“เซ็นทรัล เอ็มบาสซี” คว้า 4 สุดยอดรางวัลระดับสากลและระดับภูมิภาค
จากเวที Asian Bookstore Forum 2018 และ Property Guru Thailand Property Awards 2018

ถือเป็นอีกก้าวแห่งความภาคภูมิใจของ เซ็นทรัล เอ็มบาสซี เดสทิเนชั่นที่ครบครันทุกไลฟ์สไตล์ เมื่อ “OPEN HOUSE” (โอเพ่น เฮ้าส์) Co-living space ชั้น 6 ของศูนย์การค้าฯ สร้างชื่อเสียงโด่งดังไกลถึงแดนมังกร โดยคว้ารางวัลระดับเอเชีย The Most Beautiful Bookstore for 2017 จากงาน Asian Bookstore Forum 2018 ที่เมืองเฉิงตู สาธารณรัฐประชาชนจีน ไปเมื่อเร็วๆ นี้ และล่าสุด “เซ็นทรัล เอ็มบาสซี” คว้า 3 รางวัลชนะเลิศด้านอสังหาริมทรัพย์แห่งปี 2018 ในสาขา Best Retail Development และ Best Retail Architectural Design รวมถึงรางวัลพิเศษในประเภท Best Universal Design Development จากเวที Property Guru Thailand Property Awards 2018 (พร็อพเพอร์ตี้กูรู ไทยแลนด์ พร็อพเพอร์ตี้ อวอร์ดส์ ครั้งที่ 13)  ซึ่งจัดขึ้นที่ประเทศไทย มาครอบครองเป็นที่เรียบร้อย

บรม พิจารณ์จิตร กรรมการผู้จัดการ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี

บรม พิจารณ์จิตร กรรมการผู้จัดการ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี กล่าวว่า “ผมรู้สึกเป็นเกียรติที่ OPEN HOUSE ได้รับรางวัลในครั้งนี้ ซึ่งถือเป็นอีกครั้งที่ได้รับรางวัลระดับสากล และยังเป็นที่น่ายินดีและรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ เซ็นทรัล เอ็มบาสซี ได้รับ 3 รางวัลชนะเลิศด้านอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเป็นรางวัลระดับภูมิภาคที่ได้รับการยอมรับและเชื่อถือ ซึ่งการได้รับรางวัลในครั้งนี้ถือเป็นกำลังใจสำคัญที่จะทำให้เรามุ่งมั่นและตั้งใจเพื่อพัฒนาเซ็นทรัล เอ็มบาสซี ให้ก้าวไกลไปกว่าเดิมทั้งในประเทศไทยและระดับโลก”

สำหรับรางวัล The Most Beautiful Bookstore for 2017 ในฐานะร้านหนังสือที่สวยที่สุดแห่งปี 2017 จากงาน Asian Bookstore Forum 2018 ที่เมืองเฉิงตู สาธารณรัฐประชาชนจีน ครั้งนี้ นับเป็นอีกบทพิสูจน์ว่าร้านหนังสือไทยก็สวยไม่แพ้ร้านหนังสือต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง OPEN HOUSE ที่ได้รับการออกแบบพื้นที่ภายในโดย Klein Dytham architecture (KDa) บริษัทออกแบบระดับโลก โดยหัวใจหลักในการออกแบบคำนึงถึงความโปร่งสบาย ใกล้ชิดกับธรรมชาติ และเน้นการใช้สอยได้จริง เป็นเหมือนพื้นที่คอมมูนิตี้ที่สามารถเดินได้อย่างทั่วถึงสะดวกสบาย ผ่อนคลายเป็นกันเอง และตอบโจทย์การใช้งานหลายรูปแบบ ด้วยพื้นที่ทางเดินกว้างใหญ่ เพดานสูง และวิวทิวทัศน์โดยรอบที่เผยให้เห็นมุมเมืองและทัศนวิสัยที่ไกลออกไป บนพื้นที่กว่า 7,000 ตารางเมตร ซึ่งได้ถูกแบ่งออกเป็น 8 โซน ที่รวบรวมทั้งร้านอาหารหลากหลายเชื้อชาติ, ร้านกาแฟ, ร้านหนังสือ, โซนสำหรับเด็ก, สถานที่จัดแสดงผลงานศิลปะ, สินค้าไลฟ์สไตล์,Co-Thinking space สำหรับนั่งทำงาน หรือสร้างสรรค์ไอเดียใหม่ๆ  รวมถึงห้องประชุมที่มีอุปกรณ์ครบครัน และโรงภาพยนตร์ ซึ่งไปด้วยกันได้อย่างไร้รอยต่อ รวมไปถึงเชื่อมโยงสู่โรงแรม Park Hyatt Bangkok

จุดเด่นของ OPEN HOUSE Bookshop by Hardcover ร้านหนังสือแห่งนี้ มีพื้นที่ 880 ตารางเมตร ที่มาพร้อมคอนเซ็ปต์ “Celebration of Print Culture” พร้อมสะกดทุกสายตาด้วย Book Tower และ Book Wall กลายเป็นแลนด์มาร์คแห่งใหม่ของเหล่าคนรักหนังสือ นักสะสม หรือแม้แต่คนที่ไม่ชอบการอ่านก็อดไม่ได้ที่จะหยิบสักเล่มมาพลิกดูไม่ว่าจะเป็น หนังสือศิลปะ ดีไซน์ ภาพถ่าย สื่อสร้างสรรค์ และทัศนศิลป์อื่นๆ ไปจนถึงหนังสือทำอาหารและหนังสือไลฟ์สไตล์อีกทั้งยังมี Book Wall ที่รวบรวมหนังสือใหม่และหนังสือหายากจากสำนักพิมพ์ชื่อดังทั่วโลกมาให้เลือกกว่า 20,000 เล่มโดยมี เชน สุวิกะปกรณ์กุล กรรมการผู้จัดการ OPEN HOUSE Bookstore by Hardcover หนึ่งในผู้ร่วมสร้างสรรค์จึงไม่เป็นที่น่าแปลกใจว่าที่ผ่านมา OPEN HOUSE เป็นสถานที่ให้ทุกคนมาเชคอิน ถ่ายรูป และใช้ชีวิตร่วมกัน ณ ที่แห่งนี้

นอกจากนี้ จากการที่ “เซ็นทรัล เอ็มบาสซี” คว้า 3 รางวัลทรงคุณค่าของวงการอสังหาริมทรัพย์แห่งปี 2018 ในสาขา Best Retail Development ด้านการพัฒนาศูนย์การค้ายอดเยี่ยม และ Best Retail Architectural Design ด้านการออกแบบสถาปัตยกรรมยอดเยี่ยม รวมถึงรางวัลพิเศษ Best Universal Design Development ด้านการออกแบบอาคารอารยสถาปัตย์ เพื่อการอำนวยสาธารณะประโยชน์สำหรับ

คนทุกคนในสังคมที่เป็นที่ยอมรับโดยสากล จากเวที Property Guru Thailand Property Awards ครั้งที่ 13 ยิ่งสะท้อนให้เห็นถึงการออกแบบอันมีเอกลักษณ์และการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งของ เซ็นทรัล เอ็มบาสซี ในฐานะ The retail beacon of Bangkok เป็นศูนย์การค้าระดับพรีเมียมชั้นนำของประเทศไทยตั้งอยู่ในย่าน “Central Bangkok” ใจกลางเมืองครอบคลุมพื้นที่กว่า 144,000 ตารางเมตร และเรียกได้ว่าเป็นไอคอนนิครีเทลแลนด์มาร์กแห่งประเทศไทยที่มีความทันสมัย สนุกสนาน ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ได้อย่างลงตัว ภายใต้คอนเซปต์ “One Life Infinite Possibilities”

ตัวอาคารนั้นสูงถึง 37 ชั้น ประกอบไปด้วยส่วนของศูนย์การค้าจำนวน 8 ชั้น และพาร์ค ไฮแอท กรุงเทพฯ โรงแรมลักชัวรีระดับพรีเมียมในเครือ พาร์ค ไฮแอท แห่งแรกในประเทศไทย ทั้งสองอาคารเชื่อมต่อกันเป็นสัญลักษณ์อินฟินิตี้ ใช้เทคโนโลยีชั้นสูง เพื่อสะท้อนความเป็นกรุงเทพฯ ผ่านคอนเซปต์ทันสมัย ซึ่งการออกแบบของอาคารเช่นนี้ถือว่าเป็นครั้งแรกในประเทศไทย และยังคาดว่าเป็นครั้งแรกของโลก ที่นำรูปทรงโค้งแบบ 3 มิติ มาใช้ทั้งด้านหน้า ด้านข้าง และด้านบนของอาคาร ด้วยแรงบันดาลใจจากหลังคาอุโบสถแบบไทย ตกแต่งด้วยเกล็ดอะลูมิเนียม จำนวน 300,000 เกล็ด และประดับด้วยไฟแอลอีดีกว่า 750 ดวง ที่ติดรายล้อมบนตึกโครงการ สะท้อนระยิบระยับเมื่อสัมผัสแสงอาทิตย์หรือแม้ในยามค่ำคืน เนื่องจากตัวอาคารเป็นรูปโค้ง เกล็ดอะลูมิเนียมต้องวางให้ได้มุมพอดี ซึ่งถือว่าเป็นความท้าทายมาก

