต่ละแผ่น และช่วยรับน้ำหนักได้ดียิ่งขึ้น ไม่ให้คอนกรีตแผ่นใดแผ่นหนึ่งต้องรับน้ำหนักมากเกินไปจนอาจเกิดความเสียหายได้

  1. ไอคอนสยาม (ICONSIAM)

ICONSIAM ภาพประกอบจากเว็บไซต์ www.bangkok.com

อีกหนึ่งความภาคภูมิใจที่เหล็กทาทา ทิสคอน ได้เป็นส่วนหนี่งในโครงการก่อสร้างเมกะโปรเจกต์ที่น่าจับตามองเป็นอย่างยิ่ง ก็คือไอคอนสยาม (ICONSIAM) โดยโครงการนี้ มีการใช้บริการเหล็กตัดและดัดสำเร็จรูป (Cut and bend) ในการก่อสร้างซึ่งช่วยประหยัดทั้งในเรื่องของเวลา และประหยัดการใช้เหล็กโดยไม่มีเศษเหล็กเหลือจากการตัดและดัดเองในพื้นที่ก่อสร้าง พร้อมกันนี้ ยังมีการใช้เหล็ก SD50 ซึ่งช่วยลดต้นทุนการก่อสร้างได้อย่างมาก โครงการเมืองแห่งใหม่ที่รวมศูนย์การค้า ที่พักอาศัยระดับหรู พิพิธภัณฑ์ ลานกิจกรรมริมแม่น้ำเจ้าพระยา ศูนย์การประชุมระดับโลก โรงภาพยนตร์ขนาดยักษ์ และโลกแห่งความสนุกสนานของเด็กและครอบครัว ภายใต้การลงทุนกว่า 54,000 ล้านบาท โดดเด่นทั้งทำเลทองริมแม่น้ำเจ้าพระยา และการออกแบบโครงสร้างอาคารที่สะท้อนความเป็นไทย มีอาคารเล็กๆ หลายอาคารอยู่ภายในอาคารใหญ่ ด้วยกระจกพิเศษจับจีบซ้อนไปมา ส่วนรูปทรงอาคารนั้นได้รับแรงบันดาลใจมาจากกระทงและบายศรี โดยแปลงโฉมเป็นรูปแบบร่วมสมัย เรียกได้ว่าน่าจับตามองอย่างยิ่งในแง่ของการก่อสร้างสถาปัตยกรรมของไทย ที่มีจุดมุ่งหมายที่จะเป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ของประเทศไทย และเป็นแลนด์มาร์คที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกตามเป้าหมายที่ตั้งไว้

  1. โครงการรถไฟฟ้าสายสีแดงเข้ม

โครงการรถไฟฟ้าสีแดงเข้ม ภาพจากเว็บไซต์ www.pptvhd36.com

โครงการรถไฟฟ้าสายสีแดงเข้ม บางซื่อ – รังสิต เป็นเส้นทางหลักที่เชื่อมกรุงเทพฯ โซนเหนือและใต้ และโครงการรถไฟฟ้าสายสีแดงอ่อน หรือรถไฟชานเมืองสายตะวันออก – ตะวันตก โดยโครงการดังกล่าวคาดว่าจะมีกำหนดแล้วเสร็จในปี 2563 ซึ่งจะกลายเป็นระบบขนส่งสาธารณะหลักที่มีผู้ใช้บริการเป็นจำนวนมาก เนื่องจากโครงการรถไฟฟ้าสายสีแดงจะสามารถแก้ไขปัญหาการจราจรที่หนาแน่นบนท้องถนนได้ ด้วยเป้าหมายที่ต้องการให้คนหันมาใช้บริการขนส่งมวลชนจำนวนมากอย่างรถไฟฟ้า การมีโครงสร้างที่รองรับทั้งน้ำหนักเสา คาน ราง ชานชาลา รวมทั้งขบวนรถไฟฟ้า จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใช้เหล็กก่อสร้างที่ได้คุณภาพอย่างเหล็กเส้น ทาทา ทิสคอน SD50 ที่รับแรงดึงได้สูงและผ่านการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.)  มาใช้ในงานโครงสร้างหลัก

