เดลล์ เสริมทัพโซลูชันวีเอ็มแวร์ครบวงจร
เติมเต็มไล่จากอุปกรณ์ปลายทาง (Edge) ไปยังดาต้าเซ็นเตอร์ (Core) จนถึงคลาวด์ (Cloud)

ลูกค้าได้รับผลลัพธ์ทางธุรกิจที่เหนือชั้นยิ่งขึ้น ด้วยโซลูชันวีเอ็มแวร์ที่มาพร้อมเทคโนโลยีทั้งในแนวกว้างและในเชิงลึกที่ไม่มีใครสามารถเทียบเท่าของเดลล์

สรุปประเด็นข่าว

  • เดลล์ และวีเอ็มแวร์ ช่วยลูกค้าปรับโฉมดาต้าเซ็นเตอร์ให้ทันสมัยเพื่อรองรับเป้าหมายสู่การปฏิรูปไอที พร้อมยกระดับการผสานรวมการทำงานของผลิตภัณฑ์
  • แนวทางแบบเอ็น-ทู-เอ็นด์ ที่รองรับการขยายขีดความสามารถ ช่วยให้ใช้งานได้ง่ายที่สุดและให้ความยืดหยุ่นอย่างไม่มีใครเทียบได้
  • เร่งเวลาสู่คุณค่าทางธุรกิจ ด้วยโซลูชันเดลล์ที่ผสานการทำงานร่วมกับวีเอ็มแวร์ ได้ดีที่สุด

เดลล์ ประกาศเสริมความสามารถชั้นนำให้กับสายผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายของโซลูชันวีเอ็มแวร์ โดยครอบคลุมตั้งแต่อุปกรณ์ปลายทาง ไปถึงดาต้าเซ็นเตอร์ ตลอดจนคลาวด์ โซลูชันใหม่เหล่านี้ และการผสานรวมที่เหนือชั้น ได้รับการออกแบบมาเพื่อช่วยให้ลูกค้าบรรลุเป้าหมายในการปฏิรูปไอที ด้วยประสบการณ์ในการผสานการทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่น ทั้งพีซี และอุปกรณ์โมบาย รวมถึงดาต้าเซ็นเตอร์ที่กำหนดการทำงานด้วยซอฟต์แวร์ ระบบโครงสร้างแบบไฮเปอร์-คอนเวิร์จ และแพลตฟอร์มสำหรับมัลติ-คลาวด์

จากผลศึกษาการเติบโตด้านการปฏิรูปไอทีของ ESG ประจำปี 2018 (ESG’s 2018 IT Transformation Maturity Study) ที่จัดทำโดย เดลล์ อีเอ็มซี และอินเทล พบว่า 88 เปอร์เซ็นต์ของบรรดาผู้นำไอที ต่างได้รับความกดดันจากการที่ต้องส่งมอบผลิตภัณฑ์และการบริการให้เร็วขึ้น โดยเรื่องนี้ต้องอาศัยแนวทางที่ให้ความคล่องตัวด้านไอทีมากยิ่งขึ้น ในหลายๆ บริษัท ระยะเวลาที่ใช้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือการบริการ จากแนวคิดจนกลายเป็นความพร้อมใช้งานทั่วไปขึ้นอยู่กับปัจจัยที่ว่า บริษัทอยู่ในช่วงไหนของการปฏิรูปไอที แผนกไอทีที่ตอบสนองได้มากยิ่งขึ้น ก็จะช่วยให้ธุรกิจตอบสนองความต้องการภายนอกของลูกค้าที่พัฒนาไปอย่างรวดเร็วได้มากยิ่งขึ้น

“ตั้งแต่แรกที่พนักงานเริ่มบู๊ตเพื่อใช้อุปกรณ์ พนักงานก็จะมีการสร้างข้อมูลที่สามารถนำมาใช้งาน และควรจะนำมาใช้เพื่อให้ตัดสินใจได้ฉลาดมากขึ้นจากข้อมูลที่มี หากระบบโครงสร้างเทคโนโลยีที่ใช้งานเป็นแบบไซโล องค์กรธุรกิจจะไม่สามารถแซงหน้าคู่แข่ง ไม่สามารถเติบโตและขยายได้” เจฟฟ์ คลาร์ก รองประธานกรรมการฝ่ายผลิตภัณฑ์และส่วนปฏิบัติการ ของเดลล์ เทคโนโลยีส์ กล่าว “การที่เดลล์ และวีเอ็มแวร์ ทำงานร่วมกันข้ามระบบโครงสร้างไอทีทั้งหมดที่มีความหลากหลาย จึงเป็นการเพิ่มอำนาจให้กับลูกค้าในการเคลียร์งานแอดมินที่ไม่จำเป็นออกจากลิสต์งานด้านไอที พร้อมกับช่วยให้ผู้ใช้ทำงานได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น มีความสุขมากขึ้น”

ประโยชน์ที่ได้จากการยกระดับสายผลิตภัณฑ์ของเดลล์สำหรับโซลูชันที่ทำงานบนวีเอ็มแวร์ มีดังต่อไปนี้

ที่เอดจ์ หรืออุปกรณ์ปลายทาง (At the Edge)

  • ประสบการณ์ด้านความพร้อมในการทำงาน ช่วยให้พนักงานสามารถบู๊ตเครื่อง ล็อคอิน และทำงานงานได้เลยภายในไม่กี่นาที ทั้งแอพฯ  และการตั้งค่าต่างๆ ที่กำหนดมาล่วงหน้า ช่วยลดทั้งเวลาและทรัพยากรที่เกี่ยวข้องกับการทำ image อุปกรณ์เองทีละเครื่อง (manual device imaging) การทำแพคเกจใหม่และการส่งของ บริการ Dell Provision สำหรับ VMware Workplace ONE ช่วยให้สามารถตั้งค่าการทำงานของอุปกรณ์ได้อัตโนมัติ และขยายประสิทธิภาพในการบริหารจัดการคลาวด์ ตลอดจนการตั้งค่าและปรับใช้งาน
  • บริหารจัดการอายุการใช้งานของพีซีได้อย่างเรียบง่าย ด้วย การขยายการนำเสนอบริการ Dell PC-as-a-Service แก่ลูกค้ามากขึ้น ครอบคลุมหลายภูมิภาคมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น PCaaS for Business (20 ถึง 300 เครื่อง) and PCaaS for Enterprise (มากกว่า 300 เครื่อง) โดยเดลล์ จะนำเสนอพีซีรุ่นใหม่ล่าสุด พร้อมทางเลือกในการใช้งาน รวมถึง Dell Provisioning สำหรับทั้ง VMware Workplace ONE ซอฟต์แวร์ อุปกรณ์ต่อพ่วง บริการครอบคลุมทุกช่วงอายุการใช้งาน (lifecycle) รวมถึงบริการด้านไฟแนนซ์ ในราคาเดียวที่คาดการณ์ได้ เป็นราคาต่อผู้ใช้งานต่อเดือน
  • ให้ศักยภาพในการขยายขีดความสามารถ และให้ความเสถียร ด้วยรากฐานที่มั่นคงตั้งแต่เอดจ์ ไปจนถึงโครงสร้างดาต้าเซ็นเตอร์แบบกระจายศูนย์ ตลอดจนคลาวด์ ด้วย Dell IoT Solution for Surveillance ใหม่ ซึ่งจะปรับขยายให้เข้ากับองค์กรเอ็นเตอร์ไพร์ซได้อัตโนมัติ ตั้งแต่วันแรกด้วยข้อมูลของลูกค้า ช่วงเร่งระยะเวลาในการคืนทุน

