ดีเอชแอล ซัพพลายเชน ตอกย้ำผู้นำธุรกิจ
นำสุดยอดโซลูชั่นและนวัตกรรมรองรับการเติบโตธุรกิจยุคดิจิทัล

  • ดีเอชแอล ซัพพลายเชน สานต่อการเติบโตทางธุรกิจในอัตราเลข 2 หลัก เมื่อปีที่ผ่านมา ด้วยการขยายบริการเพื่อรองรับการพลิกผันของธุรกิจในยุคดิจิทัล และความคาดหวังของผู้บริโภคในเมืองไทยที่กำลังจะเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม
  • ดีเอชแอลเล็งเห็นโอกาสการเติบโตในประเทศไทยและวางแผนลงทุนเพิ่มทั้งในด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี รวมถึงคลังสินค้าและสิ่งอำนวยความสะดวกขั้นพื้นฐาน

ดีเอชแอล ซัพพลายเชน ผู้ให้บริการลอจิสติกส์ชั้นนำระดับโลก เตรียมสานต่อการเติบโตทางธุรกิจซึ่งเติบโตด้วยตัวเลข 2 หลัก ในปี 2017 เดินหน้าขยายธุรกิจในเมืองไทยอย่างต่อเนื่อง โดยปรับเปลี่ยนทิศทางการดำเนินงานเพื่อรองรับการพลิกผันของธุรกิจในยุคดิจิทัล และความคาดหวังของผู้บริโภคในเมืองไทยที่กำลังจะเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม โดยในปีที่ผ่านมา ดีเอชแอลได้ประกาศการลงทุนถึง 2.7 พันล้านบาทภายในปี ค.ศ. 2020 เพื่อการดำเนินงานแบบครบวงจร (end-to-end operations) ในกลุ่มตลาดประเทศไทย (ไทย เวียดนาม กัมพูชา และเมียนมาร์) เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของการเติบโตทางธุรกิจในภูมิภาค เนื่องจากดีเอชแอลเล็งเห็นถึงโอกาสการเติบโตอีกมากมายในประเทศไทย

ดีเอชแอลพัฒนาการดำเนินงานและบริการอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพการณ์ที่กำลังพลิกผันอย่างรวดเร็ว และเพื่อให้ลูกค้าของบริษัทยังคงความได้เปรียบทางการแข่งขันในโลกธุรกิจ ผ่านการใช้โซลูชั่นและกระบวนการทำงานที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม ทั้งในส่วนการดำเนินงานคลังสินค้าและการขนส่ง โดยมีการใช้นวัตกรรม ดังนี้

  • Ring Scanner เครื่องสแกนระบบบลูทูธแบบสวมนิ้ว ช่วยให้สแกนบาร์โค้ดได้อย่างรวดเร็วโดยที่พนักงานยังมีมือว่างสำหรับทำงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องได้ในเวลาเดียวกัน
  • Vision Picking เทคโนโลยีแว่นอัจฉริยะคุณภาพสูง แสดงข้อมูลที่ชัดเจนในการสร้างภาพเสมือนจริง (Augmented reality) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในคลังสินค้า
  • Collaborative Robots โรบอทที่สามารถทำงานร่วมกับมนุษย์ได้อย่างปลอดภัย เพื่อรองรับงานที่ซับซ้อนและต้องทำซ้ำๆ กันตลอดเวลา
  • DHL Transport Management Center ศูนย์บริหารการขนส่งดีเอชแอลที่เชื่อมต่อกับระบบเทเลมาติกส์ที่ติดตั้งบนรถขนส่ง ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารกลุ่มยานยนต์ขนส่ง การตรวจสอบสถานะ และการพัฒนาทักษะของพนักงานขับรถ รวมถึงเพิ่มการตรวจสอบสถานะและความปลอดภัยของตัวสินค้า
  • DHL Connected View ระบบการทำงานผ่านเว็บไซต์ที่ให้ข้อมูลการขนส่งแบบเรียลไทม์และสามารถเรียกดูได้ทุกที่ทุกเวลา
  • EPOD (Electric Proof of Delivery) การยืนยันการส่งมอบสินค้าแบบอิเล็กทรอนิกส์เพื่อช่วยให้ลูกค้าประหยัดเวลาและลดการใช้กระดาษ

