ยิปรอคจัดสัมมนากระตุ้นสถาปนิกไทย ให้ความสำคัญนวัตกรรมบ้านสีเขียวและการใช้พลังงานอย่างยั่งยืน

บริษัท ไทยผลิตภัณฑ์ยิบซั่ม จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตยิปซัมรายแรกของประเทศไทยและผู้คิดค้นนวัตกรรมยิปซัมคุณภาพสูงภายใต้แบรนด์ “ยิปรอค” จัดสัมมนาและกิจกรรมเวิร์กช็อปภายใต้หัวข้อ “Feel Good, Live Well” ตามจังหวัดสำคัญของประเทศไทย ได้แก่ เชียงใหม่ ขอนแก่น ภูเก็ต กรุงเทพฯ และชลบุรี โดยมีจุดประสงค์เพื่อนำเสนอข้อมูลข่าวสารและนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ใหม่ของยิปรอคซึ่งใช้เทคโนโลยีขั้นสูงของ แซง-โกแบ็ง เครือบริษัทการผลิตโครงสร้างอาคารรายใหญ่ของโลกแก่บรรดาสถาปนิกและผู้รับเหมาก่อสร้าง การจัดสัมมนาครั้งนี้ยังถือเป็นการส่งเสริมเป้าหมายด้านการตลาดของบริษัท ในการกระชับความสัมพันธ์กับผู้ประกอบวิชาชีพในอุตสาหกรรมก่อสร้าง และการนำเสนอถึงพันธกิจของยิปรอคในการนำเสนอเทคโนโลยีที่ยั่งยืน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมยิ่งขึ้นแก่ผู้บริโภค

มร.ซิลแวง เบอแดงง์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยผลิตภัณฑ์ยิบซั่ม จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “กิจกรรมสัมมนาของยิปรอคซึ่งจัดขึ้นทั่วประเทศครั้งนี้ ถือเป็นการตอกย้ำความมุ่งมั่นของเราในทำงานร่วมกับลูกค้า อย่างใกล้ชิด ทั้งกลุ่มสถาปนิกและผู้บริโภคทั่วไปที่เกี่ยวข้องกับการออกแบบและการก่อสร้างอาคาร โดยผลตอบรับจากกลุ่มผู้เข้าร่วมกิจกรรมต่างกันกล่าวว่า รู้สึกพึงพอใจเป็นอย่างมากสำหรับการจัดสัมมนานี้ ซึ่งเป็นการตอกย้ำว่ายิปรอคสามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้ในทุกแง่มุม และยังแสดงให้เห็นว่า การทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดกับลูกค้าในทุก ๆ ขั้นตอนการก่อสร้าง ทำให้เราสามารถสร้างสรรค์อาคารเพื่อการอยู่อาศัยและการทำงานที่มีคุณค่า เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสะดวกสบายน่าใช้งานมากยิ่งขึ้น”

“ยิปรอคพยายามนำเสนอโซลูชั่นส์ที่ครอบคลุมภายใต้แนวคิด Multi-comfort ซึ่งให้ความสำคัญในการสร้างอาคารที่เน้นเรื่องสุขอนามัยและความสะดวกสบายของผู้อยู่อาศัย ซึ่งตอบโจทย์ทั้งในเรื่องความสวยงามและประโยชน์ใช้สอย ผ่านการสร้างสรรค์พื้นที่ใช้งานที่ส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยนำเสนออาคารและโครงสร้างต่าง ๆ ให้มีความสวยงามชวนมองซึ่งมอบความประทับใจแก่ผู้พบเห็นทุกคน ผลตอบรับเชิงบวกจากผู้เข้าร่วมกิจกรรมครั้งนีทำให้เราเห็นว่า การจัดสัมมนาเป็นกิจกรรมที่ให้ประโยชน์มากที่สุดเพื่อการบรรลุถึงเป้าหมายในเรื่องนี้”

โปรแกรมการสัมมนาสามารถดึงดูดผู้เข้าร่วมงานได้มากกว่า 300 คน ซึ่งมีทั้งกลุ่มสถาปนิกและผู้ปฏิบัติงานมืออาชีพในอุตสาหกรรมก่อสร้าง ภายในงานยังมีการพูดคุยถึงหัวข้ออื่น ๆ อาทิ “Sustainable Architecture & Passive Design for Residential Buildings” และ “Four Key Aspects of Comfort & Wellbeing”

ยิปรอคยังคงมุ่งมั่นสร้างสรรค์โซลูชั่นส์การก่อสร้างรูปแบบใหม่ ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนมากยิ่งขึ้น เพื่อนำเสนอแก่ผู้ปฏิบัติงานทั้งในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และร่วมสร้างสรรค์อาคารและพื้นที่อยู่อาศัยที่มอบความสวยงามหรูหรายิ่งขึ้น ตามแนวคิด “Feel Good, Live Well”

สหไทย (PORT) เผย ดึง APMT บริษัทย่อยของ A.P. Moller - Maersk สายเรืออันดับหนึ่งของโลก และกลุ่มน้ำตาลมิตรผล เข้าร่วมศึกษาโครงการลงทุนในท่าเรือแห่งใหม่