ภายในตัวอาคารตกแต่งด้วยสีขาวคล้ายแคนวาส เล่นลวดลายผ่านการใช้เส้นสายโค้ง มุม และพื้นผิวสัมผัสที่แตกต่าง ระดับความสูงของเพดานแต่ละชั้นได้รับการออกแบบให้รองรับแสงและเงา เพื่อให้เกิดความสวยงามตลอดอาคารอีกทั้งยังให้ความใส่ใจและความประณีต ในการเลือกใช้วัสดุที่มีคุณภาพพิเศษ เช่น เสาอาคาร ได้เลือกใช้วัสดุที่ไม่เคยมีที่ใดใช้มาก่อน เรียกว่า โคเรียน (Corian) ซึ่งเป็นวัสดุที่มีความเรียบเนียนไร้รอยต่อรวมทั้งพื้นที่ปูด้วยหินเทอร์ราซโซแผ่นใหญ่พิเศษ

ด้วยความเป็นเลิศทั้งหมดนี้ ทำให้เซ็นทรัล เอ็มบาสซี เป็นสถานที่ที่มีความโดดเด่นและเป็นมาสเตอร์พีซด้านสถาปัตยกรรมของกรุงเทพฯ อย่างแท้จริง

รางวัลที่เคยได้รับ:

  • ปี พ.ศ. 2560
  • รางวัล Design For Asia Awards 2017 (DFA GRAND AWARD)

โดย OPEN HOUSE บนชั้น 6 เซ็นทรัล เอ็มบาสซี ได้รับรางวัลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเอเชียทางด้านการออกแบบจากเวที “Hong Kong Design Centre” ประเทศฮ่องกง ในด้านการออกแบบที่สร้างสรรค์ล้ำสมัย และมีกลิ่นอายของความเป็นเอเชีย อีกทั้งยังส่งเสริมและก่อให้เกิดประโยชน์กับสังคมออกแบบโดย Mark Dytham แห่ง Klein-Dytham Architecture (KDa) บริษัทออกแบบระดับโลก

  • รางวัล People’s Choice Awards Thailand Voted by Chinese Tourists 2017

โดย เซ็นทรัล เอ็มบาสซี ได้รับการโหวตจากนักท่องเที่ยวชาวจีนให้ได้คะแนนโหวตสูงสุด 1 ใน 10 อันดับแรกของประเทศไทย ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวและจุดหมายปลายทางที่ชาวจีนอยากมาเยือนมากที่สุด จัดโดย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

7 อาวุธจุดติดไฟสตาร์ทอัพให้ถึงระดับยูนิคอร์น

นาทีนี้คงปฏิเสธไม่ได้ว่ากระแสของสตาร์ทอัพมาแรงสุดๆ เห็นได้จากการที่หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนได้เข้าไปให้การสนับสนุน ผู้ที่กำลังจะเริ่มธุรกิจสตาร์ทอัพกันอย่างล้นหลามไม่ว่าจะเป็นทั้งทางด้านองค์ความรู้ เงินทุน กิจกรรมส่งเสริม หลักสูตรต่างๆ แถมยังมีการจัดตั้งหน่วยงานที่สนับสนุนเรื่องนี้ขึ้นมาโดยเฉพาะ เรียกได้ว่าเป็นยุคทองของสตาร์ทอัพไทยและโลกอย่างแท้จริง

ล่าสุดสถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ หรือ  NEA ได้จัด “โครงการเสวนาเพื่อผู้ประกอบการยุคใหม่ Startup Symposium : The Power of Creativity & Innovation” ขึ้น เพื่อติดอาวุธทางความคิดให้กับเหล่าสตาร์ทอัพ โดยมีเมนเทอร์ชื่อดังเข้าร่วมแบ่งปันประสบการณ์และแนวคิดในการทำธุรกิจสตาร์ทอัพอย่างคับคั่ง  อาทิ  บอย โกสิยพงษ์ ผู้บริหารค่ายเพลงเลิฟอีส คุณธนญชัย ศรศรีวิชัย ผู้กำกับโฆษณาระดับโลก รางวัล คานส์ ไลออน , Mr.David Bolliger General Partner of Intervalley Ventures (AI Human,LP) จากประเทศออสเตรเลีย Mr.Gabriele Costigan Managing Director WeXcelerate จากประเทศออสเตรีย พร้อมด้วยหน่วยงานส่งเสริมสตาร์ทอัพอีกกว่า 10 หน่วยงาน

Mr.William Malek

ภายในงานพบว่ามีหนึ่งไฮไลท์ของการเสวนาที่สำคัญ โดย มิสเตอร์วิลเลียม มาเล็ค (Mr.William Malek) กูรูด้านความคิดสร้างสรรค์ และอดีตอาจารย์จากมหาวิทยาลัย Stanford รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ออกมาเผยถึงอาวุธลับสำคัญในการเป็นสตาร์ทอัพ ที่จะประสบความสำเร็จระดับยูนิคอร์นที่ไม่ว่าใครก็สามารถมีและทำได้ โดยมี 7 ขั้นตอนที่สำคัญ ได้แก่

          1. เข้าให้ถึงแก่นปัญหา

สตาร์ทอัพหลายรายไม่สามารถออกแบบผลิตภัณฑ์ที่สามารถแก้ปัญหาให้ลูกค้าได้จริงๆ ก็เพราะพวกเขาเข้าไม่ถึงสาเหตุที่แท้จริงของปัญหา ก่อนอื่นเราต้องยอมรับก่อนว่ามันมีปัญหาอยู่จริงและตระหนักให้ได้ว่าการที่มีปัญหาก็ไม่ใช่เรื่องที่เลวร้ายเสมอไปเพราะในทุกปัญหาก็มีโอกาสแฝงอยู่ ที่สำคัญคือทำอย่างไรเราถึงจะสามารถรวบรวมปัญหาออกมาได้ คำตอบก็คือ “การตั้งคำถาม” การเริ่มต้นด้วยการตั้งคำถามที่ดีจะทำให้ผู้ที่กำลังประสบปัญหาอยากจะเล่าเรื่องราว แชร์ประสบการณ์ เสนอความคิดเห็นส่วนตัว หรือแม้กระทั่งความรู้สึกที่ไม่ได้รับความไม่สะดวกสบายจากการใช้สินค้าหรือบริการในปัจจุบัน

          2. ลงพื้นที่จริง

หลังจากที่รู้ว่าปัญหาคืออะไรแล้ว ถึงเวลาที่จะต้องลงพื้นที่จริงๆเพื่อที่จะพูดคุยแลกเปลี่ยนกับผู้ที่มีอุปสรรคในด้านนั้นๆจริงๆ และจากตรงนี้เราจะได้เห็นโลกในแบบกลุ่มเป้าหมายที่เราเห็น คิดหรือรู้สึกในแบบเดียวกัน จากตรงนี้จะทำให้เราสามารถระบุถึงความต้องการจริงๆ ในใจของพวกเขาออกมาได้ผ่านพฤติกรรม  ความชอบ  แรงกระตุ้น  หรือแม้กระทั่งความไม่พอใจส่วนตัว ตามคำกล่าวที่ว่า “ปัญหาของธุรกิจทุกวันนี้ไม่ใช่ว่าพวกเราขาดแคลนนวัตกรรม แต่ขาดความสามารถในการเข้าใจความรู้สึกของผู้อื่น” ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า ในส่วนหลังนี้เป็นสิ่งที่สตาร์ทอัพทั่วโลกกำลังประสบปัญหาเดียวกันอยู่

          3. ระบุขอบเขตของปัญหา

อะไรคือปัญหาของที่แท้จริงลูกค้า มองปัญหาให้เหมือนที่ลูกค้ามอง เมื่อนั้นคุณจะเห็นโอกาส สังเกต วิเคราะห์ และปะติดปะต่อข้อมูล คำถาม ปัญหา หรือไอเดียต่างๆ ที่ดูเหมือนจะไม่เกี่ยวข้องเข้าด้วยกันแล้ว ระบุประเด็นปัญหาออกมาให้ชัดเจน เพื่อที่จะได้ทราบว่าเรากำลังทำงานไปในทิศทางเดียวกันทั้งทีม และกำลังแก้ปัญหาได้ตรงจุด

          4. ระดมไอเดียในการแก้ปัญหา

ว่ากันว่า การใช้คนให้ถูกกับประเภทของงานก็เหมือนกับทำสำเร็จไปแล้วครึ่งหนึ่ง มาถึงตรงนี้ คุณต้องมีทีมงานที่ทำงานเข้าขากันเหมือนนักฟุตบอล 11 คน รับ-ส่ง บอลให้กันอย่างรู้อกรู้ใจเพื่อให้กองหน้าทำประตูคู่แข่งได้ ....คุณต้องทำการระดมทุกไอเดียในการแก้ปัญหา   “ว่ากันว่า ใน 1,000 ไอเดียจะมีแค่ 10 ไอเดียหรือแค่ 1% เท่านั้นที่เอาไปใช้ได้จริง ดังนั้นยิ่งมีไอเดียมากเท่าไร คุณก็ยิ่งจะได้ไอเดียที่สามารถนำไปใช้ได้จริงมากขึ้นเท่านั้น”

