Mio เปิดตัวนวัตกรรมกล้องติดรถยนต์อัจฉริยะ  MiVue 7 Series

“มีโอ้” ผู้ผลิตกล้องติดรถยนต์ชั้นนำในยุโรปและเอเชียแปซิฟิก ประกาศเปิดตัวกล้องติดรถยนต์แบบมี WiFi ในตระกูล Mio MiVue 7 Series (มีโอ้ ไมวิว ซีรี่ส์ 7)   อย่างเป็นทางการในประเทศไทย

Mio มุ่งมั่นในการสร้างประสบการณ์ที่คำนึงถึงความต้องการของผู้ใช้งานอย่างแท้จริงตามแนวคิดที่เป็นหัวใจหลัก “All About You” ล่าสุดประกาศเปิดตัวกล้องติดรถยนต์แบบมี WiFi และระบบนำทาง GPS ในตัว รุ่นใหม่จากตระกูล Mio MiVue 7 Series ครบครันด้วยฟังก์ชั่นการบันทึกวิดีโอคุณภาพความคมชัดสูง พร้อมคุณสมบัติการสำรองข้อมูลแบบเรียลไทม์ ที่ผู้ใช้สามารถอัพโหลดและดูคลิปวิดีโอในโทรศัพท์มือถือได้อย่างสะดวกสบายผ่านแอพพลิเคชัน MiVue

ความคมชัดระดับ Full HD จับภาพความละเอียดสูง สว่างชัดเจนแม้ในเวลากลางคืน

กล้องติดรถยนต์รุ่น MiVue792 (ไมวิว 792) โดดเด่นด้วยสุดยอดเซ็นเซอร์ STARVIS™ ซึ่งเป็นเซ็นเซอร์รับภาพความไวสูงแบบ CMOS จากโซนี่ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบันทึกวิดีโอในสภาวะแสงน้อย   หรือเวลากลางคืนได้สว่างชัดเจน อีกทั้งยังมาพร้อมกับเทคโนโลยีปรับแต่งภาพซึ่งเป็นลิขสิทธิ์เฉพาะของ Mio สามารถปรับความสว่างของภาพได้ถึง 4 ระดับ เพิ่มคุณภาพของภาพให้ดียิ่งขึ้น กล้องสามารถบันทึกวิดีโอที่มีความละเอียดคมชัดสูงในทุกช่วงเวลาด้วยความคมชัดระดับ Full HD 1080p ภาพไหลลื่นด้วยความเร็วเฟรมเรท 60 FPS ต่อวินาที

ถ่ายโอนไฟล์วิดีโออัตโนมัติ สามารถดูได้แบบเรียลไทม์

กล้องติดรถยนต์รุ่น Mio MiVue 792 (มีโอ้ ไมวิว 792) และรุ่น MiVue786 (ไมวิว 786)  เพิ่มความสะดวกสบายยิ่งขึ้นด้วยการรองรับการเชื่อมต่อผ่าน WiFi ให้ผู้ใช้งานสามารถถ่ายโอนและดูคลิปวิดีโอที่บันทึกไว้ในโทรศัพท์มือถือได้ทันที  ซึ่งแตกต่างจากกล้องติดรถยนต์ทั่วไปในท้องตลาด ที่ผู้ใช้ต้องเสียเวลาถอดเมมโมรี่การ์ดออกมาเพื่อดูวิดีโอย้อนหลังในคอมพิวเตอร์ ขั้นตอนยุ่งยากและอาจทำให้ล่าช้าเมื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน

กล้องติดรถยนต์ Mio แบบมี WiFi ในตัวมาพร้อมฟีเจอร์เก็บสำรอง (Backup) ไฟล์วิดีโอแบบอัตโนมัติ ดังนี้