ดีเอชแอลยังทำงานร่วมกับลูกค้าอย่างใกล้ชิดเพื่อพัฒนาประสิทธิภาพการทำงานในซัพพลายเชนอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการวางกลยุทธ์และแผนการลงทุนที่เหมาะสมในด้านเทคโนโลยี เพื่อการปรับเปลี่ยนการทำงานซัพพลายเชนไปสู่ระบบดิจิทัล

ปัจจุบัน ดีเอชแอลได้นำเสนอ Resilience360 ซึ่งเป็นระบบแพลตฟอร์มการบริหารความเสี่ยงในซัพพลายเชนที่ทำงานบนคลาวด์ ช่วยให้ลูกค้าสามารถประเมินจุดที่จะเกิดความเสี่ยงเพื่อวางแผนการรับมือได้ล่วงหน้า ในขณะเดียวกันได้นำเทคโนโลยีอินเตอร์เน็ตในทุกสิ่ง (IoT) ที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วและแพร่หลายในทุกแห่งแม้แต่ในระดับบ้านพักอาศัย โดยดีเอชแอลได้นำมาใช้ในสถานที่ปฏิบัติงานเพื่อแสดง “แผนที่ความร้อน (Heat maps)” ซึ่งจะแสดงกิจกรรมต่าง ๆ ที่เกิดในคลังสินค้า สำหรับใช้ในการพัฒนาการใช้งานทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด รวมถึงเพิ่มความปลอดภัยในการทำงาน

มีการบริการและรูปแบบธุรกิจใหม่ ๆเกิดขึ้นเพื่อตอบสนองเทรนและความต้องการใหม่ ๆ ของผู้บริโภค อาทิ ธุรกิจอี-คอมเมิร์ซและการดำเนินงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง การใช้พลังงานทดแทน การชำระเงินผ่านระบบออนไลน์ บริการแบบหลายช่องทาง (Omni-Channel) ระบบเศรษฐกิจแบบแบ่งปัน (Sharing economy) และอื่น ๆ อีกมากมาย และเพื่อตอบสนองต่อเทรนดังกล่าว ดีเอชแอลได้ผสมผสานนำระบบ และโซลูชั่นการให้บริการที่ดีทีสุด รวมถึงพนักงานที่มีความเชี่ยวชาญผสานการทำงานร่วมกันเพื่อตอบสนองความต้องการเฉพาะด้านของลูกค้า ไปพร้อมกับการรักษามาตรฐานระดับสูงของดีเอชแอล ทั้งในด้านความเชื่อมั่นของการให้บริการและการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ

รายงานการวิจัยของดีเอชแอลเมื่อเร็ว ๆ นี้[1] เรื่องการปรับเปลี่ยนสู่ระบบดิจิทัลในซัพพลายเชน พบว่าบริษัทส่วนใหญ่ยังอยู่ในขั้นตอน “การพัฒนา” เพื่อเริ่มใช้เทคโนโลยีการปรับเปลี่ยนการทำงานซัพพลายเชนไปสู่ระบบดิจิทัล และมีบริษัท 60% วางใจให้ผู้บริการด้านลอจิสติกส์ (3PL) ลงทุนด้านเทคโนโลยีมากกว่าการลงทุนเองภายในองค์กร

มร.เควิน เบอร์เรล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ดีเอชแอล ซัพพลายเชน กลุ่มธุรกิจประเทศไทย กล่าวว่า     