          5. จำลองต้นแบบของสินค้าหรือนวัตกรรมและทำการทดสอบ

นำเอาความคิดสร้างสรรค์ที่ได้ มาต่อยอดพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถใช้งานได้จริง (จะเป็นรูปแบบของแอพพลิเคชั่นหรือ ผลิตภัณฑ์จริงๆ ก็ได้)

          6. ทำซ้ำๆและเรียนรู้จากสิ่งที่ทำ

หลังจากที่ได้ผลิตภัณฑ์ออกมาเป็นรูปเป็นร่างแล้วมาถึงขั้นตอนในการทดสอบการใช้งานของผลิตภัณฑ์ ลองนำสิ่งที่คุณทำไปให้ใครสักคนที่กำลังประสบความไม่สะดวกสบายจากการใช้ผลิตภัณฑ์ แอพพลิเคชั่น หรือบริการต่างๆ ทดลองใช้ แล้วขอฟีดแบ็คจากเขาเหล่านั้นว่าถ้าคุณจะทำออกมาจริงๆ มันจะเวิร์คหรือไม่ และถึงแม้มันไม่เวิร์คเลย อย่างน้อยคุณก็ได้เรียนรู้ว่า ความล้มเหลวเป็นบันไดไปสู่ความสำเร็จ ล้มแล้วลุกขึ้นให้ไว เรียนรู้จากความผิดพลาด แล้วนำไปปรับปรุง

          7. ลงมือสร้างผลิตภัณฑ์แล้วลุยตลาดจริง

เมื่อผลิตภัณฑ์พร้อม ตลาดกลุ่มเป้าหมายชัด สิ่งที่คุณต้องการในตอนนี้ก็คือโอกาส อย่าหยุดที่จะมองหาโอกาสไม่ว่าจะโอกาสในการหาพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจ หรือ โอกาสในการขาย

นายพรวิช ศิลาอ่อน ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ หรือ NEA

นายพรวิช ศิลาอ่อน ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ หรือ NEA กล่าวว่า การจัดงาน Startup Symposium เป็นการส่งเสริมให้สตาร์ทอัพในประเทศไทยกล้าที่จะคิดนอกกรอบอย่างสร้างสรรค์ เพิ่มความสามารถทางด้านการแข่งขัน พร้อมดึงเอาศักยภาพที่มีอยู่ออกมาใช้ อันจะทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่อุดมไปด้วยผู้ประกอบสตาร์ทอัพคุณภาพ หรือ “สตาร์ทอัพเนชั่น” ทั้งนี้ สถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ ถือเป็นหน่วยงานหลักที่มีภารกิจในการสนับสนุนและส่งเสริมผู้ประกอบการไทยยุคใหม่ รวมถึงสตาร์ทอัพให้มีขีดความสามารถทัดเทียมผู้ประกอบการในระดับนานาชาติ

ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ที่สถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่จัดขึ้นสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารและปฏิทินกิจกรรมได้ที่ nea.ditp.go.th หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทรศัพท์  02-7264500 หรือ Facebook.com/nea.ditp

“Café Leitz by Pacamara” (คาเฟ่ ไลท์ซ บาย พาคามาร่า)
ไลฟ์สไตล์คาเฟ่สำหรับคนรักไลก้า แห่งที่ 2 ของโลก

ด้วยไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่ที่เปลี่ยนไป ภาพถ่ายจึงไม่ได้เป็นเพียงแค่บันทึกความทรงจำ แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ที่สะท้อนตัวตนของคนรุ่นใหม่ ด้วยเหตุนี้ คุณดนัย สรไกรกิติกูล (ซ้าย) กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอลิส  ไพรเวต จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่าย ไลก้า แบรนด์กล้องลักชัวรี่ระดับโลก จึงเปิดร้าน “Café Leitz by Pacamara” (คาเฟ่ ไลท์ซ บาย พาคามาร่า) ไลฟ์สไตล์คาเฟ่สำหรับคนรักไลก้า แห่งที่ 2 ของโลก ที่ผสมผสานความรื่นรมย์ของชีวิตคนรุ่นใหม่ใจกลางเมือง อย่างการถ่ายภาพ อาหาร กาแฟ และมิตรภาพ รวมไว้ในที่เดียว เพื่อดื่มด่ำและแลกเปลี่ยนมุมมองในบรรยากาศโคซี่และรีแล็กซ์ ทั้งยังเป็นคอมมูนิตี้ของกลุ่มคนรักไลก้าและการถ่ายภาพได้มาแชร์ความรู้ เทคนิค ประสบการณ์การถ่ายภาพ และฟังก์ชั่นสุดล้ำจากไลก้าที่ยังไม่เคยรู้มาก่อนจากผู้เชี่ยวชาญโดยเฉพาะ เพื่อสร้างสรรค์ภาพพิเศษได้ดั่งใจคุณ ภายใต้แนวคิด “Well to Do Well to Live” บนพื้นที่ 214 ตารางเมตร ณ ชั้น M ศูนย์การค้า ดิ เอ็มควอเทียร์

เพราะ ไลก้า” (Leica) ไม่ได้เป็นแค่แบรนด์ที่สร้างสรรค์กล้องถ่ายภาพระดับลักชัวรี่ ด้วยนวัตกรรมมาตรฐานระดับโลกผนวกกับฝีมืออันประณีตจนเกิดเป็นผลงานชิ้นเอก แต่ยังได้สร้างไลฟ์สไตล์แห่งความหรูหราและละเมียดละไมของผู้คน จนถูกจารึกไว้อย่างไร้กาลเวลา ได้เปลี่ยนความลุ่มหลงและความสมบูรณ์แบบจาก จิตวิญญาณของช่างภาพ ให้กลายเป็นภาพถ่ายสุดพิเศษ เต็มไปด้วยเสน่ห์ และสะท้อนเอกลักษณ์เฉพาะตัวได้อย่างครบถ้วน

ร้านค้าและบริการต่างๆ ภายในร้าน

  • ร้านคาเฟ่และอาหารนานาชาติที่สร้างสรรค์สุดพิเศษ พร้อมดื่มด่ำกับรสชาติกาแฟชั้นเลิศจากร้าน Pacamara Coffee Roasters (พาคามาร่า คอฟฟี่ โรสเตอร์ส) ผู้นำด้านธุรกิจร้านกาแฟสัญชาติไทยประเภท Specialty สร้างประสบการณ์การดื่มกาแฟจากเมล็ดพันธุ์ชั้นดีที่คัดเลือกจากแหล่งปลูกสำคัญจากทั่วโลก โดดเด่นด้วยการคั่วเมล็ดกาแฟในรูปแบบคั่วอ่อนถึงคั่วกลาง รสชาติเข้มข้น ไม่เปรี้ยว และไม่ขม กลมกล่อมด้วยนมวัวแท้ที่ผลิตขึ้นเอง เพื่อเติมเต็มกลิ่นหอมและสัมผัสครีมมี่ที่ไม่เหมือนใคร ผสานกับวิธีการชงกาแฟในวิธีที่แตกต่าง ประดุจการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะที่มีเพียงชิ้นเดียวในโลก
  • คอมมูนิตี้ ที่พบปะ พูดคุย และแลกเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ของกลุ่มคนรักไลก้าในบรรยากาศสุดคูลกลางเมือง
  • บริการให้ทดลองใช้กล้องไลก้าจากการสัมผัสผ่านประสบการณ์ตรง
  • เป็นศูนย์กลางการทำเวิร์กช็อปของ Leica Akademie (ไลก้า อะคาเดมี)
  • เป็นสถานที่จัดนิทรรศการแสดงภาพถ่ายผลงานศิลปินหน้าใหม่ที่น่าจับตามองจาก Leica Akademie (ไลก้า อะคาเดมี) ที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนอย่างต่อเนื่อง

สไตล์การตกแต่ง

บนพื้นที่ขนาด 214 ตารางเมตรถูกออกแบบฟังก์ชั่นการใช้งานเพื่อตอบสนองทุกไลฟ์สไตล์สุดเอ็กซ์คลูซีฟสำหรับคนรักไลก้าโดยเฉพาะ ส่วนร้านอาหาร คาเฟ่บาร์ ที่จัดที่นั่งไว้ สถานที่นั่งชิลทั้งโซนภายในร้านในตำแหน่งริมกระจกเพื่อสัมผัสบรรยากาศภายนอก ให้ความรู้สึกโล่งโปร่งสบาย และเอ้าท์ดอร์ริมระเบียงรับลมธรรมชาติ จัดโต๊ะประชุมขนาดใหญ่กลางร้าน รองรับเวิร์กช็อปของ Leica Akademie และพื้นที่ริมผนังรอบร้านเพื่อจัดนิทรรศการภาพถ่ายจากศิลปินที่มีผลงานน่าจับตาจาก Leica Akademie ที่ออกแบบเป็นผนังสีดำเพื่อขับภาพถ่ายให้โดดเด่น ออกแบบในสไตล์โมเดิร์น คุมโทนด้วยสีหลักอย่าง สีดำ สีขาว สีเทา และสีน้ำตาล ให้อารมณ์โคซี่ รีแล็กซ์และเป็นกันเอง เพื่อการสัมผัสประสบการณ์แบบไลก้าได้ตลอดทั้งวัน ครบทุกประสาทสัมผัส รูป รส กลิ่น เสียง และสัมผัส

