EPG แนวโน้มธุรกิจสดใส ปัจจัยบวกหนุนกำลังซื้อ 3 กลุ่มธุรกิจหลัก

รศ.ดร.เฉลียว วิทูรปกรณ์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อีสเทิร์นโพลีเมอร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ EPG รศ.ดร.เฉลียว วิทูรปกรณ์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อีสเทิร์นโพลีเมอร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ EPG

EPG แนวโน้มธุรกิจสดใส ปัจจัยบวกหนุนกำลังซื้อ 3 กลุ่มธุรกิจหลัก
โชว์งบไตรมาสแรก ปี 61/62 รายได้จากการขาย 2,623 ล้านบาท กำไรสุทธิ 305 ล้านบาท

รศ.ดร.เฉลียว วิทูรปกรณ์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อีสเทิร์นโพลีเมอร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ EPG ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์โพลีเมอร์และพลาสติกแปรรูปชั้นนำของโลก เปิดเผยว่า จากข้อมูลบทวิเคราะห์เศรษฐกิจช่วงครึ่งปีหลังของหลายสำนัก มองว่าการค้าโลกขยายตัว อัตราการว่างงานต่ำ ทั้งในประเทศสหรัฐอเมริกา ยุโรป และญี่ปุ่น เป็นปัจจัยสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก แม้จะมีความเสี่ยงจากอัตราเงินเฟ้อ และมาตรการกีดกันทางการค้าจากสหรัฐฯ ส่วนเศรษฐกิจในประเทศ การส่งออกเติบโตได้ดี  มีการปรับเพิ่มประมาณการยอดผลิตรถยนต์จาก 3% เป็น 5% และรายได้ครัวเรือนเริ่มฟื้นตัวดีขึ้นแต่ยังคงต้องนำไปชำระหนี้จึงเป็นอุปสรรค์ต่อการใช้จ่าย สำหรับธุรกิจของ EPG ซึ่งทำธุรกิจในตลาดโลก ตระหนักถึงปัจจัยต่างๆ ที่ส่งผลต่อการดำเนินงานในภาพรวม EPG ใช้กลยุทธ์ในการขยายตลาดต่างประเทศ และมุ่งเน้นพัฒนาสินค้านวัตกรรมสร้าง New S-Curve รวมถึงพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตสินค้าเพื่อลดต้นทุน ซึ่งแนวโน้มธุรกิจของ EPG ต่อจากนี้ ยังคงขับเคลื่อนด้วย 4 เครื่องยนต์หลัก ได้แก่ 1.ธุรกิจฉนวนกันความร้อน/เย็น 2.ธุรกิจชิ้นส่วนอุปกรณ์และตกแต่งยานยนต์ 3.ธุรกิจบรรจุภัณฑ์พลาสติก และ 4.ธุรกิจร่วมทุน ทั้งนี้หากธุรกิจในกลุ่มใดชะลอตัวยังมีกลุ่มอื่นๆ สนับสนุน โดยทั้งปีตั้งเป้าหมายรายได้จากการขายเติบโตประมาณ 10-15%

ธุรกิจฉนวนกันความร้อน/เย็น ภายใต้แบรนด์ Aeroflex มีปัจจัยส่งเสริมการเติบโตจากตลาดในประเทศและตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสหรัฐอเมริกา และ ญี่ปุ่น มีความต้องการใช้งานผลิตภัณฑ์ Aeroflex สูงขึ้นต่อเนื่อง ทั้งนี้ Aeroflex ได้ลงทุนปรับปรุงไลน์การผลิตในสหรัฐอเมริกา โดยใช้เครื่องจักรอัตโนมัติความเร็วสูง เนื่องจากเห็นโอกาสการเติบโตในสหรัฐอเมริกา จากความต้องการใช้สินค้าที่เพิ่มขึ้น รวมถึงต้องการลดค่าใช้จ่ายในกระบวนการผลิต และจะทยอยปรับปรุงไลน์การผลิตใหม่เพิ่มเติมในระยะเวลา 2-3 ปีข้างหน้า สำหรับประเทศไทยได้ลงทุนขยายโรงงานใหม่คาดว่าจะแล้วเสร็จประมาณปี 2562

