บทบรรณาธิการ January 2018

ในปี 2561  โครงการระเบียงเขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ EEC  (Eastern Economic Corridor) ยังคงเป็นเมกะโปรเจคหัวหอกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ซึ่งมีเป้าหมายยกระดับพื้นที่เขตเศรษฐกิจภาคตะวันออกให้กลายเป็น “World-Class Economic Zone” รองรับการลงทุนอุตสาหกรรม Super Cluster และอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ

โดยครอบคลุมการพัฒนาพื้นที่ 3 จังหวัด คือ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง ซึ่งจะมีการลงทุนใน 4 กลุ่ม ประกอบด้วยโครงสร้างพื้นฐาน, อุตสาหกรรมเป้าหมาย, การท่องเที่ยว และการสร้างเมืองใหม่ โดยมี 5 โครงการหลัก ได้แก่ 1. สนามบินอู่ตะเภา 2. ท่าเรือแหลมฉบัง 3. รถไฟความเร็วสูง 4. อุตสาหกรรมไฮเทคสำหรับอนาคต และ 5. เมืองใหม่ฉะชิงเทรา-พัทยา-ระยอง

โครงการดังกล่าวนับเป็นกลไกที่สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในอีก 20 ปีข้างหน้า แทนที่ Eastern Seaboard เดิมที่ดำเนินงานมาตลอดกว่า 30 ปี  โดยคาดว่าจะกระตุ้นให้เศรษฐกิจขยายตัวอย่างต่อเนื่องในแต่ละปีนอกจากนี้ ยังจะก่อให้เกิดการจ้างงานในภาคอุตสาหกรรมและบริการกว่า 100,000 อัตราต่อปีอีกด้วย ดังนั้นความพร้อมด้านแรงงานที่จะมารองรับความต้องการของโครงการนี้ จึงนับเป็นสิ่งที่สำคัญเป็นอย่างมากด้วยเช่นกัน

โดยแนวโน้มความต้องการจ้างงานในเขตระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ ECC ในระยะเวลา 5 ปี (2560-2564) พบว่ามีความต้องการแรงงานใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ จำนวน 1.77 แสนคน สำหรับสาขาที่มีความความต้องการแรงงานมากเป็นอันดับหนึ่งคือ เชื้อเพลิงชีวภาพและเคมี 0.35 แสนคน รองลงมา คือ ยานยนต์สมัยใหม่ 0.34 แสนคน อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ 0.33 แสนคน ยานยนต์สมัยใหม่ 0.34 แสนคน อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ 0.33 แสนคน การท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดีและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ 0.21 แสนคน และหุ่นยนต์ จำนวน 0.16 แสนคน

สำหรับอุตสาหกรรมดาวเด่นในปีนี้ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือ ส.อ.ท. ระบุว่า ภาครัฐยังคงชู 5 อุตสาหกรรม S-Curve เดิมที่มีศักยภาพ หรือ First S-Curve ประกอบด้วย อุตสาหกรรมยานยนต์, อุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์, อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว, อุตสาหกรรมการเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ และอุตสาหกรรมการแปรรูปอาหาร

ขณะเดียวกันยังได้มีการเพิ่มและเน้น 5 อุตสาหกรรมอนาคต (New S-Curve) ซึ่งประกอบด้วย อุตสาหกรรมหุ่นยนต์, อุตสาหกรรมการบินและโลจิสติกส์, อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ, อุตสาหกรรมดิจิทัล และอุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร

ส่วนธุรกิจดาวรุ่งในปี 2560 จากการเปิดเผยของศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยประกอบด้วย 1. ธุรกิจบริการทางการแพทย์และความงาม 2. ธุรกิจเครื่องสำอางและครีมบำรุงผิว 3. ธุรกิจ e-commerce 4.ธุรกิจเกี่ยวกับการท่องเที่ยว 5. ธุรกิจก่อสร้างและรับเหมาก่อสร้าง 6. ธุรกิจขนส่งโลจิสติกส์ 7. ธุรกิจบริการทางการเงิน (เคาเตอร์เซอร์วิส ออนไลน์แบงค์กิ้ง ฟินเทค) 8. ธุรกิจโมเดิร์นเทรด 9. ธุรกิจซ่อมอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และ 10. ธุรกิจให้คำปรึกษาทางด้านกฎหมายและบัญชี

ในทางกลับกัน10 ธุรกิจดาวร่วงในปี 2560 ประกอบด้วย 1. ธุรกิจฟอกย้อม 2. ธุรกิจหัตถกรรม 3. ธุรกิจนิตยสาร 4. ธุรกิจร้านเช่าหนังสือ 5. ธุรกิจร้านเช่า VDO และ CD 6. ธุรกิจสิ่งทอผ้าผืน 7. ธุรกิจจัดทำโปสเตอร์ 8. ธุรกิจโรงไม้ 9. ธุรกิจเฟอนิเจอร์ และ 10. ธุรกิจจำหน่ายอุปกรณ์เครื่องจักรทางการเกษตร

ทั้งนี้ ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจทั่วโลกที่เกิดจากปัจจัยเสี่ยงต่างๆ  ดังนั้นในปี 2561ผู้ประกอบการจะต้องมีการวางแผนธุรกิจและแผนการลงทุนอย่างรอบคอบตั้งแต่ต้นปี เพื่อให้สามารถรองรับสถานการณ์ต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้เป็นอย่างดี รวมถึงการผลักดันให้ธุรกิจเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคงตลอดไป

ปิดท้ายฉบับนี้ด้วยวิสัยทัศน์ คุณสุรศักดิ์ โอสถานุเคราะห์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท คริสเตียนีและนีลเส็น (ไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ CNT โดยตั้งเป้ารายปีนี้พุ่ง 9 พันลบ. พร้อมโชว์แผนการดำเนินธุรกิจ ปรับสัดส่วนงานภาครัฐพุ่ง 40% ตอกย้ำคุณภาพด้วยการบริหารจัดการภายในองค์กรแบบ BU Control ด้านเป้าหมายระยะยาวมุ่งก้าวสู่ Top 5 ในธุรกิจงานรับเหมาก่อสร้างของประเทศ

Rate this item
(0 votes)
Last modified on Tuesday, 25 September 2018 14:04