Pacamara Coffee Roaster (พาคามาร่า คอฟฟี่ โรสเตอร์ส) อีกหนึ่งความลักชัวรี่ระดับโลก

ประวัติความเป็นมา

Pacamara Coffee Roasters (พาคามาร่า คอฟฟี่ โรสเตอร์ส) เริ่มต้นขึ้นจากความตั้งใจอยากสร้างโรงคั่วกาแฟเล็กๆ ที่มีคุณภาพระดับโลก จึงนำชื่อของกาแฟสายพันธุ์ พาคามาร่า ซึ่งเป็นกาแฟสายพันธุ์ที่มีขนาดใหญ่กว่ากาแฟทั่วไปถึง 2 เท่า มีกลิ่นและรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์โดดเด่นกว่ากาแฟทั่วๆ ไป มาตั้งเป็นชื่อโรงคั่วฯ จากโรงคั่วขนาดเล็กที่ก่อตั้งในปี 2005 นักชิมกาแฟของโรงคั่วซึ่งเป็นคนไทยคนแรกที่ได้รับรองการเป็นนักชิมกาแฟระดับโลก เริ่มออกเดินทางแสวงหากาแฟไปทั่วโลก ตั้งแต่ทวีปอเมริกาใต้ ไปจนถึงทวีปแอฟริกา นำเมล็ดกาแฟเข้ามาเพื่อคั่วหาโปรไฟล์ที่ดีที่สุด จนมีกลิ่นและรสชาติแตกต่างจากทั่วไป และนำมาผสมกับกาแฟไทยจากแหล่งปลูกทางภาคเหนือของประเทศไทย ซึ่งเป็นกลุ่มสมาชิกผู้ปลูกกาแฟให้โรงคั่วพาคามาร่าเท่านั้น จนทำให้กาแฟจากโรงคั่ว  พาคามาร่าได้รับรางวัลเหรียญทองอันดับหนึ่งจากประเทศอิตาลีและฝรั่งเศส  ถึงวันนี้ โรงคั่วพาคามาร่าเป็นหนึ่งในสมาชิกนักชิมกาแฟของ Coffee Quality Institute และ Alliance Of Coffee Excellence

พาคามาร่าเริ่มเปิดสาขาแรกที่ จ.เชียงใหม่ ซึ่งใกล้แหล่งปลูกกาแฟของโรงคั่ว จากร้านกาแฟและโรงคั่วกาแฟขนาดเล็กเริ่มได้รับการไว้วางใจจากนักดื่มกาแฟผู้แสวงหากาแฟอันเป็นเลิศของโลก สนับสนุนให้พาคามาร่าได้เปิดสาขาเพิ่มขึ้นต่อไปที่ กรุงเทพฯ และ นครราชสีมา จนถือเป็นโรงคั่วกาแฟ Specialty Coffee (สเปเชียลตี้  คอฟฟี่) ของไทยรายแรกที่มีจำนวนสาขาให้เข้าถึงได้มากที่สุด

Pacamara (พาคามาร่า) : ‘Detail that makes a different’

พาคามาร่า ทุกรายละเอียดสร้างความเเตกต่าง ตั้งเเต่การคัดสรรพันธุ์เมล็ดกาเเฟ ขบวนการเเละรูปแบบการคั่ว (Roasting Profile) ที่เฉพาะเจาะจงเพื่อให้ตรงกับลักษณะเฉพาะตัว (Characteristic) ของกาเเฟเเต่ละชนิดมากที่สุด เมล็ดกาเเฟที่คั่วอย่างลงตัวถูกทิ้งระยะให้เมล็ดกาแฟได้คายแก๊ส (Degas) ในระยะเวลาที่เหมาะสม เพื่อลดการเกิดเเก๊ส เพราะเเก๊สที่เกิดในขั้นตอนดังกล่าวทำให้เมล็ดที่ถูกนำมาใช้จะได้รสชาติที่ไม่สมบูรณ์

ทั้ง Single Origins (ซิงเกิล ออริจินส์) เเละ Blend (เบลนด์) เราเดินทางไปทั่วโลก เพื่อคัดสรรเเละเลือกเมล็ดด้วย Q Graders (คิว เกรดเดอร์ส) โดยผู้เชี่ยวชาญจากทีมพาคามาร่าเท่านั้น เพื่อให้มั่นใจได้ว่าทุกสายพันธุ์ที่เลือกมา ทุกเเก้วที่เสิร์ฟ ลูกค้าจะได้รับรสชาติที่ตรงกับความต้องการที่ชอบมากที่สุด

ที่พาคามาร่าทุกสาขา ทุกเช้าบาริสต้าต้องตั้งช็อตเพื่อชิม เเละทดสอบรสชาติของกาเเฟ ทุกตัว ทุกวัน และตรวจเช็คด้วย Refractometer (รีแฟร็กโทมีเตอร์) เช็คค่ากาแฟสกัดกาแฟ เพื่อให้ได้รสชาติตามเอกลักษณ์ของกาเเฟชนิดนั้นๆ เพราะลูกค้าต้องได้รสชาติที่ดีที่สุดเเละเเตกต่างจากที่อื่นๆ

Barista Milk (บาริสต้า มิลค์) คือ นมพาสเจอไรซ์สูตรเฉพาะของพาคามาร่าที่พัฒนาโดยเฉพาะ รสชาติมีความหวานกลมกล่อมในตัวเอง ซึ่งเเตกต่างจากนมที่ใช้ที่อื่นๆ เนื้อสัมผัสของนมจะหนาเเน่นเเละหนัก ทำให้ผสมกับเมนูเครื่องดื่มกาเเฟทั้งร้อนเเละเย็นได้อย่างลงตัว

บาริสต้าทุกคนถูกคัดเลือกมาด้วยการสัมภาษณ์ในรูปแบบเฉพาะของพาคามาร่า จากนั้นถูกเทรนนิ่งโดยทีม Barista Master (บาริสต้า มาสเตอร์) และ Barista (บาริสต้า) ที่มีชื่อเสียงระดับโลกอย่างต่อเนื่อง เพื่อพัฒนาทั้งด้านองค์ความรู้ ทักษะ ในการผสมเครื่องดื่มเเละดูแลลูกค้า บาริสต้าจะถูกพัฒนาให้มีความสามารถโดดเด่น สามารถเเสดงผลงานใหม่ๆ ด้วยการนำเสนอทั้งระดับภายในองค์กร เเละการเเข่งขันในระดับประเทศ เพราะพาคามาร่าเชื่อมั่นในเรื่องของการผลักดันขีดความสามารถของทีมบาริสต้า มุ่งสร้างแรงบันดาลใจ รวมทั้งแรงจูงใจเพื่อขับเคลื่อนทุกทีมให้ไปสู่ความสำเร็จ

เมล็ดกาแฟซิกเนเจอร์ สำหรับ Café Leitz by Pacamara

Leitz Classic Blend (ไลท์ซ คลาสสิก เบลนด์)

เมล็ดกาแฟเกรดพรีเมี่ยมจากแหล่งปลูกกาแฟชั้นนำของโลก อย่าง โคลัมเบีย บราซิล ไทย อินโดนีเซีย คั่วในระดับกลางค่อนไปทางเข้ม (medium to dark roast) เมล็ดกาแฟจาก 4 แหล่งปลูก ทางเราได้เสาะหาจากฟาร์มที่มีคุณภาพดีในการผลิตกาแฟ ผ่านกรรมวิธีที่ดี ตั้งแต่การเก็บเกี่ยวจนไปถึงการผลิตเป็นกาแฟสาร ก่อนนำไปคั่วด้วยเครื่องคั่วที่สามารถสร้างคาแรกเตอร์ ที่โดดเด่นให้กับกาแฟเบลนด์ตัวนี้ได้ดียิ่งขึ้นไปอีก

Leitz Classic Blend เป็นกาแฟที่ถูกออกแบบตามแบบเยอรมัน (German Style) คาแรกเตอร์และรสชาติ ให้ย้อนไปถึงยุคสมัยของการเผยแพร่วัฒนธรรมการดื่มกาแฟแบบชาติตะวันตก ที่แพร่หลายในเมืองไทยจนถึงทุกวันนี้ ด้วยรสชาติที่หอมกลมกล่อม เคล้าด้วยกลิ่นของคาราเมล เมื่อได้ลิ้มรสสัมผัสให้ความรู้สึกเหมือนรับประทาน ดาร์คช็อกโกแลต มีกลิ่นหอมอ่อนๆ จากเปลือกส้ม ทิ้งสัมผัสความหวานอยู่ในปากหลังดื่ม เหมาะกับในทุกเมนูที่สร้างสรรค์โดยทีมงานมืออาชีพจากพาคามาร่า