  1. เก็บสำรองไฟล์วิดีโอแบบเรียลไทม์: ตัวกล้องจะทำการบันทึกเหตุการณ์และเก็บสำรองไฟล์โดยอัตโนมัติ สามารถเข้าดูคลิปวิดีโอต่างๆ ได้ทันทีอย่างง่ายดาย
  2. บันทึกวิดีโอต่อเนื่อง: ตัวกล้องจะทำการบันทึกวิดีโออย่างต่อเนื่อง แม้ในขณะที่ผู้ใช้งานกำลังเชื่อมต่อผ่าน WiFi กับโทรศัพท์มือถือ
  3. สามารถตัดแบ่งไฟล์วิดีโอได้: เมื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินขึ้นมา ผู้ใช้สามารถตัดแบ่งคลิปวิดีโอ ณ เวลาที่เกิดเหตุได้ความยาว 20 วินาที (โดยตัวกล้องถูกตั้งค่าไว้ให้บันทึก 5 วินาทีก่อนเกิดเหตุและ 15 วินาทีหลังเวลาที่เกิดเหตุ) ทำให้ได้ไฟล์ขนาดเล็กที่เป็นช่วงเวลาที่เกิดเหตุจริงๆ
  4. สามารถดาวน์โหลดต่อจากที่ดาวน์โหลดค้างไว้ได้ (Download Resume): ใช้งานง่ายสุดๆ ด้วยการกดคลิกเพียงครั้งเดียว เพื่อเริ่มดาวน์โหลดไฟล์วิดีโอต่อทันทีจากที่ดาวน์โหลดค้างไว้
  5. ไม่รบกวนสายเรียกเข้า: ผู้ใช้ยังคงสามารถรับสายที่โทรเข้ามาได้ แม้ในขณะที่ทำการเก็บสำรองไฟล์วิดีโอลงในมือถือ
  6. รองรับทั้งกล้องหน้าและกล้องหลัง: รองรับการเก็บสำรองข้อมูลทั้งกล้องหน้าและกล้องหลัง

กล้องติดรถยนต์ในตระกูล Mio MiVue 7 Series ทุกรุ่นสามารถใช้งานร่วมกับกล้องมองหลังติดรถยนต์ MiVue A30 (ไมวิว เอ30) ได้ โดยกล้องมองหลัง MiVue A30 ใช้เซ็นเซอร์รับภาพแบบ CMOS จากโซนี่ ให้ความคมชัดระดับ Full HD 1080p ใช้เลนส์กระจกคุณภาพสูง เลนส์กล้องมุมมองกว้าง 130 องศา รูรับแสงกว้าง F1.8 และรองรับโหมดบันทึกวิดีโอในเวลากลางคืน

นอกเหนือจากการเปิดตัวกล้องติดรถยนต์รุ่นใหม่ในตระกูล MiVue 7 Series แล้ว ทาง Mio ยังเปิดตัวกล้องติดรถยนต์ Mio MiVue C380D (มีโอ้ ไมวิว ซี380ดี) สามารถบันทึกวิดีโอคุณภาพความคมชัดระดับ Full HD 1080p ที่เฟรมเรท 30 FPS ต่อวินาที ตัวกล้องทั้งกล้องหน้าและกล้องหลังใช้เซ็นเซอร์รับภาพแบบ CMOS ของโซนี่ มอบความปลอดภัยขณะขับขี่ครอบคลุมในทุกๆ มุมมอง พร้อมมีระบบนำทาง GPS ในตัว ที่นอกจากจะแสดงตำแหน่งของรถแล้ว ยังสามารถบอกความเร็วรถ ระบุพิกัดละติจูดและลองติจูด และบันทึกเส้นทางที่เดินทางไปได้อย่างครบถ้วนทุกการเดินทาง

กล้องติดรถยนต์ทุกรุ่นมีวางจำหน่ายแล้วที่ร้านค้าตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ และร้านค้าออนไลน์บนเว็บไซต์ของลาซาด้าและช้อปปี้ สำหรับรุ่น Mivue 792 และ Mivue C380D ราคาเริ่มต้น 8,900 บาท สำหรับรุ่น Mivue 786 ราคาเริ่มต้นที่ 7,900 บาท และสำหรับรุ่น MiVue A30 ราคาเริ่มต้นที่ 4,900 บาท

สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

ผลสำรวจจาก ซีบรา เทคโนโลยีส์ รายงานว่า ภายในปี 2028 กว่าครึ่งของพัสดุจะต้องถูกจัดส่งภายในสองชั่วโมง

