กรมโรงงานฯ จับมือกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ติวเข้มอุตฯแอร์
เรียนรู้เทคนิคใหม่การใช้เครื่องปรับอากาศเอชเอฟซี - 32

กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) ร่วมกับกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ดำเนินการจัดฝึกอบรมการใช้งานเครื่องมือและอุปกรณ์พื้นฐาน เกี่ยวกับการติดตั้งและบำรุงรักษาเครื่องปรับอากาศที่ใช้สารไฮโดรฟลูออโรคาร์บอน หรือ HFC-32 เป็นสารทำความเย็นให้กับช่างติดตั้งและซ่อมบำรุงในภาคอุตสาหกรรมเครื่องปรับอากาศ โดยมีวัตถุประสงค์ให้กลุ่มดังกล่าวมีความรู้ความสามารถต่อการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีสารทำความเย็น HFC-32 แทนการใช้สารไฮโดรคลอโรฟลูออโรคาร์บอน ( HCFC หรือ R-22 ) พร้อมด้วยเทคนิคต่างๆที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ การดำเนินความร่วมมือดังกล่าว ยังเป็นแนวทางที่สำคัญในการลดการทำลายชั้นบรรยากาศโอโซน การประหยัดพลังงาน และลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อสภาพภูมิอากาศโลก

ร้อยเอกธเนศ จันทกลิ่น รองอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม

ร้อยเอกธเนศ จันทกลิ่น รองอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม กล่าวว่า กรมโรงงานอุตสาหกรรมได้ดำเนินโครงการลดและเลิกใช้สารไฮโดรคลอโรฟลูออโรคาร์บอน (HCFC) ของประเทศไทย (Thailand HCFC Phase-out Project : HPMP) โดยได้รับเงินช่วยเหลือจากกองทุนพหุภาคีพิธีสารมอนทรีออล ในการสนับสนุนผู้ประกอบการผลิตเครื่องปรับอากาศ ให้ปรับเปลี่ยนไปใช้เทคโนโลยีทำความเย็นทดแทนไฮโดรฟลูออโรคอาร์บอน (HFC-32 หรือ R-32) แทนสาร HCFC หรือ R-22  เพื่อลดการทำลายชั้นบรรยากาศโอโซน ประหยัดพลังงาน และไม่ส่งผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศโลก โดยในการดำเนินโครงการยังมีเป้าหมายในการลดและเลิกใช้สาร HCFC ในประเทศไทยให้เป็นศูนย์ให้ได้ภายในปี 2583 ซึ่งขณะนี้กำลังเร่งผลักดันให้ทั้งผู้ประกอบการและทุกๆภาคส่วน ได้เห็นความสำคัญของการปรับเปลี่ยนมาใช้สาร HFC- 32 อย่างแพร่หลายมากขึ้น ตลอดจนดำเนินความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อให้เป้าหมายในการดำเนินกิจกรรมมีความครอบคลุมทุกมิติและลุล่วงไปได้อย่างรวดเร็ว

ร้อยเอกธเนศ กล่าวเพิ่มเติมว่า  ล่าสุดกรมโรงงานฯ ได้ดำเนินความร่วมมือกับกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ในการพัฒนาบุคลากรช่างเครื่องปรับอากาศให้มีความรู้ความสามารถ มีทักษะฝีมือที่มีประสิทธิภาพ และทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีด้านการทำความเย็น ด้วยการจัดฝึกอบรมการใช้งานเครื่องมือและอุปกรณ์พื้นฐาน เกี่ยวกับการติดตั้งและบำรุงรักษาเครื่องปรับอากาศที่ใช้สาร HFC-32 เป็นสารทำความเย็น

ซึ่งกรมโรงงานฯ จะให้การสนับสนุนอุปกรณ์สำหรับบุคลากรฝึกของกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เพื่อเป็นวิทยากรในการการนำองค์ความรู้ เทคนิค และทักษะการปฏิบัติงานใหม่ๆที่ได้จากการฝึกอบรมไปขยายผลให้กับกลุ่มผู้ประกอบการ แรงงาน และภาคซ่อมบำรุงในอุตสาหกรรมเครื่องปรับอากาศทั่วประเทศ โดยมุ่งหวังให้กลุ่มดังกล่าวมีความรู้ความสามารถต่อการใช้เทคโนโลยีสารทำความเย็น HFC-32 การฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม และสอดรับความต้องการของตลาดที่ในอนาคตจะมีการใช้เครื่องปรับอากาศในระดับที่สูงขึ้น นอกจากนี้ ความร่วมมือในครั้งนี้ยังเป็นไปตามพันธกิจของกรมโรงงานฯ ที่ได้ดำเนินการช่วยเหลือผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเครื่องปรับอากาศของประเทศไทย ให้ปรับเปลี่ยนไปใช้เทคโนโลยีใหม่และสาร HFC-32 ในกระบวนการผลิตที่เริ่มมาตั้งแต่ ปี 2560 ซึ่งปัจจุบันมีผู้ประกอบการผลิตเครื่องปรับอากาศของไทยจำนวน 11 ราย ดำเนินการตามนโยบายดังกล่าวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