ไปยังดาต้าเซ็นเตอร์ (To the Core)

  • ประหยัดเวลา และลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินการถูกลง ด้วยการอัพเดตอุปกรณ์ Dell EMC VxRail ที่ทำงานร่วมกับและ VMware vSAN เพื่อให้ลูกค้าได้ฟีเจอร์เทคโนโลยีใหม่ล่าสุด ในเวลาอันรวดเร็วเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว
  • ให้นวัตกรรมที่ต่อเนื่อง และลดความเสี่ยง ด้วย Dell EMC VxRack SDDC ที่มีการออกแบบทางวิศวกรรมพร้อมกับ Dell EMC VxRail E, P, V และ ปัจจุบันมีโมเดล S Series โดยทั้งหมดนี้ทำงานบนเซิร์ฟเวอร์ PowerEdge รุ่นที่ 14
  • ให้ผลิตผลที่เร็วยิ่งขึ้น ด้วย Dell EMC Networking Fabric Design Center ซึ่งปัจจุบันครอบคลุม Dell EMC VxRail ทั้งนี้ Fabric Design Center คือเครื่องมือออนไลน์ที่ใช้งานง่าย ช่วยให้มั่นใจเรื่องการออกแบบระบบเชื่อมต่อเครือข่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพและให้ประสิทธิผลสูงสุด เพื่อความสำเร็จในการใช้งาน
  • ปกป้องการลงทุน ด้วยโปรแกรม Dell EMC’s Future-Proof Loyalty ที่ช่วยปกป้องการลงทุนของลูกค้าทั้งในส่วนอุปกรณ์ปลายทาง ดาต้าเซ็นเตอร์ รวมถึงคลาวด์ โดยปัจจุบันยังรวมถึงการสนับสนุนโซลูชัน HCI เป็นครั้งแรกคือ Dell EMC VxRail เพื่อปกป้องความสามารถด้านเทคโนโลยีขั้นสูงยกเซ็ต และโปรแกรมที่ช่วยให้โซลูชันของเดลล์ อีเอ็มซี สามารถมอบคุณค่าสำหรับการใช้งานแอพพลิเคชันทั้งหลายของลูกค้าได้ตลอดช่วงอายุการใช้งานทั้งหมด

จนถึงคลาวด์ (To the Cloud)

  • การต่อยอดโซลูชันระบบโครงสร้างของเดลล์ ให้ศักยภาพด้านคลาวด์ รวมถึงสายผลิตภัณฑ์ด้านการบริการ ออกแบบมาเพื่อช่วยให้ลูกค้าได้รับคุณค่าสูงสุดจากระบบนิเวศด้านไอที และสภาพแวดล้อมแบบมัลติ-คลาวด์ อ่านเพิ่มเติมได้ ที่นี่

การวางจำหน่าย

  • Dell PC-as-a-Service สำหรับธุรกิจ และ Dell PC-as-a-Service for Enterprise วางจำหน่ายแล้ววันนี้feat
  • Dell Provisioning for VMware® Workspace ONE™ จะพร้อมวางจำหน่ายในวันที่ 12 กันยายน
  • Dell EMC Networking Fabric Design Center พร้อมจำหน่ายแล้ววันนี้ ผ่านเดลล์ อีเอ็มซี และคู่ค้า และรองรับ Dell EMC VxRail

เดลล์ อิงค์.

เดลล์ อิงค์. เป็นส่วนหนึ่งของ เดลล์ เทคโนโลยีส์ ให้บริการลูกค้าทุกขนาดธุรกิจ รวมไปถึง 98 เปอร์เซ็นต์ขององค์กรในฟอร์จูน 500 ด้วย ด้วยสายผลิตภัณฑ์นวัตกรรมที่ครอบคลุมตั้งแต่อุปกรณ์ปลายทางจนถึงส่วนกลางไปจนถึงคลาวด์ เดลล์ อิงค์. ประกอบไปด้วย เดลล์ ไคลอันท์ และโครงสร้างพื้นฐานเดลล์ อีเอ็มซี เพื่อช่วยให้องค์กรสามารถปรับเปลี่ยนโฉมดาต้า เซ็นเตอร์ให้ทันสมัย และเป็นอัตโนมัติ ขณะที่มอบสิ่งที่คนทำงานยุคใหม่ และผู้ใช้งานทั่วไปต้องการในการเชื่อมต่อ ติดต่อประสานงานได้จากทุกที่ ทุกเวลา

เตรียมระเบิดความมันอีกครั้งกับงาน THAILAND GAME SHOW 2018 พร้อมส่วนลดสุดพิเศษ
เมื่อซื้อบัตรเข้างาน THAILAND GAME SHOW 2018 ล่วงหน้าผ่านทาง TrueMoney Wallet

เตรียมระเบิดความมันอีกครั้งกับมหกรรมงานเกมสุดยิ่งใหญ่แห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ THAILAND GAME SHOW 2018 ในวันที่ 26-27-28 ตุลาคม 2561 ที่รอยัล พารากอนฮอลล์ ชั้น 5 สยามพารากอนตลอด 3 วันเต็ม ภายใต้คอนเซ็ปต์ "THE BIGGEST" จัดเต็มความมันและความยิ่งใหญ่มากกว่าทุกปี พร้อมเปิดขายบัตรออนไลน์และจัดโปรโมชั่นสุดพิเศษ เมื่อซื้อบัตรเข้างานล่วงหน้าผ่านทาง TrueMoney Wallet บัตรประเภท 1 วัน จากราคาเต็ม 80 บาท ลดเหลือ 60 บาท และ เสื้อยืด THAILAND GAME SHOW แถมฟรีบัตรเข้างานแบบ 3 วัน จากราคาเต็ม 550 บาท ลดเหลือ 450 บาท พร้อมได้รับสิทธิ์ลุ้นรางวัลใหญ่ 56 วัน 56 รางวัล มูลค่ารวมกว่า 600,000 บาท ตั้งแต่วันนี้ จนถึง 28 ตุลาคม 2561