“ดีเอชแอล เป็นผู้นำในนวัตกรรมการบริหารจัดการคลังสินค้าและการขนส่ง และตอกย้ำความพร้อมเพื่อนำเสนอบริการที่ดีที่สุดแก่ลูกค้า ผ่านการลงทุนด้านเทคโนโลยีและโซลูชั่นอย่างต่อเนื่อง  ด้วยการใช้นวัตกรรมในทุก ๆ ขั้นตอนตลอดทั้งซัพพลายเชน ซึ่งครอบคลุมถึงกระบวนการทำงาน ทีมงาน คลังสินค้า และอุปกรณ์ติดตั้งในรถขนส่งและระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ทำให้เรามั่นใจว่า จะสามารถรักษาชื่อเสียงในฐานะผู้นำที่เปี่ยมด้วยประสบการณ์ด้านลอจิสติกส์โซลูชั่น นอกจากนี้ดีเอชแอล ซัพพลายเชน จะยังคงเสริมสร้างความแข็งแกร่งและสนับสนุนธุรกิจในตลาดต่าง ๆ ที่เราเป็นผู้นำอยู่ ทั้งไทยและเวียดนาม และจะลงทุนเพื่อนำเสนอโซลูชั่นที่ดีที่สุดแก่ธุรกิจในประเทศอื่น ๆ อาทิ เมียนมาร์และกัมพูชา”

ดีเอชแอล ซัพพลายเชน นำเสนอบริการที่ครอบคลุมกลุ่มลูกค้าในหลากหลายธุรกิจ ซึ่งรวมถึงรถยนต์ ค้าปลีก สินค้าอุปโภคบริโภค เทคโนโลยี อุตสาหการ วิทยาศาสตร์ชีวภาพและการดูแลสุขภาพ พลังงาน และเคมีภัณฑ์

ดีเอชแอล ซัพพลายเชนประเทศไทยมีพนักงานกว่า 12,000 คนในสถานที่ปฏิบัติงาน 70 แห่ง โดยมีคลังสินค้าและศูนย์กระจายสินค้ารวมพื้นที่กว่า 650,000 ตารางเมตร และรถขนส่งกว่า 4,000 คัน

 

[1] ‘Digitalization and the supply chain: Where are we and what’s next?’

____________________

DHL Supply Chain’s evolving expertise deliver ahead-of-the-curve solutions in the era of digital disruption

  • DHL Supply Chain building on last year’s double-digit growth by expanding its Thailand business built on digital disruption and anticipated changes in consumer expectations
  • The company foresees further growth opportunities in Thailand and plans to invest more deeply in innovation & technology and facility & infrastructure

DHL Supply Chain, the global leader in contract logistics solutions, is building on impressive double-digit growth in 2017 and expanding its Thailand business, with a reorientation focused around digital disruption and anticipated changes in consumer expectations. Last year, DHL announced that it would invest THB2.7 billion  by 2020 into its end-to-end operations in the Thailand Cluster markets (Thailand, Vietnam, Cambodia and Myanmar) in an effort to continue strengthening its growing regional footprint as DHL Supply Chain foresees further growth opportunities in Thailand.

To react to the fast-changing disruptive environment and to keep our customers ahead of the competition, DHL has continually evolved its operations and services by adopting innovation-driven solutions and processes in both warehouse and transport operations. They include innovations such as:

  • Ring Scanner, a lightweight Bluetooth-enabled wearable scanner which allows quick barcode scanning while letting the staff keep both hands free for related tasks.
  • Vision Picking, which brings augmented reality into warehouse operations using smart glasses that enable a portable, high quality viewing experience.
  • Collaborative Robots which work safely alongside people to support on complex and repetitive tasks.
  • DHL Transport Management Center, a transportation management system linked to vehicle telematics that enhance fleet management, monitor and improve drivers’ performance, and improve visibility and security of goods
  • DHL Connected View, a web-enabled system providing near real-time shipment data visibility that is accessible anytime, anywhere.
  • EPOD (Electric Proof of Delivery), which DHL implemented to offer customers an electronic form of POD administration, helping customers to save time and reduce their carbon footprint.

The company collaborates with customers to proactively improve efficiency within the supply chain, develop appropriate strategies and invest in supply chain digitalization technologies.

DHL already offers a cloud-based supply chain risk management platform, Resilience360, that allows customers to assess critical hot spots in their supply chains. Likewise, IoT-based tech, which has proliferated and become ubiquitous even at the home-use level, has been deployed in operational environments to display “heat maps” showing areas of warehouse activity to improve asset utilization and safety.

