กนอ. นำคณะผปก. ญี่ปุ่น ชมศักยภาพพื้นที่อีอีซี – เอสอีแซด
ชี้ 4 แลนด์มาร์คอุตสาหกรรมที่นักลงทุนสนใจ พร้อมเตรียมพื้นที่กว่า 9.5 พันไร่ รับการลงทุน

การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) นำคณะผู้ประกอบการและนักลงทุน ภายใต้ความร่วมมือของ Japan Industrial Location Center: (JILC) จากประเทศญี่ปุ่นร่วมชมนิคมอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก และโครงการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมในพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษชายแดน (SEZ) เผยนักลงทุนและผู้ประกอบการในกลุ่มดังกล่าวให้ความสนใจในการเข้าร่วมลงทุนนิคมอุตสาหกรรมสมาร์ทปาร์ค และโครงการท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุดระยะที่ 3 ในจังหวัดระยอง  พร้อมด้วยนิคมอุตสาหกรรมสระแก้ว และนิคมอุตสาหกรรมยางพารา (Rubber City) ในจังหวัดสงขลา เนื่องจากมีจุดยุทธศาสตร์และมีศักยภาพในการรองรับการลงทุนในหลากหลายอุตสาหกรรมได้อย่างดีเยี่ยม อย่างไรก็ตามขณะนี้ กนอ.ได้เตรียมความพร้อมพัฒนาพื้นที่ EEC และ SEZ ให้เพียงพอต่อความต้องการของนักลงทุนกว่า 9,500 ไร่ พร้อมด้วยบริการด้านสาธาณูปโภค สิทธิประโยชน์ทางภาษี สิ่งอำนวยความสะดวกในนิคมอุตสาหกรรม ฯลฯ เพื่อช่วยเพิ่มแรงจูงใจให้กับนักลงทุนจากญี่ปุ่นต่างประเทศเข้ามาลงทุนในประเทศไทยมากขึ้น

นายจักรรัฐ เลิศโอภาส รองผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สายงานบริการและลูกค้าสัมพันธ์ เปิดเผยความคืบหน้าหลังจากที่กนอ. ได้ลงนามความร่วมมือร่วมกับ Japan Industrial Location Center: (JILC) เพื่อส่งเสริมการดำเนินกิจกรรมด้านการลงทุนของนักธุรกิจ และสนับสนุนผู้ประกอบการไทยและญี่ปุ่นในการแลกเปลี่ยนข้อมูลต่างๆ รวมถึงมาตรการส่งเสริมการลงทุนระหว่างสองหน่วยงานในโครงการต่าง ๆ อาทิ เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) โครงการในพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษชายแดน (SEZ) และนิคมอุตสาหกรรมพื้นที่อื่นๆ เพื่อขยายการลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมทั่วประเทศ ทั้งนี้ เพื่อให้มาตรการดังกล่าวมีความจริงจังและเป็นไปได้มากขึ้น ล่าสุด กนอ.จึงได้นำคณะนักลงทุนและผู้ประกอบการญี่ปุ่นที่เป็นสมาชิกของ JILC เข้าเยี่ยมชมพื้นที่ EEC และ SEZ เพื่อให้ได้รับทราบถึงรายละเอียดและข้อมูลเชิงลึกของนิคมอุตสาหกรรม เช่น สิทธิประโยชน์ โปรโมชั่น ความคืบหน้า การอำนวยความสะดวกและความเป็นไปได้ต่างๆ ซึ่งมุ่งหวังให้เกิดความสนใจในการลงทุนบนพื้นที่ดังกล่าวต่อไป