ดาวน์โหลด TrueMoney Wallet >>https://goo.gl/Pb3jgq

ขั้นตอนการซื้อบัตรผ่าน TrueMoney Wallet พร้อมลุ้นของรางวัลhttps://goo.gl/ZA5hou

#ThailandGameShow #TGS #TGS2018

ธุรกิจ 4.0 ในยุคเทคโนโลยีเปลี่ยนโลก

นายสุภัค ลายเลิศ กรรมการอำนวยการ และประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ บริษัท ยิบอินซอย จำกัด

ถึงนาทีนี้ คงไม่มีใครปฏิเสธได้ว่า การเปลี่ยนผ่านด้านดิจิทัลนับเป็นความท้าทายอย่างมากของผู้มีอำนาจตัดสินใจขององค์กร ที่ต้องก้าวให้พ้นวิธีคิดและแบบแผนทางธุรกิจแบบเดิม ๆ เพื่อสร้างโอกาสและความอยู่รอดในท่ามกลางพฤติกรรมของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงอย่างไร้ขอบเขต และตลอดเวลาด้วยพลังของเทคโนโลยี

เราจึงได้เห็นโมเดลทางธุรกิจและบริการรูปแบบใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นในยุค 4.0 ซึ่งหยิบเอาเทคโนโลยี ไอทีรูปแบบต่าง ๆ มาเป็นเครื่องมือในการสร้างสรรค์สินค้าและบริการที่ตรงกับความต้องการของลูกค้า รวมทั้งสื่อสารส่งต่อผ่านทุกช่องทางเพื่อเข้าถึงและซื้อใจลูกค้าให้ได้มากที่สุด ดังเช่น โมเดลทางธุรกิจแนวใหม่ ที่เรียกว่า “บริการภิวัฒน์ หรือ Servitization” ซึ่งจะเปลี่ยนบทบาทจากการเป็นผู้ผลิต “สินค้า” เพื่อขายเพียงอย่างเดียว ไปสู่การเป็นผู้เสนอ “บริการ” และให้ “ข้อแนะนำ” ที่รอบด้านเกี่ยวกับสินค้าแบบพร้อมสรรพให้กับลูกค้า หรือ การริเริ่มกลยุทธ์การตลาดที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ต่าง ๆ  เช่น เฟซบุ๊ค ไลน์ ที่เข้าถึงพฤติกรรมของลูกค้า ณ ปัจจุบัน ซึ่งนิยมการ “ชม ช็อป และ แชร์” เพื่อกระตุ้นให้เกิดการ “ซื้อและบอกต่อ” ที่แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็วในแบบฉบับของ ไวรอล มาร์เก็ตติ้ง (Viral Marketing) เป็นต้น

เมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยน พฤติกรรมของลูกค้าเปลี่ยน จึงเป็นความจำเป็นที่แต่ละองค์กรจะต้องปรับเปลี่ยนวิธีคิด และวิถีทางธุรกิจ โดยเฉพาะการลงทุนและพัฒนาเทคโนโลยีไอทีที่ตอบโจทย์สถานการณ์ได้อย่างเท่าทัน ไม่ว่าจะเป็นการเดินหน้าในการพัฒนามาตรฐานโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีอย่างต่อเนื่อง เช่น การเพิ่มขีดความสามารถในการประมวลผลของเซิร์ฟเวอร์ การพัฒนาซอฟต์แวร์เพื่อการจัดการธุรกิจ การเพิ่มศักยภาพการจัดเก็บข้อมูลของสตอเรจ หรือการเพิ่มพลังการเชื่อมโยงของเครือข่ายทั้งแบบมีสายและไร้สาย ระบบเซ็นเซอร์ต่าง ๆ เพื่อเสริมแกร่งงานหลังบ้าน ขณะเดียวกัน องค์กรก็ต้องมองหาแนวทางในการต่อยอดเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มแต้มต่อให้กับงานหน้าบ้าน ไม่ว่าจะเป็นการเชื่อมโยงสินค้าและบริการส่งตรงไปยังลูกค้า ตลอดจนสร้างมูลค่าและความแตกต่างทางการตลาด ด้วยนวัตกรรมไอทีใหม่ ๆ ในแบบ เทคโนโลยีเชิงลึก หรือ Deep Technology ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่ผ่านการวิจัยและพัฒนาอย่างยาวนาน และส่งผลให้เกิดการพัฒนาทรัพย์สินทางปัญญาในรูปแบบที่แปลกใหม่ และแตกต่างไปจากอดีต รวมถึงการสร้างเทคโนโลยีที่สามารถทำงานได้ใกล้เคียงสมองของมนุษย์ ดังที่เราได้รู้จัก หรือได้ใช้งานไปบ้างแล้ว เช่น เอไอ บิ๊ก ดาต้า  คลาวด์ คอมพิวเตอร์ควอนตัม เป็นต้น เทคโนโลยีเหล่านี้ เป็นสิ่งที่จะช่วยองค์กรยุค 4.0 ในการสร้าง “ทางเลือก” ใหม่ ๆ ทางธุรกิจให้สามารถคว้า “ชัยชนะ” เหนือคู่แข่งท่ามกลางสงครามการค้าดิจิทัลที่รุนแรงขึ้นในทุกขณะ

สิ่งหนึ่งที่เราต่างรับรู้กันดีว่า อาวุธลับสำคัญในการจุดพลุความสำเร็จของธุรกิจยุค 4.0 คือ ข้อมูล นั่นหมายถึง องค์กรจะต้องมีการเตรียมตัวสำหรับการพัฒนาระบบบริหารจัดการข้อมูลปัจจุบันให้มีประสิทธิภาพ และควรมองไปข้างหน้าถึงการจัดการข้อมูล บิ๊ก ดาต้า (Big Data) เพราะเป็นที่แน่ชัดแล้วว่า ทุกองค์กรต่างเผชิญกับปริมาณของกลุ่มข้อมูลที่เติบโตเพิ่มขึ้นทุก ๆ ปี ขณะเดียวกันก็จะไม่จำกัดอยู่แค่การจัดการข้อมูลแบบโดด ๆ ที่ใช้งานภายในองค์กรเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเติมเต็มการเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของข้อมูลที่แตกต่างหลากหลายระหว่างองค์กรกับลูกค้า ผู้ผลิต ซัพพลายเออร์ และพันธมิตรต่าง ๆ เข้าด้วยกัน ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการทางธุรกิจหลัก เสริมสร้างรายได้ และลดต้นทุนการดำเนินงาน นอกจากนี้ องค์กรต่างคาดหวังประโยชน์ที่เพิ่มขึ้นของข้อมูล บิ๊ก ดาต้า ที่จะถูกใช้ไปเพื่อเพิ่มขีดความสามารถขององค์กรใน การวิเคราะห์ขั้นสูงเพื่อการทำนายผลที่แม่นยำ (Advanced Analytics and Predictive) ซึ่งเป็นการชี้ให้เห็นถึงความเป็นไปได้ทางธุรกิจ การต่อยอดกลยุทธ์ตลาดที่มีประสิทธิภาพ หรือการประเมินพฤติกรรมผู้บริโภคได้อย่างถูกต้อง และมีผลต่อการปรับปรุงรูปแบบสินค้าและบริการที่มีอยู่เดิม ตลอดจนสร้างประสบการณ์ใหม่ ๆ ที่โดนใจลูกค้าจนไม่อาจเปลี่ยนใจไปหาคู่แข่งได้