  1. โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง บางปะอิน นครราชสีมา

โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง บางปะอิน – นครราชสีมา

สำหรับสิ่งก่อสร้างโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง หมายเลข 6 หรือมอเตอร์เวย์บางปะอิน – นครราชสีมา ก็เป็นอีกหนึ่งโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐที่สร้างขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกด้านการเดินทางสัญจร ในเส้นทางสายภาคกลางสู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อีกทั้งรองรับการเชื่อมโยงไปยังประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ลาว กัมพูชา เวียดนาม และจีนตอนใต้ โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2562 โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 6 นี้ถือเป็นอีกหนึ่งโครงสร้างพื้นฐานของประเทศที่ต้องอาศัยการวางแผนอย่างรอบคอบ ในการตัดสินใจลงทุนก่อสร้างในทุกกระบวนการตั้งแต่การออกแบบที่ถูกต้องและเลือกวัสดุก่อสร้างที่มีคุณภาพ เหล็กก่อสร้างส่วนหนึ่งที่โครงการทางหลวงพิเศษนี้ได้เลือกใช้เป็นเหล็กเส้นก่อสร้าง มอก. ทาทา ทิสคอน ที่ผ่านบริการตัดและดัดสำเร็จรูป (Cut & Bend)   ซึ่งช่วยลดต้นทุนค่าใช้จ่ายในส่วนของปริมาณการสั่งซื้อเหล็กไม่ให้เกินปริมาณเหล็กที่ต้องใช้งานจริง อีกทั้งยังช่วยลดค่าตัด ดัด ผูก และทำเกลียวข้อต่อ ค่าขนส่ง รวมทั้งต้นทุนแฝงอื่นๆ เช่น ค่าเช่าพื้นที่เก็บ ค่าจ้างแรงงานในการตัดและดัดเองในพื้นที่ก่อสร้าง นอกจากนั้นยังช่วยลดปริมาณเศษเหล็กที่เหลือทิ้งจากงานก่อสร้าง รวมถึงลดเวลาในการก่อสร้าง ซึ่งนับว่าเป็นการช่วยลดต้นทุนการก่อสร้างทั้งระบบได้อีกด้วย

  1. โครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน

โครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน

โครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินช่วงหัวลำโพง – บางแค และช่วงบางซื่อ – ท่าพระ เป็นอีกโครงการหนึ่งของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย ที่ก่อสร้างขึ้นเพื่อรองรับการเดินทางเข้าเขตเมือง และแก้ปัญหาการจราจรที่มุ่งเข้าสู่เขตเมืองอย่างหนาแน่น โดยโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินในช่วงหัวลำโพง – บางแค เป็นสายที่ใกล้เปิดบริการมากที่สุด จากการก่อสร้างที่เกือบแล้วเสร็จทั้งหมด โดยมั่นใจได้ในเรื่องของความปลอดภัยจากโครงการที่ผ่านมาตรฐานการออกแบบ อีกทั้งการเลือกใช้วัสดุเหล็กก่อสร้างที่ได้คุณภาพ ที่ทาง ทาทา ทิสคอนได้เป็นส่วนหนึ่งในการส่งเหล็กชั้นคุณภาพอย่าง SD50 ที่สามารถรับแรงดึงได้สูงและสามารถรองรับน้ำหนักของเสา คาน รางรถไฟฟ้า ไปจนถึงขบวนรถไฟฟ้าได้อย่างปลอดภัยแน่นอน

  1. โครงการโรงไฟฟ้าพลังลม ชัยภูมิ – มุกดาหาร

โครงการโรงไฟฟ้าพลังลม ชัยภูมิ – มุกดาหาร ภาพประกอบจากเว็บไซต์ www.egco.com

โรงไฟฟ้าพลังงานลมถือเป็นอีกหนึ่งสิ่งก่อสร้าง ที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งในยุคที่การแสวงหาพลังงานทางเลือกเป็นสิ่งที่จำเป็น และพลังงานลมก็ถือเป็นทางเลือกหนึ่งที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ในกระบวนการผลิตกระแสไฟฟ้าได้ อีกทั้งเป็นพลังงานสะอาดที่มีอยู่ทั่วไป ในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานลมจะต้องคำนึงถึงทั้งในเรื่องทำเลที่ตั้งที่เหมาะสม รวมทั้งสิ่งก่อสร้าง ทั้งกังหันลม ไปจนถึงโรงผลิตกระแสไฟฟ้าที่ได้จากพลังงานลม ซึ่งจะต้องผ่านการออกแบบโรงงานตามมาตรฐาน และมีโครงสร้างที่แข็งแรงเพื่อความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน รวมถึงความปลอดภัยของชุมชนโดยรอบอีกด้วย โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลม ชัยภูมิ – มุกดาหาร เป็นโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมที่คาดว่าน่าจะใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และมีการคำนึงถึงการก่อสร้างที่ปลอดภัย มีการเลือกใช้เหล็กคุณภาพสูงของทาทา สตีล โดยเหล็กที่ใช้เป็นเหล็กจากบริการตัดและดัดสำเร็จรูป (Cut & Bend) ซึ่งมีการควบคุมด้วยระบบคอมพิวเตอร์ที่มีความแม่นยำสูง ทำให้การตัดและดัดได้ตามแบบที่ลูกค้าต้องการซึ่งเพิ่มความสะดวกในการใช้งาน ตลอดจนลดระยะเวลาในการก่อสร้างอีกด้วย