นายธวัช เบญจาทิกุล รองอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน รองอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน

ด้าน นายธวัช เบญจาทิกุล รองอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน รองอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กล่าววว่า  การลงนามความร่วมมือในครั้งนี้ ถือว่ามีเป้าหมายและกลไกในการบูรณาการภารกิจร่วมกันในรูปแบบประชารัฐ ซึ่งกรมพัฒนาฝีมือแรงงานพร้อมจะให้การสนับสนุนการพัฒนาบุคลากรฝึก ของกรมพัฒนาฝีมือแรงงานหลักสูตรการฝึกยกระดับฝีมือ สาขาการติดตั้งเครื่องปรับอากาศภายในบ้านและการพาณิชย์ขนาดเล็ก ระยะเวลาการฝึก 18 ชั่วโมง จำนวน 3 รุ่น ๆ ละ 20 คน รวมทั้งสิ้น 60 คน โดยมอบหมายให้สำนักพัฒนาผู้ฝึกและเทคโนโลยีการฝึกดำเนินการพัฒนาบุคลากรฝึกของกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน และกรมโรงงานอุตสาหกรรมให้การสนับสนุนงบประมาณดำเนินการดังกล่าว เพื่อพัฒนาบุคลากรให้มีทักษะฝีมือที่สูงขึ้น ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน เพื่อนำความรู้ไปขยายผลให้แก่กำลังแรงงานให้มีทักษะฝีมือสูงขึ้นได้มาตรฐานฝีมือแรงงาน รวมทั้งส่งเสริมให้ช่างเครื่องปรับอากาศตระหนัก ถึงความปลอดภัยเกี่ยวกับการซ่อมบำรุงรักษาเครื่องปรับอากาศที่ใช้สาร HFC-32 รองรับต่อการขยายตัวของระบบเศรษฐกิจในอนาคต

เมื่อเร็วๆ กรมโรงงานอุตสาหกรรม และกรมพัฒนาฝีมือแรงงานได้จัดพิธีลงนามในบันทึกข้อตกลงร่วมกับกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน นี้ ณ ห้องประชุม อก 1 ชั้น 2 อาคารสำนักงานปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม โดยผู้ประกอบการที่ต้องการข้อมูลเพิ่มเติมสามารถสอบถามได้ที่ กลุ่มอนุรักษ์โอโซน กองบริหารจัดการวัตถุอันตราย กรมโรงงานอุตสาหกรรม หมายเลขโทรศัพท์ 0-2202-4228

กรอ. จับมือ กฟผ. ร่วมยกระดับหม้อน้ำสมองกลสู่โรงงานและโรงไฟฟ้า
ตั้งเป้าประหยัดพลังงานกว่า 1 พันล้านบาทต่อปี

กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.)  ร่วมกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ยกระดับหม้อน้ำสู่หม้อน้ำสมองกล  ด้วยเทคโนโลยีและระบบดิจิทัล โดยตั้งเป้านำร่องยกระดับการใช้งานหม้อน้ำที่มีอยู่ในโรงไฟฟ้ากว่า 337 เครื่อง และคาดว่าจะสามารถช่วยลดต้นทุนการผลิต และประหยัดการใช้พลังงานได้กว่า 1,000 ล้านบาทต่อปี

นายมงคล พฤกษ์วัฒนา อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม

นายมงคล พฤกษ์วัฒนา อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม กล่าวว่า  กรมโรงงานอุตสาหกรรมได้ร่วมกับ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) มีแนวคิดบูรณาการการทำงานด้านหม้อน้ำ (Boiler) เพื่อส่งเสริมยกระดับการใช้งานหม้อน้ำให้มีความปลอดภัย เกิดประสิทธิภาพพลังงาน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นแนวทางสู่หม้อน้ำสมองกล  หรือ สมาร์ท บอยเลอร์ (Smart Boiler) ด้วยการขับเคลื่อนโดยเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรม (Value based) ผ่านการบูรณาการความร่วมมือของสองหน่วยงาน ภายใต้กรอบความร่วมมือ 5 ด้าน คือด้านการส่งเสริมสนับสนุนเชิงวิชาการ ด้านการพัฒนาบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับหม้อน้ำ ด้านการส่งเสริมความปลอดภัยหม้อน้ำ ด้านการเพิ่มประสิทธิภาพ การอนุรักษ์พลังงาน และการรักษาสิ่งแวดล้อมของหม้อน้ำ และด้านวิจัย พัฒนาองค์ความรู้ และสร้างสรรค์นวัตกรรมด้านหม้อน้ำเพื่อก้าวสู่การใช้งานหม้อน้ำสมองกล (Smart boiler) โดยมีหมายเป้ายกระดับการใช้งานหม้อน้ำที่มีอยู่ในโรงไฟฟ้ากว่า 337 เครื่อง คาดว่าจะช่วยให้เกิดการความปลอดภัยลดความเสี่ยงแก่พนักงาน ช่วยลดต้นทุนการผลิต ส่งผลให้เกิดการประหยัดพลังงานได้กว่า 1,000 ล้านบาทต่อปี 

