พลิกโฉมวงการช่างไฟ ส่งแอปฯใหม่ จากชไนเดอร์ อิเล็คทริค ตอบโจทย์ชีวิตยุค 4.0

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ผู้นำด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นในการจัดการพลังงาน และระบบออโตเมชั่น เปิดตัวแอปพลิเคชัน MySchneider Electrician สำหรับช่างไฟยุค 4.0 ตัวช่วยขั้นเทพที่จะเพิ่มความสะดวกในการทำงานของช่างไฟ หาข้อมูลง่าย เคลมไว รับข่าวสารได้อย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นการค้นหาผลิตภัณฑ์ การสั่งสินค้า โดยสามารถเลือกดูรายการสินค้าที่ต้องการ เช่น เบรกเกอร์ ตู้คอนซูมเมอร์ ยูนิต สวิตช์ไฟต่างๆ เป็นต้น เคลมสินค้าได้ง่าย เพียงถ่ายรูปสินค้าและส่งผ่านแอปฯนี้ นอกจากนี้ช่างไฟจะทราบข้อมูลข่าวสารและโปรโมชั่นอย่างรวดเร็ว ไม่ตกเทรนด์แน่นอน และยังเพิ่มความสะดวกสบายให้ช่างไฟโดยสามารถลงรายละเอียดการซื้อสินค้าและออกใบเสนอราคาได้อีกด้วย แอปฯ นี้มาพร้อมระบบแผนที่ ที่ช่วยให้ช่างไฟเลือกดูตัวแทนจำหน่ายที่ตั้งอยู่ใกล้ไซต์งานมากที่สุด และมีฟังก์ชันโทรติดต่อกับร้านค้าได้ทันที เพื่อความสะดวกและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น

คุณกุศล กุศลส่ง รองประธานฝ่ายธุรกิจค้าปลีก ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ประเทศไทย เผยว่า “ในยุค 4.0 เรามีเทคโนโลยีที่จะช่วยให้ชีวิตการทำงานง่ายขึ้น สมาร์ทโฟนในปัจจุบันนับเป็นอีกเครื่องมือหนึ่งที่เอื้อประโยชน์ในการทำงานได้มากขึ้น โดยที่ผ่านมาเราได้ติดตั้งคิวอาร์โค้ดที่ตู้ไฟ และผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของเราเพื่อให้ช่างไฟ หรือวิศวกรสามารถตรวจสอบข้อมูลต่างๆ ได้ผ่านสมาร์ทโฟน วันนี้เราได้พัฒนาแอปพลิเคชัน สำหรับช่างไฟยุค 4.0 โดยเฉพาะ โดยใช้อุปกรณ์สมาร์ทโฟนคู่กายของช่างไฟเอง ในการเพิ่มโอกาสในการประกอบอาชีพสร้างรายได้ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น  ขณะที่ใช้เวลาลดลง พร้อมสิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่เราจะมอบให้กับช่างไฟผ่านแอปพลิเคชัน MySchneider Electrician ที่ช่างไฟทั่วประเทศจะพลาดไม่ได้ นอกจากนี้เรายังเพิ่มส่วนของฟังก์ชั่นของข้อมูลผลิตภัณฑ์ และองค์ความรู้ทางเทคโนโลยีของเราในรูปแบบเป็นภาษาไทยเพื่อให้ช่างไฟได้เติบโตไปด้วยกันพร้อมๆ กับเรา”

แอปพลิเคชัน MySchneider Electrician พร้อมให้ดาวน์โหลดแล้วในระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ ที่เพลย์สโตร์ นับเป็นเทคโนโลยีที่ช่างไฟยุคใหม่และยุคเก๋าก็พลาดไม่ได้

เปิดตัว TRIMBLE CONNECT ในเอเชีย เครื่องมือทรงพลังสำหรับ
งานก่อสร้างผ่านเทคโนโลยี
CLOUD-BASED แบบไร้รอยต่อ