  1. คอนโดต้านแผ่นดินไหว

คอนโดต้านแผ่นดินไหว Keen Condo Sriracha

หลายคนที่มีแผนกำลังจะซื้อคอนโดมิเนียมคงเคยได้ยินคำเตือนว่า “อย่าซื้อเลย ถ้าเกิดแผ่นดินไหวหรือตึกถล่มขึ้นมา จะไม่เหลืออะไรเลยนะ” แน่นอนว่าคำเตือนนี้ทำให้หลายคนต้องคิดแล้วคิดอีกกับการตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัยแห่งใหม่ แต่จะทำอย่างไร หากไลฟ์สไตล์ในการใช้ชีวิตจำเป็นที่จะต้องอยู่คอนโดในเมือง เพื่อความสะดวกสบายในการเดินทาง สิ่งที่สามารถทำได้ ก็คือ การพิจารณาปัจจัยต่างๆ ให้รอบคอบก่อนตัดสินใจซื้อ นอกจากเรื่องทำเลที่ตั้ง ราคา ความคุ้มค่า สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ในคอนโดแล้ว เรื่องความปลอดภัยของโครงสร้างและฐานรากอาคารก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่ง ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในการตัดสินใจเลือกซื้อคอนโด ซึ่งในปัจจุบันก็มีนวัตกรรมของเหล็กเส้นก่อสร้างที่เหนียวพิเศษต้านแรงสั่นสะเทือนแผ่นดินไหว ที่มีคุณสมบัติดัดง่ายด้วยเนื้อเหล็กที่เหนียวมากกว่าเหล็กเส้นทั่วไปถึง 20% ช่วยให้ดัดโค้งได้มากกว่าโดยไม่แตกร้าว มีการยืดตัวได้มากกว่าโครงสร้างเหล็กทั่วไป อีกทั้งยังสามารถที่จะรองรับพลังงานที่อาจจะทำให้โครงสร้างพังทลาย เช่น พลังงานจากแผ่นดินไหว ได้มากกว่าโครงสร้างที่ใช้เหล็กทั่วไปกว่า 25% นอกจากนั้น เหล็กเส้นต้านแผ่นดินไหวของบริษัท ทาทา สตีล (ประเทศไทย) นี้ ยังมีการควบคุมคุณสมบัติให้สอดคล้องกับเหล็กเส้นเหนียวพิเศษในมาตรฐานสากลอีกด้วย ซึ่งในประเทศไทยก็มีคอนโดมิเนียมที่เลือกใช้เหล็กเส้นเหนียวพิเศษต้านแผ่นดินไหวทาทา ทิสคอน เอส จากบริษัท ทาทา สตีล อาทิ OKA Haus Condo, Keen Condo Sriracha, The Nine Condo และ The Nimman Condominium เป็นต้น

เรื่องความปลอดภัยของผู้อยู่อาศัยและผู้ใช้งานเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง จึงจำเป็นที่จะต้องเลือกใช้วัสดุก่อสร้างโครงสร้างหลักและฐานรากจากเหล็กเส้นก่อสร้างที่มีคุณภาพ สำหรับผู้ที่กำลังมองหาโครงการที่อยู่อาศัย การพิจารณาไปถึงโครงสร้างของตัวอาคาร ทั้งด้านการออกแบบ ไปจนถึงวัสดุเหล็กเส้นก่อสร้างที่มีคุณภาพ ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ไม่ควรมองข้ามเป็นอย่างยิ่ง  สิ่งก่อสร้างหรืออาคารต่างๆ ที่มีผู้ใช้สอยจำนวนมาก จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องคำนึงถึงความปลอดภัยมาเป็นอันดับหนึ่ง ตั้งแต่การออกแบบและเลือกใช้วัสดุในงานโครงสร้างและฐานรากต่างๆ สำหรับโครงการสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ในประเทศไทย ยิ่งจำเป็นต้องมีความพิถีพิถันในการเลือกใช้วัสดุก่อสร้าง ตั้งแต่งานโครงสร้างหลักไปจนถึงการตกแต่งอาคารให้มีความสวยงามทันสมัย ทาทา สตีล ในฐานะที่เป็นบริษัทผู้ผลิตและจำหน่ายเหล็กทรงยาวรายใหญ่ที่สุดในประเทศไทย มีความพร้อมที่จะพัฒนาคุณภาพการผลิตเหล็กเส้นก่อสร้างตามมาตรฐานสากล และบริการใหม่ๆ ที่สนับสนุนโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ของประเทศไทยทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน นายชัยเฉลิม กล่าวทิ้งท้าย

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่ ส่วนสื่อสารและกิจกรรมองค์กร โทรศัพท์  02-937-1000 หรือเข้าไปที่ www.tatasteelthailand.com

กสอ. ชี้ 5 อุตฯเกษตรมาแรง “เทรนด์รักสุขภาพ – สูงอายุ” ยืนหนึ่งบนมาร์เก็ต พร้อมแนะจุดเปลี่ยนสำคัญเพื่อเอสเอ็มอีเกษตรไทย