ทั้งนี้ การพัฒนาสมาร์ท บอยเลอร์ (Smart Boiler)  รวมถึงการยกระดับความปลอดภัยและการบำรุงรักษา ถือเป็นโครงการสำคัญที่ กรอ. จัดทำขึ้นเพื่อสนับสนุนนโยบายประเทศไทย 4.0 และอุตสาหกรรม 4.0 โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะด้านพลังงานความร้อน เพื่อส่งเสริมสนับสนุนผู้ประกอบกิจการโรงงานที่มีการใช้หม้อน้ำ ให้มีประสิทธิภาพการใช้พลังงานและความปลอดภัยเพิ่มขึ้น โดยมีกลุ่มเป้าหมายเป็นโรงงานขนาดกลางและขนาดเล็ก อุตสาหกรรมอาหาร โรงไฟฟ้าขนาดเล็กใช้เชื้อเพลิงชีวมวล (VSPP)  ทั้งนี้ปัจจุบันตามฐานข้อมูลของกรมโรงงานอุตสาหกรรมพบว่ามีการใช้งานหม้อน้ำ (Boiler) ประมาณ 7,000 โรงงาน และมีหม้อน้ำรวมประมาณ 15,000 เครื่อง

นายนิกูล ศิลาสุวรรณ รองผู้ว่าการผลิตไฟฟ้า การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย  ด้านนายนิกูล ศิลาสุวรรณ รองผู้ว่าการผลิตไฟฟ้า การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เป็นหน่วยงานที่มีองค์ความรู้และฐานข้อมูลเกี่ยวกับการออกแบบ การใช้งาน การบำรุงรักษาหม้อน้ำ การประเมินอายุหม้อน้ำ และการพัฒนาหม้อน้ำสมองกล  ด้วยเทคโนโลยีและระบบดิจิทัล  ตลอดจนยังมีบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญและมีประสบการณ์เฉพาะด้านหม้อน้ำจำนวนมาก ซึ่งความร่วมมือกับ กรอ. ช่วยให้เกิดการบูรณาการพัฒนางานวิชาการ พัฒนาบุคลากร ส่งเสริมประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ความปลอดภัย และรักษาสิ่งแวดล้อมสำหรับภาคอุตสาหกรรมอย่างแท้จริง และจะเป็นส่วนหนึ่งในการที่จะผลักดันให้ก้าวสู่ประเทศไทย 4.0 ได้อย่างสมบูรณ์แบบ  

ทั้งนี้ กรมโรงงานอุตสาหกรรมร่วมกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ได้จัดพิธีลงนามความเข้าใจในความร่วมมือการส่งเสริมความปลอดภัย การอนุรักษ์พลังงาน การรักษาสิ่งแวดล้อม สำหรับหม้อน้ำ (Boiler)  ณ ห้องประชุม 509 ชั้น 5 เมื่อเร็วๆ นี้

ผู้ประกอบการที่ต้องการข้อมูลเพิ่มเติมสามารถสอบถามได้ที่ กองส่งเสริมเทคโนโลยีความปลอดภัยโรงงาน กรมโรงงานอุตสาหกรรม หมายเลขโทรศัพท์ 02-202-4215-6

กรมโรงงานฯ ร่วมตั้งคณะอนุกรรมการถกแนวทางยกเลิก 3 สารปราบศัตรูพืช
ประสานกรมวิชาการเกษตรร่างแผนควบคุมให้เข้มงวด ดีเดย์รู้ผล 30 ส.ค. นี้

กรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ชี้แจงกรณีการร้องเรียนยกเลิกการใช้ 3 สารกำจัดศัตรูพืช ได้แก่ พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต จากภาคีเครือข่ายเกษตรกรรมยั่งยืน เผยคณะกรรมการวัตถุอันตรายได้มีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจ เพื่อร่วมกันพิจารณาและให้ความเห็นเกี่ยวกับการยกเลิกหรือแบนการใช้ทั้ง 3 สารดังกล่าว ซึ่งจากการวิเคราะห์ความเสี่ยงจากการบริโภคอาหาร ความเสี่ยงในเกษตรกรและผู้รับจ้างฉีดพ่น การปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อมพบว่ายังไม่มีหลักฐานชี้บ่งที่ชัดเจนแต่อย่างใด นอกจากนี้ ยังได้แนะนำแนวทางที่เหมาะสมแทนการแก้ปัญหาโดยการยกเลิกหรือแบน คือ ให้มีมาตรการทางกฎหมายในการควบคุมการจำหน่าย จำกัดปริมาณการนำเข้าและให้ใช้กับพืชเศรษฐกิจเท่าที่จำเป็น โดยยังได้ประสานให้กรมวิชาการเกษตรจัดทำแผนบริหารจัดการในการจำกัดการใช้สารทั้ง 3 ชนิดที่ชัดเจนอีกครั้ง พร้อมเสนอให้คณะกรรมการวัตถุอันตรายพิจารณา ซึ่งมีกำหนดที่จะพิจารณาในวันที่ 30 สิงหาคม 2561 นี้