Zebra เปิดตัวเครื่องพิมพ์แบบพกพาและเครื่องอ่าน RFID  ประสิทธิภาพสูงรุ่นใหม่สำหรับกลุ่มผู้ให้บริการด้าน Fulfillment

ซีบรา เทคโนโลยีส์ คอร์ปอเรชั่น (สัญลักษณ์หุ้นในตลาดNASDAQ: ZBRA) ผู้นำตลาดเครื่องคอมพิวเตอร์พกพา เครื่องสแกนบาร์โค้ด และเครื่องพิมพ์บาร์โค้ดที่ได้รับการเสริมประสิทธิภาพด้วยซอฟต์แวร์และบริการ เพื่อให้องค์กรสามารถมองเห็นข้อมูลทั้งหมดได้แบบเรียลไทม์ เปิดเผยผลสำรวจในหัวข้อ The Future of Fulfillment Vision Study (Asia-Pacific Edition) หรือ “เทรนด์ในอนาคตของบริการ Fulfillment” ซึ่งเป็นงานสำรวจที่มุ่งวิเคราะห์ว่าบริษัทผู้ผลิต บริษัทขนส่งและโลจิสติกส์ (T&L) และธุรกิจค้าปลีกกำลังเตรียมตัวอย่างไรเพื่อตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้นของเศรษฐกิจแบบ on-demand.

อ้างอิงข้อมูลจากสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ) รายงานว่าในปี 2020  ธุรกิจอี-คอมเมิร์ซในประเทศไทยจะมีมูลค่าสูงถึง 5.6 พันล้านบาท การเติบโตที่จะเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลนี้ส่งผลให้ธุรกิจในหลายอุตสาหกรรมต้องปรับตัว โดยจากผลสำรวจของซีบราพบว่า ธุรกิจค้าปลีกจำเป็นต้องขยายศูนย์ Fulfillment center ให้มากขึ้นในขณะที่บริษัทผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์จำเป็นต้องนำเทคโนโลยีใหม่ๆเข้ามาใช้ เพื่อตอบสนองต่อความต้องการที่เพิ่มขึ้นของธุรกิจอีคอมเมิร์ซ สิบปีต่อจากนี้ไปจะเป็นยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงของหลายภาคธุรกิจ และผลสำรวจจากซีบราได้รวบรวมสิ่งที่ผู้นำธุรกิจและองค์กรกำลังมองหาในอีก 5 ปีข้างหน้ามารวบรวมไว้ในรายงานนี้

มร. ทาน อิ๊ก จิน, ผู้จัดการธุรกิจ Vertical Solutions, ซีบรา เทคโนโลยีส์ เอเชีย แปซิฟิค กล่าวว่า "ด้วยแรงผลักดันจากเหล่านักช้อปที่คุ้นเคยกับเทคโนโลยีและเชื่อมต่อการสื่อสารอยู่ตลอดเวลา ผู้ค้าปลีก ผู้ผลิต และบริษัทโลจิสติกส์จึงร่วมมือกันและแลกเปลี่ยนบทบาทในรูปแบบที่ไม่มีมาก่อน เพื่อตอบสนองความคาดหวังของผู้ซื้อในด้านการจัดส่งสินค้าผ่าน omni-channel จากการศึกษาวิจัยในหัวข้อ Future of Fulfillment Vision Study ของซีบราพบว่า ร้อยละ 95 ของผู้ตอบแบบสอบถามในเอเชียแปซิฟิกเห็นว่า อีคอมเมิร์ซกำลังเป็นตัวขับเคลื่อนให้มีการส่งมอบที่เร็วขึ้น เพื่อการตอบสนองแนวโน้มดังกล่าว บริษัทต่างๆ กำลังหันไปใช้เทคโนโลยีดิจิตอลและ analytics เพื่อนำระบบอัตโนมัติที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ระบบที่ช่วยในการมองเห็นสินค้า และ business intelligence (เทคโนโลยีสำหรับการรวบรวมข้อมูล จัดเก็บ วิเคราะห์ และสรุปภาพรวมของข้อมูลทางธุรกิจในหลายมิติ) ไปใช้ในซัพพรายเชนเพื่อแข่งขันในระบบเศรษฐกิจแบบ on-demand ตามความต้องการของผู้ซื้อ"