ข้อมูลเมล็ดกาแฟ

  1. Leitz Classic Blend (ไลท์ซ คลาสสิก เบลนด์)

            เมล็ดกาแฟชั้นดีจากประเทศไทย อินโดนีเซีย บราซิล และโคลัมเบีย โดดเด่นด้วยรสชาติเข้มคล้าย
ดาร์คช็อกโกแลต หอมกลิ่นเปลือกส้ม หวานกลมกล่อม ค่าความเป็นกรดต่ำ คั่วบดโดยพาคามาร่า

  1. House Blend (เฮ้าส์ เบลนด์)

            เมล็ดกาแฟเกรดพรีเมี่ยมจากแหล่งปลูกกาแฟที่ดีที่สุดในโลกจาก 4 สายพันธุ์ ประเทศไทย บราซิล อินโดนีเซีย และ กัวเตมาลา พิถีพิถันคั่วในระดับกลาง (Medium Roast) ให้สัมผัสกลิ่นของคาราเมล ถั่ว และ       คาแรกเตอร์ของช็อกโกแลต มีความเปรี้ยวเล็กน้อยและให้รสสัมผัสในการดื่มที่หนักแน่น (Full Body) เป็นการ      เบลนด์แทนการต้อนรับอันอบอุ่นจากพาคามาร่า ด้วยรสชาติที่ถูกสร้างสรรค์มาเป็นอย่างดีจึงทำให้กาแฟเบลนด์ตัวนี้ได้รับรางวัลเหรียญทองอันดับ 1 ในการประกวดกาแฟนานาชาติที่ประเทศอิตาลี ในปี 2012 (Golden Medal, International Coffee Tasting 2012) ถือเป็นความภาคภูมิใจของพาคามาร่า

  1. Special Single Coffee Origin (สเปเชียล ซิงเกิล คอฟฟี่ ออริจิน)

            กาแฟไทยจากแหล่งปลูกจังหวัดเชียงราย ในพื้นที่ของดอยปางขอนซึ่งอยู่สูงจากระดับน้ำทะเล 1,250 ถึง 1,800 เมตร แปรรูปอย่างพิถีพิถันด้วยน้ำจากภูเขาและนำไปตากแห้งบนแคร่ไม้ไผ่เป็นระยะเวลา 12 - 18 ชั่วโมง เมื่อผ่านการคั่ว กาแฟไทยตัวนี้ให้ความรู้สึก สะอาด ดื่มง่าย มีรสคล้ายเชอรี่แห้ง ลูกเกด และอัลมอนด์ และถูกคัดเลือกได้รับรางวัล 10 สุดยอดกาแฟไทย จากการประกวดสุดยอดเมล็ดกาแฟไทยในปี 2018 (Thailand Specialty Coffee Awards)

  1. El Salvador Finca Milaydi Pacamara (Champion, Winning #1 Farm 2016 & 2017)

            กาแฟจากประเทศเอลซัลวาดอร์ เป็นกาแฟสายพันธุ์ พาคามาร่า จากฟาร์มกาแฟ Finca Milaydi ในจังหวัดชาลาเตนังโก เป็นฟาร์มกาแฟที่ปลูกตามแนวสูงชันไหล่เขา สูงเหนือจากระดับน้ำทะเล 1,400 เมตร ใช้การเก็บเกี่ยวผลผลิตโดยมือและขนส่งบนหลังม้า ผ่านกรรมวิธีการแปรรูปด้วยความใส่ใจและพิถีพิถัน จึงทำให้เมล็ดกาแฟที่มาจากฟาร์มแห่งนี้ได้รางวัลชนะเลิศ Project Origin การประมูลกาแฟ Project Origin Auction สองปีซ้อน ในปี 2016 และ 2017 กาแฟจากแหล่งปลูกนี้ เมื่อผ่านการคั่วอย่างตั้งใจ มีค่าความเปรี้ยวหรืออซิดิตี้ (Acidity) ในโทนสว่างคล้ายผลไม้เขตร้อน จำพวกสับปะรด ลิ้นจี่ เสาวรส แอปเปิ้ลเขียว และมะนาว

  1. Panama Geisha Morgan Estate Carbonic Maceration Process

            กาแฟเกรดประกวดจากประเทศปานามา เป็นกาแฟสายพันธุ์เกอิชาซึ่งถือว่าเป็นสายพันธุ์กาแฟ ที่ถูกขนานนามในหมู่นักชิมกาแฟทั่วโลกว่า เป็นกาแฟที่ให้รสชาติที่มีความซับซ้อนและโดดเด่นที่สุดในโลก จึงมักถูกนำไปใช้ในการจัดการแข่งขันชงกาแฟในระดับนานาชาติอยู่เสมอ แต่กาแฟตัวนี้มีความโดดเด่นจากกาแฟปานามาตัวอื่นๆ ด้วยกรรมวิธีการแปรรูปแบบใหม่ โดยการนำกาแฟที่ได้จากการเก็บเกี่ยว ผ่านการล้างให้สะอาดและเก็บในภาชนะสเตนเลสปิดสนิท แล้วนำก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เข้าไปแทนที่อากาศในภาชนะเป็นเวลา 48 ชั่วโมงในอุณหภูมิคงที่ คล้ายๆ วิธีการหมักไวน์ โดยวิธีการนี้จะทำให้กาแฟออกมาในรูปแบบที่แตกต่างในเรื่องของกลิ่นและรสชาติ (Carbonic Maceration) กาแฟปานามาที่ผ่านขั้นตอน Carbonic Maceration เมื่อผ่านการคั่วอย่างพิถีพิถันจะให้รสชาติคล้ายแอปริคอท, ส้ม, ชาเอิร์ลเกรย์, องุ่นขาว, พีช, คาร์โมมายล์, และไวน์อ่อนๆ

  1. Ethiopia Gesha Village Natural GG 2018 Lot #43

            กาแฟเกรดคัดเลือกพิเศษ จาก Gesha Village Estate ประเทศเอธิโอเปีย ปลูกในระดับความสูง 1,900 - 2,100 เมตรจากระดับน้ำทะเล จากต้นกาแฟสายพันธุ์ Gori ในเขตป่า Gesha forest ที่มีอายุมากกว่า 100 ปี ผ่านกรรมวิธีแปรรูปแบบ Natural Process เป็นระยะเวลา 18 - 30 วัน การใช้เวลาแปรรูปที่นานกว่าปกติ ทำให้เมล็ดกาแฟเพิ่มความซับซ้อนในเรื่องของรสชาติและเกิดน้ำตาลตามธรรมชาติ ด้วยสาเหตุนี้กาแฟที่มีรสชาติซับซ้อนจึงมีมูลค่าสูงมากในตลาดการประมูลเมล็ดกาแฟของโลก และเมื่อผสานกับการคั่วโดย Roast Master ที่เชี่ยวชาญ จน Coffee Brewer Barista  จากพาคามาร่านำไปใช้แข่งขัน และชนะเลิศรายการ Romania Brewer Championship 2018 เมล็ดกาแฟ Ethiopia Gesha Village ให้รสชาติคล้ายผลไม้รสชาติหวาน มีความหอมคล้ายพีช และมีรสชาติผสมผสานจากผลไม้หลายๆ ตัวเช่น มะม่วง สับปะรด ผสานด้วยแอปเปิ้ลแดง

Menu Highlight

แรงบันดาลใจสุดสร้างสรรค์ บาย พาคามาร่า

เเรงบันดาลใจเเละสูตรอาหารแต่ละเมนูโดยพาคามาร่าไม่เพียงเเค่นำสูตรอาหารเเบบดั้งเดิมมาใช้ปรุง เเต่ได้ประยุกต์อย่างสร้างสรรค์ปรับจนเกิดเป็นอาหารจานใหม่โดยฝีมือเชฟผู้มีประสบการณ์ หลงใหลในการค้นคว้าหารสชาติใหม่ๆ อยู่เสมอ บวกกับความคิดสร้างสรรค์รวมกันเพื่อประดิษฐ์อาหารจานพิเศษที่ทั้งให้ประโยชน์ต่อร่างกาย และให้รสชาติชั้นเลิศ ผ่านการนำเสนอที่เรียบง่ายเเต่แฝงลูกเล่น เข้าถึงทุกกลุ่มเป้าหมาย ด้วยเทคนิคการคัดเลือกส่วนผสมและวัตถุดิบทั้งที่มีภายในประเทศ และจากต่างประเทศทั่วโลก ที่สามารถหาได้ง่าย ไม่ซับซ้อน เเต่มีสีสัน ผสมผสานรสชาติให้เกิดเป็นความบาลานซ์ เพราะเราเชื่อว่า อาหารที่ดีไม่ใช่เเค่เพื่อรสชาติ เเต่เพื่อสร้างอารมณ์ด้วย จากการผสมผสานสไตล์อินเตอร์เนชั่นแนลเเละไทยฟิวชั่น สร้างสรรค์ให้เกิดเทคนิคการผสานส่วนผสมและวัตถุดิบในเเบบที่ไม่เคยทำมาก่อน เพื่อให้ลูกค้าของพาคามาร่าได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุด คุ้มค่าที่สุด ทั้งในแง่รสชาติเเละความพึงพอใจ

