เชลล์ จับมือ แอร์โฟลว์ ทรัค คอมพานี เปิดตัว “Starship” สุดยอดรถบรรทุกประหยัดเชื้อเพลิง

เชลล์ จับมือ แอร์โฟลว์ ทรัค คอมพานี เปิดตัว “Starship” สุดยอดรถบรรทุกประหยัดเชื้อเพลิง เชลล์ จับมือ แอร์โฟลว์ ทรัค คอมพานี เปิดตัว “Starship” สุดยอดรถบรรทุกประหยัดเชื้อเพลิง

เชลล์ จับมือ แอร์โฟลว์ ทรัค คอมพานี เปิดตัว “Starship” สุดยอดรถบรรทุกประหยัดเชื้อเพลิง

มุ่งยกระดับการใช้พลังงานอย่างคุ้มค่าทั่วโลก

โซโนมา, แคลิฟอร์เนีย 20 เมษายน - บริษัท เชลล์ ลูบริแคนท์ส (Shell Lubricants) และ แอร์โฟลว์ ทรัค คอมพานี (AirFlow Truck Company) ร่วมกันเปิดตัว “Starship”สุดยอดรถบรรทุกประหยัดเชื้อเพลิงแห่งอนาคต ซึ่งได้รับการออกแบบและสร้างสรรค์ขึ้นเพื่อแสดงถึงความเป็นไปได้ของการลดใช้พลังงานในการขนส่งสินค้า โดยมีการนำเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดมาช่วยลดอัตราการใช้พลังงานในการขนส่งสินค้าจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่ง รถบรรทุกคันนี้กำลังจัดแสดงให้ประชาชนได้ชมฟรีในงาน Shell Make the Future California ที่ Sonoma Raceway (www.shell.us/makethefuturecalifornia)

โรเบิร์ต เมนวอริ่ง ผู้จัดการฝ่ายเทคโนโลยีเพื่อนวัตกรรม บริษัท เชลล์ ลูบริแคนท์ส กล่าวว่า “เราพยายามริเริ่มโครงการใหม่ๆ อย่างเช่นโครงการ Starship เพื่อคงความเป็นผู้นำด้านการพัฒนาเทคโนโลยีและการประหยัดพลังงาน การทำงานร่วมกับแอร์โฟลว์ ทรัค คอมพานี และซัพพลายเออร์รายอื่นๆ เปิดโอกาสให้เราได้ร่วมมือกับบริษัทด้านนวัตกรรม เพื่อแสวงหาความเป็นไปได้ในการใช้เชื้อเพลิงอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ การขนส่งคิดเป็นสัดส่วน 1 ใน 4 ของการใช้พลังงานทั้งหมดทั่วโลก และคิดเป็น 1 ใน 5 ของการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดจากการใช้พลังงานทั่วโลก โดย 72% มาจากการขนส่งทางบกซึ่งรถบรรทุกเป็นส่วนสำคัญ ดังนั้น การเพิ่มประสิทธิภาพและยกระดับการประหยัดเชื้อเพลิงในภาคการขนส่งเชิงพาณิชย์ อาจสร้างความก้าวหน้าครั้งใหญ่ในการลดการปล่อยมลพิษ”

เนื่องจากทั่วโลกมีการกำหนดข้อบังคับใหม่ๆว่าด้วยการประหยัดเชื้อเพลิง ขณะเดียวกันก็มีความจำเป็นที่จะต้องยกระดับการประหยัดเชื้อเพลิงอย่างต่อเนื่อง เชลล์ ลูบริแคนท์ส จึงเล็งเห็นถึงความสำคัญของการใช้วิธีการแบบองค์รวมในการพัฒนา อย่างไรก็ดี การยกระดับการประหยัดเชื้อเพลิงของรถบรรทุกสำหรับงานหนักมีความท้าทายอย่างมาก เนื่องจากขนาดและโครงสร้างของหัวลากและส่วนบรรทุกพ่วง นอกจากนั้นยังเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยได้รับความสนใจเท่าใดนักตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา

คุณเมนวอริ่ง กล่าวเสริมว่า “เชลล์เชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่า ความสัมพันธ์ที่เน้นความร่วมมือทั้งในด้านการดำเนินงานและด้านวิศวกรรม มีความสำคัญต่อการลดการปล่อยมลพิษและการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิง เราจึงพัฒนาความสัมพันธ์ดังกล่าวกับบรรดาบริษัท OEM ชั้นนำทั่วโลก ซึ่งความสัมพันธ์กับแอร์โฟลว์ ทรัค คอมพานี และซัพพลายเออร์รายอื่นๆในโครงการ Starship ก็เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสร้างความร่วมมือที่นำโดยเชลล์ เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านวิศวกรรม ส่งผลให้เกิดการพัฒนารถบรรทุกที่จะมาท้าทายนิยามเดิมของประสิทธิภาพการขนส่งด้วยรถบรรทุก ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ เราได้พัฒนารถยนต์ต้นแบบเพื่อแสดงให้เห็นว่า รถที่มีน้ำหนักเบา เพรียวลม และมีประสิทธิภาพการหล่อลื่นสูง มีความสำคัญอย่างไรต่อการเดินทางส่วนบุคคล และ Starship ก็คือรถต้นแบบในลักษณะเดียวกันสำหรับการขนส่งสินค้า”