นายมงคล พฤกษ์วัฒนา อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม กล่าวว่า ตามที่มีการเผยแพร่ข่าวเรื่องการยกเลิกหรือแบนการใช้ 3 สารกำจัดศัตรูพืช ได้แก่ พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต จากภาคีเครือข่ายเกษตรกรรมยั่งยืนนั้น กรมโรงงานอุตสาหกรรม พร้อมด้วยคณะกรรมการวัตถุอันตรายมิได้มีการนิ่งนอนใจแต่อย่างใด และยังได้มีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจมาตั้งแต่เดือนมกราคม 2561 ซึ่งประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิด้านสุขภาพ ด้านพิษวิทยา ด้านการประเมินความเสี่ยง ด้านการเกษตร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งเกษตร สาธารณสุข และสิ่งแวดล้อม ร่วมกันพิจารณาและให้ความเห็นเกี่ยวกับการยกเลิกหรือแบนการใช้ทั้ง 3 สารดังกล่าว โดยคณะอนุกรรมเฉพาะกิจได้ใช้เวลาพิจารณารวบรวมข้อมูลทั้งสถิติการเจ็บป่วย สาเหตุความเสี่ยงจากการบริโภคอาหาร ความเสี่ยงในเกษตรกรและผู้รับจ้างฉีดพ่น การปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อม ซึ่งตรวจสอบข้อมูลพบว่าข้อมูลที่มีอยู่ยังไม่สามารถเชื่อมโยงกับการเกิดโรค หรือความเจ็บป่วยที่ปรากฏตามที่เป็นข่าว และจากข้อมูลของ The Joint FAO/WHO Expert Meeting on Pesticide Residues (JMPR) องค์กรระหว่างประเทศที่ได้มีการประเมินไว้ว่าความเสี่ยงของผู้บริโภค จากการได้รับสารจากการรับประทานอาหารไม่อยู่ในเกณฑ์ที่จะทำให้เกิดอันตราย

นายมงคล กล่าวเพิ่มเติมว่า ล่าสุด คณะกรรมการวัตถุอันตรายได้พิจารณาข้อเสนอของคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจฯ และวิเคราะห์ภาพรวมในมิติต่าง ๆ ทั้งมาตรการกำกับดูแลที่มีอยู่ในปัจจุบัน ความเป็นอันตรายของสาร ข้อมูลการเกิดโรค      การตกค้างของสารในสิ่งแวดล้อม ข้อมูลความเจ็บป่วยจากสถิติของศูนย์พิษวิทยา โรงพยาบาลรามาธิบดี คุณสมบัติของสารทดแทนและราคา รวมทั้งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมต่อเนื่อง เช่น อุตสาหกรรมยาง อุตสาหกรรมน้ำตาล เป็นต้น ซึ่งการตัดสินใจได้ดูข้อมูลที่ได้รับจากภาคส่วนต่าง ๆ และเสียงส่วนใหญ่ในคณะกรรมการฯ เห็นว่า ปัญหาหลักไม่ใช่มาจากตัวสาร แต่มาจากวิธีการบริหารจัดการ ความเข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมาย และความเข้มงวดในการติดตามกำกับดูแล รวมทั้งยังไม่ได้มีการนำหลักเกณฑ์วิธีการจัดการที่ดีมาปฏิบัติอย่างจริงจัง ทำให้ผู้ใช้ขาดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง มีการเข้าถึงสารได้ง่ายเกินไป และนำไปใช้ทำร้ายตัวเอง

อย่างไรก็ดี การห้ามใช้สารโดยที่ยังไม่มีมาตรการบริหารจัดการที่ถูกต้องเหมาะสม อาจไม่ใช่การแก้ปัญหาโดยตรงที่สาเหตุ และการยกเลิกในทันทียังจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเกษตรกรผู้ใช้ โดยเฉพาะชาวสวนชาวไร่ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ผลไม้ยืนต้นทั้งหลาย เช่น ทุเรียน มะม่วง เป็นต้น นอกจากนี้ คณะกรรมการส่วนใหญ่ยังให้ความเห็นว่า แนวทางการจำกัดการใช้เป็นแนวทางที่เหมาะสมแก้ปัญหาที่ตรงกับเหตุ โดยมีข้อเสนอแนะอื่นๆ เพิ่มเติม เช่น ให้มีมาตรการทางกฎหมายในการควบคุมการจำหน่าย จำกัดปริมาณการนำเข้าเพื่อให้ใช้เท่าที่จำเป็น การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี นำระบบสากล Good Agricultural Practice หรือ GAP มาใช้ จัดทำฉลากและมีการสื่อสารความเสี่ยงให้มีประสิทธิภาพ รวมทั้งการเลือกใช้เครื่องมือในการฉีดพ่น และการป้องกันการรับสัมผัสสารดังกล่าวด้วย