  • กสอ.อัดงบกว่า 85 ล้าน ดัน 16 โครงการ หนุน ผปก.เกษตรไทย เน้นยังต้องเดินด้วย เทคโนฯ – นวัตกรรม

กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) ชี้อุตสาหกรรมเกษตรต้องปรับกระบวนการไปสู่การใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในระดับที่เข้มข้นขึ้น เพื่อให้สอดรับกับความเปลี่ยนแปลงและพฤติกรรมการบริโภคที่คาดว่าจะเพิ่มอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น นวัตกรรมในการยืดอายุของผลิตภัณฑ์ นวัตกรรมในการลดต้นทุน ระบบออโตเมชั่นลดระยะเวลาการทำงานในกระบวนการต่าง ๆ การใช้บิ๊กดาต้าเพื่อนำข้อมูลต่าง ๆ มาวิเคราะห์ความเป็นไปได้ที่อาจจะเกิดขึ้น โดยยังได้เผยถึง 5 อุตสาหกรรมหรือธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรและเกษตรแปรรูป ที่คาดว่าจะเติบโตได้ดีและเป็นที่ต้องการของตลาดในปี 2562 ได้แก่ อุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปที่เน้นเทรนด์การรักสุขภาพและการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ อุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปที่ผลิตมาจากผลไม้เมืองร้อน อุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปเพื่อสุขภาพที่ไม่ใช่อาหาร ธุรกิจสตาร์ทอัพด้านการเกษตร และชุมชนท่องเที่ยวทางการเกษตร ทั้งนี้ ในปี 2562 ยังได้จัดเตรียมงบประมาณ เพื่อการพัฒนาผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในกลุ่มอุตสาหกรรมเกษตรและเกษตรแปรรูปไว้กว่า 85 ล้านบาท โดยมีกิจกรรมส่งเสริมหลากหลายรูปแบบภายใต้ 16 โครงการ อาทิ การพัฒนาระบบมาตรฐานสากลหรือ เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ในสถานประกอบการ กิจกรรมพัฒนาคุณภาพด้วยมาตรฐานสารสกัด ซึ่งได้ตั้งเป้าให้ผู้ประกอบการเกิดการพัฒนาในด้านต่าง ๆ เหล่านี้ไม่น้อยกว่า 800 กิจการ จำนวน 650 คน

นายกอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กล่าวว่า ในปีถัดไปคาดว่าผลผลิตทางการเกษตรจะยังเป็นที่ต้องการในกลุ่มผู้บริโภคเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เป็นผลให้การทำเกษตรกรรมและธุรกิจที่เกี่ยวข้องต้องปรับกระบวนการไปสู่การใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในระดับที่เข้มข้น เพื่อให้สอดรับกับความเปลี่ยนแปลงและพฤติกรรมการบริโภค การดำเนินชีวิต รวมถึงการเพิ่มมูลค่าผลผลิตตั้งแต่ในระดับต้นน้ำ – ปลายน้ำ ทั้งนี้ กลุ่มอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป ถือเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ต้องปรับตัวครั้งใหญ่ตามกระแสดังกล่าว ทั้งในเรื่องของการปรับแนวคิด การเปลี่ยนรูปแบบการผลิตจาก “สินค้าโภคภัณฑ์” ไปสู่ “สินค้านวัตกรรม”การกำหนดช่องทางตลาดเพื่อให้ผลิตภัณฑ์เป็นที่ต้องการ นอกจากนี้ จากการเติบโตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น ยังถือเป็นโอกาสที่สำคัญที่จะช่วยผลักดันการพัฒนาธุรกิจแนวคิดใหม่ๆ ซึ่งจะช่วยเพิ่มพูนขีดความสามารถทางการแข่งขันด้านอุตสาหกรรมการเกษตรของไทยให้เป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น

นายกอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับอุตสาหกรรมหรือธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรและเกษตรแปรรูป ที่คาดว่าจะเติบโตได้ดีและเป็นที่ต้องการของตลาดในปี 2562 นั้น ประกอบด้วย

1. อุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปที่เน้นเทรนด์การรักสุขภาพ และการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ซึ่งเกิดมาจากความตื่นตัวและใส่ใจในสุขภาพของคนในสังคม โดยเฉพาะพืชผลเกษตรที่ให้คุณค่าทดแทนแป้งและน้ำตาล หรือ กลุ่มอาหารที่ช่วยลดปัจจัยเสี่ยงในการเกิดโรคของผู้สูงอายุ อาทิ เบาหวาน ความดัน โรคหัวใจ โดยตัวอย่างของผลิตภัณฑ์เกษตรแปรรูปในกลุ่มนี้ เช่น ธัญพืชอัดแท่ง น้ำนมข้าวกล้อง เครื่องปรุงรสอาหารที่เน้นการลดโซเดียมหรือสารอาหารที่เกินความจำเป็น

2. อุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปที่ผลิตมาจากผลไม้เมืองร้อน เนื่องด้วยความนิยมในการเลือกบริโภคของชาวไทยและชาวต่างชาติที่เพิ่มปริมาณมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงนโยบายในการส่งเสริมผลิตผลทางการเกษตรประเภทดังกล่าวของรัฐบาล ที่คาดว่าจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้อุตสาหกรรมนี้เติบโตในทิศทางที่ดีขึ้นตั้งแต่ต้นน้ำ – ปลายน้ำ ไม่ว่าจะเป็นผลไม้สด เช่น ทุเรียน มังคุด สับปะรด รวมทั้ง ผลไม้กระป๋อง ผลไม้อบแห้ง เครื่องดื่มหรือขนมขบเคี้ยวที่มีผลไม้เมืองร้อนเป็นส่วนผสม ซึ่งการเติบโตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นยังมีอานิสงส์ มาจากจำนวนนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะชาวจีน ญี่ปุ่น ยุโรป และกลุ่มอาเซียนที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย

3. อุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปเพื่อสุขภาพที่ไม่ใช่อาหาร ซึ่งจะเป็นการเพิ่มคุณค่าในด้านของใช้ประจำวัน โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มไลฟ์สไตล์ เช่น เครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด ผลิตภัณฑ์เพื่อการดูแลร่างกาย ซึ่งปัจจัยที่จะเพิ่มมูลค่าให้การทำธุรกิจด้านนี้ได้นั้น จะต้องคำนึงถึงความต้องการของผู้บริโภคและความนิยมของตลาดเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นการใช้สารสกัด ส่วนผสมที่หลากหลายที่มีผลต่อจิตวิทยาในความเชื่อด้านคุณประโยชน์ รวมทั้งการให้ความสำคัญกับกลิ่นที่ช่วยในเรื่องการบำบัดและความหอม

4. ธุรกิจสตาร์ทอัพด้านการเกษตร ซึ่งเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่กำลังมาแรง โดยมีปีปัจจัยหนุนมาจากสังคมพื้นฐานของประเทศไทยที่ส่วนใหญ่เป็นสังคมเกษตรกรรม ทั้งนี้ โอกาสที่จะเติบโตของกลุ่มสตาร์ทอัพได้นั้นจะต้องเน้นการพัฒนาโซลูชั่นเพื่อแก้ปัญหาให้กับเกษตรกร เช่น การแบ่งปันเทคโนโลยีใหม่ ๆ หรือที่เหมาะสมกับเกษตรกรรมแต่ละประเภท การระดมทุนจากธุรกิจรายใหญ่เพื่อจัดซื้อวัตถุดิบหรืออุปกรณ์ต่าง ๆ การพัฒนาแอปพลิเคชั่นเพื่อเพิ่มความสะดวกสบาย ตลอดจนการพัฒนาพันธุ์พืชใหม่ๆที่จะเป็นโอกาสในการเข้าถึงตลาดที่ใหญ่ขึ้น

5. ชุมชนท่องเที่ยวทางการเกษตร จากรูปแบบการท่องเที่ยวที่หลากหลายในปัจจุบัน เป็นผลให้การท่องเที่ยวเชิงเกษตรได้รับความนิยมมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งปัจจุบันหลาย ๆ หน่วยงานรวมทั้งกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมก็ได้มีนโยบายในการพัฒนาชุมชนดังกล่าว ให้เติบโตได้ด้วยการนำความโดดเด่นของพื้นที่มาพัฒนาเป็นบริการทางการท่องเที่ยว เช่น บริการโฮมสเตย์ท่ามกลางธรรมชาติ การทดลองเก็บเกี่ยวพืชผล การทำกิจกรรมร่วมกับวิสาหกิจชุมชน ทั้งนี้ นอกจากจะพัฒนาบริการท่องเที่ยวแล้ว ยังสามารถนำผลผลิตที่ได้จากการเกษตรมาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ของฝากได้อีกด้วย

นายกอบชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า การเติบโตของอุตสาหกรรมการเกษตรนำมาซึ่งความท้าทายอีกหลายประการที่ผู้ประกอบการไทยต้องเผชิญ ดังนั้น การปรับตัวและการปรับเปลี่ยนกระบวนการจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้ประกอบการต้องคำนึงถึงเป็นลำดับแรก ๆ โดยเฉพาะในเรื่องของนวัตกรรมที่จะต้องเน้นให้เกิดขึ้นอย่างหลากหลาย ทั้งนวัตกรรมในการยืดอายุของผลิตภัณฑ์ นวัตกรรมในการลดต้นทุน เช่น โลจิสติกส์ การลดของเสีย สินค้าคงคลัง ระบบออโตเมชั่น ลดระยะเวลาการทำงานในกระบวนการต่าง ๆ  การใช้บิ๊กดาต้าเพื่อนำข้อมูลต่าง ๆ มาวิเคราะห์ความเป็นไปได้ที่อาจจะเกิดขึ้น เทคโนโลยีเครื่องจักรกลที่ต้องมีประสิทธิภาพ ตลอดจนนวัตกรรมที่เปลี่ยนจากเกษตรเคมีมาเป็นเกษตรอินทรีย์ เป็นต้น