เชลล์ให้คำปรึกษาทางเทคนิคเกี่ยวกับเครื่องยนต์และส่วนประกอบของระบบขับเคลื่อน รวมถึงให้คำแนะนำเกี่ยวกับน้ำมันหล่อลื่นสำหรับรถบรรทุก Starship โดยรถบรรทุกคันนี้ใช้น้ำมันเครื่องสังเคราะห์แท้รุ่นใหม่ของเชลล์ ที่มีความหนืดต่ำและเหมาะสำหรับรถที่ใช้งานหนัก น้ำมันเครื่องสังเคราะห์แท้ที่ทำจากน้ำมันพื้นฐานสังเคราะห์ 100% และสารเพิ่มคุณภาพมาตรฐานสูง จะช่วยป้องกันการสึกหรอ การตกตะกอน และการแตกตัว นอกจากนี้ ลักษณะของน้ำมันที่มีความหนืดต่ำยังทำให้ประหยัดเชื้อเพลิงมากกว่าเมื่อเทียบกับน้ำมันเครื่อง SAE 15W-40 แบบธรรมดา เทคโนโลยีน้ำมันหล่อลื่นตัวนี้มีระดับความหนืดเทียบเท่ากับน้ำมันเครื่อง Shell Rimula Ultra E+ และกำลังได้รับการทดสอบโดยบรรดาบริษัท OEM ทั่วโลก

คริส เกร์เรโร ผู้จัดการฝ่ายตราสินค้าสากล ธุรกิจเฮฟวี่ ดิวตี้ ลูบริแคนท์ส ของเชลล์ กล่าวว่า “ในฐานะที่เป็นผู้นำด้านน้ำมันหล่อลื่นสำหรับรถที่ใช้งานหนัก ความรับผิดชอบของเราต่ออุตสาหกรรมจึงมีมากกว่าการนำเสนอผลิตภัณฑ์เพียงอย่าวเดียว ด้วยเหตุนี้ ผมจึงภูมิใจมากที่ได้ร่วมงานกับแอร์โฟลว์ ทรัค คอมพานี ซึ่งเปิดโอกาสให้เราได้แสวงหาวิธีการใหม่ๆในการประหยัดเชื้อเพลิงสำหรับการขนส่ง ในอนาคต เราต้องพึ่งพาโซลูชั่นที่จะช่วยรับมือกับความท้าทายด้านพลังงานทั่วโลก อย่างเช่น Starship ซึ่งจะเป็นประโยชน์ทั้งกับลูกค้าของเรา ผู้ขับขี่ และผู้คนทั่วโลกในอีกหลายปีข้างหน้า”

เชลล์และแอร์โฟลว์ได้แก้ไขปรับปรุงรถบรรทุก Starship อย่างต่อเนื่อง ก่อนที่จะมีการจัดแสดงต่อสาธารณชนเป็นครั้งแรกในงาน Shell Make the Future ที่เมืองโซโนมา และในเดือนพฤษภาคมที่จะถึงนี้ ทั้งสองบริษัทจะแสดงสมรรถนะของ Starship ให้เป็นที่ประจักษ์ด้วยการขับขี่จากฝั่งตะวันตกไปยังฝั่งตะวันออกของสหรัฐ เริ่มจากรัฐแคลิฟอร์เนียไปสิ้นสุดที่รัฐฟลอริดา โดยจะบรรทุกสินค้าน้ำหนักสูงสุดเท่าที่ได้รับการอนุญาต ด้วยน้ำหนักรวม 80,000 ปอนด์ หรือ 36,287 กิโลกรัม

ตลอดการเดินทางจะมีการวัดประสิทธิภาพการบรรทุกและอัตราการประหยัดเชื้อเพลิง และจะมีการเปิดเผยผลลัพธ์ให้สาธารณชนได้รับทราบ เชลล์และแอร์โฟลว์มองว่าประสิทธิภาพการบรรทุกเป็นตัวบ่งชี้ประสิทธิภาพการขนส่งที่สำคัญที่สุด โดยแสดงถึงอัตราการใช้พลังงานในการขนส่งสินค้าจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่ง การเพิ่มน้ำหนักบรรทุกสู่ระดับสูงสุดจะลดประสิทธิภาพการประหยัดเชื้อเพลิง แต่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบรรทุกและลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

สิ่งที่ได้เรียนรู้จากโครงการ Starship มีความสำคัญในระดับโลก เนื่องจากอุตสาหกรรมการขนส่งด้วยรถบรรทุกทั่วโลก กำลังเผชิญกับความท้าทายในการเพิ่มอัตราการบรรทุกพร้อมกับลดอัตรการใช้เชื้อเพลิง โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อลดต้นทุนการขนส่งและปฏิบัติตามข้อกำหนดว่าด้วยการประหยัดเชื้อเพลิง รถบรรทุก Starship ใช้เทคโนโลยีเครื่องยนต์ Class 8 ที่ทันสมัย [1] ซึ่งสามารถรับมือกับปัญหาเครื่องยนต์อุณหภูมิสูง สึกหรอ และสึกกร่อน รวมถึงลดการเกิดตะกอน ช่วยให้ไม่ต้องเปลี่ยนน้ำมันเครื่องบ่อยๆ และยืดอายุเครื่องยนต์ นอกจากนั้นยังมีเทคโนโลยีประหยัดพลังงานอีกมากมายทั่วโลกที่เรานำมาใช้กับ Starship ซึ่งเจ้าของรถบรรทุกทั่วโลกสามารถนำโซลูชั่นเหล่านี้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้ทันที โครงการ Starship ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการรับมือกับความท้าทายด้านพลังงานทั่วโลก ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อภาคการขนส่งด้วยรถบรรทุกโดยตรง รวมถึงสิ่งแวดล้อมโดยรวม สามารถติดตามความคืบหน้าของโครงการได้ที่ www.shell.com/starship

Rate this item
(0 votes)
Last modified on Monday, 24 September 2018 02:30