นายมงคล กล่าวทิ้งท้ายว่า จากสถานการณ์ดังกล่าวนี้ คณะกรรมการวัตถุอันตรายจึงได้ให้กรมวิชาการเกษตรจัดทำแผนบริหารจัดการในการจำกัดการใช้สารทั้ง 3 ชนิดที่ชัดเจนอีกครั้ง พร้อมเสนอให้คณะกรรมการวัตถุอันตรายพิจารณา ซึ่งมีกำหนดที่จะพิจารณาในวันที่ 30 สิงหาคม 2561 นี้

สำหรับประชาชนสามารถร้องเรียนได้ที่สายด่วนกรมโรงงานอุตสาหกรรม 1564 หรือขอคำปรึกษาแนะนำได้ที่ กรมโรงงานอุตสาหกรรม หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม กรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม โทร. 0 2202 4152 หรือเข้าไปที่ www.diw.go.th หรืออีเมล์ This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

กรอ. เผยยอด ร.ง.4 เขตอีอีซี เดือนมิถุนายน โตเฉียด 250%
พร้อมโชว์ยอดจัดตั้ง – ขยายโรงงานครึ่งปี เอสเอ็มอี ลงทุนคึกคัก!!

กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) เผยยอดการขอใบอนุญาตประกอบกิจการและขยายโรงงาน (ร.ง.4) เดือนมกราคม - มิถุนายน 2561 มีจำนวนทั้งสิ้น 2,504 โรงงาน มูลค่าการลงทุนรวม 168,523.69 ล้านบาท โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าการลงทุนมากที่สุดในครึ่งปีที่ผ่านมา ได้แก่ อุตสาหกรรมอาหาร อุตสาหกรรมพลาสติก อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยาง อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์ และอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์โลหะ นอกจากนี้ ในส่วนของการจดประกอบและขยายกิจการของกลุ่ม SMEs พบว่า กลุ่มที่ขยายกิจการมีการลงทุนเพิ่มขึ้นจากเดิม 13,523 ล้านบาท เป็น 14,361 ล้านบาท หรือประมาณ 6.2% และในส่วนของการขอใบอนุญาตประกอบกิจการและขยายโรงงานในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ อีอีซี มูลค่าการลงทุนเติบโตขึ้นจากเดือนพฤษภาคม 2,820 ล้านบาท เป็น 9,863.24 ล้านบาท หรือเกือบ 250% 

นายมงคล พฤกษ์วัฒนา อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม

นายมงคล พฤกษ์วัฒนา อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม กล่าวว่า การขอใบอนุญาตประกอบกิจการและ การขยายกิจการ (ร.ง.4) ในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา (มกราคม – มิถุนายน 2561) พบว่า มีจำนวนทั้งสิ้น 2,504 โรงงาน แบ่งเป็นกลุ่มที่ขออนุญาตประกอบกิจการใหม่ 2,043 โรงงาน กลุ่มขยายกิจการ 461 โรงงาน มูลค่าการลงทุนรวมทั้งสิ้น 168,523.69 ล้านบาท โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีการขออนุญาตประกอบและขยายกิจการมากที่สุด ได้แก่ อุตสาหกรรมอาหาร มีมูลค่าการลงทุน 30,592 ล้านบาท อุตสาหกรรมพลาสติก 13,067 ล้านบาท อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยาง 12,552 ล้านบาท อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์ 10,600 ล้านบาท และอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์โลหะ 9,966 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมาพบว่า การขออนุญาตประกอบกิจการและการขยายกิจการใหม่มีการเพิ่มขึ้นเล็กน้อยที่ 0.52% มูลค่าการลงทุนลดลง 31.38% ซึ่งในปีที่ผ่านมาในช่วงเดียวกันมีจำนวนโรงงานที่ขอใบอนุญาตและขยายกิจการทั้งสิ้น 2,491 โรงงาน มูลค่าการลงทุนรวม 221,401 ล้านบาท

ในด้านการจดประกอบและขยายกิจการของกลุ่ม SMEs มีการจดประกอบและขยายกิจการใหม่ จำนวน 2,325 โรงงาน จากเดิม 2,287 โรงงาน หรือเพิ่มขึ้นเป็น 1.66%  มูลค่าการลงทุน 57,405 ล้านบาท จากเดิม 57,126 ล้านบาท เติบโต 0.49% แบ่งเป็น

  1. การขออนุญาตประกอบกิจการใหม่ 1,949 โรงงาน เติบโตขึ้นจากเดิม 1,908 โรงงาน หรือเพิ่มขึ้น 2.15% มูลค่าการลงทุน 43,043 ล้านบาท จากเดิม 43,603 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อย 1.28% 
  2. การขยายกิจการมีจำนวน 376 โรงงาน จากเดิม 379 โรงงาน ลดลงเล็กน้อย 0.79% มูลค่าการลงทุน 14,361 ล้านบาท จากเดิมมูลค่าการลงทุนอยู่ที่ 13,523 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 6.2%                       