อย่างไรก็ดี ในปี 2562 กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมได้จัดเตรียมงบประมาณเพื่อการพัฒนาผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ในกลุ่มอุตสาหกรรมเกษตรและเกษตรแปรรูปไว้กว่า 85 ล้านบาท โดยมีกิจกรรมส่งเสริมหลากหลายรูปแบบภายใต้ 16 โครงการ อาทิ การพัฒนาระบบมาตรฐานสากลหรือผลิตภาพในสถานประกอบการ การสนับสนุนให้ผู้ประกอบการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ด้วยการนำความรู้ทางเทคโนโลยีวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมมาใช้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และนำไปสู่ การผลิตเชิงพาณิชย์ กิจกรรมพัฒนาคุณภาพด้วยมาตรฐานสารสกัด ซึ่งได้ตั้งเป้าให้ผู้ประกอบการเกิดการพัฒนา ในด้านต่าง ๆ ไม่น้อยกว่า 800 กิจการ จำนวน 650 คน

สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจรายละเอียด สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กลุ่มงานประชาสัมพันธ์ สำนักงานเลขานุการกรม กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม โทรศัพท์ 022024414 - 17หรือ เข้าไปที่ www.dip.go.th

‘ไอคอนสยาม’ เปิดพิพิธภัณฑ์ลอยน้ำ ‘เรือสำเภาศรีมหาสมุทร’ ครั้งแรกในไทย ยิ่งใหญ่ริมเจ้าพระยา ฉลอง 250 ปีกรุงธนบุรี

  • ตื่นตาตื่นใจกับเรือสำเภาโบราณที่กลับมามีชีวิตอีกครั้งหนึ่ง โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนได้เข้าชมพื้นที่ต่างๆ ภายในเรือ ที่บอกเล่าเรื่องราวในประวัติศาสตร์ด้วยเทคนิคการนำเสนอที่ล้ำสมัย สร้างประสบการณ์เหมือนพาผู้เข้าชมย้อนเวลากลับไปอยู่บนเรือจริงในอดีต
  • จัดแสดงนิทรรศการพระราชประวัติและพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เพื่อเรียนรู้ช่วงเวลาสำคัญของประวัติศาสตร์ไทย โดยกำหนดจัดแสดงตั้งแต่วันที่ 14 พฤศจิกายน 2561 – 13 มกราคม 2562 ณ ริเวอร์ พาร์ค ไอคอนสยาม ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา

‘ไอคอนสยาม’ อภิมหาโครงการเมืองแห่งการใช้ชีวิตสู่โลกอนาคต สัญลักษณ์แห่งความรุ่งโรจน์ของไทยริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา จัดพิธีเปิดพิพิธภัณฑ์ลอยน้ำครั้งแรกในประเทศไทย ‘เรือสำเภาศรีมหาสมุทร’ สัญลักษณ์แห่งความเจริญรุ่งเรืองที่มากับสายน้ำ เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ในวาระครบรอบ 250 ปี แห่งการสถาปนากรุงธนบุรีศรีมหาสมุทร ภายในนิทรรศการจัดแสดงพระราชประวัติและพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช นำเสนอในรูปแบบนิทรรศการและใช้เทคนิคการนำเสนอที่ล้ำสมัย บอกเล่าเรื่องราวและสร้างประสบการณ์ที่น่าตื่นตาตื่นใจให้กับผู้เข้าชม เสมือนย้อนเวลากลับไปอยู่บนเรือจริงในอดีต โดยพิธีเปิดพิพิธภัณฑ์ลอยน้ำ ‘เรือสำเภาศรีมหาสมุทร’ จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ด้วยการแสดงชุดหุ่นละครเล็กเรื่องรามเกียรติ์ ตอน ‘หนุมานเกี้ยวนางวาริน’ ซึ่งมีความสำคัญในฐานะพระราชนิพนธ์ในสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ประกอบแสงสีเสียง โดยได้รับเกียรติจาก ดร.วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมผู้บริหารไอคอนสยาม สปอนเซอร์ และนักแสดงชื่อดัง อั้ม-อธิชาติ ชุมนานนท์, เจมส์-จิรายุ ตั้งศรีสุข และ นุ่น-วรนุช ภิรมย์ภักดี ร่วมในพิธีเปิดเพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่าเรือกำลังจะออกเดินทางอีกครั้งหนึ่ง ณ เบื้องหน้า พิพิธภัณฑ์ลอยน้ำ ‘เรือสำเภาศรีมหาสมุทร’ ท่ามกลางทัศนียภาพอันงดงามของแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณ ริเวอร์ พาร์ค ไอคอนสยาม