Trimble เปิดตัว TRIMBLE CONNECT ในภูมิภาคเอเชีย เครื่องมือทรงพลังสำหรับงานก่อสร้างผ่านเทคโนโลยี CLOUD-BASED แบบไร้รอยต่อ ที่จะเข้ามาจัดการการทำงานในอุตสาหกรรมการก่อสร้างโดยการเชื่อมต่อเทคโนโลยีในยุคดิจิทัล ทั้งด้านการระบุตำแหน่ง การจำลองโครงสร้าง การเชื่อมโยงข้อมูลต่างๆ และส่งเสริมการวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อพัฒนาผลผลิต คุณภาพ ความปลอดภัยเพื่อก่อให้เกิดความยั่งยืนในธุรกิจ พร้อมยกระดับอุตสาหกรรมก่อสร้างด้วยการแก้ปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพ และเพิ่มความสามารถในการติดต่อสื่อสารและทำงานร่วมกันได้อย่างไม่สะดุด ส่งผลให้ผู้ประกอบการสามารถเพิ่มผลผลิต ลดการสูญเสีย วางแผนตารางเวลางานได้อย่างมีสมรรถภาพ และประหยัดต้นทุนซึ่งส่งผลดีต่อการลงทุนของอุตสาหกรรมก่อสร้าง

นายพงษ์สุร อังคณานุชาติ Country Manager บริษัท ทริมเบิ้ล โซลูชั่น ประเทศไทย เปิดเผยว่า “Trimble Connect เป็นเครื่องมือทรงพลังที่จะนำเข้ามาใช้ในอุตสาหกรรมก่อสร้างภาคพื้นเอเชีย ซึ่งจะสามารถลดต้นทุน และเพิ่มประสิทธิภาพสำหรับการก่อสร้าง รวมไปถึงการวางระบบพื้นฐานของงานด้านในโครงการให้รวมเป็นหนึ่งเดียวกัน อย่างไร้รอยต่อ และไม่มีข้อผิดพลาดจากการเปลี่ยนแปลงข้อมูลตลอดทั้งโครงการ เช่นในอุตสาหกรรมก่อสร้าง เมื่อต้องนำงานในหลายภาคส่วนมาผนวกเข้าด้วยกัน มักจะพบปัญหาความไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของแต่ละภาคส่วน เพราะมีผู้เกี่ยวข้องมากมาย บวกกับเครื่องมือสื่อสารที่ต่างกันไป แต่ด้วย Trimble Connect โซลูชั่นนี้ จะทำให้หลายภาคส่วนทำงานร่วมกันผ่าน Cloud-based แพลทฟอร์มที่ช่วยผนวกข้อมูลต่างๆ เข้าด้วยกัน เพื่อให้มั่นใจได้ว่าทุกข้อมูลมาจากแหล่งเดียวกัน และด้วยชุดข้อมูลเดียวกันนี้ จะทำให้ทุกภาคส่วนสามารถนำข้อมูลไปประยุกต์ใช้ได้ ทั้งกับการผลิต และการจัดการด้าน logistics เช่น การติดตามวัตถุดิบหรือชิ้นส่วนในการก่อสร้าง หรือนำไปประยุกต์ใช้กับเทคโนโลยีเสมือนจริง(mixed reality) เพื่อทัศนวิสัยในการทำงานที่ยอดเยี่ยม เนื่องด้วยข้อมูลในโปรเจคจะถูกจำลองและแสดงออกมาแบบเสมือนจริงด้วยแว่นโฮโลเลนส์ ณ ไซต์งานก่อสร้างหรือที่ใดๆ ก็ตามตรงหน้าของท่าน