ตามที่บริษัท สหไทย เทอร์มินอล จำกัด (มหาชน) หรือ PORT หนึ่งในผู้นำการให้บริการธุรกิจท่าเทียบเรือและโลจิสติกส์แบบครบวงจรของประเทศ ได้ประกาศแผนร่วมลงทุนกับกลุ่มน้ำตาลมิตรผล ในท่าเรือพาณิชย์แบบครบวงจร เพื่อรองรับการขยายตัวของการนำเข้าและส่งออกของประเทศ เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ปัจจุบัน บริษัท APM Terminals จำกัด (APMT) ได้ตัดสินใจเข้าร่วมด้วยอีกหนึ่งรายซึ่งจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับโครงการเป็นอย่างมาก ทั้งนี้การเข้าร่วมลงทุนดังกล่าวจะเกิดขึ้น หลังจากที่ได้รับการอนุมัติจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างๆเรียบร้อยแล้ว

นางเสาวคุณ ครุจิตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สหไทย เทอร์มินอล จำกัด (มหาชน) หรือ PORT กล่าวว่า “ตามที่ทางบริษัทฯ ได้แจ้งข่าวการจัดตั้งบริษัทย่อยแห่งใหม่ (บริษัท บางกอก ริเวอร์ เทอร์มินอล จำกัด : BRT) ร่วมกับกลุ่มน้ำตาลมิตรผล เพื่อศึกษาการลงทุนในโครงการท่าเรือแห่งใหม่ไปเมื่อตุลาคม 2561 โดยได้มีการจัดตั้งบริษัท บางกอก ริเวอร์ เทอร์มินอล จำกัด (BRT) ขึ้นและได้รับบัตรส่งเสริมการลงทุน (BOI) แล้วตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ในครั้งนั้นได้แจ้งว่าอาจจะมีผู้ร่วมลงทุนอีกรายหนึ่งที่ให้ความสนใจและอยู่ระหว่างการศึกษารายละเอียด เพื่อที่จะเข้าร่วมลงทุนด้วย ซึ่งตอนนี้ทางบริษัทฯ ดังกล่าวได้ตอบรับที่จะเข้าร่วมศึกษาโครงการแล้ว คือ บริษัท APM Terminals จำกัด (APMT) ผู้เข้าร่วมทุนรายใหม่นี้ เป็นบริษัทย่อยแห่งหนึ่งของ A.P. Moller - Maersk สายการเดินเรืออันดับหนึ่งของโลก และได้ลงนามในบันทึกข้อตกลงร่วมเพื่อร่วมศึกษาโครงการร่วมกัน ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งกำลังสำคัญที่จะเข้ามาช่วยให้การดำเนินโครงการนี้ให้สำเร็จลุล่วงได้ตามแผน”

นายมาร์เทน เดอครีสเซอ กรรมการผู้จัดการ APM Terminals (ประเทศไทย) กล่าวว่า “ทาง APMT มีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโครงการท่าเทียบเรือเชิงพาณิชย์ ในนามบางกอก ริเวอร์ เทอร์มินอล พร้อมมุ่งหวังถึงความร่วมมือต่างๆ ต่อไปในอนาคตกับทางสหไทย เทอร์มินอล และ มิตรผล โดยภายหลังจากที่โครงการพัฒนาสำเร็จแล้ว เราหวังว่าโครงการนี้จะมีบทบาทสำคัญในการช่วยขนส่งและกระจายสินค้า ซึ่งไม่เพียงแต่จะให้บริการเฉพาะลูกค้าของ Maersk เท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการช่วยส่งมอบบริการที่ดีให้กับผู้ให้บริการขนส่งรายอื่นๆ เพื่อพัฒนาและส่งเสริมการเติบโตทางการค้าและเศรษฐกิจของไทยต่อไปในอนาคตอีกด้วย”

นายวีระเจตน์ ว่องกุศลกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจน้ำตาลประเทศไทย พลังงาน และธุรกิจใหม่ กลุ่มน้ำตาลมิตรผล กล่าวว่า “บริษัทฯ เชื่อมั่นว่าการลงนามความร่วมมือจากผู้ร่วมทุนซึ่งเป็นบริษัทชั้นนำ ที่มีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ในวันนี้ จะช่วยขับเคลื่อนให้การดำเนินงานของโครงการท่าเรือแห่งใหม่นี้ประสบผลสำเร็จ ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถและยกระดับอุตสาหกรรมลอจิสติกส์ของไทย ให้สามารถรองรับธุรกิจนำเข้าและส่งออกผ่านตู้คอนเทนเนอร์ในประเทศไทย ที่มีอัตราการเติบโตสูงถึงปีละกว่า 6-7%” 

 