นายจักรรัฐ กล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดกิจกรรมครั้งนี้ได้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 17 – 21 กันยายน 2561 ซึ่งตลอดสัปดาห์ได้นำคณะผู้ประกอบการและนักลงทุนญี่ปุ่นกว่าเข้าชมนิคมอุตสาหกรรมในพื้นที่ EEC และ SEZ ได้แก่ จังหวัดชลบุรี จังหวัดระยอง จังหวัดสระแก้ว และจังหวัดสงขลา โดย กนอ.ได้นำเสนอพื้นที่นิคมฯ ที่มีความพร้อมและมีศักยภาพในการรองรับการลงทุนทั้งอุตสาหกรรมเดิม และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น ยานยนต์สมัยใหม่ อิเล็กทรอนิกส์ การเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ หุ่นยนต์เพื่ออุตสาหกรรม ซึ่งผลจากการดำเนินกิจกรรมพบว่า ในพื้นที่ EEC โครงการนิคมอุตสาหกรรมสมาร์ทปาร์ค และโครงการท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุดระยะที่ 3 ในจังหวัดระยอง  เป็นพื้นที่ประกอบอุตสาหกรรมที่นักลงทุนให้ความสนใจในการเข้าร่วมลงทุนมากที่สุด ส่วนพื้นที่พัฒนาเศรษฐกิจพิเศษชายแดน SEZ  นิคมอุตสาหกรรมสระแก้ว และนิคมอุตสาหกรรมยางพารา (Rubber City) ในจังหวัดสงขลา เป็นพื้นที่ที่ได้รับความสนใจในการประกอบกิจการเช่นเดียวกัน เนื่องจากสามารถเชื่อมโยงการค้าและการลงทุนไปยังประเทศเพื่อนบ้านของไทย มีจุดยุทธศาสตร์ที่ดีเยี่ยมทางด้านการขนส่งและโลจิสติกส์ รวมทั้งยังเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพในด้านการท่องเที่ยวระดับภูมิภาคอย่างดีเยี่ยม

สำหรับ คณะนักลงทุนและผู้ประกอบการจากญี่ปุ่นที่เดินทางมาครั้งนี้ ล้วนแล้วแต่เป็นนักลงทุนในหลากหลายกลุ่มอุตสาหกรรม ที่ต้องการสร้างเครือข่ายทางธุรกิจ ซึ่งนับเป็นโอกาสที่สำคัญสำหรับ กนอ. และหน่วยงานส่งเสริมอุตสาหกรรมของไทยในการพบปะหารือและเจรจาธุรกิจ พร้อมนำไปสู่การเป็นพันธมิตรทางการส่งเสริมการลงทุนร่วมกันในอนาคต อย่างไรก็ตาม กนอ.ได้เตรียมความพร้อมพัฒนาพื้นที่อุตสาหกรรมที่มีศักยภาพให้เพียงพอต่อความต้องการของนักลงทุนในพื้นที่ EEC และ SEZ  เพื่อรองรับนักลงทุนที่จะเข้ามาลงทุนในพื้นที่ดังกล่าวกว่า 9,500 ไร่ รองรับกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย พร้อมด้วยบริการด้านสาธาณูปโภค สิทธิประโยชน์ทางภาษี  และสิ่งอำนวยความสะดวกในนิคมอุตสาหกรรม โดยเฉพาะบริการด้านดิจิทัลอย่างเป็นระบบ เพื่อให้นักลงทุนญี่ปุ่นได้มีความมั่นในการขยายกิจการในประเทศไทย นายจักรรัฐ กล่าวสรุป

สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจรายละเอียด สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กองประชาสัมพันธ์ การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ถนนนิคมมักกะสัน กรุงเทพฯ โทร. 02 2530561 หรืออีเมล This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

กนอ.เผยสถานการณ์อุทกภัย 3 นิคมฯ อยุธยายังอยู่ในระดับปกติ
พร้อมสั่งศูนย์เตือนภัยรายงานผปก.แบบเรียลไทม์

การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เฝ้าระวังสถานการณ์การเกิดอุทกภัยในนิคมอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ 3 นิคมฯ ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้แก่ นิคมอุตสาหกรรมสหรัตนนคร นิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน และนิคมอุตสาหกรรมบ้านหว้า(ไฮเทค) ชี้ทุกแห่งระดับน้ำ และปริมาณน้ำไหลผ่านยังอยู่ในระดับปกติ ทั้งนี้ ยังได้เผยถึงมาตรการของการป้องกันอุทกภัย อาทิ การติดตั้งเครื่องสูบน้ำ การสร้างคันดินป้องกันน้ำท่วม การรายงานจากศูนย์เตือนภัย รวมทั้งแผนบริหารจัดการน้ำ ซึ่งทุกแห่งได้เตรียมการไว้อย่างเต็มที่

นายวิฑูรย์ อยู่ทิม รองผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สายงานปฎิบัติการ 1)

นายวิฑูรย์ อยู่ทิม รองผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สายงานปฎิบัติการ 1) เปิดเผยว่า กนอ.ได้เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำและการเกิดอุทกภัยในนิคมอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง  โดยเฉพาะ 3 นิคมอุตสาหกรรมในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้แก่ นิคมอุตสาหกรรมสหรัตนนคร นิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน และนิคมอุตสาหกรรมบ้านหว้า(ไฮเทค) ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความเสี่ยงในการเกิดอุทกภัยสูง โดยการเตรียมความพร้อมในขณะนี้ได้สั่งการไปยัง 3 นิคมฯ ดังกล่าว รวมถึงนิคมฯอื่นๆ ให้มีการเตรียมความพร้อมในการป้องกันและการติดตามสถานการณ์ประจำวันแล้ว เช่น การตรวจสอบระดับน้ำในคลองรอบนิคมฯ ตรวจสอบและซ่อมแซมเขื่อน/คันดินรอบนิคมฯ รวมถึงให้ติดตามข่าวสารและข้อมูลพยากรณ์ฝนของกรมอุตุนิยมวิทยา ระดับน้ำทะเลหนุนของกรมอุทกศาสตร์ ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา ระดับน้ำที่ประตูระบายน้ำที่เกี่ยวข้อง ฯลฯ รวมถึงการเตรียมแผนตอบโต้ภาวะฉุกเฉินในกรณีที่เกิดอุทกภัย

นายวิฑูรย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับสถานการณ์น้ำและมาตรการเตรียมความพร้อมในนิคมฯ ทั้ง 3 แห่ง มีดังต่อไปนี้

  1. นิคมอุตสาหกรรมสหรัตนนคร ปริมาณน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยา เขื่อนป่าสัก และเขื่อนพระรามหกยังอยู่ในระดับปกติโดย

อัตราการระบายน้ำรวมทั้ง 3 เขื่อนเท่ากับ 1,729 ลูกบาศก์เมตร/วินาที โดยมีการก่อสร้างเป็นแนวคันดินแบบผสมผสาน ระดับของคันดินอยู่ที่ +7.50 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล (MSL) รวมความยาวเขื่อน 7 กิโลเมตร สำหรับ มาตรการเตรียมความพร้อมเพื่อป้องกันปัญหาอุทกภัยของนิคมฯ สหรัตนนครปีนี้ ล่าสุด ได้ดำเนินการขุดลอกคลองระบายน้ำฝนและรางระบายน้ำฝน ภายในนิคมฯ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการระบายน้ำฝนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว  พร้อมกันนี้ยังได้จัดให้มีการประชุมชี้แจงสถานการณ์น้ำให้ผู้ประกอบการทราบอยู่เป็นระยะ และได้ร่วมมือกับกรมชลประทานมาร่วมให้ข้อมูลแผนการบริหารจัดการน้ำในภาพรวม นอกจากนี้ ในปัจจุบันนิคมฯ ยังได้เตรียมปั๊มสูบน้ำจำนวน 5 เครื่อง ประกอบด้วย ปั๊มไฟฟ้าขนาด 5,400 ลบ.ม./ชม. จำนวน 3 เครื่อง (อยู่ที่สถานีสูบน้ำฝน)  ปั๊มเครื่องยนต์ดีเซล จำนวน 2 เครื่อง ขนาด 600 ลบ.ม./ชม. อยู่บริเวณเขตอุตสาหกรรมทั่วไป (ติดตั้งแล้ว) กำลังสูบรวม 17,400 ลบ.ม./ชม. ซึ่งเครื่องสูบน้ำทั้ง 5 เครื่อง สามารถใช้งานได้ 100%