เมื่อ “ข้อมูล” มีความสำคัญอย่างมากต่อธุรกิจยุค 4.0 การดูแลรักษาข้อมูลให้มีความมั่นคงปลอดภัยก็มีความสำคัญมากตามไปด้วยเช่นกัน และหนึ่งในแนวทางของการปกป้องข้อมูลที่จะมีบทบาทสำคัญมากขี้นเรื่อย ๆ คือ บล็อกเชน (Blockchain) แต่เริ่มเดิมที บล็อกเชนเข้ามาสู่ตลาดในฐานะเทคโนโลยีที่อยู่เบื้องหลัง บิตคอยน์ (Bitcoin) ในบทบาทของการดูแลสกุลเงินดิจิทัล นั่นทำให้หลายคนเข้าใจไปว่า บล็อกเชน ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับธุรกิจบริการทางการเงิน แต่ในความเป็นจริงแล้ว บล็อกเชนถูกออกแบบมาโดยมีเป้าหมายหลักเพื่อสร้าง “ระบบความปลอดภัยที่ดีให้กับฐานข้อมูล” ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้กับทุกธุรกิจ และทุกอุตสาหกรม แนวคิดคือ การแบ่งการจัดเก็บฐานข้อมูล โดยตั้งเป็นบัญชีธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ (Ledger) แยกกันไป กิจกรรมที่เกิดขึ้นในบัญชีธุรกรรมต่าง ๆ จะถูกบันทึกไว้ในรูปแบบของบล็อกข้อมูล แต่จะถูกร้อยรวมให้เห็นเป็นข้อมูลชุดเดียว กรณีเกิดปัญหาไม่ว่าจากกรณีใดก็ตาม ความเสียหายจะถูกจำกัดอยู่เฉพาะบล็อกข้อมูลของบัญชีธุรกรรมนั้น ๆ  โดยไม่ส่งผลกระทบต่อบล็อกข้อมูลอื่น ๆ ที่อยู่ในบัญชีเดียวกัน หรือต่อบัญชีธุรกรรมอื่น ๆ ตรงจุดนี้ เราจะเห็นภาพว่า บล็อกเชนจะช่วยองค์กรในการบริหารแนวทางการปกป้องความเป็นส่วนตัวของข้อมูล ในแต่ละบัญชีธุรกรรมได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ขณะเดียวกัน บล็อกข้อมูลเหล่านี้จะถูกกระจายการจัดเก็บไว้ในคอมพิวเตอร์ต่าง ๆ เพื่อให้เราเข้าถึงบัญชีธุรกรรมของตัวเองผ่านระบบการระบุตัวตนได้โดยไม่จำเป็นต้องมี “ตัวกลาง” มาช่วยจัดการ ดังนั้น การบันทึก ตรวจสอบความซ้ำซ้อน และรับรองกิจกรรมหรือธุรกรรมว่าเกิดขึ้นจริง จึงสามารถทำได้อย่างถูกต้อง รวดเร็ว มีความเป็นส่วนตัว และมีความปลอดภัยสูง

และด้วยปริมาณข้อมูลที่มากขึ้นเรื่อย ๆ จะส่งผลให้ ปัญญาประดิษฐ์ หรือ เอไอ เข้าสู่ยุคของการพัฒนาคอมพิวเตอร์ให้เกิดการเรียนรู้เชิงลึก และเชี่ยวชาญกับงานหลากหลายรูปแบบในแนวทางที่สามารถตอบสนองความต้องการทางธุรกิจ ได้มากกว่าการสร้างสีสันที่หวือหวาในรูปของสินค้ากัดเจ็ทเพียงเท่านั้น ทั้งนี้ บริษัทที่ปรึกษาอย่างแมคคินซี่ แอนด์ คอมพานี มองว่า เทคโนโลยีเอไอ จะช่วยสร้างมูลค่าทางธุรกิจในมิติต่าง ๆ ได้แก่ การสนับสนุนให้เกิดการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมใหม่ ๆ ตลอดจนการพยากรณ์แนวโน้มต่าง ๆ ที่จะเกิดในอนาคตได้แม่นยำมากกว่าเดิม ช่วยในเสริมสร้างและปรับปรุงกระบวนการผลิตได้อย่างเหมาะสม ตลอดจนเพิ่มประสิทธิภาพการขายและการตลาดได้ตรงกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งนำไปสู่การสร้างประสบการณ์ที่ดีของลูกค้าต่อสินค้าและบริการขององค์กร ตัวอย่างของกูเกิล ซึ่งใช้เอไอในการควบคุมระบบการใช้ไฟฟ้าในศูนย์ข้อมูล การเปิด อเมซอน โก ร้านสะดวกซื้อแห่งแรกแบบไร้พนักงานและแคชเชียร์ แต่ใช้แมชชิน เลิร์นนิ่ง ซึ่งเป็นภาคหนึ่งของเอไอในการดำเนินการ การพัฒนาเอไอในรูปของหุ่นยนต์ทางการแพทย์เพื่อช่วยการผ่าตัดผู้ปวย หรือใช้ทำงานแทนมนุษย์ในขั้นตอนอุตสาหกรรมการผลิตที่มีความเสี่ยงสูง  ทั้งนี้ องค์กรธุรกิจที่สามารถนำเอไอไปประยุกต์ใช้ หรือสร้างนวัตกรรมทางธุรกิจใหม่ ๆ ที่ยากต่อการลอกเลียนแบบ ย่อมเป็นการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันได้อย่างแน่นอน