เกี่ยวกับ APM Terminal

APM Terminals เป็นผู้ให้บริการธุรกิจท่าเรือและท่าบกที่มีเครือข่ายการให้บริการแบบบูรณาการในหลายประเทศ ซึ่งประกอบไปด้วยบุคคลากรที่ชำนาญการในธุรกิจกว่า 22,000 ราย ครอบคลุมท่าเรือ 76 ประเทศทั่วโลกและกว่า 100 ท่าบกทั่วโลก APM Terminals เป็นส่วนหนึ่งของบริษัท A.P. Moller-Maersk ซึ่งเป็นผู้ให้บริการด้านขนส่งตู้คอนเทนเนอร์และโลจิสติกส์ชั้นนำของโลก โดย APM Terminals ให้บริการสำหรับการนำเข้าและส่งออก และการค้าภายในประเทศ ผ่านการให้บริการโลจิสติกส์แบบครบวงจรในช่วง 70 ปีที่ผ่านมา

ข้อมูลเพิ่มเติม https://www.apmterminals.com/

เกี่ยวกับ สหไทย เทอร์มินอล

บริษัท สหไทย เทอร์มินอล จำกัด (มหาชน) หรือ PORT เป็นผู้ให้บริการท่าเรือเอกชนครบวงจรรายใหญ่ของประเทศไทยโดยให้บริการตั้งแต่ 1. ธุรกิจการให้บริการท่าเทียบเรือเชิงพาณิชย์ครบวงจรสำหรับเรือขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ (Feeder) และเรือขนส่งสินค้าชายฝั่ง (Barge)  รวมถึงการให้บริการบรรจุสินค้าเข้าและถ่ายสินค้าออกจากตู้คอนเทนเนอร์ (CFS) และซ่อมแซมทำความสะอาดตู้คอนเทนเนอร์ (Container Depot) 2.ธุรกิจการให้บริการขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ทางบก ภายในบริเวณจังหวัดกรุงเทพมหานครและปริมณฑลบริเวณเขตพื้นที่แหลมฉบัง 3. ธุรกิจการให้บริการพื้นที่จัดเก็บตู้คอนเทนเนอร์และคลังสินค้าโดยให้บริการพื้นที่ลานพักตู้คอนเทนเนอร์ และคลังจัดเก็บสินค้ากับลูกค้า ทั้งที่เป็นเขตให้บริการปกติและปลอดภาษีอากร (Free Zone) ซึ่งปัจจุบัน บริษัทฯให้บริการแก่กลุ่มผู้ผลิตรถยนต์ระดับโลกกลุ่มธุรกิจ e-commerce และอีกหลากหลายอุตสาหกรรม 4.ธุรกิจการให้บริการ เกี่ยวเนื่องอื่นๆ อาทิ การให้บริการ Freight Forwarding เป็นต้น

ข้อมูลเพิ่มเติม https://www.sahathaiterminal.com/

เกี่ยวกับกลุ่มมิตรผล

กลุ่มมิตรผล คือผู้ผลิตน้ำตาลรายใหญ่อันดับ 3 ของโลก และอันดับ 1 ของไทย ด้วยจำนวนโรงงานน้ำตาล 16 แห่ง โรงไฟฟ้าชีวมวล 8 แห่ง และโรงงานผลิตเอทานอล 4 แห่ง พร้อมทำงานร่วมกับเกษตรกรชาวไร่อ้อยกว่า 143,000 ราย ในประเทศไทย สปป.ลาว จีน และออสเตรเลีย นอกจากนี้
กลุ่มมิตรผลยังเป็นผู้ผลิตพลังงานชีวมวลรายใหญ่ที่สุดในเอเชีย และดำเนินงานในธุรกิจวัสดุทดแทนไม้ ธุรกิจปุ๋ย รวมถึงธุรกิจลอจีสติกส์ ซึ่งปัจจุบัน กลุ่มมิตรผล มีท่าเรือสินค้าโภคภัณฑ์ 2 แห่ง โดยมีปริมาณส่งออกน้ำตาลรวมกว่า 3.3 ล้านตัน และมีส่วนแบ่งในตลาดส่งออกน้ำตาลของไทยกว่า 36%   

ติดตามข้อมูลเกี่ยวกับกลุ่มมิตรผลได้ที่ www.mitrphol.com

 

____________________

 

Sahathai Terminal (PORT) APM Terminals and Mitr Phol Sugar join hands to set up a greenfield terminal in Bangkok

January 17, 2019, Bangkok : APM Terminals today signed a memorandum of understanding with Sahathai Terminal PLC (PORT) and Mitr Phol Sugar to develop a greenfield container terminal in Bangkok. Named Bangkok River Terminal Limited (BRT), the terminal is aimed at catering to the fast-growing containerized import and export trade of Thailand.

Earlier, in October 2018, Sahathai Terminal PLC (PORT), Thailand’s leading container terminal and logistics company had entered into a Joint Venture with Mitr Phol Sugar to develop this Container Terminal. APM Terminals’ participation in the project is expected to further strengthen the joint venture. Nevertheless, completion of the transaction will be subject to receiving applicable regulatory approvals and licenses.