New services and business models have emerged to correspond to new trends and demands, such as for e-commerce and its associated or required services, as well as green energy, online payments, omni-channel services, the sharing economy and more. In response, DHL has put together the most optimized combination of systems, carrier solutions and resources to meet customer-specific needs while maintaining high levels of service reliability and cost efficiency.

DHL’s recent research report[1] on digitalization in the supply chain found that that most companies are only in the “development” stage of implementing supply chain digitalization technologies, and 60 percent of companies prefer to leverage their third-party logistics service provider’s (3PL) investment in physical technologies versus investing in-house.

Kevin Burrell, CEO, DHL Supply Chain Thailand Cluster, said: “DHL is staying ahead in expertise and innovation, and positioning ourselves to be ready to serve customers by continually investing in technology and solutions for the always-on era. By applying innovation at every step in the end-to-end chain, including our processes, staff, warehouse and vehicle-based devices and IT systems, we can ensure we protect our reputation as the experienced leader in logistics solutions. DHL Supply Chain will continue to consolidate and support markets in which we lead, namely Thailand and Vietnam, and is committed to investing to provide industry-leading solutions in countries such as Myanmar and Cambodia”.

DHL Supply Chain offers a wide range of services for customers across various business sectors including Automotive, Retail, Consumer, Technology, Industrial, Life Science and Healthcare, the Energy sector and the Chemicals industry. In Thailand, DHL employs 12,000 people across 70 locations, with a combined warehousing and distribution space of 650,000 sqm and a fleet of 4,000 vehicles.

 

[1] ‘Digitalization and the supply chain: Where are we and what’s next?’

FTE เผยตลาดอุปกรณ์ดับเพลิงแนวโน้มเติบโตดี คว้างานออกแบบติดตั้งมูลค่ารวม 160 ล้านบาท หนุน Backlog 400 ล้านบาท ลุ้นปิดดีลเพิ่ม มูลค่ารวม 120 ล้านบาท ธุรกิจครึ่งปีหลังสดใส รับรู้งานขายและงานติดตั้ง ดันรายได้เติบโตไม่ต่ำกว่า 10% หรือ 1,080 ล้านบาท รักษาอัตรากำไรสุทธิ 10-13% ขณะที่งบ Q2/61 รายได้ 254.79 ล้านบาท กำไรสุทธิ 41.84 ล้านบาท

นายทักษิณ ตันติไพจิตร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไฟร์เทรดเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) (FTE) ผู้นำธุรกิจนำเข้าและจำหน่าย บริการออกแบบ รับเหมาติดตั้ง ซ่อมแซม ตรวจสอบอุปกรณ์-ระบบดับเพลิงครบวงจร เปิดเผยว่า ตลาดอุปกรณ์ดับเพลิงมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง จากปริมาณการลงทุนภาครัฐและภาคเอกชน อาทิ สถานีไฟฟ้าแรงสูง รถไฟฟ้าขนส่งมวลชน ห้องคอมพิวเตอร์ดาต้าเซ็นเตอร์ ห้างสรรพสินค้า โรงแรม โรงงานอุตสาหกรรม

โดยในช่วงไตรมาส 3 บริษัทสามารถประมูลงานออกแบบติดตั้งระบบดับเพลิงให้กับงานราชการงานโรงงานเอกชน มูลค่ารวมประมาณ 160 ล้านบาท ส่งผลให้มูลค่างาน Backlog ของบริษัทเพิ่มขึ้นอยู่ที่ประมาณ 400 ล้านบาท แบ่งเป็นงานจัดจำหน่าย 130 ล้านบาท งานออกแบบติดตั้งระบบดับเพลิง 270 ล้านบาท  ทยอยรับรู้รายได้ในปีนี้ประมาณ 60%

