บทบรรณาธิการ April 2018

ในปี 2561 สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กระทรวงพลังงาน คาดการณ์สถานการณ์พลังงานของประเทศไทยว่า จะมีการใช้พลังงานขั้นต้นเพิ่มขึ้นจากปี 2560 ประมาณ 2.1% หรืออยู่ที่ประมาณ 2.81 ล้านบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ/วัน โดยพิจารณาจากปัจจัย อาทิ ราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยที่ 50-60 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล อัตราแลกเปลี่ยนมีแนวโน้มอ่อนค่าลงมาอยู่ที่ 34–35 บาท/เหรียญสหรัฐ และการคาดการณ์ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (Gross Domestic Product : GDP) ของสภาพัฒน์ จะขยายตัวที่ 3.6-4.6% เป็นต้น

พร้อมทั้งคาดการณ์ว่าการใช้ไฟฟ้าในปี 2561 จะอยู่ที่ 192,923ล้านหน่วย เพิ่มขึ้น 4.1% ตามภาวะเศรษฐกิจที่จะปรับตัวดีขึ้นทั้งในส่วนของเศรษฐกิจภายในประเทศและเศรษฐกิจโลก สำหรับความต้องการใช้ไฟสูงสุด (พีก) คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 34,202 เมกะวัตต์

ทั้งนี้ แนวโน้มความต้องการใช้พลังงานและไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นดังกล่าว จะทำให้ค่าเชื้อเพลิงขยับตัวสูงไปขึ้นด้วยเช่นกัน และแน่นอนว่าย่อมส่งผลโดยตรงต่อเม็ดเงินในการจ่ายค่าไฟฟ้า ทั้งในส่วนของภาคอุตสาหกรรมการผลิตและภาคครัวเรือนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 

สำหรับแนวโน้มในช่วงเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม 2561 คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) หรือเรกูเลเตอร์ระบุว่า ค่าเชื้อเพลิงทุกชนิด ได้แก่ ก๊าซธรรมชาติ น้้ามันเตา และถ่านหินมีแนวโน้มสูงขึ้น โดยปัจจัยปัจจัยที่มีผลกระทบต่อราคาเชื้อเพลิงและการผลิตไฟฟ้า มีดังนี้

  1. อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นจากประมาณการที่ใช้คำนวณค่าเอฟทีในช่วงเดือน มกราคม– เมษายน 2561จาก 33.32 เป็น 32.05 บาทต่อเหรียญสหรัฐ  
  2. ความต้องการพลังงานไฟฟ้าในช่วงเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม 2561 เท่ากับ 67,334 ล้านหน่วย ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากช่วงเดือนมกราคม– เมษายน 2561 เท่ากับ 5,136 ล้านหน่วย คิดเป็นร้อยละ 8.26
  3. สัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงการผลิตไฟฟ้าในช่วงเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม 2561 ยังคงใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงหลัก ร้อยละ 60.50 รองลงมาเป็นรับซื้อไฟฟ้าจาก สปป.ลาว ร้อยละ 13.23 ลิกไนต์ ร้อยละ 8.80 และถ่านหินน้าเข้า ร้อยละ 8.69
  4. แนวโน้มราคาเชื้อเพลิง คาดว่าราคาก๊าซธรรมชาติรวมค่าผ่านท่อ อยู่ที่ 262.02 บาทต่อล้านบีทียูปรับตัวเพิ่มขึ้นจากงวดที่ผ่านมา 12.51 บาทต่อล้านบีทียู ราคาน้้ามันเตา 18.06 บาทต่อลิตร ปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.89 บาทต่อลิตร ราคาน้้ามันดีเซลอยู่ที่ 22.30 บาทต่อลิตร ลดลง 0.06 บาทต่อลิตร ราคาถ่านหินนำเข้าเฉลี่ยของโรงไฟฟ้าเอกชนอยู่ที่ 2,460.36 บาทต่อตัน ปรับเพิ่มขึ้น 32.87 บาทต่อตัน และราคาลิกไนต์ กฟผ. อยู่ที่ 693 บาทต่อตัน ไม่เปลี่ยนแปลง

จากแนวโน้มที่สูงขึ้นของราคาเชื้อเพลิง ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (เอฟที) ในส่วนของเชื้อเพลิงสูงขึ้น 3.77 สตางค์ต่อหน่วย อย่างไรก็ตาม กกพ.หรือ เรกูเลเตอร์ ได้มีมติตรึงค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (เอฟที) ประจำงวด พฤษภาคม-สิงหาคม 2561 ไว้ที่ 15.90 สตางค์ต่อหน่วย เนื่องจากมีการใช้เงินสะสมจากราคาส่วนต่างค่าไฟฟ้าวงเงิน 11,827 ล้านบาท โดยใช้เงินจำนวน 5,291 ล้านบาทในการตรึงไว้ที่ 15.90 สตางค์ต่อหน่วย

ทั้งนี้ จากการตรึงค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (เอฟที) ไว้ที่ 15.90 สตางค์ต่อหน่วย เมื่อรวมค่าไฟฟ้าฐาน 3.76 บาทต่อหน่วย จะทำให้ประชาชนต้องจ่ายค่าไฟงวดใหม่เท่าเดิมคือ 3.5966 บาทต่อหน่วยต่อไป (ไม่รวม VAT) นับเป็นการตรึงค่าไฟไฟฟ้า 3 งวดติดต่อกัน ส่วนแนวโน้มค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (เอฟที) ในงวดไปเดือนกันยายน-ธันวาคม 2561 คาดว่าจะปรับเพิ่มขึ้นอีก ซึ่งจะเป็นผลมาจากราคาก๊าซที่เป็นตัวแปรสำคัญ

ปิดท้ายฉบับนี้กับวิสัยทัศน์ “คุณณรงค์ เสาวภา” กรรมการผู้จัดการ บริษัท จี-โบ (ประเทศไทย) จำกัด ดำเนินธุรกิจประเภทรับเหมางานโครงสร้างเหล็กครบวงจร โดยเปิดแผนธุรกิจ จ่อเซ็นสัญญารับงาน 2 โครงการใหญ่ของภาครัฐและภาคเอกชนอีกหลายโครงการ หนุนสร้างความมั่นคงให้องค์กร ดัน Backlog พุ่งกว่า 150 ลบ. บวกรายได้แตะ 200 ลบ. ชูจุดเด่นผู้รับเหมางานโครงสร้างเหล็กอย่างครบวงจรการันตีความเชื่อมั่นลูกค้า พร้อมเตรียมอัพเกรดเครื่องจักรด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย 

Rate this item
(0 votes)