“We are pleased to partner in the development of the Bangkok River Port Terminal and further look forward to working with Sahathai and Mitr Phol and operating the same. Once developed, we expect the terminal to play a critical role in lifting trade for Thailand. It will not only deliver higher reliability for Maersk customers, but also enable more efficient multi-modal transportation options for Thai shippers, thereby delivering ease of doing business and growing Thailand’s economy.” said Maarten Degryse, Managing Director, APM Terminals Inland Services, Thailand.

“Mitr Phol believes that the agreements we sign today will remake a significant shift for Thailand’s Logistics Industry, in response to the growth of Thailand’s container shipping business which increases around 6-7% annually. With expertise and strong commitment of all partners, we trust the project will be highly achieved,” said Verajet Vongkusolkit, Chief of Executive Officer of Thai Sugar, Energy and New Business Group, Mitr Phol Group.

 

About APM Terminals:

APM Terminals operates one of the world’s most comprehensive port and integrated inland service networks. It services the trade through a team of 22,000 industry professionals across a network of 76 ports and over 100 inland services locations globally. It is a part of A.P. Moller-Maersk - world’s leading integrated container logistics company, APM Terminals has been servicing the export import and domestic trade through integrated container logistics solutions over the last 70 years.

More information at https://www.apmterminals.com/

About Sahathai Terminal (PORT):

Sahathai Terminal (PORT) is one of the leading private terminal in Thailand that provides the services ranged from 1) Commercial Vessel Terminal for International Feeder and Coastal Barge including the CFS and Container Depot Services. 2) Container inland transport services in Bangkok and perimeter region including Laemchabang. 3) Container and Cargo storage, which PORT provides warehouses for both general cargo and Free Zone Warehouse. The clients compose of various business industries including the world leading luxury car maker and the world leading e-commerce. 4) Other related services for instant the freight forwarding business.

More information at https://www.sahathaiterminal.com/

About Mitr Phol Group :

Mitr Phol Group is the world’s third largest and Thailand’s largest sugar producer with
16 sugar mills, 8 power plants and 4 ethanol distilleries, contracting 143,000 farmers across Thailand, Laos, China and Australia. It is also Asia’s largest bio-energy producer and has a business in wood substitute materials, fertilizers and agriculture-related logistics. For logistics business, Mitr Phol Group has two commodities terminals in Thailand. Both terminals export 3.3 million tons of sugar, or around 36% market share of the Thai sugar export.

More information on Mitr Phol can be found at www.mitrphol.com

“ไทคอน” ย้ำภาพผู้นำการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อการอุตสาหกรรม สยายปีกธุรกิจ ผนึกพันธมิตรยักษ์ใหญ่ “สหไทย เทอร์มินอล”

เตรียมเปิดโลจิสติกส์พาร์คบนพื้นที่เชิงกลยุทธ์แห่งใหม่ รองรับดีมานด์ตลาดอี-คอมเมิร์ซ ที่เติบโตในยุคดิจิทัล

“ไทคอน” ผู้นำการให้บริการสมาร์ทแพลตฟอร์มด้านอสังหาริมทรัพย์เพื่อการอุตสาหกรรม ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างขออนุมัติการเปลี่ยนชื่อบริษัทใหม่ภายใต้ชื่อ บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เร่งเครื่องขยายธุรกิจตามแผนกลยุทธ์ ลงนามสัญญาร่วมทุนกับพันธมิตร (Strategic Partner) “สหไทย เทอร์มินอล” ผู้นำการให้บริการท่าเรือและโลจิสติกส์แบบครบวงจรของประเทศไทย จัดตั้งบริษัท บางกอก โลจิสติกส์ พาร์ค จำกัด (Bangkok Logistics Park) เพื่อลงทุน พัฒนา และบริหารโครงการโลจิสติกส์พาร์ค และศูนย์กระจายสินค้าบนพื้นที่กว่า 50 ไร่ ในเขตพื้นที่ขอบเมืองกรุงเทพมหานคร รองรับความต้องการของลูกค้าทั้งสองพันธมิตร อันได้แก่ ผู้ประกอบการในกลุ่มอี-คอมเมิร์ซ โลจิสติกส์ และผู้ประกอบการขนส่งสินค้า (Shipping) ที่มีการเติบโตแบบก้าวกระโดดสอดรับเทรนด์ธุรกิจยุคดิจิทัล มั่นใจช่วยเสริมศักยภาพการแข่งขัน ผลักดันให้การร่วมมือกันในครั้งนี้ เติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง

นายโสภณ ราชรักษา ผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ไทคอน อินดัสเทรียล คอนเน็คชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ไทคอน เปิดเผยว่า “ธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ (E-commerce) และธุรกิจขนส่งต่างๆ กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ความต้องการพื้นที่จัดเก็บ และกระจายสินค้าในบริเวณใกล้เมืองเพิ่มสูงขึ้น บริษัทฯ เล็งเห็นโอกาสในการขยายธุรกิจคลังสินค้าที่สอดรับกับแนวโน้มเศรษฐกิจ จึงได้ร่วมลงทุนเพื่อพัฒนาและบริหารศูนย์โลจิสติกส์พาร์คแห่งล่าสุด ซึ่งจะเป็นความร่วมมือระหว่าง บริษัท ไทคอน อินดัสเทรียล คอนเน็คชั่น จำกัด (มหาชน) และ บริษัท สหไทย เทอร์มินอล จำกัด (มหาชน)
ในสัดส่วนการลงทุน 75-25 เพื่อจัดตั้ง บริษัท บางกอก โลจิสติกส์ พาร์ค จำกัด (Bangkok Logistics Park) เดินหน้าต่อยอดธุรกิจพัฒนาศูนย์กระจายสินค้าเพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันพร้อมส่งมอบบริการแบบครบวงจร”

“ความร่วมมือในครั้งนี้นับเป็นมิติใหม่ของธุรกิจการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เพื่อการอุตสาหกรรมเพราะเป็นการผสานความแข็งแกร่งของทั้งสองพันธมิตรยักษ์ใหญ่จากสองธุรกิจเข้าด้วยกัน โดยบริษัทฯ ซึ่งจะรับผิดชอบในการพัฒนาโลจิสติกส์พาร์ค คลังสินค้าคุณภาพสูง และการบริหารจัดการที่ทันสมัย ประสานกับความแข็งแกร่งของสหไทย เทอร์มินอล ผู้นำการให้บริการท่าเรือ และโลจิสติกส์แบบครบวงจร เพื่อร่วมกันพัฒนาโลจิสติกส์พาร์ค และศูนย์กระจายสินค้าในพื้นที่เชิงกลยุทธ์แห่งใหม่บริเวณขอบเมืองกรุงเทพมหานคร ซึ่งจะสามารถพัฒนาเป็นพื้นที่สำหรับจัดเก็บสินค้าได้รวมกว่า 40,000 ตารางเมตร โดยคาดว่าจะเริ่มดำเนินการพัฒนาพื้นที่ภายในไตรมาสที่สามของปี 2562 นับเป็นการต่อยอดธุรกิจของทั้งสองพันธมิตรเพื่อนำเสนอโซลูชั่น และบริการที่ครบวงจรเพิ่มเติมให้กับลูกค้าของทั้งสองบริษัทได้มากที่สุด บริษัทฯ มั่นใจว่าความร่วมมือดังกล่าวจะเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และผลักดันให้อุตสาหกรรมโลจิสติกส์ไทยเติบโตขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ” นายโสภณ กล่าวเพิ่มเติม

นางเสาวคุณ ครุจิตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สหไทย เทอร์มินอล จำกัด (มหาชน) หรือ สหไทย เทอร์มินอล กล่าวว่า “ปัจจุบัน บริษัท สหไทย เทอร์มินอล มีพื้นที่ให้บริการรวมกว่า 315,200 ตารางเมตร ประกอบด้วยท่าเทียบเรือเชิงพาณิชย์ พื้นที่ซ่อมบำรุงตู้คอนเทนเนอร์ สำนักงานศุลกากรภายในพื้นที่ท่าเรือ และมีเครื่องมือประจำท่าเรือสำหรับยกขนสินค้าทุกรูปแบบ พร้อมนำเสนอบริการที่ยืดหยุ่นตามความต้องการของลูกค้าด้วยระบบโซลูชั่นที่ทันสมัย ได้มาตรฐานระดับสากล และมีนโยบายในการต่อยอดธุรกิจเพื่อมอบบริการที่ครอบคลุมและครบวงจรอยู่เสมอ ซึ่งการร่วมมือกับไทคอนจะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งด้านเครือข่ายในการดำเนินธุรกิจให้กับบริษัท การจัดตั้งบริษัทร่วมทุนในครั้งนี้จึงนับเป็นการขยายธุรกิจ และพันธมิตรทางธุรกิจที่เสริมสร้างศักยภาพในการแข่งขัน และมอบบริการที่ตอบโจทย์ลูกค้าได้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น”

 

เกี่ยวกับ บริษัท ไทคอน อินดัสเทรียล คอนเน็คชั่น จำกัด (มหาชน)