อีกด้านหนึ่งเจ้าของธุรกิจ สถาปนิก ผู้รับเหมา และวิศวกร ต่างใช้ซอฟต์แวร์และเครื่องมือที่หลากหลายแตกต่างกันไป ในส่วนงานของตนเอง และส่งต่อเพื่อรวบรวมเป็นแบบแผนของโครงการ ซึ่งรูปแบบงานเหล่านี้อาจเป็นได้ทั้ง แบบร่าง 2 มิติ, รายงานก่อสร้าง, เอกสารต่างๆ, รวมไปถึงโมเดล BIM 3มิติ อย่างไรก็ตามขั้นตอนการแชร์ข้อมูลในแพลตฟอร์มเครื่องมือ และเทคโนโลยีที่แตกต่างกันนี้ ส่งผลให้ข้อมูลไม่ต่อเนื่อง ก่อให้เกิดความยุ่งยาก และสร้างความเบื่อหน่ายให้กับผู้ทำงานได้ในที่สุด ด้วยเหตุนี้ Trimble Connect จึงสร้างแพลตฟอร์มที่ทรงประสิทธิภาพ และน่าเชื่อถือสำหรับการทำงานร่วมกันภายในโครงการบน cloud-based เพื่อให้ผู้ใช้ซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์สามารถใช้งานได้อย่างง่ายดาย และก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด และด้วย Trimble Connect ทุกคนที่เกี่ยวข้องในโครงการก่อสร้างจะสามารถเข้าใจและมองเห็น ตั้งแต่ภาพรวมของโครงการไปจนถึงรายละเอียดที่เล็กที่สุด ซึ่งช่วยให้ทีมสามารถเข้าถึง วิเคราะห์ จัดการและแชร์ข้อมูลโครงการด้วยปลายนิ้วผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์, เว็บเบราเซอร์, แอพพลิเคชั่นผ่านทางโทรศัพท์สมาร์ทโฟน, และ แว่นโฮโลเลนส์ จะช่วยยกระดับการทำงานของธุรกิจก่อสร้างให้ดีขึ้น มีข้อมูลที่โปร่งใส สามารถติดตามทุกการเปลี่ยนแปลงและทุกภาคส่วนในโครงการ สามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างทั่วถึงจากทุกที่ทุกเวลา”

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Trimble Connect ได้ที่ http://connect.trimble.com  

เปิดตัวหุ่นยนต์ดูดฝุ่นสุดล้ำ AUTOBOT รุ่น STORM รับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่
สแกนพื้นที่ 360° ด้วยระบบนำทางเลเซอร์ สั่งงานผ่านแอป ครบทั้งดูดฝุ่นและถูพื้น

บริษัท โรบอท เมคเกอร์ จำกัด ผู้จัดจำหน่ายหุ่นยนต์ดูดฝุ่นอัจฉริยะแบรนด์ AUTOBOT เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุด หุ่นยนต์ดูดฝุ่น AUTOBOT รุ่น STORM ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยี LIDAR 360° Mapping ระบบ Laser Guide สามารถสแกนพื้นที่ทำความสะอาดสุดแม่นยำ สามารถวางแผนเส้นทางในการทำความสะอาดได้แบบอัจฉริยะได้ครบพื้นที่ทั้งบ้าน และยังสามารถสั่งงานพร้อมดูสถานะการทำงานผ่านแอพลิเคชั่น “robotmaker” ได้ มาพร้อมแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ 3200mAh ใช้งานได้ยาวนานถึง 90 นาที มีเซนเซอร์ตรวจจับทำให้ไม่หล่นจากพื้นที่ต่างระดับ สามารถเข้าสู่แท่นชาร์จแบตเตอรี่เองได้โดยอัตโนมัติแม้จะไม่ได้เริ่มทำงานจากแท่นชาร์จ