  1. นิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน ได้มีการติดตามสภาพอากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยา และติดตามตรวจสอบระดับน้ำและ

ปริมาณน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยา เขื่อนป่าสักชลสิทธ์ และเขื่อนพระรามหก รวมทั้งปริมาณน้ำที่ไหลผ่านโครงการนิคมฯ บางปะอิน โดยตรวจเช็คระดับน้ำ บริเวณจุดวัดระดับน้ำด้านนอกนิคมฯ  ที่กำหนดเป็นจุดเฝ้าระวัง 3 จุด   ได้แก่ จุดวัดระดับน้ำหน้าอำเภอบางปะอิน(หลังเก่า) ประตูน้ำคลองจิก และประตูน้ำคลองเปรมประชากร ทั้งนี้ ได้มีการเริ่มติดตามเฝ้าระวังระดับน้ำ มาตั้งแต่วันที่ 1  สิงหาคม ซึ่งเกณฑ์เฝ้าระวังพบว่ายังอยู่ในระดับปกติ และขณะนี้ได้จัดเตรียมสถานีสูบน้ำไว้  4  สถานี  โดยติดตั้งเครื่องสูบน้ำจำนวน 18 เครื่อง ความสามารถการสูบ เท่ากับ  32,400  ลบ.ม./ชั่วโมง  รวมทั้งมีการติดตั้งปั๊มสูบน้ำสำรองอีกจำนวน 3 เครื่อง ขนาด 600 ลบ.ม./ชั่วโมง  ซึ่งสถานีสูบมีการติดตั้งและตรวจสอบเครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรองฉุกเฉิน (GENERATOR)  ขนาด 450, 500 และ 800 KVA ที่ติดตั้งไว้ทุกสถานีพร้อมน้ำมันเชื้อเพลิงสำรอง

ด้านความสูงของคันดินนิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน ระดับสูงสุดของเขื่อนอยู่ที่ +6.00 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล รวมระยะทางของคันดินกว่า 10 กิโลเมตร ซึ่งรูปแบบเขื่อนเป็นเขื่อนดินบดอัดแน่นพร้อมผนังคอนกรีตเสริมความลาดเอียงของคันดิน ป้องกันการซึมและการกัดเซาะของน้ำด้วยแผ่น Geotextile นอกจากนี้  ยังได้จัดตั้งศูนย์ควบคุมภาวะฉุกเฉิน  และศูนย์เฝ้าระวังและควบคุมคุณภาพสิ่งแวดล้อม เพื่อเตรียมความพร้อมป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัย และรายงานสถานการณ์ทุกวันต่อศูนย์ปฏิบัติการ กนอ.  โดย นิคมฯ ได้สื่อสารให้ผู้ประกอบการภายในได้ทราบความเคลื่อนไหวของสถานการณ์อุทกภัยเป็นประจำทุกวัน โดยแจ้งข่าวสารให้ทราบผ่าน www.bldc.co.th แบบเรียลไทม์

  1. นิคมอุตสาหกรรมบ้านหว้า (ไฮเทค) ได้จัดระบบติดตามสถานการณ์น้ำ ระบบระวังน้ำภายนอกและระบบแจ้งเตือนภัย