บริษัท ไทคอน อินดัสเทรียล คอนเน็คชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TICON ผู้นำการให้บริการสมาร์ทแพลตฟอร์มด้านอสังหาริมทรัพย์เพื่อการอุตสาหกรรม ซึ่งขณะนี้บริษัทอยู่ในระหว่างขออนุมัติการเปลี่ยนชื่อบริษัทใหม่เพื่อดำเนินธุรกิจภายใต้ชื่อ บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) มุ่งมั่นพัฒนา และต่อยอดธุรกิจเพื่อตอบความต้องการของลูกค้าในโลกอุตสาหกรรม 4.0 ประกอบด้วยธุรกิจภายใต้การดำเนินงาน 3 กลุ่ม ได้แก่ “กลุ่มอสังหาริมทรัพย์เพื่อการอุตสาหกรรม” ดำเนินธุรกิจในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อการอุตสาหกรรมแบบครบวงจร ปัจุบันมีพื้นที่โรงงาน และคลังสินค้าภายใต้การบริหารจัดการรวมทั้งสิ้นกว่า 2.7 ล้านตารางเมตร บนทำเลที่ตั้งยุทธศาสตร์กว่า 50 แห่งทั่วประเทศ โรงงาน และคลังสินค้าของกลุ่มบริษัทไทคอนมีทั้งแบบพร้อมใช้ (Ready-Built) และสร้างตามความต้องการของลูกค้า (Built-to-Suit) โดยมีบริษัท ไทคอน โลจิสติคส์ พาร์ค จำกัด หรือ TPARK เป็นบริษัทในกลุ่มที่เริ่มดำเนินธุรกิจพัฒนา โลจิสติกส์พาร์ครายแรกในประเทศไทย ขณะเดียวกันไทคอนเริ่มขยายธุรกิจการพัฒนาอาคารอุตสาหกรรมในต่างประเทศ โดยในปี 2558 ไทคอนได้ขยายการลงทุนไปยังประเทศอินโดนีเซียเป็นประเทศแรก “กลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์” ซึ่งได้จับมือพันธมิตรระดับโลกอย่างเอสทีที จีดีซี บริษัทชั้นนำด้านการให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์จากสิงคโปร์ รุกตลาดดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศไทย และ “กลุ่มสมาร์ทโซลูชั่น” ที่ผนึกพันธมิตรอย่างจัสท์โค ผู้ให้บริการโคเวิร์กกิ้งสเปซอันดับหนึ่งจากประเทศสิงคโปร์ เพื่อเพิ่มการให้บริการแก่ลูกค้าของไทคอนอย่างครบวงจรมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ กลุ่มบริษัทไทคอนยังได้จัดตั้งกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ และสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ไทคอน (TREIT) โดยมี บริษัท ไทคอน แมนเนจเม้นท์ จำกัด หรือ TMAN เป็นผู้จัดการกองทรัสต์ ปัจจุบัน TREIT เป็นกองทรัสต์อุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยด้วยมูลค่าทรัพย์สินกว่า 35,000 ล้านบาท ข้อมูลเพิ่มเติม โปรดดู  www.ticon.co.th

เกี่ยวกับ บริษัท สหไทย เทอร์มินอล จำกัด (มหาชน)

บริษัท สหไทย เทอร์มินอล จำกัด (มหาชน) หรือ PORT ผู้นำการให้บริการท่าเรือ และโลจิสติกส์แบบครบวงจรของประเทศไทย เริ่มเปิดดำเนินการตั้งแต่ปี พ.ศ. 2550 โดยบริษัทฯ มีพื้นที่ให้ปฏิบัติการรวมกว่า 315, 200 ตารางเมตร ประกอบด้วยพื้นที่ซ่อมบำรุงตู้คอนเทนเนอร์ สำนักงานศุลกากรภายในพื้นที่ท่าเรือ และมีเครื่องมือประจำท่าเรือสำหรับยกขนสินค้าอย่างครบวงจร มีบริการที่ยืดหยุ่นตามความต้องการของลูกค้า มีระบบโซลูชั่นที่ทันสมัย และมีมาตรฐานระดับสากล ทั้งยังมีทีมบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญคอยให้บริการในทุกระบบ นอกเหนือจากธุรกิจหลักด้านการให้บริการท่าเทียบเรือแล้ว
สหไทย เทอร์มินอล ยังมุ่งต่อยอดธุรกิจและโซลูชั่นเพื่อเสริมบริการที่ครอบคลุม และตอบสนองทุกความต้องการของลูกค้า  ตลอดจนผลักดันให้ธุรกิจเติบโตอย่างต่อเนื่อง ก้าวสู่การเป็นผู้ให้บริการโลจิสติกส์ที่ครบครันยิ่งขึ้น ข้อมูลเพิ่มเติม โปรดดู  www.sahathaiterminal.com

 

____________________

 

TICON” Reaffirms as Leading Industrial-Property Developer by Expanding Business Partnership with “Sahathai Terminal”

To Set Up New Logistics Park for Growing E-Commerce Demand in Digital Age

Bangkok - TICON Industrial Connection Plc.(TICON), the leading provider of smart industrial platform, which will be renamed Frasers Property (Thailand) Plc., has now actively expanded its business in line with its strategy. In the latest development, TICON and its strategic partner Sahathai Terminal Public Company Limited (Sahathai Terminal), which is Thailand’s leading provider of comprehensive port and logistics services, have signed an agreement to jointly establish Bangkok Logistics Park Company Limited for the investment, development and management of a logistics park and distribution center of over 50 rai of land with close proximity to Bangkok. The partnership seeks to respond to the needs of our alliances’ customers and entrepreneurs in e-commerce, logistics, and shipping industries. With these industries growing significantly in the digital age, TICON is confident that this business partnership will prosper solidly.