จากผลสำรวจของซีบรา พบว่า ร้อยละ 67 ของบริษัทโลจิสติกส์คาดการณ์ว่าภายในปี 2023 จะสามารถจัดส่งพัสดุถึงที่หมายภายในวันเดียวกันได้ และร้อยละ 55 คาดว่าภายในปี 2028  จะสามารถให้บริการจัดส่งพัสดุได้ถึงที่หมายภายในสองชั่วโมง นอกจากนี้ ร้อยละ 96 ของผู้ตอบแบบสอบถามคาดว่าจะใช้บริการจัดส่งแบบ crowdsourced delivery หรือเครือข่ายผู้ขับขี่ที่เลือกให้บริการตามคำสั่งซื้อบางรายการภายในปี 2028

ผลสำรวจยังชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงด้านการปฏิบัติงานที่ธุรกิจค้าปลีกต้องการให้เกิดขึ้นโดย 7 ใน 10 ของผู้บริหารที่ตอบแบบสำรวจเห็นด้วยว่า จะมีผู้ค้าปลีกจำนวนมากขึ้นที่เปลี่ยนร้านค้าให้กลายเป็น fulfillment center ที่สามารถรองรับการคืนสินค้า ภายในปี 2023 ร้อยละ 99 ของร้านค้าปลีกวางแผนที่จะให้บริการแบบสั่งซื้อออนไลน์และรับของที่ร้านเพื่อให้การบริการ Fulfillment มีความคล่องตัวมากขึ้น

ขั้นตอนในการรับคืนสินค้าเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับธุรกิจค้าปลีกและบริษัทโลจิสติกส์ ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ร้อยละ 93 ของผู้ตอบแบบสอบถามเห็นพ้องกันว่า การรับและจัดการการคืนสินค้ายังคงเป็นเรื่องท้าทาย กระบวนการการรับคืนสินค้าในหลายธุรกิจยังมีข้อบกพร่องและต้องการการพัฒนา ปัจจุบัน ร้อยละ 58 ของผู้ตอบแบบสอบถามที่เป็นธุรกิจค้าปลีกคิดค่าบริการเพิ่มกรณีคืนสินค้า และร้อยละ 71 ไม่มีแผนที่จะเปลี่ยนนโยบายนี้ในอนาคต

อย่างไรก็ตาม ร้อยละ 92 ของผู้ตอบแบบสอบกล่าวว่า เงินทุนเพื่อจัดตั้งและค่าใช้จ่ายระหว่างดำเนินการเพื่อให้บริการแบบ omni-channel หรือบริการที่มีทั้งช่องทางอ๊อฟไลน์คือมีหน้าร้าน และออนไลน์คือมีเว็บไซต์ ถือเป็นความท้าทายหลัก  โดยมีเพียงร้อยละ 42 ของซัพพลายเชนที่ตอบแบบสอบถาม ให้บริการในแบบ omni-channel ซึ่งขัดแย้งเป็นอย่างยิ่งเมื่อมีผู้บริโภคกว่าร้อยละ 73 ใช้บริการซื้อสินค้าผ่านทั้งช่องทางอ๊อฟไลน์และออนไลน์ นอกจากนี้ยังพบว่า ร้อยละ 55 ขององค์กรยังคงทำงานแบบใช้ปากกาและกระดาษจดซึ่งด้อยประสิทธิภาพในการรองรับการบริการแบบ omni-channel

ภายในปี 2021 ร้อยละ 99 ของผู้ตอบแบบสอบถามที่ให้บริการโลจิสติกส์ผ่าน omni-channel จะใช้คอมพิวเตอร์พกพาที่มีเครื่องสแกนบาร์โค้ด การอัพเกรดจากระบบงานแบบ manual ที่ใช้กระดาษและปากกาจัดทำเอกสาร ไปสู่การใช้คอมพิวเตอร์พกพาที่มีเครื่องสแกนบาร์โค้ดหรือแท็บเล็ต เพื่อช่วยปรับปรุงการจัดการโลจิสติกส์ผ่าน omni-channel ให้สามารถเข้าถึงระบบการจัดการคลังสินค้าแบบเรียลไทม์ได้มากขึ้น