โดยได้ติดตาม ตรวจสอบข้อมูลปริมาณน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยา เขื่อนป่าสักชลสิทธ์ และเขื่อนพระรามหก รวมทั้งระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำป่าสัก รายงานสภาพภูมิอากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยา น้ำทะเลหนุนจากกรมอุทกศาสตร์ รวมทั้งติดตามสถานการณ์น้ำประจำวันจากชลประทานพระนครศรีอยุธยา ซึ่งพบว่าเกณฑ์การเฝ้าระวังทั้งหมดยังอยู่ในระดับปกติ ทั้งนี้ ภายหลังเหตุการณ์น้ำท่วมนิคมฯ บ้านหว้าเมื่อช่วงปี2554 ได้มีการก่อสร้างระบบป้องกันน้ำท่วมตามเกณฑ์การออกแบบที่ กนอ.ร่วมกับ วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย (วสท.) และสมาคมนิคมอุตสาหกรรมไทยและพันธมิตรกำหนด โดยความสูงของคันดินอยู่ที่ระดับ+5.40เมตร เหนือระดับน้ำทะเล รอบพื้นที่โครงการมีสันคันกว้าง2.50เมตรและฐานกว้าง10.60เมตร รวมระยะทางของคันดินกว่า 11กิโลเมตร รวมถึงยังได้จัดเตรียมความพร้อมของเครื่องสูบน้ำและอุปกรณ์/เครื่องมือสนับสนุนการปฏิบัติงาน โดยเครื่องสูบน้ำแบบ Submersible pump จำนวน 5 เครื่อง อัตราสูบ 10,800 ลบ.ม./ชม. รวมความสามารถสูบ 54,000 ลบ.ม./ชม. และมีเครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรองที่ใช้น้ำมันดีเซลรองรับ นายวิฑูรย์ กล่าวทิ้งท้าย

นาย โบว์แดง ทาแก้ว ผู้อำนวยการโครงการชลประทานพระนครศรีอยุธยา

ด้าน นาย โบว์แดง ทาแก้ว ผู้อำนวยการโครงการชลประทานพระนครศรีอยุธยา กล่าวว่า ได้ร่วมบูรณาการกับกนอ.และจังหวัดพระนครศรีอยุธยา จัดตั้งคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำ ในการแก้ปัญหาอุทกภัยและภัยแล้ง จ.พระนครศรีอยุธยา ในการหาแนวทางการบริหารจัดการน้ำในภาพรวมเพื่อป้องกันเหตุน้ำท่วม โดยมี 3 มาตรการหลัก ได้แก่ 1.จัดเตรียมเครื่องสูบน้ำ 93 เครื่อง ติดตั้งในจุดพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม จำนวน 54 จุดทั่วพระนครศรีอยุธยา และรถสูบน้ำจำนวน 3 คัน 2. เตรียมพร่องน้ำจากลำคลองเพื่อรักษาระดับน้ำให้อยู่ต่ำกว่าตลิ่งและอยู่ในระดับที่ปลอดภัย  3.การรายงานสถานการณ์ทุกวัน เพื่อสื่อสารให้ผู้ประกอบการภายในได้ทราบความเคลื่อนไหวของสถานการณ์อุทกภัยเป็นประจำทุกวัน และตรวจเช็คปริมาณน้ำอย่างสม่ำเสมอ อย่างไรก็ตาม ปริมาณน้ำที่จะเติมเข้ามาในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา คาดการณ์ว่า ช่วงเดือนกันยายนถึงจะทราบปริมาณน้ำ เพราะต้องประเมินจากปริมาณของฝนที่ตกลงมาก่อน

สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจรายละเอียด สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กองประชาสัมพันธ์ การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ถนนนิคมมักกะสัน กรุงเทพฯ โทร. 02 2530561 หรืออีเมล This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

กนอ. ผนึกกำลัง 4 หน่วยงาน หนุนมาตรฐานระบบขนส่ง
ตั้งเป้าส่งเสริมความปลอดภัยรถบรรทุกและตู้คอนเทนเนอร์ด้วยระบบทวิสต์ล็อกในนิคมฯ ทั่วประเทศ

การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ผนึกกำลัง 4 หน่วยงาน ได้แก่ กรมการขนส่งทางบก การรถไฟแห่งประเทศไทยการท่าเรือแห่งประเทศไทย และสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย โดยมุ่งบูรณาการการทำงานใน 3 ด้าน ได้แก่ 1. การวางแผนตรวจสอบ  2. การใช้อุปกรณ์ที่มีมาตรฐาน และ 3. การส่งเสริมและให้ความรู้ เพื่อยกระดับมาตรฐานการขนส่ง ป้องกันและลดการเกิดอุบัติเหตุจากกิจกรรมในการขนส่งสินค้าให้ถูกต้องตามหลักวิชาการ และกฎหมายเพื่อความปลอดภัยให้กับทุกภาคส่วน โดยเฉพาะจากรถบรรทุกและตู้คอนเทนเนอร์จากสถานประกอบการในนิคมอุตสาหกรรม

นายอัฐพล จิรวัฒน์จรรยา รักษาการผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า นอกจากภารกิจของกนอ. ที่มุ่งจัดตั้งนิคมฯ เพื่อรองรับนักลงทุนและผู้ประกอบธุรกิจอุตสาหกรรมในนิคมฯ แล้ว กนอ.ยังได้ตระหนักถึงการจัดการด้านสิ่งแวดล้อม และความปลอดภัยของนิคมฯ ภายใต้มาตรฐานด้านการขนส่งและและโลจิสติกส์ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อผู้ประกอบการในนิคมฯ รวมถึงด้านความปลอดภัยสาธารณชนที่ใช้การขนส่งทางถนนร่วมกัน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งภารกิจที่มีความสำคัญที่เกิดขึ้นระหว่างการประกอบอุตสาหกรรม โดยที่ผ่านมาได้ให้การส่งเสริมและพัฒนาด้านดังกล่าวในหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการขนส่งในนิคมอุตสาหกรรม การตรวจตรามาตรฐานของพาหนะขนส่ง เช่น เรือ รถบรรทุก ตู้คอนเทนเนอร์ รวมถึงการติดตามด้านความปลอดภัยและการสร้างความเดือดร้อนรำคาญที่อาจมีผลกระทบต่อชุมชน

นายอัฐพล กล่าวเพิ่มเติมว่า ล่าสุด กนอ.ได้ร่วมมือกับ 4 หน่วยงาน ได้แก่ กรมการขนส่งทางบก การรถไฟแห่งประเทศไทย การท่าเรือแห่งประเทศไทย และสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย ในการควบคุมดูแลรถบรรทุกสินค้าให้ปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านความปลอดภัย ควบคุมกำกับดูแลการใช้อุปกรณ์เกี่ยวกับความปลอดภัยและการใช้รถ พร้อมส่งเสริมให้มีการตรวจสอบสภาพรถให้มั่นคงแข็งแรงและไม่บรรทุกน้ำหนักเกินกว่าสมรรถนะของรถ หรือเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดเพื่อความปลอดภัยและยกระดับมาตรฐานการขนส่ง นอกจากนี้ การบูรณาการการทำงานระหว่างกันในครั้งนี้  ยังได้มุ่งยกระดับความปลอดภัยในการขนส่งสินค้าด้วยรถบรรทุกขนาดใหญ่ และตู้คอนเทนเนอร์ พร้อมกำหนดมาตรการเชิงป้องกันเพื่อลดความเสี่ยงการเกิดอุบัติเหตุ ตลอดจนร่วมกันเข้มงวดตรวจสอบสมรรถนะของรถบรรทุกขนส่งสินค้าและคนขับรถอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีกรอบการดำเนินงาน 3 ด้าน ได้แก่