นายธรรมสร มีรัตน์ กรรมการบริหาร บริษัท โรบอท เมคเกอร์ จำกัด ผู้จัดจำหน่ายหุ่นยนต์ดูดฝุ่นอัจฉริยะแบรนด์ AUTOBOT ในประเทศไทย เปิดเผยว่า “ไลฟ์สไตล์ของคนยุคปัจจุบันเปลี่ยนไปจากเดิมมาก มีความเร่งรีบมากขึ้น และเปิดกว้างต่อการใช้งานเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ต่างๆ เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกสบายให้กับชีวิตมากขึ้น ทำให้หุ่นยนต์ดูดฝุ่นเป็นที่นิยมเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งในกลุ่มของคนรุ่นใหม่ ใช้ชีวิตในคอนโดมิเนี่ยม ต้องออกไปทำงานเช้าและกลับค่ำ กลุ่มแม่บ้านหรือพ่อบ้านครอบครัวขนาดเล็กที่ดูแลทำความสะอาดบ้านเองโดยไม่มีคนรับใช้ ซึ่งมีภาระการทำงานบ้านมากมาย และในบางรายยังต้องออกไปทำงานนอกบ้านอีกด้วย กลุ่มคนรักสัตว์ที่เลี้ยงสัตว์เลี้ยงภายในบ้านหรือในห้องนอน หรือกลุ่มผู้เป็นภูมิแพ้ โดยในปีที่ผ่านมา หุ่นยนต์ดูดฝุ่นของ AUTOBOT มียอดขายเติบโตถึง 30% ทำให้เรานำ AUTOBOT รุ่นใหม่ๆ เข้ามาอย่างต่อเนื่อง”

“ไตรมาสนี้ เราเปิดตัวหุ่นยนต์ดูดฝุ่น AUTOBOT รุ่น STORM  ซึ่งเป็นหุ่นยนต์ดูดฝุ่นรุ่นใหม่ล่าสุด สามารถทำความสะอาดห้องได้อย่างหมดจด ด้วยมอเตอร์พลังดูด 1800 PA สามารถดูดสิ่งสกปรกได้ทั้งฝุ่นผงขนาดเล็ก เส้นผม ขนสัตว์ ทราย เศษขนม ฯลฯ พร้อมด้วยไส้กรองฝุ่น HEPA Filter ที่กรองได้ถึงระดับ 0.3 ไมครอน ทำให้อุ่นใจเรื่องฝุ่นสำหรับผู้เป็นภูมิแพ้ และยังตอบโจทย์ความต้องการสำหรับห้องที่เป็นพื้นกระเบื้อง ไม้ หรือปาเก้ เพราะสามารถถูพื้นแบบเปียกด้วยผ้าม็อบถูพื้นไมโครไฟเบอร์ขนาดใหญ่และ ถังเก็บน้ำ ที่ปล่อยหยดน้ำลงบนผ้าอย่างช้าๆ” ธรรมสร กล่าว

จุดเด่นของ AUTOBOT รุ่น STORM คือระบบการสร้างแผนที่การทำความสะอาดแบบ LIDAR 360° Mapping โดยตัวเครื่องจะวิเคราะห์และวางแผนการเดินทำความสะอาดผ่านระบบ Laser นำทาง ที่ติดอยู่บนตัวเครื่อง ทำให้การทำความสะอาดทั่วถึงมากกว่าหุ่นยนต์ดูดฝุ่นทั่วไป สามารถไปได้ทุกซอกของมุมบ้านแต่ไม่ทำความสะอาดซ้ำไปมาในพื้นที่เดิม เพราะมีระบบการสแกนพื้นที่ก่อนเริ่มทำงานทุกครั้ง ทำให้ประหยัดเวลาและประหยัดแบตเตอรี่ของตัวเครื่องให้ใช้งานได้นานขึ้น นอกจากนี้ STORM ยังมีถังเก็บน้ำสำหรับถูพื้นโดยเฉพาะ สามารถจุน้ำได้ถึง 150 cc และมีผ้าม็อบถูพื้นไมโครไฟเบอร์ขนาดใหญ่ ถึง 40 cm ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้การทำความสะอาดแบบเช็ดเปียกดีขึ้น มีถังเก็บฝุ่นขนาดใหญ่ 600ml. และมีภาพแผนที่เสมือนแสดงพื้นที่ในการทำควาสะอาดผ่าน  APP  มี HEPA Filter สามารถกรองฝุ่นได้เล็กถึง 0.3 ไมครอน และยังสามารถกำหนดพื้นที่ในการทำความสะอาดผ่าน APP ให้เครื่องทำความสะอาดในจุดที่ต้องการและไม่ต้องการได้