สำหรับเมนูเครื่องดื่มนั้น พาคามาร่า ถือเป็นผู้นำที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล ด้วยประสบการณ์อันยาวนานกว่า 20 ปี เครื่องดื่มทั้งในส่วนของกาเเฟ ชา เเละเครื่องดื่มซิกเนเจอร์อื่นๆ ถูกสร้างสรรค์ขึ้นในเเบบฉบับของพาคามาร่า ที่มีเป้าหมายเพื่อต้องการนำเสนอเเนวคิด รสชาติ เเละสัมผัสที่เเตกต่างให้กับลูกค้า โดยเเต่ละสูตรถูกปรุงอย่างตั้งใจโดยทีมงานบาริสต้าระดับเทรนเนอร์จากครอบครัวพาคามาร่า บวกกับความชำนาญและประสบการณ์การเดินทางไปเสาะหาทั้งเมล็ดกาเเฟ ชาพันธุ์ดี เเละเครื่องปรุงนานาชนิดจากทั่วโลก และได้นำเอาสิ่งแวดล้อมรอบตัวที่ได้จากการเดินทางทุกทริป มาสร้างให้เกิดเป็นเมนูเครื่องดื่มเเละกาเเฟในเเบบใหม่ๆ เพราะความเชื่อที่ว่า “สิ่งที่อยู่ใกล้ตัวที่สุดคือสิ่งที่ดีที่สุด” เช่นเดียวกับความสวยงามของท้องฟ้า ทะเล เเละธรรมชาติ  เป็นต้น

เมนูไฮไลต์ : อาหาร

  1. Soft-Shell Crab Avocado (ปูนิ่มทอดกรอบกับสลัดอโวคาโด) ราคา 390 บาท

            ปูนิ่มทอดกรอบ รับประทานคู่กับอโวคาโดปรุงรสหอมมันเเละไข่ดาวน้ำ ซอสที่ให้รสชาติเผ็ด หวาน มัน อย่างศรีราชาครีมฮอลลันเดสบาลานซ์เข้ากัน เเต่โดดเด่นไม่มีใครเหมือนด้วยตัวซอสสูตรเฉพาะของเชฟที่ปรุงรสเพื่อตัดความกรอบมันของปูนิ่ม จากเมนูกลิ่นอายไทยผสมผสานให้มีรสชาติกลมกล่อม เเต่ Up Beat ในเวลาเดียวกัน เหมาะสำหรับเป็นเมนูของว่างสุดโปรด หรือเเชร์ให้เพื่อนที่รู้ใจ

Soft-Shell Crab Avocado

  1. E-San Pasta (อีสานพาสต้า) ราคา ไส้กรอกโฮมเมด 350 บาท / กุ้งแม่น้ำ 430 บาท

            ผสมผสานความเป็นเอกลักษณ์ของอาหารไทย - อีสานให้เข้ากับเสน่ห์ของอาหารอิตาเลียนได้อย่างลงตัว กลิ่นหอมของเครื่องเทศสูตรเฉพาะที่หมักพร้อมกับปลาร้า ยกระดับความเป็นไทยสู่นานาชาติ รสเผ็ด หวาน มัน เค็ม เเละนัวตามเเบบฉบับอาหารไทย กุ้งเเม่น้ำสดที่ย่างสุกอย่างพิถีพิถัน ให้ความหวานธรรมชาติเมื่อรับประทานคู่กับเเหนม เส้นพาสต้าปรุงตามเเบบฉบับอิตาลีที่เรียกว่า Al Dente หมายถึง ไม่เละ ไม่สุก เคี้ยวแล้วยังรู้สึกกรุบๆ อยู่ เป็นจานที่บาลานซ์ทั้งในด้านของรสชาติเเละการตกเเต่ง เมนูนี้สามารถเลือกได้ระหว่างไส้กรอกโฮมเมด ในราคา 350 บาท หรือ กุ้งเเม่น้ำในราคา 430 บาท

E-San Pasta

  1. Crab Curry Pasta (พาสต้าแกงปู) ราคา 370 บาท

            ด้วยเเรงบันดาลใจที่ได้จากขนมจีนเเกงปูของภาคใต้เกิดเป็นพาสต้าเเกงปูขึ้นมา โดยใช้เครื่องเเกงใต้เเท้ๆ จากส่วนผสมหลัก ขมิ้น กระชาย และใบชะพลู สูตรเฉพาะของเชฟ ปรุงรสให้เผ็ดกำลังดี มีความหอมมันของเครื่องเเกง เเละกะทิ สร้างสรรค์ให้จานนี้มีเสน่ห์เฉพาะตัวเเบบไม่เหมือนใคร กลิ่นหอมของเครื่องเทศนานาชนิดคลุกเคล้ากับเส้นพาสต้า รับประทานคู่กับเนื้อปูเเน่นๆ รสชาติหวานจากทะเลไทย โดดเด่นด้วยเครื่องเคียงสำคัญอย่างหัวหอมดองสูตรเฉพาะของร้านพาคามาร่าที่มีรสอมเปรี้ยว ช่วยยกให้จานที่รสชาติเข้มข้น ดูสดชื่นขึ้นได้อย่างลงตัว

Crab Curry Pasta

  1. Beef Gravy & Grilled Corn - Rice Bowl Collection (ข้าวหน้าเนื้อกับข้าวโพดย่าง) ราคา 280 บาท

            ความนุ่มจากเนื้อวากิวจากออสเตรเลีย ย่างบนกระทะ สุกกำลังดี เสิร์ฟพร้อมกับข้าวหอมมะลิร้อนๆ พร้อมด้วยเบบี้เเครอท ถั่วหวาน เเละข้าวโพด ผัดกับเนยบางๆ เพิ่มความหวาน มัน ราดด้วยซอส Red Wine Reduction ซึ่งเป็นการเคี่ยวไวน์เเดงเเละเบสเกรวี่ซอสนาน 48 ชั่วโมง พร้อมเครื่องปรุงสูตรลับของพาคามาร่า จนได้ซอสไวน์เเดง อโรม่า หอมเครื่องเทศจางๆ เเต่รสชาติหนักแน่น

Beef Gravy & Grilled Corn - Rice Bowl Collection

  1. Tarte Au Citron (ทาร์ตมะนาว) 285 บาท

            เลม่อนทาร์ต ความธรรมดาที่เเตกต่าง ตัวทาร์ตทำจากสูตรดั้งเดิมของฝรั่งเศส ส่วนครีมเลม่อน หรือ เลม่อน เคิร์ด (Lemon Curd) ถูกเคี่ยวกับเนยชนิดพิเศษ ให้รสหวาน มัน โดดเด่นด้วยซีตรัสโทนของเลม่อน สำหรับตัวเมอเเรงค์เป็นซอฟต์อิตาเลี่ยน เมอเเรงค์ เนื้อนุ่ม มัน มีความหวานอ่อนๆ ไม่เลี่ยนจนเกินไป ตกเเต่งแเละเพิ่มความกลมกล่อมด้วย สะเก็ดช็อกโกแลต (Chocolate Dirt Crumbs) เนื้อกรุบกรอบ เเละ เมอแรงค์อบ (Baked Meringue)

Tarte Au Citron

เมนูไฮไลต์ : กาแฟและเครื่องดื่ม

  1. Drip : Ethiopia - Gesha Village Natural GG 2018 Lot #43 (กาแฟดริป: เอธิโอเปีย – เกชา วิลเลจ เนเชอรัล จีจี 2018 ล็อตที่ 43) ราคา 300 บาท

            กาเเฟสายพันธุ์กอรี เกชา (Gori Geisha) ล็อตที่ 43 จากฟาร์มเกชาวิลเลจ (Farm Gesha Village) ประเทศเอธิโอเปีย ซึ่งเป็นแหล่งกาแฟที่เก่าแก่ที่สุดของโลก นำมาผ่านการชงด้วยวิธีดริป ให้เทสต์โน้ตความหวานคล้ายพีช เเละผลไม้หลายชนิด มีความซับซ้อนเเต่นุ่มนวล รสชาติคล้าย มะม่วง สับปะรด และแอปเปิ้ล มีความพิเศษคือเป็นกาแฟที่ Romania National Brewer Champion 2018 ส่งเข้าเเข่งขันเเละได้เเชมป์ในปีนี้