นอกจากนี้ จากการประกาศใช้ พ.ร.บ. เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ในช่วงไม่ถึง 2 เดือนที่ผ่านมา ทำให้การลงทุนในพื้นที่ดังกล่าวยังคงมีความคึกคักอย่างต่อเนื่อง โดยในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมานั้น การขออนุญาตประกอบและขยายกิจการ มีจำนวนทั้งสิ้น 53 โรงงาน มูลค่าการลงทุนเติบโตขึ้นจากเดือนพฤษภาคม 2,820 เป็น 9,863.24 ล้านบาท หรือเกือบ 250%  โดยในจังหวัดฉะเชิงเทรา มีการจดประกอบและขยายกิจการจำนวน 10 โรงงาน มูลค่าการลงทุนรวม 3,111.29 ล้านบาท จังหวัดชลบุรี จำนวน 24  โรงงาน มูลค่าการลงทุนรวม 1,363.35 ล้านบาท และจังหวัดระยอง จำนวน 19 โรงงาน มูลค่าการลงทุนรวม 5,388.60 ล้านบาท โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีการจดประกอบและขยายกิจการสูงสุด 3 อันดับแรก คือ กลุ่มอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์พลาสติก กลุ่มอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์โลหะ และกลุ่มแปรรูปไม้และผลิตภัณฑ์จากไม้

นายมงคล กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ 5 อันดับจังหวัดที่มีการขออนุญาตประกอบกิจการใหม่มากที่สุด ได้แก่ จังหวัดสมุทรสาคร 207 โรงงาน จังหวัดสมุทรปราการ 174 โรงงาน จังหวัดชลบุรี 116 โรงงาน จังหวัดปทุมธานี 95 โรงงาน และจังหวัดนครปฐม 83 โรงงาน ส่วนจังหวัดที่มีการขยายโรงงานมากที่สุดคือ จังหวัดสมุทรปราการ 43 โรงงาน จังหวัดสมุทรสาคร 40 โรงงาน จังหวัดปทุมธานี 30 โรงงาน จังหวัดชลบุรี 27 โรงงาน  และจังหวัดระยอง 23 โรงงาน นอกจากนี้ ยังพบอีกว่า พื้นที่ที่มีมูลค่าการลงทุนจดประกอบและขยายกิจการมากที่สุด 5 อันดับ ได้แก่ จังหวัดสมุทรปราการ 13,720  ล้านบาท จังหวัดปราจีนบุรี 13,412 ล้านบาท จังหวัดนครปฐม 10,819 ล้านบาท จังหวัดระยอง 10,605 ล้านบาท และจังหวัดสุราษฎร์ธานี 10,076 ล้านบาท

สำหรับผู้ที่สนใจรายละเอียด สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กรมโรงงานอุตสาหกรรม โทรศัพท์ 0 2202 4076 หรือเข้าไปที่ www.diw.go.th

กรอ. ชู 4 มาตรการคุมโรงงานกำจัดขยะอิเล็กทรอนิกส์ 148 โรงทั่วไทย
เผย
 “มือถือ” “แผงวงจร” “คอมพิวเตอร์” คว้าแชมป์ปริมาณสูงสุด

กรอ. โชว์โรงงานต้นแบบพร้อมรถโมบายล์บดย่อยรีไซเคิล “อีเวสท์” สุดล้ำสมัย

กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) โชว์ 4 มาตรการเพื่อคุมเข้มการกำจัดขยะอิเล็กทรอนิกส์อย่างมีประสิทธิภาพ ประกอบด้วย  1. มาตรการพิจารณาอนุญาตโรงงานเพื่อประกอบกิจการกำจัดและบำบัดขยะอิเล็กทรอนิกส์ 2. มาตรการออกใบอนุญาตเพื่อการนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์ 3. มาตรการยกระดับความปลอดภัยและศักยภาพของเสีย และ 4. มาตรการรับมือด้านสิ่งแวดล้อม พร้อมชี้ปัจจุบันมีโรงงานที่นำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์ จำนวนทั้งสิ้น 7 โรงงาน จากจำนวนทั้งหมด 148 โรงงานที่มีการรีไซเคิลขยะอิเล็กทรอนิกส์ โดยปริมาณนำเข้าประมาณ 53,000 ตัน  ส่วนใหญ่ขยะดังกล่าวกว่า 98% ประกอบด้วย  1. โทรศัพท์มือถือ 2. แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ และ 3. คอมพิวเตอร์ อย่างไรก็ดี กรอ.ยังได้ลงพื้นที่ตรวจโรงงาน  มัตซึดะ ซังเกียว (ประเทศไทย) ซึ่งเป็นโรงงานรับกำจัดบำบัดขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่มีประสิทธิภาพ และได้นำนวัตกรรมรถโมบายล์ที่ใช้ในการบดย่อยและกำจัดมลพิษจากขยะอิเล็กทรอนิกส์ มาใช้เป็นแห่งแรกของประเทศ และตั้งแต่ประกอบกิจการไม่เคยได้รับข้อร้องเรียนจากชุมชนรอบข้าง