“AUTOBOT รุ่น STORM” มีวางจำหน่ายแล้วที่ AUTOBOT Shop สาขาสามย่าน, เซ็นทรัลพระรามเก้า, หาดใหญ่ และพัทยา ร้าน B2S สาขาเซ็นทรัลพระราม 3, เซ็นทรัลลาดพร้าว และฟิวเจอร์พาร์ครังสิต ร้าน Betrend สาขาสยามพารากอน เดอะมอลล์บางแค และเดอะมอลล์งามวงวาน หรือสามารถสั่งซื้อทางออนไลน์ได้ที่ Lazada, Shopee, facebook fanpage: robotmaker และ www.autobotvacuum.com ในราคาเพียง 15,900 บาท

“พิเศษสุดสำหรับวันที่ 9 เดือน 9 นี้ เราจะร่วมทำโปรโมชั่นกับเว็บไซต์ออนไลน์ช็อปปิ้งชั้นนำอย่าง Lazada และ Shopee โดยจะมีโปรโมชันสุดพิเศษ ผู้สนใจสามารถติดตามข้อมูลและโปรโมชั่นเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/robotmaker/

เกี่ยวกับ AUTOBOT STROM

AUTOBOT STROM เป็นหุ่นยนต์ดูดฝุ่นที่ตอบโจทย์ของทุกครัวเรือน ..พร้อมโหมดการทำงานแบบจัดเต็ม ครบถ้วนทุกฟังค์ชั่นเพื่อตอบสนองความต้องการของแม่บ้าน และพ่อบ้านยุค 4.0 สตอร์มเป็นหุ่นยนต์ทำความสะอาดรุ่นใหม่ล่าสุดของ Autobot ที่รวมทุกอย่างไว้ในเครื่องเดียว เช่น การสแกนห้อง (Mapping) , ระบบกวาด ดูดฝุ่น ถูพื้น (Hybrid) , ระบบ Double Cleaning, ระบบสร้างกำแพงเสมือนบนแอพ พร้อมทั้งสเปกเครื่องสุดแรง การันตีคุณภาพ จากการบริษัท โรบอท เมคเกอร์ จำกัด ผู้เชี่ยวชสญและจัดจำหน่ายหุ่นยนต์ดูดฝุ่นในประเทศไทย มามากกว่า 5 ปี

สำนักงานโครงการการค้าสีเขียวไต้หวัน จัดแสดงซุ้มผลิตภัณฑ์สีเขียว
นำเสนอเทคโนโลยีเพื่อการสร้างเมืองอัจฉริยะตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0

ในงาน Taiwan Expo 2018

สำนักงานโครงการการค้าสีเขียว (Green Trade Project Office : GTPO) ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงเศรษฐกิจไต้หวัน กำหนดจัดแสดง ซุ้มผลิตภัณฑ์สีเขียวไต้หวัน (Taiwan Green Products Pavilion) ในงาน Taiwan Expo 2018 ระหว่างวันที่ 30 สิงหาคม – 1 กันยายน 2561 ณ งานศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา กรุงเทพฯ ภายในซุ้มมีการจัดแสดงสินค้าและเทคโนโลยีพลังงานสีเขียวของไต้หวันซึ่งครอบคลุมเทคโนโลยีหลัก 3 ประเภท ได้แก่ 1) โซลูชั่นเมืองอัจฉริยะและอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (IoT) เพื่อตอบโจทย์นโยบาย “ไทยแลนด์ 4.0” 2) วัสดุก่อสร้างสีเขียวเพื่อการสร้างเมืองสีเขียว 3) เทคโนโลยีการประหยัดพลังงานและการป้องกันสิ่งแวดล้อม