(จากซ้าย) อั้ม-อธิชาติ ชุมนานนท์, นายสุเวทย์ ธีรวชิรกุล กรรมการ บริษัท ไอคอนสยาม จำกัด, นางชฎาทิพ จูตระกูล กรรมการ บริษัท ไอคอนสยาม จำกัด, นางเกตวลี นภาศัพท์ กรรมการ บริษัท ไอคอนสยาม จำกัด, ดร. วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี, นายณรงค์ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการ บริษัท ดิ ไอคอนสยาม ซูเปอร์ลักซ์ เรสซิเดนซ์ คอร์ปอเรชั่น จํากัด, นางทิพพาภรณ์ อริยวรารมย์ กรรมการ บริษัท ดิ ไอคอนสยาม ซูเปอร์ลักซ์ เรสซิเดนซ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด, นางรจเรข สีมาปิวะพันธ์ ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน สายงานบริหารการขาย, นุ่น-วรนุช ภิรมย์ภักดี และ เจมส์-จิรายุ ตั้งศรีสุข

ดร. วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี

 

นายณรงค์ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการ บริษัท ดิ ไอคอนสยาม ซูเปอร์ลักซ์ เรสซิเดนซ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด

 

อั้ม-อธิชาติ ชุมนานนท์, นุ่น-วรนุช ภิรมย์ภักดี และ เจมส์-จิรายุ ตั้งศรีสุข

นายณรงค์ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการ บริษัท ดิ ไอคอนสยาม ซูเปอร์ลักซ์ เรสซิเดนซ์ คอร์ปอเรชั่น จํากัด กล่าวว่า “บริษัท ไอคอนสยาม จำกัด ร่วมกับ บริษัท ดิ ไอคอนสยาม เรสซิเดนซ์ คอร์ปอร์เรชั่น จำกัด พร้อมด้วย บริษัท ดิ ไอคอนสยาม ซูเปอร์ลักซ์ เรสซิเดนซ์ คอร์ปอร์เรชั่น จำกัด และ ธนาคารออมสิน ได้ร่วมกันจัดสร้างพิพิธภัณฑ์ลอยน้ำ ‘เรือสำเภาศรีมหาสมุทร’ ขึ้นอย่างยิ่งใหญ่อลังการเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ที่ทรงฟื้นฟูบ้านเมือง พร้อมวางรากฐานให้กรุงธนบุรีเป็นเส้นทางการค้า และเจริญรุ่งเรืองมาจวบจนปัจจุบัน ภายในนิทรรศการมีการจัดแสดงพระราชประวัติของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช พร้อมพระราชกรณียกิจในการฟื้นฟูบ้านเมือง และการก่อตั้งกรุงธนบุรีให้เป็นเมืองท่าการค้าที่สำคัญ โดยพิพิธภัณฑ์ลอยน้ำ ‘เรือสำเภาศรีมหาสมุทร’ จะทำหน้าที่เป็นดังสัญลักษณ์แห่งความเจริญรุ่งเรืองที่มาพร้อมกับสายน้ำ ที่พาผู้เข้าชมย้อนไปสมัยกรุงธนบุรี สู่ยุคแห่งความรุ่งโรจน์ทางการค้าบนเรือสำเภาจากคริสต์ศตวรรษ 18 หนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ของเมืองท่าการค้าที่สำคัญแห่งเส้นทางการค้านานาชาติ เพื่อให้ประชาชนคนไทยและผู้ที่สนใจได้เรียนรู้ถึงช่วงเวลาสำคัญยิ่งของประวัติศาสตร์ประเทศไทย โดยมีกำหนดจัดแสดงนิทรรศการตั้งแต่วันที่ 14 พฤศจิกายน 2561 – 13มกราคม 2562 ณ บริเวณ  ริเวอร์ พาร์ค ไอคอนสยาม ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา และเปิดให้ผู้ที่สนใจและประชาชนทั่วไปสามารถเข้าชมได้ฟรี”

พิพิธภัณฑ์ลอยน้ำ “เรือสำเภาศรีมหาสมุทร”