นายมงคล พฤกษ์วัฒนา อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีปริมาณการนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์ หรือ E – Waste  ประมาณ 53,000 ตัน  โดยนำเข้ามาบำบัดและแปรรูปในโรงงานที่ได้รับการอนุญาต จำนวนทั้งสิ้น 7 โรงงาน จากจำนวนทั้งหมด 148 โรงงานที่มีการรไซเคิลขยะอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งในจำนวนนี้มีสถานประกอบการที่เป็นทั้งโรงงานกำจัด  โรงงานคัดแยก และโรงงานสกัดโลหะมีค่านำมากลับไปใช้ใหม่ และส่วนใหญ่ขยะดังกล่าวกว่า 98% ประกอบด้วย 3 ชนิด ได้แก่ 1. โทรศัพท์มือถือ 2. แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ และ 3. คอมพิวเตอร์  โดยในปีที่ผ่านมาพบว่าขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่นำเข้ามารีไซเคิลมีการนำเข้าจากประเทศญี่ปุ่น ประเทศฮ่องกง และประเทศสิงคโปร์ 

อย่างไรก็ตาม การจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์  สามารถแยกองค์ประกอบตามประเภทของวัสดุ ได้เป็น 3 ส่วน ดังนี้  วัสดุโลหะ (เหล็ก อลูมิเนียม และโลหะอื่นๆ) ประมาณร้อยละ 58  วัสดุประเภทพลาสติก  ประมาณร้อยละ 40  ซึ่งวัสดุเหล่านี้จะถูกนำมาอัดเป็นก้อน เพื่อเตรียมพร้อมส่งจำหน่ายต่อไปยังโรงงานที่มีศักยภาพ เช่น  โรงหลอมโลหะ หรือโรงงานผลิตเม็ดพลาสติก โดยราคาจำหน่ายขึ้นอยู่กับราคาการซื้อขายเศษวัสดุในท้องตลาด และอีกประมาณร้อยละ 2 เป็นวัสดุชิ้นส่วนและแผงวงจรไฟฟ้า (PCBA) มีทั้งเป็นชิ้นส่วนชนิด High grade ได้แก่แผงวงจรจากอุปกรณ์ไอทีขนาดเล็ก โทรศัพท์มือถือ เครื่องคอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊ก  และชิ้นส่วนชนิด Low grade ได้แก่แผงวงจรจากอุปกรณ์อื่นๆ จำพวก Power supply ตู้เย็น เครื่องปรับอากาศ เครื่องทำความร้อนหรือเครื่องซักผ้า  หลังจากการดำเนินการถอดแยกตามเกรดแล้ว จะส่งเข้าสู่กระบวนการบดย่อยเพื่อลดขนาดและเตรียมพร้อมสำหรับกระบวนการหลอมและสกัดโลหะมีค่า อาทิ ทองคำ ทองแดง เพื่อนำสู่กระบวนการผลิตเดิมในโรงงาน

นายมงคล กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมโรงงานฯ ได้มุ่งส่งเสริมการกำจัดขยะอิเล็กทรอนิกส์เป็นไปอย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ โดยได้กำหนดมาตรการและขั้นตอนและหลักเกณฑ์ในการพิจารณาอนุญาตโรงงาน เพื่อประกอบกิจการกำจัดและบำบัดขยะอิเล็กทรอนิกส์ไว้ 4 มาตรการ ดังนี้

  1. มาตรการพิจารณาอนุญาตโรงงานเพื่อประกอบกิจการกำจัดและบำบัดขยะอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งมีขั้นตอนและหลักเกณฑ์ที่ผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมกำหนด  รวมถึงยังมีการพิจารณา ทำเลที่ตั้ง สภาพแวดล้อมโรงงาน ความมั่นคงแข็งแรงและความปลอดภัยของอาคาร การใช้เครื่องจักร รายละเอียดวัตถุดิบ ผลิตภัณฑ์และขั้นตอนการผลิต ปริมาณและจุดที่ก่อให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อม ได้แก่ น้ำเสีย อากาศเสีย และมลพิษอื่นๆ รวมถึงวิธีการป้องกันเหตุเดือดร้อนรำคาญ ความปลอดภัยในการประกอบกิจการ และการควบคุมการปล่อยของเสีย
  2. มาตรการออกใบอนุญาตเพื่อการนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์  การนำเข้าของเสียอิเล็กทรอนิกส์นั้นสามารถกระทำได้ แต่จะต้องอยู่ในขั้นตอนการขออนุญาตนำเข้าของเสียเคมีวัตถุภายใต้อนุสัญญาบาเซล ที่มีกระบวนการตั้งแต่การพิจารณาคำขอ คำยินยอมจากรัฐบาล หรือหน่วยงานรัฐจากประเทศต้นทาง จากนั้นก็จะเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบความพร้อมในด้านที่จัดเก็บ แผนการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัย กระบวนการผลิต ฯลฯ ของโรงงานผู้นำเข้า ตามด้วยการยืนยันตอบรับหรือปฏิเสธไปยังประเทศต้นทาง และหากได้รับการยินยอมแล้ว จะพิจารณาออกใบอนุญาตนำเข้าและขึ้นทะเบียน โดยขั้นตอนสุดท้ายผู้นำเข้าจะต้องแจ้งยอดการนำเข้าให้กับทางหน่วยงานที่ดูแลกำกับได้รับทราบทุกครั้ง สำหรับในการออกใบอนุญาตการนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์ จะออกให้เฉพาะโรงงานที่ประสงค์นำขยะอิเล็กทรอนิกส์เข้ามาเป็นวัตถุดิบในโรงงานของตนเองเท่านั้น ไม่สามารถนำไปขายหรือจำหน่ายต่อให้ผู้อื่นหรือโรงงานอื่นได้ และปริมาณที่นำเข้าต้องสอดคล้องกับกำลังการผลิตของโรงงาน 
  3. มาตรการยกระดับความปลอดภัย  กรอ. ได้ดำเนินโครงการเพิ่มประสิทธิภาพโรงงานคัดแยกและรีไซเคิลซากผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เพื่อลดทั้งปัญหาการลักลอบทิ้งขยะและงบประมาณในการกำจัด ตลอดจนเพิ่มมูลค่าด้วยการหมุนเวียนในกระบวนการผลิตใหม่และเพิ่มโอกาสในการแข่งขันทางการค้า โดยมีโรงงานเข้าร่วมแล้ว 20 โรง
  4. มาตรการรับมือด้านสิ่งแวดล้อม  มุ่งเน้นในเรื่องการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยในโรงงานอุตสาหกรรมผ่านการใช้กลไก และเครื่องมือต่างๆ ในการขับเคลื่อน ได้แก่ เกณฑ์มาตรฐาน กฎหมาย กฎระเบียบที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัย ที่จะต้องมีการตรวจสอบคุณภาพการปล่อยของเสียออกจากโรงงานทุกเดือน พร้อมกับติดตั้งตัวมอนิเตอร์วัดค่ามลพิษ น้ำ อากาศ แบบเรียลไทม์ พร้อมส่งสัญญาณหากโรงงานปล่อยมลพิษเกินค่าที่กำหนดไว้