เนื่องด้วยประเทศไทยเป็นตลาดที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของภูมิภาคอาเซียน และคาดการณ์ว่าจะมีอัตราการเติบโตที่ยั่งยืนในช่วงปี พ.ศ. 2561-2562 จากการขับเคลื่อนนโยบาย “ไทยแลนด์ 4.0” ของภาครัฐบาล รวมถึงการพัฒนาสิบอุตสาหกรรม S-Curve นอกจากนี้ เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศเขตร้อนที่มีแสงแดดตลอดปี จึงมีการส่งเสริมการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ซึ่งเป็นพลังงานหมุนเวียนต้นทุนต่ำและเป็นพลังงานสะอาด ดังนั้น อุตสาหกรรมพลังงานสีเขียวจึงเป็นอีกหนึ่งแนวทาง ที่จะช่วยให้ประเทศไทยบรรลุเป้าประสงค์ที่ระบุไว้ในนโยบาย “ไทยแลนด์ 4.0”

อุตสาหกรรมพลังงานสีเขียวของไต้หวันเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมหลักที่รัฐบาลไต้หวันให้การสนับสนุน ในแผน “5+2 Industrial Innovation Plan” โดยแผนนี้เป็นการพัฒนาและการส่งเสริมอุตสาหกรรมสีเขียวในไต้หวันที่มีรากฐานแข็งแกร่ง นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์ของไต้หวันยังมีคุณภาพสูงและมีราคาที่สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ เมื่อประเทศไทยบูรณาการบริการประสิทธิภาพสูงจากไต้หวัน ย่อมสามารถสร้างเมืองอัจฉริยะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้นได้

มร.เฟลิกซ์ เอช. แอล. ชิว ผู้อำนวยการบริหาร สำนักงานโครงการการค้าสีเขียว (GTPO) กระทรวงเศรษฐกิจไต้หวัน อธิบายว่า “บริษัทที่ดำเนินธุรกิจประเภทต่าง ๆ ในไต้หวัน นับตั้งแต่อุตสาหกรรมการผลิตไปจนถึงอุตสาหกรรมไฮเทค ต่างมีการลงทุนด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การประหยัดพลังงาน และการวิจัยเพื่อสิ่งแวดล้อมด้านอื่น ๆ อย่างมาก สำหรับด้านวัสดุสีเขียวและการรีไซเคิลนั้น ไต้หวันมีการรีไซเคิลสิ่งทอจาก โพลีเอสเตอร์มากเป็นอันดับ 1 ของโลก และถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราการรีไซเคิลวัสดุสูงสุดของโลกที่ 55.2%* โดยในปี 2017 ไต้หวันยังเป็นผู้ผลิตรายใหญ่อันดับ 2 ของโลกในด้านเซลล์พลังงานแสงอาทิตย์** และหลอดแอลอีดี*** ในขณะเดียวกัน ไต้หวันยังมีการผลิตจักรยานเป็นสินค้าส่งออกที่มีปริมาณสูงเป็นอันดับ 2 ของประเทศ**** โดยไต้หวันมีบริษัทผู้ผลิตวัสดุอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมมากกว่า 8,000 ราย ด้วยมูลค่าการส่งออกแต่ละปีราว 400 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยรัฐบาลไต้หวันยังคงมุ่งมั่นแสวงหาโซลูชั่นที่ยั่งยืน และเพิ่มโอกาสในการแข่งขันให้แก่บริษัทผู้ผลิตนวัตกรรมระดับโลกในไต้หวัน วิสัยทัศน์ของเราคือการส่งเสริมอุตสาหกรรมสีเขียวให้เป็นตัวขับเคลื่อนหลัก เพื่อสร้างการเติบโตด้านการส่งออก และเพื่อให้ผลิตภัณฑ์ของเราเป็นที่ยอมรับในฐานะโซลูชั่นบุกเบิกชั้นนำของโลก เพื่อนำไปสู่การสร้างโลกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและชีวิตของผู้คนที่มีความสุขมากยิ่งขึ้นในทุก ๆ ประเทศ”