นอกจากนี้ บริษัทได้ยื่นประมูลงานออกแบบติดตั้งระบบดับเพลิงสถานีไฟฟ้าแรงสูงของ กฟผ.ขณะนี้อยู่ระหว่างรอผลพิจารณาคัดเลือก จำนวน 6 แห่ง คิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ 120 ล้านบาท คาดว่าจะทยอยทราบผลภายในปีนี้

 “บริษัทมีศักยภาพในการออกแบบติดตั้งระบบดับเพลิงทุกประเภท ประกอบกับทีมงานที่มีความเชี่ยวชาญ จึงเป็นโอกาสที่ดีของบริษัทที่จะเข้าเสนองาน และมีแนวโน้มที่จะได้รับงานอย่างต่อเนื่อง ส่วนการรับรู้รายได้ในช่วงครึ่งปีหลังนี้ ได้อานิสงส์จากการเร่งส่งมอบงานของโครงการคอนโดมีเนียมหลายแห่ง ขณะที่การจำหน่ายผลิตภัณฑ์คาดว่าจะมียอดขายเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน เนื่องจากส่วนใหญ่บริษัทมีการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ให้กับกลุ่มผู้รับเหมาโครงการขนาดเล็กและโรงงานต่างๆ ที่อยู่ระหว่างการสต็อกสินค้าก่อนช่วงเร่งปิดงบประมาณสิ้นปี ส่งผลให้บริษัทจะสามารถเติบโตได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ไม่น้อยกว่า 10% หรือ 1,080 ล้านบาท และสามารถรักษาอัตรากำไรสุทธิไว้ที่ 10-13%” นายทักษิณ กล่าว

สำหรับผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2561 ว่า บริษัทมีรายได้รวม 254.79 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีรายได้รวม 216.06 ล้านบาท จำนวน 38.73 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 17.93% และมีกำไรสุทธิ 41.84 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 27.23  ล้านบาท จำนวน 14.61 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 53.65%

ส่วนผลประกอบการครึ่งแรกปี 2561 บริษัทมีรายได้รวม 478.94 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีรายได้รวม 452.68 ล้านบาท จำนวน 26.26 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 5.80% และมีกำไรสุทธิ 58.46 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 54.45  ล้านบาท จำนวน 4.01 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 7.36%

PPS ปรับกลยุทธ์จับมือลูกค้า-พันธมิตร ขยายพอร์ตงานในและต่างประเทศ พร้อมปรับโครงสร้างธุรกิจบริษัทย่อย เพิ่มศักยภาพและโอกาสเข้ารับงาน ด้านโปรฟิน กรุ๊ป รออนุมัติให้บริการระบบเสนอขาย ICO Portal เผยภาพรวมธุรกิจครึ่งปีหลังปรับตัวดี รับรู้รายได้งานรัฐ เอกชน คว้างานใหม่หลายโครงการ รอเซ็นสัญญา 105 ล้านบาท หนุน Backlog 332 ล้านบาท ขณะที่งบครึ่งปีแรกรายได้ 194.76 ล้านบาท กำไร 14.51 ล้านบาท

ดร.พงศ์ธร ธาราไชย ประธานกรรมการบริหาร บริษัท โปรเจค แพลนนิ่ง เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) (PPS) เปิดเผยว่า บริษัทมีแผนปรับกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจวิศวกรที่ปรึกษาบริหารโครงการซึ่งเป็นธุรกิจหลัก โดยร่วมมือกับพันธมิตรต่างประเทศที่มีความเชี่ยวชาญด้านงานรถไฟฟ้า งานเรือ เพื่อร่วมรับงานที่ปรึกษาฯในประเทศ นอกจากนี้ยังมีแผนการทำงานร่วมกับลูกค้ากลุ่มค้าปลีกที่มีแผนขยายสาขาในต่างประเทศด้วย ซึ่งการปรับกลยุทธ์ดังกล่าว ถือเป็นการเพิ่มโอกาสการรับงานทั้งในและต่างประเทศของบริษัท