ในอนาคต ผู้ตอบแบบสอบถามที่เป็นระดับผู้บริหารและมองการณ์ไกล ระบุว่า ซัพพรายเชนต้องมีโซลูชั่นส์ที่เชื่อมโยง มีข้อมูลเชิงลึกทางธุรกิจ และเป็นระบบอัตโนมัติ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความเร็ว ความแม่นยำ และความคุ้มค่าในการขนส่งและแรงงานอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ผู้บริหารที่ตอบแบบสำรวจคาดว่า เทคโนโลยีใหม่ที่จะพลิกโฉมการดำเนินธุรกิจ (หรือที่เรียกกันว่า disruptive technologies) มากที่สุด ก็คือ โดรน หรือยานพาหนะที่ไร้คนขับ/ขับขี่ได้เอง, เทคโนโลยีที่สวมใส่ไว้กับร่างกาย(wearable)และเทคโนโลยีพกพา รวมถึงเทคโนโลยีหุ่นยนต์ นอกจากนี้ การใช้เทคโนโลยี RFID (radio-frequency identification) และแพลตฟอร์มการจัดการสินค้าคงคลังจะเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 32 เป็น 95 ในปี 2028 ซอฟต์แวร์ ฮาร์ดแวร์ และ tagging solution ที่ขับเคลื่อนโดย RFID จะช่วยให้สามารถมองเห็นข้อมูลสินค้าคงคลังได้ลึกลงไปถึงระดับรายการย่อยและเป็นปัจจุบันมากที่สุด ทั้งยังเพิ่มความถูกต้องของข้อมูลสินค้าคงคลัง และความพึงพอใจของผู้ซื้อพร้อมกับลดปัญหาสินค้าขาดหรือมีมากเกินความต้องการในสต๊อก หรือปัญหาความผิดพลาดในการเติมสินค้า

ซีบราเปิดตัวเครื่องพิมพ์แบบพกพารุ่นใหม่และโซลูชั่น RFID ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานทั้งในและนอกสถานที่ ซึ่งสอดคล้องกับการพัฒนาในแวดวงการให้บริการด้าน fulfillment เครื่องพิมพ์แบบพกพา ZQ300 Series ใหม่ ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการทำงานให้กับพนักงานขณะลงพื้นที่ ภายในคลังสินค้า หรือพนักงานหน้าร้าน ด้วยขีดความสามารถในการพิมพ์แบบ on-demand ในขณะที่เครื่องอ่าน RFID แบบ fixed UHF รุ่น FX9600 จะช่วยให้องค์กรต่างๆ สามารถติดตามความเคลื่อนไหวของสินค้าปริมาณมากในคลังสินค้าหรือที่ท่าเก็บสินค้าได้อย่างแม่นยำ

นายศิวัจน์ โรจนเต็มศักดิ์ ผู้จัดการประจำประเทศไทย ซีบรา เทคโนโลยีส์

นายศิวัจน์ โรจนเต็มศักดิ์ ผู้จัดการประจำประเทศไทย ซีบรา เทคโนโลยีส์ กล่าวว่า “ธุรกิจอีคอมเมิร์ซที่กำลังเติบโตอย่างมากในประเทศไทยสร้างการเปลี่ยนแปลงและโอกาสทางธุรกิจ   เราเห็นเทรนด์สำคัญๆในหลายธุรกิจซึ่งมีการปรับตัวเพื่อให้บริการผู้บริโภคทั้งแบบอ๊อฟไลน์และออนไลน์ มีการศึกษาและนำข้อมูลการใช้บริการของผู้บริโภคมาใช้ อีกทั้งยังให้ความสำคัญกับการจัดส่งที่รวดเร็วมากขึ้น  ธุรกิจสามารถสร้างโอกาสให้กับองค์กรและเพิ่มประสิทธิภาพให้พนักงานผู้ปฏิบัติงานโดยการใช้เทคโนโลยีอย่าง ปริ้นเตอร์และคอมพิวเตอร์แบบพกพาซึ่งให้ข้อมูลแบบเรียลไทม์ ไม่ว่าจะเป็นการใช้งานในหน้าร้านค้าหรือลงพื้นที่พบลูกค้า”