ส่วนความสามารถในการสร้างโลกแห่งความจริงไว้ในโลกดิจิทัลในรูปแบบความจริงเสมือน ที่เรียกว่า เออาร์  (Augmented Reality) หรือ วีอาร์ (Virtual Reality) จะถูกใช้ประโยชน์ไปกับการ “ลดต้นทุนทางธุรกิจ” ยุค 4.0 มากขึ้น หากมองในเชิงการขายและการตลาด ลองนึกภาพการสร้างรูปจำลองของสินค้าในโลกดิจิทัลที่ลูกค้าสามารถเพิ่มเติมรูปแบบ หรือตกแต่งสีสันของสินค้าได้เสมือนจริง และตรงกับรสนิยมของตนเองผ่านระบบออนไลน์ ซึ่งทั้งสนุกและดึงดูดใจ และยังส่งผลทางจิตวิทยาในการกระตุ้นให้การตัดสินใจซื้อได้ง่ายดาย และรวดเร็วมากขึ้น ขณะเดียวกัน ยังช่วยองค์กรในการปรับลดจำนวนการผลิตสินค้าตัวอย่าง ลดทั้งการใช้พื้นที่ในการจัดแสดงสินค้า หรือ หากจะมองในมุมของอุตสาหกรรมการผลิต การพัฒนาตัวสินค้าผ่านเทคโนโลยีความจริงเสมือนอย่างเออาร์ หรือ วีอาร์ จะช่วยป้องกันข้อผิดพลาดในขั้นตอนของการออกแบบตัวสินค้า ตลอดจนการกำหนดวัสดุการผลิตที่ถูกต้องครบถ้วนก่อนเริ่มต้นกระบวนการผลิตจริง เป็นต้น

เมื่อยุค 4.0 เป็นยุคที่เทคโนโลยีและข้อมูลมีการเติบโตแบบก้าวกระโดด องค์กรธุรกิจจึงต้องไม่ลืมอัพเดทการจัดการโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีการประมวลผลข้อมูล ให้พอเหมาะกับการเติบโตของธุรกิจอยู่เสมอ ซึ่งเทคโนโลยีที่มีความยืดหยุ่น ปรับเปลี่ยนง่ายและรวดเร็วตามต้องการ และอยู่กับองค์กรธุรกิจมาสักระยะหนึ่งแล้ว ได้แก่ คลาวด์ คอมพิวติ้ง (Cloud Computing) เทคโนโลยีนี้ช่วยเปิดช่องให้องค์กรธุรกิจได้เข้าถึงสมรรถนะการทำงานของคอมพิวเตอร์และแอพพลิเคชันต่าง ๆ ผ่านทางระบบออนไลน์ และทำให้องค์กรเหล่านั้นสามารถจัดระเบียบและแบ่งปันทรัพยากรไอทีให้ตรงกับความต้องการ ทั้งการใช้งานพื้นฐาน หรือ การใช้งานเฉพาะด้านได้อย่างเหมาะสม สอดคล้องกับงบประมาณ โดยไม่จำเป็นต้องลงทุนมากมายด้วยตัวเอง และโดยที่ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องศึกษาความรู้ในเชิงเทคนิคมากมายนัก ซึ่งองค์กรธุรกิจที่มีความพร้อมด้านงบประมาณและบุคลากร สามารถเลือกลงทุนสร้างระบบบริการคลาวด์ไว้ใช้ส่วนตัว ส่วนองค์กรขนาดย่อม ทุนน้อย ก็สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพใกล้เคียงองค์กรขนาดใหญ่ โดยเลือกใช้บริการคลาวด์สาธารณะ เพื่อการเริ่มต้นหรือขยายโอกาสทางธุรกิจได้ทันที หรือจะเลือกวิธีแบบผสมผสานการใช้งานคลาวด์ทั้งสองแบบ ที่เรียกว่า ไฮบริด ก็ย่อมได้

ขณะเดียวกัน ไอโอที หรือ อินเทอร์เน็ต ออฟ ธิงส์ (Internet of Things) ถือเป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีที่ธุรกิจ 4.0 “ไม่มีไม่ได้แล้ว” ในฐานะเครื่องมือสำคัญในการเชื่อมโยงองค์กรของเราเข้ากับผู้คน ลูกค้า สังคม และสิ่งต่าง ๆ  ด้วย “ข้อมูล” ซึ่งไอโอทีได้เปลี่ยนกระบวนทัศน์ของการพัฒนาระบบเน็ตเวิร์คที่ต่อยอดจากการ “การเชื่อมต่อการทำงานระหว่างอุปกรณ์พื้นฐานในระบบไอที” ไปสู่การสร้าง “เครือข่ายสื่อสารระยะไกล”  ด้วยพลังของอินเทอร์เน็ตที่พร้อมรับมือกับข้อมูลที่ล้นหลาม สามารถยึดโยงและส่งผ่านซึ่งข้อมูลและธุรกรรมต่าง ๆ  แบบออนไลน์ไร้สายไปถึงลูกค้าเป้าหมาย ปัจจุบัน ระบบไอทีที่ใช้งานอยู่เดิม หรือเทคโนโลยีเกิดใหม่อย่างเอไอ เออาร์ หรือ คลาวด์ ล้วนถูกพัฒนา หรือต้องปรับเปลี่ยนไปสู่การทำงานบนฐานของไอโอที เพื่อให้ลูกค้าเข้าถึงข้อมูลหรือบริการที่ต้องการได้ทันที ในทางกลับกัน องค์กรก็สามารถเก็บเกี่ยวข้อมูลและพฤติกรรมการใช้งานผ่านช่องทางไอโอ เพื่อนำไปพัฒนารูปแบบสินค้าและบริการที่แตกต่างแต่ตรงใจลูกค้า หรือกระทั่งการใช้เพื่อไอโอทีส่งเสริมการทำงานภายในองค์กร ดังเช่น การใช้ประโยชน์ในเรื่องของเซ็นเซอร์ (Sensor) เพื่อสร้างระบบตรวจสอบอัจฉริยะเพื่อเติมเต็มประสิทธิภาพการผลิต ที่มีผลต่อการลดต้นทุนการดำเนินงานขององค์กร เป็นต้น

สำหรับเทคโนโลยีอนาคตที่ชวนให้จับตามองส่งท้าย คือ คอมพิวเตอร์ควอนตัม (Quantum Computing) อันสืบเนื่องมาจากการที่เราเกิดจินตภาพว่า โลกในยุค 4.0 และต่อจากนี้ไป จะเต็มไปด้วยกลุ่มข้อมูลจำนวนมหาศาลในระดับบิ๊ก ดาต้า หรือ เมตาดาต้า เมื่อเป็นเช่นนั้น ประสิทธิภาพของคอมพิวเตอร์ที่จะนำมาใช้ประมวลผลข้อมูล ณ ปัจจุบัน คงไม่พอ จึงเกิดการพัฒนาเทคโนโลยีการปรมวลผลโดยอาศัยคุณลักษณะการทำงานในระดับอะตอมมาใช้ เพื่อให้เกิดการทำงานพร้อมกันหลาย ๆ งานในเวลาเดียวกัน  รวมถึงสามารถสื่อสารส่งต่อข้อมูลได้ไกลและรวดเร็ว  ผลลัพธ์ก็คือ ประสิทธิภาพการทำงานที่รวดเร็วกว่าคอมพิวเตอร์ที่มีอยู่ในปัจจุบันเป็นร้อยล้านพันล้านเท่า และน่าจะพอเหมาะต่อการรับมือกับข้อมูลที่มีปริมาณมาก และมีความหนาแน่นของข้อมูลที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ  ซึ่งถึงแม้วันนี้ ต้นแบบคอมพิวเคอร์ควอนตัมยังคงอยู่ในขั้นตอนการวิจัยและพัฒนาในห้องแล็ป แต่เชื่อว่า เราจะได้เห็นคอมพิวเตอร์ที่มีประสิทธิภาพเร็วเกินจินตนาการในอีกไม่นาน