ขณะเดียวกันบริษัทมีแผนปรับโครงสร้างธุรกิจของบริษัทย่อย โดยอยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะควบรวม ขายหุ้น หรือยุบกิจการ และมีแผนขยายขอบเขตการทำงาน โดยเพิ่มการรับงานตกแต่งภายใน และการรับงานแบบจ้างเหมาเบ็ดเสร็จ (turnkey) ดำเนินการตั้งแต่ออกแบบสถาปัตย์ ออกแบบโครงสร้าง คุมงานก่อสร้าง จนถึงงานแล้วเสร็จ ทั้งนี้ การปรับโครงสร้างของบริษัทย่อยดังกล่าวจะช่วยเสริมสร้างศักษภาพและโอกาสในการรับงานมากขึ้น

ขณะที่ บริษัท โปรฟิน กรุ๊ป จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนดำเนินธุรกิจ Project Financing และ ICO Portal อยู่ระหว่างรอการอนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ในการเป็นผู้ให้บริการระบบเสนอขายดิจิทัล คาดว่าจะทราบผลภายในเดือนพ.ย.นี้ ขณะนี้มีบริษัทที่สนใจจะระดมทุนด้วยการเสนอขายสินทรัพย์ดิจิทัล (ICO) อยู่ระหว่างการเจรจา 4-5 ราย

“ภาพรวมการดำเนินธุรกิจครึ่งปีหลังมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น โดยบริษัทจะทยอยรับรู้รายได้จากงานเอกชน หลายแห่ง อาทิ งานคอนโดมีเนียม งานค้าปลีก รวมถึงงานภาครัฐบางส่วน ขณะเดียวกันในไตรมาส 3 บริษัทสามารถเข้ารับงานใหม่หลายโครงการ อาทิ งานโครงการมิกซ์ยูส และงานประมาณราคาก่อสร้าง 3 โครงการ ขณะนี้เริ่มให้บริการและรับรู้รายได้บางส่วนแล้ว นอกจากนี้มีงานที่อยู่ระหว่างรอเซ็นสัญญาอีกมูลค่า 105 ล้านบาท  ส่วนงานโครงการภาครัฐ อาทิ งานรถไฟฟ้า งานรถไฟรางคู่ งานรถไฟความเร็วสูง ฯลฯ หากโครงการดังกล่าวเปิดประมูลตามแผน บริษัทได้เตรียมความพร้อมเข้าประมูลงานอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันบริษัทมี Backlog อยู่ที่ 332 ล้านบาท คาดว่าจะรับรู้รายได้ประมาณ 149 ล้านบาทภายในปีนี้” ดร.พงศ์ธร กล่าว

สำหรับผลประกอบการครึ่งแรกปี 2561 บริษัทมีรายได้รวม 194.76 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีรายได้รวม 190.27 ล้านบาท จำนวน 4.49 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 2.36% และมีกำไรสุทธิ 14.51 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 33.68 ล้านบาท จำนวน 19.17 ล้านบาท หรือลดลง 56.92%

ประเทศไทยและฟิลิปปินส์ - ผู้นำธุรกิจครอบครัวแห่งภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เตรียมความพร้อมก้าวสู่อนาคต

จากซ้ายไปขวา:

  1. แอนดรูว์ สแตเพิลส์ Global Editorial Director, The Economist Corporate Network
  2. วีรีน่า เสี่ยว, กรรมการผู้จัดการSAP ประจำภูมิภาคอินโดไชน่า
  3. รศ.ดร.ภวิดา ปานะนนท์, รองศาสตราจารย์ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ธุรกิจครอบครัวในไทยและฟิลิปปินส์ เชื่อมั่นว่าภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีการความเตรียมพร้อมสำหรับอนาคต เนื่องจากโปรแกรม SAP ได้รับการสนับสนุนจากงานวิจัยของหน่วยงานวิเคราะห์เศรษฐกิจ หรือ EIU