Drip: Ethiopia - Gesha Village Natural GG 2018 Lot #43

  1. Snow Cold Brew (สโนว์ โคลด์ บริว) ราคา 140 บาท

            เครื่องดื่มเย็นซิกเนเจอร์จาก พาคามาร่า รสชาติหวานมันด้วยบาริสต้า มิลค์ (Barista Milk) ที่ทำให้เป็นเกล็ดน้ำแข็ง เย็นชื่นใจ เพิ่มเทคเจอร์ด้วยกาแฟเยลลี่ ราดท็อปด้วยกาเเฟคลาสสิก โคลด์ บริว (Classic Cold Brew) เพิ่มเลเยอร์ความรู้สึกในปาก กลมกล่อมด้วยรสชาติของกาแฟ หวานมันจากนม และได้รสชาติแฝงคล้ายคาราเมลในตอนท้าย

Snow Cold Brew

  1. Radiance Booster (เรเดียนซ์ บูสเตอร์) ราคา 160 บาท

            ด้วยเเรงบันดาลใจจากทีมบาริสต้าของพาคามาร่า ที่ต้องการสร้างสรรค์เครื่องดื่มที่สดชื่นเเละให้วิตามินซี จึงได้พัฒนาสูตรเครื่องดื่มที่ผสมผสานจุดเด่นของน้ำส้ม, น้ำส้มโอพันธุ์พลอยชมพู (Pink Grapefruit), น้ำสับปะรด และน้ำมะนาว ที่ไม่ใช่เเค่เพียงได้รสชาติหวานอมเปรี้ยวตามเเบบฉบับของผลไม้รสเปรี้ยวเเบบไทยๆ เเต่ยังได้ความหอมหวานจากส้มโอพันธุ์พลอยชมพู ที่ช่วยบาลานซ์โทนที่เปรี้ยวได้อย่างลงตัว

Radiance Booster

  1. Blue Ocean (บลู โอเชียน) ราคา 180 บาท

            การเดินทางข้ามทะเลเพื่อตามหากาเเฟสายพันธุ์ใหม่ๆ สร้างแรงบันดาลใจให้กับเครื่องดื่มสีฟ้าครามน้ำทะเลเเก้วนี้ ที่ได้จากน้ำอัญชัน เพิ่มความกรุบมันด้วย นม เเละคุกกี้ เสิร์ฟกับไอศกรีมวานิลลาเคลือบช็อกโกแลต

Blue Ocean 

  1. Citrus Iceberg (ซิตรัส ไอซ์เบิร์ก) ราคา 140 บาท

            ชาเอิร์ลเกรย์ อินฟิวส์ (Earl Grey Infused) จากเเบรนด์คลิปเปอร์ ที (Clipper Tea) ประเทศสิงคโปร์ ชาเกรดพรีเมียม หอมละมุน เเละน้ำอัญชันในสไตล์ไทย เติมรสชาติด้วยสตรอเบอร์รี่ไซรัป พร้อมเพิ่มความสดชื่นด้วยน้ำมะนาว

Citrus Iceberg

ร้าน “Café Leitz by Pacamara” (คาเฟ่ ไลท์ซ บาย พาคามาร่า) ไลฟ์สไตล์คาเฟ่สำหรับคนรักไลก้า ตั้งอยู่บริเวณชั้น M อาคาร The Helix Quartier (เดอะ เฮลิกซ์ ควอเทียร์) ศูนย์การค้า ดิ เอ็มควอเทียร์สนใจติดตามข่าวสารและสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: Leica Camera Thailand, Instagram: @LeicaCameraThailand และ @Pacamara_TH, Café Leitz by Pacamara, Main Floor, The EmQuartier โทร. 02-003-6068

เอสโซ่ ประเทศไทยชูตัวนวัตกรรมใหม่

เอสโซ่ ประเทศไทยเปิดตัว “โมบิล ปีกาซัส™ 605 อัลตร้า 40 (Mobil Pegasus™ 605 Ultra 40) ” น้ำมันเครื่องเพิ่มประสิทธิภาพของเครื่องยนต์ประเภทที่ใช้พลังงานจากก๊าซชีวมวลและก๊าซฝังกลบ พร้อมโชว์ “โมบิล เอสเอชซี ปีกาซัส™ 30 (Mobil SHC PegasusTM 30) ” และ “โมบิล เซิร์ฟ℠ (Mobil Serv℠)” ระบบวิเคราะห์เครื่องยนต์อัจฉริยะล่าสุด

คุณคัม-ฟ่ง ซิว ผู้จัดการฝ่ายขายผลิตภัณฑ์หล่อลื่น ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

คุณคัม-ฟ่ง ซิว ผู้จัดการฝ่ายขายผลิตภัณฑ์หล่อลื่น ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เปิดเผยว่า โมบิล ปีกาซัส™ 605 อัลตร้า 40 มีสมรรถนะที่อาจช่วยยืดระยะเวลาในการเปลี่ยนถ่ายเป็นสองเท่า และได้รับการออกแบบมาเพื่อให้สอดคล้องกับการเพิ่มขึ้นขององค์กร ที่เลือกผลิตพลังงานจากเชื้อเพลิงประเภทก๊าซฝังกลบและก๊าซชีวมวล

โดยน้ำมันเครื่องชนิดใหม่นี้ช่วยควบคุมการเกิดคราบเขม่าและคาร์บอนภายในเครื่องยนต์ พร้อมพัฒนาให้สามารถแก้ไขข้อจำกัดของเครื่องยนต์ที่ต้องใช้พลังงานจากก๊าซฝังกลบและก๊าซชีวมวล รวมถึงมีสมรรถนะในการป้องกันการสึกกร่อนและการครูดกร่อนได้เป็นอย่างดี นอกจากนิ้โมบิล ปีกาซัส™ 605 อัลตร้า 40 ยังได้รับอนุญาตให้ใช้กับเครื่องยนต์มาตรฐานแบรนด์ Jenbacher และ Waukesha จาก GE ด้วย

“เอสโซ่ ประเทศไทย มุ่งมั่นที่จะเสนอผลิตภัณฑ์ที่ดีและครบถ้วนเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานอย่างยั่งยืน ซึ่งรวมถึงผลิตภัณฑ์น้ำมันหล่อลื่นที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและผลิตภัณฑ์อื่นๆ สำหรับผู้ผลิตไฟฟ้าที่ใช้พลังงานทางเลือก นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์ของบริษัทยังสอดคล้องกับแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกของรัฐบาลด้วย

เรานำเสนอผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงที่มีประสิทธิภาพในการเพิ่มสมรรถนะของเครื่องยนต์ ซึ่งรวมถึงโมบิล ปีกาซัส™ 605 อัลตร้า 40 และโมบิล เอสเอชซี ปีกาซัส™ 30 โดยเราเพิ่งฉลองการครบรอบ 50 ปีของกลุ่มผลิตภัณฑ์โมบิล ปีกาซัสไปเมื่อเร็วๆ นี้” คุณคัม-ฟ่ง ซิว กล่าว

คุณดอง โจ ลี ผู้จัดการวิศวกรรมสำรวจประจำภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก

ด้าน คุณดอง โจ ลี ผู้จัดการวิศวกรรมสำรวจประจำภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก กล่าวว่า “โมบิล เอสเอชซี ปีกาซัส™ 30”  สามารถช่วยลดการใช้เชื้อเพลิงลงได้ถึง 1.5% ให้การปกป้องเครื่องยนต์โดยเฉพาะในช่วงที่มีสัดส่วนความอัดสูง รวมถึงความดันขณะปฏิบัติงานและอุณหภูมิจากการเดินเครื่องยนต์ก๊าซ เรียกได้ว่าโมบิล เอสเอชซี ปีกาซัส ช่วยให้เครื่องยนต์ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ในขณะเดียวกันยังช่วยคงความ-สมดุลของประสิทธิผลของสารเติมแต่งน้ำมันพื้นฐาน โดยปราศจากการมีผลกระทบต่อสมรรถนะด้านอื่นๆ ภายในส่วนประกอบของตัวน้ำมันเครื่องเอง

นอกจากนี้ บริษัทยังเปิดตัวนวัตกรรมการบริการใหม่ โดยได้นำการบริการรูปแบบใหม่ ในชื่อว่า โมบิลเซิร์ฟ (Mobil Serv℠) ซึ่งเป็นการบริการวิเคราะห์น้ำมันเครื่องแบบก้าวหน้าให้กับลูกค้า ซึ่งการตรวจวิเคราะห์นี้จัดได้ว่าเป็นหนึ่งในสุดยอดการแปลค่าอัลกอริธึ่มที่เสถียรมากที่สุดในขณะนี้ รวมถึงการวิเคราะห์ค่าจากฐานข้อมูลที่เก็บจากประวัติการใช้น้ำมัน เพื่อตรวจจับเหตุเบื้องต้นก่อนที่จะกลายเป็นปัญหา ระบบตรวจซ่อมและบำรุงนี้จะสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิผล ลดการใช้เวลาที่เกินความจำเป็น เสริมอายุการใช้งานของเครื่องมือ รวมถึงลดการใช้น้ำมันหล่อลื่นด้วย