เมื่อการเปลี่ยนแปลงอย่างก้าวกระโดดของเทคโนโลยี ส่งผลกระทบ (Disruptive) ต่อผู้คนและองค์กร ทั้งรูปแบบวิธีคิด ไลฟ์สไตล์ในการดำเนินชีวิต และกระบวนการดำเนินธุรกิจ องค์กรในยุค 4.0 จึงไม่ควรมองข้ามจุดเปลี่ยนสำคัญทางเทคโนโลยี รวมถึงมองเป้าหมายของการลงทุนพัฒนา และใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีเหล่านั้นให้ไกลและรอบด้าน ทั้งเพื่อการเสริม “ความแข็งแกร่งของธุรกิจ ณ ปัจจุบัน” และเตรียมการให้พร้อมสำหรับ “ธุรกิจเกิดใหม่ในอนาตต” เพราะองค์กรที่ไม่สามารถปรับเปลี่ยนได้รวดเร็วและเท่าทันต่อกระแสการเปลี่ยนแปลง ย่อมสูญเสียตำแหน่งผู้นำในการแข่งขัน หรือพ่ายแพ้ต่อคู่แข่งที่สามารถปรับตัวเข้าหาเทคโนโลยีใหม่ ๆ และสร้างสรรค์นวัตกรรมทางธุรกิจได้ถ้วนทั่วทั้งสินค้า บริการ และกลยุทธ์การตลาดที่ไม่เหมือนใคร และไม่มีใครเหมือนไปตลอดกาล

 

ทีซีซี เทคโนโลยี กรุ๊ป และ เอสเอพี ประเทศไทย จับมือร่วมเป็นพันธมิตรด้านนวัตกรรมเชิงกลยุทธ์

นายก็อตต์ รัสเซลล์ ประธานกรรมการ ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิคและญี่ปุ่น (ซ้าย) จับมือกับนายวรดิษฐ์ วิญญรัตน์ กรรมการบริหารและรักษาการกรรมการผู้จัดการ บริษัทที.ซี.ซี. เทคโนโลยี จำกัด (ทีซีซีเทค) (ขวา)

นายวรดิษฐ์ วิญญรัตน์ กรรมการบริหารและรักษาการกรรมการผู้จัดการ บริษัทที.ซี.ซี. เทคโนโลยี จำกัด (ทีซีซีเทค) ผู้นำการให้บริการด้านโครงสร้างพื้นฐานไอทีครบวงจร (Leading Integrated Technology Infrastructure Provider) ลงนามความร่วมมือด้านการสนับสนุนและสิทธิบัตรซอฟต์แวร์กับบริษัทเอสเอพี ประเทศไทย ซึ่งเอสเอพี เป็นผู้นำในตลาดโลกด้านซอฟต์แวร์แอปพลิเคชันสำหรับวิสาหกิจ ความร่วมมือครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนกรอบการทำงานด้านการปฏิรูปทางดิจิทัลในแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน ผ่านกลยุทธ์ "The Four Cornerstones" ได้แก่ การดำเนินงานได้ดีขึ้น (Run Better) การใช้ประโยชน์ได้ดีขึ้น (Use Better) การคัดสรรคุณค่า (Extract Value) และมุ่งคิดค้นนวัตกรรม (Innovate)

วัตถุประสงค์ของความร่วมมือครั้งนี้ คือการสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมและยั่งยืนยิ่งขึ้น ผ่านการผลักดันความสัมพันธ์เชิงกลยุทธ์ระยะยาว โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาทีมงานที่มีศักยภาพด้านดิจิทัล เพื่อสร้างเสริมความเข้าใจอย่างถ่องแท้เกี่ยวกับเครื่องมือบริหารธุรกิจ และเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการปฏิบัติงานในยุคดิจิทัล ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการผสานความเชี่ยวชาญและทรัพยากรของทั้งสององค์กร เพื่อส่งมอบคุณค่าแก่ลูกค้าอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน พร้อมกับสร้างโอกาสเชิงกลยุทธ์และความสามารถให้มากขึ้นสำหรับการดำเนินธุรกิจ อันจะนำมาซึ่งการเติบโตของตลาดโดยรวม

นายวรดิษฐ์ วิญญรัตน์ เปิดเผยว่า ทีซีซีเทค มุ่งพัฒนาขีดความสามารถทางธุรกิจ สู่การเป็นผู้ให้บริการโซลูชันครบวงจร (Holistic Solutions)  ครอบคลุมตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยี ภายใต้ Ecosystems ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านทั้ง Connectivity , Computing Resources และ Endpoint Solutions ตลอดจนการให้คำปรึกษาด้านการพัฒนาธุรกิจ ทั้งนี้ ทีซีซีเทคยังคงเสริมสร้างความแข็งแกร่ง สู่บทบาทการเป็นผู้นำการปฎิรูปธุรกิจด้วยดิจิทัล (Digital Transformation) ให้กับกลุ่มธุรกิจต่างๆ โดยในช่วงครึ่งหลังของปี 2561 นี้ บริษัทมุ่งเน้นการทำงานอย่างใกล้ชิดกับพันธมิตรด้านโซลูชันทั้งในระดับประเทศและระดับสากล เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนด้านนวัตกรรมและความรู้

นายวรดิษฐ์ กล่าวเสริม “เราเชื่อมั่นว่าทั้งเอสเอพีและทีซีซีเทคต่างให้ความสำคัญกับแนวคิดดิจิทัล และตระหนักถึงคุณค่าของกระบวนการพัฒนาที่ต่อเนื่อง ที่เข้ากับยุคดิจิทัลในปัจจุบัน ทั้งนี้การผนึกกำลังของสององค์กรในด้านความต้องการทางธุรกิจ เทคโนโลยี แอปพลิเคชัน ฐานข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล และเทคโนยีการสื่อสารเคลื่อนที่ เราเชื่อมั่นว่าความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยเพิ่มทั้งโอกาส ความรวดเร็วในการนำนวัตกรรมมาใช้ และการสร้างสรรค์คุณค่า เพื่อรับโอกาสจากการเติบโตของตลาดดิจิทัลในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ดียิ่งขึ้น โครงการริเริ่มต่างๆ เหล่านี้ รวมถึงความพยายามในการพัฒนาของทั้งทีซีซีเทคและเอสเอพี เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าผ่านโครงการ Intensive value-adoption program และ Value optimization workshop เพื่อผลักดันนวัตกรรมด้านการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับผู้บริโภค”