จากรายงานพบว่า:

  • ซีบราเผยผลสำรวจในหัวข้อ The Future of Fulfillment Vision Study (Asia-Pacific Edition) หรือ “เทรนด์ในอนาคตของบริการ Fulfillment”
  • การศึกษาพบว่า ร้อยละ 67 ของบริษัทโลจิสติกส์คาดการณ์ว่าภายในปี 2023 จะสามารถจัดส่งพัสดุถึงที่หมายภายในวันเดียวกันได้ และร้อยละ 55 คาดว่าภายในปี 2028  จะสามารถให้บริการจัดส่งพัสดุได้ถึงที่หมายภายในสองชั่วโมง
  • ผู้บริหารที่ตอบแบบสำรวจเห็นด้วยว่า จะมีผู้ค้าปลีกจำนวนมากขึ้นที่เปลี่ยนร้านค้าให้กลายเป็น Fulfillment center ที่สามารถรองรับการคืนสินค้า และยอมับว่าการรับและจัดการการคืนสินค้ายังคงเป็นเรื่องท้าทาย

ปัจจุบัน ร้อยละ 55 ขององค์กรยังคงทำงานแบบใช้ปากกาและกระดาษจดซึ่งด้อยประสิทธิภาพ ในการรองรับการบริการแบบ omni-channel

  • มีการคาดการณ์กันว่า การใช้เทคโนโลยี RFID (radio-frequency identification) และแพลตฟอร์มการจัดการสินค้าคงคลัง จะเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 32 เป็น 95 ในปี 2028 ซอฟต์แวร์ ฮาร์ดแวร์ และ tagging solution ที่ขับเคลื่อนโดย RFID ช่วยให้สามารถมองเห็นข้อมูลสินค้าคงคลังได้ลึกลงไปถึงระดับรายการย่อยและเป็นปัจจุบันมากที่สุด ทั้งยังเพิ่มความถูกต้องของข้อมูลสินค้าคงคลังและความพึงพอใจของผู้ซื้อไป พร้อมกับลดปัญหาสินค้าขาดหรือมีมากเกินความต้องการในสต๊อก หรือปัญหาความผิดพลาดในการเติมสินค้า
  • เครื่องพิมพ์แบบพกพาระดับกลาง ZQ300 Series มาพร้อมระบบพิมพ์ใบเสร็จรับเงินและฉลาก รวมถึงตัวเลือกในการเชื่อมต่อไร้สาย แบตเตอรี่และการจัดการพลังงานที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น โดยได้รับการออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า เครื่องพิมพ์ ZQ300 ถูกพัฒนามาให้แข็งแรงทนทานต่อทุกสภาพแวดล้อม ตั้งแต่การใช้งานหน้าร้านค้าปลีกไปจนถึงคลังสินค้าและการใช้งานนอกสถานที่ ตัวเครื่องถูกปิดผนึกอย่างดีเพื่อป้องกันฝุ่นละออง สิ่งสกปรก และของเหลว ตามมาตรฐาน IP54 และได้รับการทดสอบอย่างเข้มงวดเพื่อให้สามารถทนต่อการหล่นและตกกระแทก

  • ด้วยคลื่นวิทยุ (RF) ความถี่สูง เครื่องอ่านแบบ fixed RFID รุ่น FX9600 ให้ความแม่นยำสูงและช่วงระยะการสแกนที่ยาว แม้ในสภาพแวดล้อมที่มีการใช้คลื่นความถี่หนาแน่นหรือผ่านวัสดุที่ปิดกั้นคลื่นความถี่ได้มาก FX9600 ถูกออกแบบมาเพื่อให้ทนทานต่อสภาพแวดล้อมที่สมบุกสมบันมากๆ โดยสามารถทำงานได้แม้ในจุดที่เปียกชื้น เต็มไปด้วยฝุ่น มีความร้อนสูง หรือแม้กระทั่งอุณหภูมิที่ต่ำกว่าศูนย์