ด้าน นายโนริโยชิ โทซึคะ กรรมการผู้จัดการบริษัท มัตซึดะ ซังเกียว (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ส่วนใหญ่ชิ้นส่วนซากอิเล็กทรอนิกส์ที่บริษัทนำมาคัดแยกและบดย่อยประกอบด้วย โลหะ แผงวงจร และแผงวงจรที่มีชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ที่ติดอยู่ระหว่างกระบวนการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ในอุตสาหกรรมผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้า มือถือ ยานยนต์ อุปกรณ์ไฟฟ้า เป็นต้น โดยปัจจุบัน บริษัทมีกำลังการกำจัด-บำบัดขยะอิเล็กทรอนิกส์ประมาณ 1000 ตันต่อเดือน และยังมีนวัตกรรมในการบดย่อยด้วยรถโมบายล์ที่นำมาใช้เป็นแห่งแรกของประเทศ โดยได้ออกแบบให้ผนังภายในเป็นผนังกันเสียง มีการติดตั้งเครื่องบดย่อยที่ถูกออกแบบมาเพื่อทำลายเศษชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์โดยเฉพาะ นอกจากนี้ภายในรถยังมีเครื่องกำเนิดไฟฟ้าที่เป็นแหล่งพลังงาน เครื่องเก็บฝุ่นที่เกิดจากการบดย่อย และสามารถบดย่อยได้ตั้งแต่ต้นทางการรับซากอิเล็กทรอนิกส์จากผู้กำเนิด การหลอมโลหะด้วยการเตาเผาที่สามารถบำบัดจากควันให้เป็นไอน้ำในขั้นตอนเดียว ซึ่งจะไม่ทำให้เกิดมลพิษต่อประชาชนและชุมชนโดยรอบ

นายโทซึคะ กล่าวต่อว่า  ปัจจุบันบริษัทฯ ยังได้เข้าร่วมกับกรมโรงงานฯ ในการพิจารณาอนุญาตนำกากอุตสาหกรรมออกนอกบริเวณโรงงาน หรือ สก.2 แบบอัตโนมัติผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (Auto E-License) ที่จะอำนวยสะดวก รวดเร็วจะช่วยแก้ปัญหาให้กับผู้ก่อกำเนิดกากอุตสาหกรรมบางรายกรณีที่มีข้อจำกัดด้านพื้นที่ ในการจัดเก็บกากอุตสาหกรรมและรองรับภาคอุตสาหกรรมมีการขยายตัว และส่งเสริมให้กากอุตสาหกรรมเข้าระบบมากขึ้น นอกจากนี้ จากความใส่ใจในด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเคร่งครัด ยังเป็นผลให้โรงงานไม่เคยถูกร้องเรียนจากประชาชนหรือชุมชนโดยรอบ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่ควบคู่กับการทำธุรกิจที่จะต้องเป็นไปตามมาตรฐาน กฎหมาย และหลักเกณฑ์อื่นๆอเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่สังคม 

สำหรับผู้ที่สนใจรายละเอียด สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่กองบริหารจัดการกากอุตสาหกรรม กรมโรงงานอุตสาหกรรม โทรศัพท์ 02202 4017 หรือเข้าไปที่ www.diw.go.th

Page 1 of 2