“แนวคิดการสร้างสรรค์คุณค่านี้ ได้มีการนำเสนอต่อลูกค้ากลุ่มเป้าหมายของเราที่ตระหนักถึงความสำคัญของคุณค่าการเสริมศักยภาพทางธุรกิจ เพื่อช่วยผลักดันให้เกิดวงจรความได้เปรียบทางการแข่งขันในอนาคตด้วยการสร้างความก้าวหน้าทางการเติบโต ดังนั้นกลุ่มลูกค้าเป้าหมายบางรายจึงได้แสดงความสนใจที่จะร่วมมือในโครงการความร่วมมือทางนวัตกรรมนี้ โดยลูกค้ากลุ่มนี้ประกอบไปด้วยองค์กรธุรกิจในประเทศไทย และองค์กรธุรกิจระดับภูมิภาคจากหลากหลายกลุ่มอุตสาหกรรม เช่น กลุ่มการผลิต ซัพพลายเชน อสังหาริมทรัพย์ และกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม เป็นต้น” นายวรดิษฐ์ กล่าวเพิ่มเติม

ด้าน นายสก็อตต์ รัสเซลล์ ผู้จัดการใหญ่ ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิคและญี่ปุ่น บริษัท เอสเอพี กล่าวว่า “การประกาศความร่วมมือในวันนี้เกิดจากความร่วมมือ ในฐานะพันธมิตรด้านโซลูชันที่มีมาอย่างยาวนานกับทีซีซีเทค ซึ่งเป็นการตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นในการเร่งพัฒนานวัตกรรมและการสร้างคุณค่าให้แก่บริษัทต่างๆ ในประเทศไทยและทั่วทั้งภูมิภาค โดยความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ครั้งนี้เรามุ่งหวังที่จะช่วยส่งเสริมบริษัทต่างๆ จำนวนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นบริษัทในกลุ่มอุตสาหกรรมการผลิต ซัพพลายเชน อสังหาริมทรัพย์ และกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม ให้สามารถดำเนินงานได้ดียิ่งขึ้น”

นายสก็อตต์ รัสเซลล์ ยังกล่าวอีกว่า “เราช่วยให้พันธมิตรทางธุรกิจของเราเป็นบริษัทที่ดำเนินงานได้ดีที่สุดผ่านกลยุทธ์ "The Four Cornerstones” ได้แก่

  1. Run Better – โดยใช้กระบวนการการสร้าง “Champions” ภายในองค์กรที่เชี่ยวชาญในฟังค์ชั่นต่างๆ ที่จำเป็น เพื่อให้มั่นใจว่ามีการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น พร้อมปรับปรุงกระบวนการและสร้างมาตรฐานที่ส่งผลต่อการเพิ่มประสิทธิภาพในมิติต่างๆ อย่างเป็นรูปธรรม
  2. Use Better – โดยการดำเนินโครงการให้ความรู้ เพื่อส่งเสริมศักยภาพและความเชี่ยวชาญของบุคลากร
  3. Extract Value – โดยการใช้ประโยชน์จากจุดแข็งขององค์กรในการดำเนินการตามแผนงานของลูกค้า
  4. Innovate – โดยการเร่งการนำนวัตกรรมมาใช้ในบริษัทลูกค้า เพื่อสร้างการเติบโตทางธุรกิจ

 

เกี่ยวกับ ทีซีซี เทคโนโลยี กรุ๊ป

กลุ่มบริษัท ที.ซี.ซี. เทคโนโลยี จำกัด เป็นผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีแบบครบวงจร ที่ประกอบไปด้วยบริษัทในเครือได้แก่ บริษัท ที.ซี.ซี. เทคโนโลยี จำกัด (ทีซีซีเทค) บริษัท ลีพ โซลูชั่นส์ เอเชีย จำกัด และบริษัท ชินทรัพย์ จำกัด โดยเป็นกลุ่มบริษัทแรกในประเทศไทยที่ได้รับสถานะพันธมิตรด้านโซลูชันจากเอสเอพีใน 3 ด้าน ได้แก่ SAP Hosting/SAP Cloud/ SAP Hana Certified Partner ทั้งนี้กลุ่มบริษัท ที.ซี.ซี. เทคโนโลยี จำกัดยังร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับพันธมิตรชั้นนำระดับโลกอีกหลายแห่ง เช่น ไมโครซอฟท์ ไอบีเอ็ม เดลล์ และซิสโก้ อนึ่ง เพื่อสร้างความไว้วางใจในบุคลากร ลูกค้า และพันธมิตร กลุ่มบริษัทจึงตั้งเป้าหมายสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ลูกค้าในระดับภูมิภาค สร้างความแตกต่างด้วยมูลค่าสูงสุดในการให้บริการ (Best Valued Solutions) ผ่านการสร้างนวัตกรรม (Innovation) โครงสร้างพื้นฐานที่ปลอดภัย (Secured Facilities) ทีมผู้เชี่ยวชาญที่เปี่ยมด้วยประสบการณ์ (Experienced Professionals) รายละเอียดเพิ่มเติม กรุณาเยี่ยมชม www.tcc-technology.com

เกี่ยวกับ เอสเอพี

ในฐานะผู้นำด้านซอฟต์แวร์แอปพลิเคชันสำหรับวิสาหกิจ เอสเอพี (NYSE: SAP) สนับสนุนวิสาหกิจทุกขนาดและกลุ่มอุตสาหกรรมให้ดำเนินงานได้ดียิ่งขึ้น เริ่มระบบงานส่วนสนับสนุน (Back Office) ตั้งแต่ห้องประชุมผู้บริหาร คลังสินค้าไปจนถึงจุดจำหน่าย การใช้งานผ่านคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะไปจนถึงอุปกรณ์เคลื่อนที่ โดยเอสเอพีช่วยส่งเสริมบุคลากรและองค์กรให้ทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และใช้ข้อมูลเชิงลึกทางธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิผลมากขึ้น เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ แอปพลิเคชันและบริการของเอสเอพีช่วยให้ลูกค้าทั้งที่เป็นองค์กรธุรกิจและภาครัฐกว่า 404,000 ราย สร้างผลกำไร ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงได้อย่างต่อเนื่อง และเติบโตอย่างยั่งยืน สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาเยี่ยมชม www.sap.com  