  1. การวางแผนตรวจสอบ โดยจะบูรณาการร่วมกันจัดวางระบบการตรวจสอบและกำกับดูแลรถ ที่อยู่ในความรับผิดชอบที่มีการนำไปใช้ในเขตพื้นที่ความรับผิดชอบของหน่วยงาน ได้แก่ นิคมอุตสาหกรรม และท่าเรืออุตสาหกรรม ที่จะไม่ให้มีการบรรทุกน้ำหนักเกินกว่าสมรรถนะของรถหรือเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด รวมทั้งตรวจสอบให้มีสภาพมั่นคงแข็งแรง มีการติดตั้งและใช้อุปกรณ์เพื่อความปลอดภัยก่อนการนำรถออกมาใช้ทำการขนส่ง พร้อมทั้งต้องมีการตรวจสอบอุปกรณ์ล็อกตู้คอนเทนเนอร์ให้ครบถ้วน
  2. การใช้อุปกรณ์ที่มีมาตรฐาน นอกจากสมรรถนะของรถที่จะต้องมีการตรวจสอบแล้ว การกำกับดูแลผู้ขับรถให้ใช้อุปกรณ์ส่วนควบต่างๆ เพื่อป้องกันไม่ให้สิ่งของที่บรรทุก ตกหล่น รั่วไหล หรือปลิวไปจากรถ ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตราย รวมถึงกำหนดมาตรการป้องกันอย่างเคร่งครัดเพื่อเพิ่มความปลอดภัยระหว่างการขนส่ง เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบถึงประชาชนที่ร่วมขับขี่บนท้องถนน
  3. การส่งเสริมและให้ความรู้ มุ่งให้ความรู้ความเข้าใจแก่ผู้ประกอบการขนส่ง ผู้ขับรถ และผู้เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดความตระหนักถึงความจำเป็นและประโยชน์ของการปฏิบัติตามกฎหมาย หรือข้อกำหนดด้านความปลอดภัยในการขนส่งเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และความปลอดภัยในการขนส่งทางถนน โดยมีกิจกรรม เช่น การรณรงค์ขับขี่ปลอดภัย ช่วงหน้าเทศกาล ที่จะจัดขึ้นในทุกๆปี

อย่างไรก็ดี หลังจากนี้ กนอ.จะเข้าไปดูแลด้านความปลอดภัยในการทำงานที่เกี่ยวเนื่องกับการขนส่ง โดยมุ่งเน้นการพัฒนาปรับปรุงระบบการจราจรและความปลอดภัยในพื้นที่แต่ละนิคมอุตสาหกรรม มาตรฐานของระบบตู้คอนเทนเนอร์ที่จะต้องเข้มงวดตรวจสอบการใช้อุปกรณ์สำหรับยึดตู้บรรทุกสินค้า (Twist-Lock) ป้องกันความเสี่ยงการเกิดอุบัติเหตุตู้คอนเทนเนอร์หล่นจาตัวรถ และรถบรรทุกที่จะต้องมีการตรวจสอบความแข็งแรงและน้ำหนักอย่างเป็นประจำทั้งจากสถานประกอบการ จุดชั่งน้ำหนักและเจ้าหน้าที่ของแต่ละนิคมอุตสาหกรรม รวมถึงการดูแลการขนส่งจากภายนอกที่เข้ามายังนิคมฯ ที่จะต้องมีมาตรฐานเดียวกันกับระบบภายในนิคมฯ นอกจากนี้ยังมีการดูแลด้านระบบสารสนเทศเพื่ออำนวยความสะดวกสบายกับการขนส่ง ซึ่งทั้งหมดนี้จะเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2561 เป็นต้นไป นายอัฐพล กล่าวทิ้งท้าย

สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจรายละเอียด สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กองประชาสัมพันธ์ การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ถนนนิคมมักกะสัน กรุงเทพฯ โทร. 02 2530561 หรืออีเมล This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.