จากงานวิจัยพบว่าธุรกิจครอบครัวในไทย มีผลตอบรับในทางที่ดีในการจัดการกับเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น ระบบ Cloud computing (8.3 ใน 10 มีความมั่นใจที่จะร่วมมือกับฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย) การเรียนรู้ของเครื่องจักร (8.2) นอกจากนี้ยังได้รับความเชื่อมั่นสูงสุดในด้านของความสามารถในการคัดเลือกพนักงาน (8.6) รวมไปถึงความสามารถและการพัฒนาศักยภาพของพนักงาน (8.6 มีความมั่นใจที่จะร่วมมือกับฟิลิปปินส์)

นอกจากนี้ ธุรกิจครอบครัวในไทยยังมีทัศนคติไปในเชิงบวกต่อสภาพของธุรกิจและมีความเชื่อมั่นว่า จะสามารถเผชิญหน้ากับสถานการ์ณที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เขาจึงไม่ค่อยมีความกังวลในพื้นที่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เกี่ยวกับปัจจัยภายนอกที่เป็นทางลบ เช่น เรื่องของกฏหมาย การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี และ สภาพภูมิประเทศ มากนัก เป็นสัญญาณว่าการลงทุนของรัฐบาลและการเริ่มต้นนโยบายประเทศไทย4.0กำลังเป็นที่น่าจับตามอง ธุรกิจครอบครัวในไทยส่วนใหญ่ประเมิณค่าสูงในเรื่องของคุณภาพระบบการศึกษา ในการอบรมพนักงานใหม่และคุณภาพโครงสร้างระบบ ICT

“การมีทัศนคติที่มึความเชื่อมั่นของธุรกิจครอบครัวในไทยนั้น เป็นเสมือนการสร้างความแข็งแกร่งในการเจริญเติบโตของอุตสาหกรรมนี้” ไมเคิล โกล์ด บรรณาธิการอาวุโสแห่ง EIU ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิคกล่าว และยังเสริมอีกว่า “เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งของสิ่งที่มีอยู่และโอกาสในการเติบโตของธุรกิจดิจิตอล พวกเขาไม่สามารถที่จะหวังพึ่งเส้นสายหรือลูกค้าคนสำคัญได้ ธุรกิจครอบครัวและธุรกิจSMEsจึงต้องการการพิสูจน์ตัวเองกับเทคโนโลยีดิจิทัล และจำเป็นที่จะต้องรู้ถึงวิธีการทำงาน รวมถึงวิวัฒนาการต่างๆ เพื่อที่จะแข่งขันกับธุรกิจในระดับนานาชาติได้”

นอกจากการศึกษาในระดับภูมิภาคแล้ว ผู้นำทางด้านธุกิจครอบครัวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประกอบไปด้วย อินโดนีเซีย, มาเลเซีย, ฟิลิปปินส์, สิงค์โปร์, และไทย ยังเตรียมความพร้อมสำหรับอนาคตโดยการ การจำแนกประเภทของบุคคล สภาพแวดล้อม กระบวนการต่างๆ รวมถึง เทคโนโลยีอีกด้วย

ในด้านของความมุ่งมั่นในการเจริญเติบโต ครอบครัวนักธุรกิจไทย กำลังมองหาตลาดใหม่ๆ (8.6) สินค้าใหม่ (8.6) และการรับแผนธุรกิจใหม่ๆ (8.5) ในอีก3 ปีที่จะถึงนี้ และเพื่อที่จะสำเร็จลุล่วง พวกเขากำลังมองหาการร่วมมือกับบริษัทอื่นๆ เพื่อขับเคลื่อนความเติบโต ในตลาดใหม่ๆ และ พัฒนาสินค้าและบริการใหม่ ธุรกิจครอบครัวในประเทศไทยมีความประสงค์เป็นอย่างมากในการร่วมมือกับบริษัทยักษ์ใหญ่ในขณะที่ ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีแนวโน้มที่จะให้ความร่วมมือกับบริษัทยักษ์ใหญ่จากต่างประเทศ