LAZADA และ RAZER เปิดตัวร้านจำหน่ายเกมดิจิทัลในประเทศไทย

โปรโมชันเปิดตัวประกอบด้วยเกมลดราคากว่า 90% และเปิดรับสมัครเข้าแข่งขันเกมหน้างานและลุ้นรับของรางวัลมากมายที่ RazerStore สาขากรุงเทพฯ

นายมาเทียส คาสเทล (ซ้าย) ผู้อำนวยการ Digital Store บริษัท Razer พร้อมด้วย นางสาวธนิดา ซุยวัฒนา (ขวา) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ฝ่ายการตลาด บริษัท ลาซาด้า จำกัด ประกาศเปิดตัว Razer Game Store บนลาซาด้า ในประเทศไทย

วันนี้กลุ่มบริษัท Lazada ซึ่งเป็นผู้นำแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้ประกาศเปิดตัว Razer Game Store บน Lazada ในประเทศไทย

เริ่มตั้งแต่วันนี้ เหล่าเกมเมอร์และนักกีฬาอีสปอร์ตทั่วเมืองไทยจะสามารถเลือกซื้อเกมดิจิทัลมากมายได้อย่างสะดวกสบาย โดยไม่ต้องเดินทางออกจากฐานที่มั่นของตัวเองแต่อย่างใด

“Razer เป็นหนึ่งในแบรนด์ไลฟ์สไตล์ที่มีชื่อเสียงที่สุดสำหรับคนรุ่นใหม่และเกมเมอร์ทั่วโลก เราตื่นเต้นที่ได้ร่วมมือกันในการเปิดตัว Razer Game Store ในประเทศไทย” คุณธนิดา ซุยวัฒนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการตลาดประจำ Lazada ประเทศไทย กล่าว “เมื่อรวมร้านค้าอย่างเป็นทางการอย่าง Razer Store บน Lazada และผู้ค้าปลีกอื่นๆ อีกกว่า 155,000 ราย ซึ่งเป็นตัวแทนกว่า 3,000 แบรนด์ กล่าวได้ว่า Lazada เป็นเป้าหมายการชอปปิงออนไลน์ที่มอบประสบการณ์ให้แก่เกมเมอร์ในประเทศไทยได้อย่างครบวงจร ตั้งแต่คีย์บอร์ดและเมาส์รุ่นล่าสุดไปจนถึงเกมยอดนิยมต่างๆ”

นับตั้งแต่เปิดตัวเป็นครั้งแรกเมื่อเดือนเมษายน 2018 ในสิงคโปร์ Razer Game Store เป็นแหล่งจำหน่ายเกม PC ที่พิเศษสุดบน Lazada ซึ่งจำหน่ายเกมดิจิทัลด้วยสกุลเงินท้องถิ่น เพื่อความสะดวกในการเลือกซื้อภายใต้วิธีการชำระเงินที่ลูกค้าคุ้นเคย

ตัวอย่างเช่น ลูกค้าในประเทศไทยสามารถเติมเงินใน Lazada Wallet ได้ผ่านธนาคารออนไลน์ หรือเติมยอดเงินผ่านร้านสะดวกซื้อต่างๆ ทั่วประเทศ จากนั้นลูกค้าสามารถใช้ยอดเงินในบัญชีดิจิทัลดังกล่าวเพื่อเลือกซื้อเกมได้ทุกที่ทุกเวลา

ลูกค้าในไทยยังได้เพลิดเพลินกับโปรโมชันและเงินคืนที่ Lazada ประเทศไทยจัดให้เป็นพิเศษอย่างกิจกรรมส่วนลดและเงินคืนที่จัดเป็นประจำในแอป ตัวอย่างเช่น แคมเปญ “All You Ever Wanted (สวรรค์ของนักช้อป)” ที่จัดโดย Lazada ในวันที่ 9 กันยายนนี้ จะมอบส่วนลด 9.9 เปอร์เซ็นต์ให้กับลูกค้าที่ซื้อเกมด้วย Lazada Wallet เกมเหล่านี้ประกอบด้วยเกมยอดนิยมล่าสุด เช่น “Overcooked 2” เกมขายดีตลอดกาลอย่าง “Fallout 4” หรือการสั่งจองเกมสุดฮิตอย่าง “Assassin’s Creed Odyssey” และ “Metro Exodus”

ในฐานะผู้ค้าปลีกที่ได้รับสิทธิ์อย่างเป็นทางการ ทั้ง Razer และ Lazada มุ่งมั่นที่จะทำงานร่วมกับบริษัทชั้นนำในวงการเกม เช่น Ubisoft, Bethesda, Bandai Namco, Deep Silver และ Rockstar เพื่อสร้างความมั่นใจว่าเกมทั้งหมดที่จำหน่ายในร้านเป็นของแท้และมีสิทธิ์การใช้งานที่สมบูรณ์

“ประเทศไทยเป็นหนึ่งในตลาดที่ใหญ่ที่สุดในโลกในด้านรายได้ของธุรกิจเกม โดยมีเกมเกมอร์ราว 18.3 ล้านคน[1]” Min-Liang Tan ผู้ร่วมก่อตั้งและซีอีโอของ Razer กล่าว “Razer Game Store บน Lazada จะคอยสนับสนุนความมุ่งมั่นของเกมเมอร์ชาวไทย ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันแบบผู้เล่นหลายคน การเล่นเกมผ่านสตรีม หรือการรับชมทีมอีสปอร์ตที่แสดงฝีมือบนเวทีระดับโลก”

เพื่อฉลองการเปิดร้านครั้งนี้ เราได้คัดเลือกเกมบางส่วนเพื่อมอบส่วนลดสูงสุดถึง 90 เปอร์เซ็นต์ ลูกค้าทุกท่านยังได้รับส่วนลดเพิ่มเติมอีก 10 เปอร์เซ็นต์จากการซื้อครั้งแรกใน Razer Game Store บน Lazada ด้วย เพียงแค่กรอกรหัส RGSLAZTH เพื่อใช้ส่วนลดก่อนการชำระเงิน[2]

ที่สำคัญ Razer จะจัดงานฉลองการเปิดตัวที่ RazerStore สาขาเซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ ในวันเสาร์ที่ 8 กันยายน 2018 ผู้เข้าร่วมงานจะได้พบปะกับเหล่าคนดังบนโซเชียลมีเดีย เช่น Bas Gamer, Thiskk และ Tako Chan และมีโอกาสเข้าร่วมการแข่งขันเกมหน้างานและลุ้นรับของรางวัลมากมาย

 

[1] ที่มา: บริษัทวิจัยทางการตลาด Newzoo

[2] เป็นไปตามข้อตกลงและเงื่อนไข โปรโมชันสิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2018

Page 1 of 3