ซุ้มผลิตภัณฑ์สีเขียวของไต้หวันจะจัดแสดงผลิตภัณฑ์จากบริษัทชั้นนำของไต้หวัน 12 บริษัทซึ่งสอดคล้องกับความต้องการของประเทศไทย และเพื่อเพิ่มโอกาสการขยายธุรกิจสีเขียวตามนโยบาย “ไทยแลนด์ 4.0” ซึ่งครอบคลุมความต้องการหลักทั้ง 3 ข้อ ได้แก่

  • โซลูชั่นเมืองอัจฉริยะและอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (IoT) เพื่อตอบโจทย์นโยบาย “ไทยแลนด์ 0” โดยการจัดแสดงสินค้าหลอดไฟแอลอีดีและโคมไฟสำหรับใช้ในถนน โคมไฟสำหรับใช้ในอุตสาหกรรม และการรวบรวมสถานีชาร์จไฟกับการบูรณาการ, เซ็นเซอร์ตรวจสอบสภาพอากาศของ TAIWAN A TEAM, หลังคาและแผงโซล่าเซลล์แสงอาทิตย์ประเภทพื้นผิวคริสตัลของบริษัท TSEC, โมดูลพลังงานแสงอาทิตย์แบบ CIGS ของบริษัท ETERBRIGHT, และระบบควบคุมแสงอัจฉริยะของบริษัท LINKCOM
  • วัสดุก่อสร้างสีเขียวสำหรับเมืองสีเขียว นำเสนอผลิตภัณฑ์น้ำยาเคลือบสูตรน้ำซึ่งเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมของบริษัท ABERDEEN, ไม้อัดคุณภาพสูงจากบริษัท Evergreen Timber, และสีสะท้อนพลังงานแสงอาทิตย์POLE ของ Global international Energy Saving
  • เทคโนโลยีการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อม โดยการนำเสนอกระจกอัจฉริยะที่เปลี่ยนจากกระจกใสเป็นกระจกฝ้า และทึบแสงได้ซึ่งควบคุมโดยระบบไฟฟ้าของบริษัท SD OPTRONICS, กระจกประเภทฉนวนกันความร้อนแบบประหยัดพลังงานของบริษัท GENMOOR TECHNOLOGY, การบูรณาการบริการวิศวกรรมแบบประหยัดพลังงานของบริษัท CHENG LONG ENERGY, และการวางแผนเกี่ยวกับการก่อสร้างโรงเผาขยะและโรงบำบัดน้ำเสียขนาดใหญ่ การบริการด้านวิศวกรรมก่อสร้างแบบเหมารวมทั้งหมดและอื่น ๆ ของบริษัท ECOVE

โครงการส่งเสริมผลิตภัณฑ์สีเขียวประจำปีนี้ยังคงดำเนินการไปอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นการเจาะตลาดในกลุ่มประเทศอาเซียน อินเดีย และอื่น ๆ โดยประเทศไทยนับเป็นการจัด “Taiwan Expo 2018” ครั้งที่ 4 ซึ่งงานแสดงสินค้าดังกล่าวจะจัดขึ้นที่มาเลเซียช่วงเดือนตุลาคมเป็นจุดหมายสุดท้ายของปีนี้ ผู้ประกอบการที่สนใจสามารถติดต่อเข้าร่วม “Green Customer Exploration” กับทางสำนักงานโครงการการค้าสีเขียวเพื่อแสวงหาโอกาสทางธุรกิจเพื่อโลกที่ดีขึ้นร่วมกัน

หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาเยี่ยมชมเว็บไซต์ www.greentrade.org.tw หรือติดต่อผ่านทางหมายเลขโทรศัพท์ +662-651-4470, +8862-2725-5200(ไต้หวัน) และอีเมล This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