“ด้วยอัตราการเติบโตที่รวดเร็วของเศรษฐกิจดิจิทัลในปัจจุบันควบคู่ไปกับการแข่งขันทางการตลาดระดับโลก ส่งผลให้ธุรกิจครอบครัวจำเป็นต้องมีความกล้าที่จะเสี่ยงในการแข่งขันทางการตลาด และมีความเตรียมพร้อมอยู่เสมอกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต”  วีรีน่า เสี่ยว กรรมการผู้จัดการ SAP ประจำภูมิภาคอินโดไชน่ากล่าว ทั้งยังเสริมว่า “สุดท้ายนี้ พวกเขาอาจจะต้องการระบบดิจิทัลเป็นหัวใจในการทำงานควบคู่ไปกับเทคโนโลยีสมัยใหม่อีกขั้นในระบบ ERP เพื่อที่จะก้าวผ่านทุกมุมมองของธุรกิจ เพิ่มมูลค่าและรายได้ ผ่านการใช้ประโยชน์ของฐานข้อมูลและการใช้งานของเครื่องจักรที่ทันสมัย ”

สำหรับรายงานฉบับเต็ม สามารถดาวน์โหลดได้แล้ว นอกจากนี้ เรายังได้สร้างเครื่องมือเปรียบแบบระบบออนไลน์  ซึ่งผู้ใช้สามารถที่จะใช้ระบบนี้ในการเตรียมความพร้อมของตนในอนาคตเทียบกับกลุ่มผู้บริหาร

เกี่ยวกับ SAP

ในฐานะผู้นำตลาดซอฟต์แวร์แอพพลิเคชันระดับองค์กร SAP (NYSE: SAP) ได้ช่วยเหลือบริษัทขนาดต่างๆในทุกอุตสาหกรรมให้สามารถทำงานได้ดีขึ้น จากแบคออฟฟิซ สู่ ห้องประชุมคณะกรรมการ จาก คลังสินค้าสู่หน้าร้าน จากคอมพิวเตอร์สู่อุปกรณ์โทรศัพท์ – SAP ช่วยให้ผู้คนและองค์กรสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น  และใช้ข้อมูลเชิงลึกทางธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพเพื่อคงสถานะภาพการเป็นผู้นำในการแข่งขันทางธุรกิจ แอพพลิเคชั่นและบริการของ SAP ช่วยให้ธุรกิจและลูกค้าภาครัฐกว่า 388,000  รายสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น  ปรับตัวและเติบโตอย่างยั่งยืน ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่  www.sap.com.

เกี่ยวกับ หน่วยงานวิเคราะห์เศรษฐกิจ (EIU)

หน่วยงานวิเคราะห์เศรษฐกิจ(EIU) ของนิตยสารชื่อดังระดับโลก “THE ECONOMIST” เป็นผู้นำทางด้านซอฟท์แวร์ของโลก โดยเป็นการทำธุรกิจในเชิง business-to-business หรือเป็น ซอฟต์แวร์ที่นำข้อมูลที่มีอยู่มาจัดทำรายงานในรูปแบบต่างๆ ที่เหมาะสมกับมุมมองในการวิเคราะห์ ทั้งยังให้ข้อมูลที่รวดเร็ว แม่นยำ และตรงตามความต้องการของผู้ใช้งานจากทั่วทุกมุมโลก สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.eiu.com or www.twitter.com/theeiu.

สามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมที่ SAP News Center  หรือฟอลโลว SAP บนทวิตเตอร์ @sapnews

TSI Insurance สร้างความสัมพันธ์โบรกเกอร์ประกันภัย

นายจักรวี วิสุทธิผล (ขวา) รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ พร้อมด้วย นายธีรพล คำผา รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ (ที่ 2 จากซ้าย) บริษัท ไทยเศรษฐกิจประกันภัย จำกัด (มหาชน) หรือ TSI Insurance เข้าพบ นายศุภกิจ ศุภบรรณพงษ์ (ที่ 2 จากขวา) กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ เอ็น ซี โบรกเกอร์เรจ จำกัด เพื่อพูดคุยและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ตลอดจนร่วมหารือถึงกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจร่วมกันเมื่อเร็วๆ นี้ ณ บริษัท เอ เอ็น ซี โบรกเกอร์เรจ จำกัด

Page 1 of 12