อนึ่ง บริษัท เอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เป็นบริษัทในเครือของกลุ่มบริษัทเอ็กซอนโมบิล เป็นหนึ่งในบริษัทที่ดำเนินกิจการกลั่นและค้าน้ำมันครบวงจรชั้นนำของไทย โดยมีธุรกิจหลัก ได้แก่ 1. ธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันแบบคอมเพล็กซ์ มีกำลังการกลั่นน้ำมัน 177,000 บาร์เรลต่อวัน 2. โรงงานอะโรเมติกส์ ที่มีกำลังการผลิตพาราไซลีน 500,000 ตันต่อปี 3. หน่วยผลิตสารทำละลาย มีกำลังการผลิต 50,000 ตันต่อปี

4. เครือข่ายสถานีบริการน้ำมันค้าปลีกภายใต้ชื่อการค้า “เอสโซ่” ที่มีอยู่ทั่วประเทศ และ 5. การจำหน่ายผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม ซึ่งประกอบไปด้วยก๊าซปิโตรเลียมเหลว น้ำมันเบนซิน น้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยาน/น้ำมันก๊าด น้ำมันดีเซล น้ำมันเตาและยางมะตอย และผลิตภัณฑ์หล่อลื่น ภายใต้ชื่อการค้า “เอ็กซอนโมบิล” “เอสโซ่” และ “โมบิล”

อิตัลไทยอุตสาหกรรม ผนึกยักษ์จีน SDLG ลุยตลาดรถเครื่องจักรกลหนักทั่วประเทศ
จัดแข่ง “SDLG Top Driver” ขยายฐานเหมืองแร่/ก่อสร้าง มั่นใจสิ้นปีโตเท่าตัว

 อิตัลไทยอุตสาหกรรม ผนึก SDLG ยักษ์เครื่องจักรกลหนักจากจีน เปิดเกมรุกขยายฐานลูกค้ากลุ่มเหมืองแร่ โรงงาน และภาคก่อสร้างฯ หวังคว้าโอกาสลงทุนโครงสร้างพื้นฐานภาครัฐ พร้อมจัด  SDLG Top Driver เฟ้นหาสุดยอดนักขับรถตักล้อยาง ต่อยอดความสำเร็จหลังขึ้นแท่นผู้นำตลาดแบรนด์จีน ตั้งเป้ายอดขายปี 59 โตเท่าตัว

นายปรีชาพล เวชรักษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายขายเครื่องจักรกลหนักแบรนด์ SDLG บริษัท อิตัลไทยอุตสาหกรรม จำกัด (ITI)

นายปรีชาพล เวชรักษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายขายเครื่องจักรกลหนักแบรนด์ SDLG บริษัท อิตัลไทยอุตสาหกรรม จำกัด (ITI) เปิดเผยทิศทางการขยายตลาด SDLG ปี 2559 ว่าบริษัทฯ ปรับกลยุทธ์การตลาดและการขายเพื่อสร้างแบรนด์และส่งเสริมยอดขาย หลังสามารถนำผลิตภัณฑ์ SDLG ขึ้นแท่นกลุ่มผู้นำตลาด   รถตักล้อยางแบรนด์จีน ด้วยส่วนแบ่งตลาด 25%  สำเร็จภายในเวลา 4 ปี

ปัจจัยความสำเร็จสำคัญของ SDLG เกิดจากคุณภาพสินค้าคุ้มค่าคุ้มราคากว่ารถตักล้อยางมือสองเจ้าตลาดเดิม และที่เหนือกว่ารถจีนแบรนด์อื่น คือ งานบริการหลังการขายที่มีการรับประกัน งานอะไหล่และซ่อมบำรุง ที่พร้อมให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง ด้วยศูนย์บริการอิตัลไทยเซ็นเตอร์ 15 สาขาครอบคลุมพื้นที่สำคัญทั่วประเทศไทย รวมทั้งใน สปป.ลาว 

นายปรีชาพล กล่าวว่า นโยบายปีนี้บริษัทฯ จะเพิ่มประเภทสินค้าเพื่อขยายฐานตลาด จากเดิมมุ่งเน้นขายรถตักล้อยางให้กลุ่มอุตสาหกรรมเกษตร อาทิ โรงสีข้าว ลานมัน ยางพารา ฯลฯ จะขยายเข้าสู่กลุ่มลูกค้าโรงงานอุตสาหกรรมที่ต้องใช้รถตักลำเลียงวัสดุเพิ่มขึ้น รวมถึงกลุ่มงานเหมืองแร่ ก่อสร้างและปรับปรุงถนน นอกจากนี้ยังได้เพิ่มประเภทสินค้าอย่าง รถเกรด รดบดถนน และ รถตักหน้าขุดหลัง เพื่อรองรับความต้องการจากนโยบายการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ  

ขณะเดียวกัน บริษัทฯ จะให้ความสำคัญกับการ สร้างประสบการณ์ร่วมให้ผู้ซื้อผู้ใช้ได้สัมผัสและทดสอบสินค้าผ่านกิจกรรม SDLG Top Driver 2016 เป็นการแข่งขันเฟ้นหาสุดยอดนักขับรถตักล้อยางและรถเกรดทั่วประเทศไทย ซึ่งจัดขึ้นเป็นปีที่ 2 ภายใต้ความร่วมมือระหว่างอิตัลไทยอุตสาหกรรม และ Shandong Lingong Construction Machinery เจ้าของแบรนด์ SDLG โดยจะเปิดแข่งขันทั่วประเทศ ช่วงเดือนสิงหาคม – พฤศจิกายน 2559 นี้

“บริษัทฯ มั่นใจว่ากลยุทธ์เหล่านี้จะช่วยสนับสนุนให้ผลิตภัณฑ์แบรนด์ SDLG เป็นที่รู้จักและยอมรับของลูกค้าในวงกว้างมากขึ้น ซึ่งจะช่วยผลักดันยอดขายในปีนี้อยู่ที่ 400 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา 100 % ตามเป้า” ปรีชาพล กล่าว

พร้อมขยายความว่าโครงการ SDLG Top Driver 2016 เป็น Global Campaign ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างแบรนด์ SDLG ให้เป็นที่รู้จักและรุกตลาดในวงกว้าง พร้อมแสดงสมรรถนะ สร้างประสบการณ์ร่วมให้ผู้เกี่ยวข้องเกิดความรู้และเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ ทั้งเป็นการพัฒนามาตรฐานขับขี่เครื่องจักรกลอุตสาหกรรม

สำหรับรูปแบบแข่งขันปีนี้ มีทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติเกี่ยวกับทักษะขับขี่ ความปลอดภัย และบำรุงรักษาเชิงป้องกันเบื้องต้น ซึ่งจะจัดในพื้นที่ดำเนินงานของกลุ่มลูกค้าทั่วประเทศ ส่วนรอบชิงชนะเลิศจะจัดขึ้นในวันที่ 4 พฤศจิกายน 2559  โดยผู้ชนะเลิศทั้งประเภทรถตักล้อยางและรถเกรด รับเงินรางวัล 200,000 บาท พร้อมโล่ห์รางวัลและแพ็กเกจศึกษาดูงาน ณ สาธารณรัฐประชาชนจีน ส่วน อันดับ 2 เงินรางวัล 50,000 บาท และ อันดับ 3 เงินรางวัล 10,000 บาท พร้อมโล่ห์รางวัล

มร. มาร์โค หม่า กรรมการผู้จัดการประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก บริษัท Shandong Lingong Construction Machinery

มร. มาร์โค หม่า กรรมการผู้จัดการประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก บริษัท Shandong Lingong Construction Machinery กล่าวว่า ตลาดกลุ่มรถเครื่องจักรกลหนักในประเทศไทย ถือเป็นหนึ่งในตลาดสำคัญของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง และจากนโยบายขยายลงทุนของรัฐบาลไทยในขณะนี้ ทำให้โอกาสทางการตลาดเปิดกว้างมากขึ้น

ทั้งนี้สิ่งที่ยืนยันว่าบริษัทให้ความสำคัญกับตลาดในประเทศไทย คือการเลือกประเทศไทยเป็นประเทศแรกที่นำ  SDLG Top Driver มาจัดกิจกรรม ถือเป็นการตอกย้ำความร่วมมือที่เข้มแข็ง และคาดหวังว่าจะเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมพัฒนามาตรฐานขับขี่เครื่องจักรกลอุตสาหกรรม ให้กับประเทศไทยได้เช่นเดียวกับที่ทำสำเร็จมาแล้วในสาธารณรัฐประชาชนจีน

อนึ่ง บริษัท อิตัลไทยอุตสาหกรรม จำกัด หรือ ITI คือ หนึ่งในธุรกิจหลักของกลุ่มบริษัทอิตัลไทย ดำเนินธุรกิจจัดจำหน่ายและให้บริการหลังการขายเครื่องจักรกลหนักแบรนด์ชั้นนำระดับโลก อาทิ วอลโว่ - เอสดีแอลจี -ทาดาโน่ - ยูตง - บ๊อบแคทส์ - ดูซาน - แอตลาสต์คอปโค่ และ พาวเวอร์สกรีน ที่สามารถตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรมก่อสร้างได้แบบครบวงจร

Page 1 of 3