หมายเหตุ

* แหล่งข้อมูล: eunomia

** แหล่งข้อมูล: IEK 2018

*** แหล่งข้อมูล: PIDA 2018

**** แหล่งข้อมูล: IDB 2017

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค เปิดตัว ATV340 ไดร์ฟขั้นเทพ เปลี่ยนเครื่องจักรธรรมดาให้อัจฉริยะ

Altivar Machine ATV340 ซึ่งเป็นไดรฟ์หรืออุปกรณ์ควบคุมปรับความเร็วรอบมอเตอร์ สามารถดูการทำงานผ่านอุปกรณ์ในระยะไกลด้วย สมาร์ทโฟน แทปเล็ต โน้ตบุ๊ค มาพร้อมระบบรักษาความปลอดภัยบนไซเบอร์ ได้รับการออกแบบให้มีสมรรถนะสูงสำหรับสำหรับใช้งานร่วมกับมอเตอร์ 3 เฟส 380 VAC ตั้งแต่ 0.75 ถึง 75 กิโลวัตต์ (1 ถึง 100 แรงม้า) เหมาะสำหรับผู้ผลิตเครื่องจักร(Original Equipment Manufacturers หรือ OEMs) ที่ต้องการนำระบบอัจฉริยะเข้าไปเสริมประสิทธิภาพ มาพร้อมระบบการควบคุมการดำเนินงานที่ทันสมัย ให้ความง่ายในการใช้งาน มีความสามารถในการทำงานแบบอัตโนมัติขั้นสูง ทั้งยังให้ความสะดวกในการรวมระบบต่างๆ เข้าด้วยกัน รองรับความท้าทายในยุคเครื่องจักรอัจฉริยะ และลดเวลาในการสร้างนวัตกรรมให้เครื่องจักรอีกด้วย

ให้ประสิทธิภาพที่สูงกว่า พร้อมรองรับความสามารถในการติดต่อสื่อสารมากมาย

Altivar Machine 340 ยังเป็นที่มีประสิทธิภาพ ด้วยแบนด์วิดธ์ความเร็วสูงสุด 400 Hz ถูกออกแบบมาสำหรับการดำเนินงานแบบไดนามิก ซึ่งอาจต้องใช้เวลาเร่งความเร็วหรือการเข้าสู่จุดสมดุลย์ของรอบมอเตอร์เร็วขึ้น พร้อมรองรับการทำงานโอเวอร์โหลดสูงถึง 220% นอกจากนี้ด้วยการออกแบบโมดูลาร์ ทำให้ Altivar 340 มีตัวเลือกการสื่อสารมากมาย พร้อมขยายจำนวนอินพุต-เอาต์พุต ด้วย การ์ดขยาย (I/O extension card)

แข็งแรงทนทานสำหรับการใช้งานที่ยาวนาน

Altivar Machine 340 ได้รับการออกแบบเพื่อตอบสนองความต้องการแม้ในสภาพแวดล้อมที่รุนแรงเช่น การสั่นสะเทือน การกระแทก และฝุ่นละอองที่ไม่ได้เหนี่ยวนำไฟฟ้า สามารถต่ออุณหภูมิสูงถึง 60 องศาเซลเซียส

นอกจากนี้ Altivar Machine 340 ง่ายในการบำรุงรักษา สามารถบันทึกและเรียกดูข้อมูลผ่านระบบเครือข่ายภายใน หรือจากระยะไกลผ่านทางเว็บเซิร์ฟเวอร์ที่ฝังตัวอยู่ใน ATV340 ทำให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงข้อมูลของมอเตอร์และการดำเนินงานได้ทุกที่ทุกเวลา ข้อมูลนี้นำมาใช้ในการคาดการณ์ในการบำรุงรักษาและเพื่อหลีกเลี่ยงความผิดพลาดที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้ นับว่าเป็นไดร์ฟที่ให้ความเป็นอัจฉริยะรับยุค 4.0 ได้อย่างลงตัว