พิพิธภัณฑ์ลอยน้ำ ‘เรือสำเภาศรีมหาสมุทร’ ถูกเนรมิตขึ้นอย่างตระการตาโดยมีต้นแบบมาจากเรือสำเภาสินค้าที่ชาวแต้จิ๋วเรียกว่า อั้ง เถ้า จุ้ง แปลว่าเรือสำเภาหัวแดง ภายในนิทรรศการผู้เข้าชมจะได้เยี่ยมชมพื้นที่ต่างๆ ของเรือสำเภาศรีมหาสมุทร ที่บอกเล่าเรื่องราวในอดีต โดยนำเสนอในรูปแบบนิทรรศการ และนำเสนอโดยใช้เทคนิคอินเตอร์แอคทีฟที่ล้ำสมัย สร้างประสบการณ์เสมือนพาผู้เข้าชมนิทรรศการย้อนเวลากลับไปอยู่บนเรือจริงในอดีต โดยแบ่งโซนจัดแสดงออกเป็น 3 โซน ได้แก่  โซนที่ 1 ห้องกัปตัน จัดแสดงความเป็นมาและเรื่องราวเกี่ยวกับการค้าทางเรือ การย้ายราชธานีและการวางรากฐานให้กับกรุงธนบุรี และกรุงธนบุรีในฐานะเมืองท่าการค้า โซนที่ 2 ห้องพักลูกเรือ จัดแสดงบรรยากาศและวิถีชีวิตภายในเรือ และโซนที่ 3 คลังอารยธรรม จัดแสดงพระราชประวัติของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช พระราชกรณียกิจในการฟื้นฟูบ้านเมือง ลำดับเวลาการสงครามเพื่อรวบรวมบ้านเมือง การเจริญสัมพันธไมตรีทางการค้าและการทูตระหว่างกรุงธนบุรีกับจีน เรื่องราวเส้นทางการค้าโลก และ ‘เรือ’ ในฐานะสัญลักษณ์แห่งความรุ่งโรจน์ อีกทั้งยังจัดให้มีกิจกรรมสร้างเสริมประสบการณ์สุดประทับใจให้กับผู้เข้าชมนิทรรศการ อาทิ การทดลองชักรอกลังสินค้าเสมือนเป็นลูกเรือในสมัยก่อน และผู้เข้าชมนิทรรศการยังสามารถเปลี่ยนชุด สวมบทบาทเป็นคนชาติต่างๆ ได้ด้วยการส่องกระจก (Kinect) และถ่ายภาพร่วมกับคลังอารยธรรม พร้อมทั้งแชร์ภาพบนเรือนี้ได้อีกด้วย นอกจากนั้นบน ‘เรือสำเภาศรีมหาสมุทร’ ยังมีจุดชมวิวอยู่ที่ชั้นบนสุดของเรือ และมีโซนร้านค้าร้านกาแฟให้บริการสำหรับผู้เข้าชมนิทรรศการ

ภายในพิพิธภัณฑ์ลอยน้ำ “เรือสำเภาศรีมหาสมุทร”

“ไอคอนสยาม อภิมหาโครงการเมืองแห่งการใช้ชีวิตสู่โลกอนาคต สัญลักษณ์แห่งความรุ่งโรจน์ของไทยริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ถูกรังสรรค์ขึ้นจากปณิธานที่ต้องการเชิดชูเรื่องราวอันมีคุณค่า และเป็นความภาคภูมิใจจากทุกมิติของความเป็นไทยที่มีอยู่ในชาติ นำเสนอในรูปแบบวิจิตรล้ำสมัย ซึ่งเราตระหนักถึงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ความเป็นมา และคุณค่าของผืนดินที่ตั้งอภิมหาโครงการเมืองแห่งนี้เป็นอย่างดี เนื่องในโอกาสที่ปี พ.ศ. 2560 เป็นวาระครบรอบ 250 ปีแห่งการสถาปนากรุงธนบุรีศรีมหาสมุทร ไอคอนสยามจึงได้ร่วมกับบริษัท ดิ ไอคอนสยาม เรสซิเดนซ์ คอร์ปอร์เรชั่น จำกัด พร้อมด้วย บริษัท ดิ ไอคอนสยาม ซูเปอร์ลักซ์ เรสซิเดนซ์ คอร์ปอร์เรชั่น จำกัด และ ธนาคารออมสิน ขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช โดยพิพิธภัณฑ์ลอยน้ำ ‘เรือสำเภาศรีมหาสมุทร’ จะเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมเชิดชูคุณค่าและความสำคัญของกรุงธนบุรี และถือเป็นส่วนหนึ่งตามความตั้งใจของไอคอนสยาม ในการรวบรวมสิ่งที่ดีที่สุดของไทยและสิ่งที่ดีที่สุดของโลกเข้าไว้ด้วยกัน เพื่อเสริมสร้างให้คนไทยภาคภูมิใจในความเป็นไทย และช่วยกันสืบทอดความงดงามของความเป็นไทยสู่ชนรุ่นหลัง อีกทั้งให้คนทั่วโลกที่มาเยือนรู้สึกหลงรักและประทับใจประเทศไทยมากยิ่งขึ้น” นายณรงค์ กล่าว

Page 1 of 6