ธุรกิจชิ้นส่วนอุปกรณ์และตกแต่งยานยนต์ภายใต้แบรนด์ Aeroklas เติบโตได้ดี โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากผลิตภัณฑ์หลัก ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ประเภทพื้นปูกระบะ (Bed Liner)/ หลังคาครอบกระบะ (Canopy) และบันไดข้างรถกระบะ (Sidestep) ที่มีความต้องการใช้สูงขึ้นตามการขยายตัวของตลาดรถยนต์

ทั้งนี้ Aeroklas ได้นำผลิตภัณฑ์พื้นปูกระบะ (Bed Liner) ไปขยายตลาดในต่างประเทศ ทั้งในประเทศมาเลเซีย ประเทศจีน เป็นต้น นอกจากนี้ Aeroklas มีแผนนำผลิตภัณฑ์ใหม่ ได้แก่ 1.ผลิตภัณฑ์บันไดข้างรถกระบะ (Side Step) ซึ่งออกแบบใหม่ให้กับบริษัทรถยนต์ 2.ผลิตภัณฑ์เดิมของ Aeroklas แต่ออกรุ่นใหม่ๆ เพิ่มเติม 3. E-Z Up and down ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยให้การเปิดปิดท้ายรถกระบะง่ายขึ้นเมื่อเปิดจะไม่กระแทกและเมื่อปิดสามารถผ่อนแรง 4. ผลิตภัณฑ์อื่นๆทยอยออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง

ส่วน TJM Products Pty.Ltd (TJM) และ Flexiglass Challenge Pty.Ltd (Flexiglass) ซึ่งเป็นช่องทางจัดจำหน่ายที่สำคัญของ Aeroklas มีการขยายตลาดในประเทศออสเตรเลียอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบัน TJM มีสาขา (Corporate Store) 3 แห่ง ตั้งอยู่ที่ Perth 2 แห่ง และ Brisbane 1 แห่ง ในประเทศออสเตรเลีย ทำให้มีร้านค้าภายใต้แบรนด์ TJM จำนวน 64 แห่ง ในขณะที่ Flexiglass มีสาขา (Corporate Store) 5 แห่ง และ ช่องทางการจัดจำหน่ายกว่า 100 แห่ง ในประเทศออสเตรเลีย 

ธุรกิจบรรจุภัณฑ์พลาสติก ภายใต้แบรนด์ EPP ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา EPP ลงทุนเพิ่มกำลังการผลิตโดยใช้เครื่องจักรอัตโนมัติความเร็วสูง จึงทำให้ปัจจุบันมีกำลังการผลิตขนาดใหญ่ อีกทั้ง EPP ได้รับการรับรองมาตรฐานความสะอาด ความปลอดภัยทางด้านอาหารจากองค์กรชั้นนำหลายแห่งทั่วโลก จึงได้นำจุดแข็งเหล่านี้มาใช้เป็นเครื่องมือผลักดันธุรกิจ โดยใช้ประโยชน์จากเครื่องจักรให้ได้ประสิทธิภาพสูงขึ้น และเริ่มรุกตลาดส่งออกและอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น เพื่อลดการพึ่งพิงตลาดค้าปลีกที่ยังฟื้นตัวได้ช้า รวมถึงเพิ่มความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ โดยภายในปีนี้จะมีผลิตภัณฑ์ใหม่ประมาณ 4 - 5 กลุ่มผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์อาหาร (Food Packaging) แบบใหม่จำนวนมาก

สำหรับผลประกอบการไตรมาสที่ 1 ปี 61/62 (เม.ย.61 – มิ.ย.61) บริษัทมีรายได้จากการขาย 2,623 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้จากการขาย 2,382 ล้านบาท จำนวน 241 ล้านบาท หรือปรับตัวเพิ่มขึ้น 10% ส่งผลให้ EPG มีกำไรสุทธิ 305 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 287 ล้านบาท หรือปรับตัวเพิ่มขึ้น 6% โดยมีอัตรากำไรขั้นต้นที่ 29% ซึ่งบริษัทสามารถรักษาอัตรากำไรขั้นต้นตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ รศ.ดร.เฉลียว กล่าว

Rate this item
(0 votes)