Mr. Sopon Racharaksa, President of TICON Industrial Connection Plc. (TICON), reveals that the e-commerce and shipping industries have been growing significantly which results in the increasing demand for warehouse storage and distribution center. Recognizing the trend as opportunity, TICON and Sahathai Terminal had agreed to partner in the joint venture company, Bangkok Logistics Park, with the investment ratio of 75-25. This collaboration will increase the competitiveness of both parties and enable to deliver comprehensive services that meet the needs of our customers.

“The partnership creates a new dimension of industrial property development through the powerful synergy, combining the strengths of two alliances from two different businesses. TICON will lead the development of the logistics park and warehouses that will demonstrate high building quality standards and excellent property management Sahathai Terminal, meanwhile, will provide total solutions in shipping and terminal management for the logistics park and distribution center that located near Bangkok. Upon completion of the development, the net lettable space is anticipated more than 40,000 square meters. The construction is expected to be commenced in the third quarter of 2019. This project promises to build up further successes for our existing businesses as all partners will then be able to offer the most comprehensive services and solutions to customers across industries. We are confidence that our collaboration with Sahathai Terminal will also increase Thai logistics industry’s competitiveness and efficiently drive its growth” Mr. Sopon continues.

Mrs. Sauwakun Karuchit, Chief Executive Officer of Sahathai Terminal Public Company Limited (Sahathai Terminal) says, “Our terminal has presently spanned over 315,200 square meters and consists of a container maintenance and repair facility, on site customs clearance as well as the full complement of marine terminal equipment. We are well ready to cater to customers’ different needs with modern solutions and services that are in line with international standards, and set policy to constantly develop business for rendering the most comprehensive services possible. Being partner with TICON, we trust that this collaboration will complement our business network and expansion while strengthening our competitiveness and capability to provide wider ranges of services to our customers.” 

 

About TICON Industrial Connection Plc.

TICON Industrial Connection Plc. (TICON), which will be renamed to Frasers Property (Thailand) Plc., the leading provider of smart industrial platform, is committed to deliver end-to-end solutions of industrial and logistic park development that meets the requirement of customers in the Industrial 4.0 business environment.

TICON presently operates under three business groups. The Industrial Property Group provides integrated development of industrial properties with a strong portfolio of factory and warehouse of over 2.7 million square meters under management in more than 50 strategic locations nationwide. Factory and logistic park offered by TICON encompass both ready-built and built-to-suit facilities. The subsidiary, TICON Logistics Park Co., Ltd (TPARK) is the first developer and operator of logistics parks in Thailand. To expand its industrial properties development overseas, TICON entered into Indonesia in 2015 as its first investment destination outside Thailand.

Two other business groups under TICON are “Data-Center”, which TICON partners with Singapore-based and world-class data centre provider STT GDC to develop the first large-scale data centre facility located in the heart of Bangkok; and “Smart Solutions” that TICON partners with Southeast Asia’s largest premium co-working space provider JustCo to operate co-working business in Thailand. These new partnerships will enable TICON to expand the new paradigm of services to the customers.

In addition, TICON has established TICON Freehold & Leasehold Real Estate Investment Trust (TREIT), with its subsidiary TICON Management Co., Ltd. (TMAN) as the REIT manager. TREIT is currently the largest Industrial REIT in Thailand with total asset value of over 35 billion baht.

For more information, please visit www.ticon.co.th

ABOUT Sahathai Terminal Public Company Limited

Sahathai Terminal Public Company Limited (PORT) is Thailand’s leading provider of comprehensive port and logistics services. Established in 2007, the port has now operated its services over 315,200 square meters of area. Its facilities include container maintenance and repair facility, on site customs clearance and the full complement of marine terminal equipment. All the services are provided with great flexibility so as to cater to various different needs of customers. The firm presents not just modern solutions but also international standards, with expert staff on hand to support customers in all aspects. While Sahathai Terminal has operated a port as its core business, it has pursued further business opportunities and constantly introduced new solutions for the purpose of delivering comprehensive services to customers. The ultimate goals are to achieve continued business growth and establish itself as a total logistics solution provider.

For more information, please visit www.sahathaiterminal.com

วี พร็อพเพอร์ตี้ฯ ส่งโครงการ “เวอร์เทียร์ สุขุมวิท” ลงตลาดคอนโดนิเนียม Luxury ติดสถานีรถไฟฟ้าพระโขนง

“สุขุมวิท” ถนนเส้นนี้ได้ชื่อว่าเป็นถนนที่สะท้อนถึงความทันสมัย แหล่งรวมไลฟ์สไตล์ ชาวต่างชาติรู้จัก ถือว่าเป็นทำเลที่ต้องจับตามองตลอดเวลาในช่วงหลายปีที่ผ่านมามีการเปลี่ยนแปลงอย่างก้าวกระโดด โดยเฉพาะย่านใจกลางสุขุมวิทอย่างพระโขนงแห่งนี้ โดยภาพรวมการพัฒนาของวงการอสังหาริมทรัพย์ ในปัจจุบันพบว่า ที่อยู่อาศัยประเภทคอนโดมิเนียมนั้นเกิดขึ้นเป็นจำนวนมากเช่นเดียวกับความต้องการ (demand) ของผู้ซื้อที่ขยับเพิ่มขึ้นตามอย่างต่อเนื่องตามแนวรถไฟฟ้า มีการขยายการพัฒนาออกไปจากบริเวณใจกลางสุขุมวิทอย่าง อโศก พร้อมพงษ์ ทองหล่อ เอกมัยไปสู่ “พระโขนง” ทำเลกึ่งกลางที่อดีตเคยถูกมองข้าม แต่วันนี้... ย่านพระโขนง กำลังก้าวสู่บริบทความเป็นเมืองใหม่ที่สมบูรณ์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเดินทาง เรื่องของไลฟ์สไตล์ สิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน

...และที่นี่ทำเลพระโขนงมีคอนโดมิเนียมโครงการใหม่ ที่มีความน่าสนใจไม่แพ้ทำเลเอกมัย และทองหล่อ เหนือกว่าด้วยที่ตั้งโครงการที่ติดสถานีรถไฟฟ้า ด้วยราคาเปิดตัวที่น่าสนใจนั่นก็คือ โครงการ “เวอร์เทียร์ สุขุมวิท” (Vertier Sukhumvit ) คอนโดมิเนียมระดับ Luxury ติดสถานีรถไฟฟ้า เปิดตัวใหม่ล่าสุดในทำเลดังกล่าว ที่ บริษัท วี พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (V Property) บริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่ได้กำหนดยุทธศาสตร์เน้นพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยเฉพาะทำเลศักยภาพ เเละเน้นการพัฒนาที่ดินเฉพาะแปลงที่หายากเท่านั้นอย่างเช่น บริเวณรถไฟฟ้าสายสีเขียว หรือ สายสุขุมวิทเป็นหลัก ตั้งใจพัฒนาโครงการโดยเน้นจุดเด่นของทำเล และราคาที่สมเหตุสมผล

 

นายพรชัย เลิศอนันต์โชค ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) บริษัท วี พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด หรือ V Property กล่าวว่า Mid Sukhumvit เป็น จุดศูนย์กลางแห่งการเชื่อมต่อถนนหลักที่สำคัญ เข้าสู่ใจกลางย่านธุรกิจชื่อดังมากมายของถนนสุขุมวิทตอนกลางกับตอนปลาย ที่สามารถเชื่อมไปสู่ทำเลอื่นด้วยถนนเส้นสำคัญๆ ไม่ว่าเป็นสุขุมวิท 71 ที่เชื่อมไปยังถนนเพชรบุรี ถนนรามคำแหง ถนนพัฒนาการ หรือพระราม 9 หรือหากวิ่งเส้นพระราม 4 ก็เข้าสู่ถนนสีลม สาทรได้ และที่สำคัญยังเป็นจุดเชื่อมต่อโครงการรถไฟฟ้าสายสีเทาในอนาคต

ด้วยศักยภาพของทำเลใจกลางสุขุมวิทที่มี Demand สูงขึ้นต่อเนื่องทุกปี บริษัทฯจึงเลือกทำเลติด BTS สถานีพระโขนง ลงทุนพัฒนาโครงการ เวอร์เทียร์ สุขุมวิท เป็นคอนโดมิเนียม ไฮไรส์ 31 ชั้น 1 อาคาร พร้อมที่จอดรถอัจฉริยะ ทั้งอาคารมีห้องพักอาศัยทั้งสิ้น 227 ยูนิตรวมมูลค่า 1.8 พันล้านบาท กำหนดราคาขายเริ่ม 180,000 บาทต่อตารางเมตร แบ่งชั้นพักอาศัยตั้งแต่ชั้น 4-28 ชั้นส่วนกลางอยู่ชั้น 1-3 และชั้น 29-30 ตั้งอยู่บนที่ดินกว่า 1 ไร่ ติดรถไฟฟ้า BTS สถานีพระโขนง ใกล้กับจุดเชื่อมต่อโครงการรถไฟฟ้าสายสีเทา (วัชรพล-พระโขนง-สะพานพระราม 9-ท่าพระ) ในอนาคตด้วย เดินทางด้วยรถยนต์ก็สะดวกเพราะที่ตั้งโครงการอยู่ใกล้กับทางพิเศษเฉลิมมหานคร และทางพิเศษฉลองรัช โครงการมีกำหนดก่อสร้างแล้วเสร็จไตรมาส 2 ปี 2564 (ค.ศ.2021)

โครงการ เวอร์เทียร์ สุขุมวิท ถูกออกแบบภายใต้คอนเซ็ปต์ “RARE COLLECTIBLE LOCATION” เป็นแนวคิดการพัฒนาที่พักอาศัย บนทำเลที่หายากและน้อยคนนักที่จะได้เป็นเจ้าของคอนโดมิเนียมหรู ทำเลติดถนนสุขุมวิทและสถานีรถไฟฟ้าใจกลางเมือง ผสานการออกแบบเน้นความเป็นส่วนตัวสูง และความสะดวกสบายของผู้พักอาศัยทั้งเรื่องการเดินทาง ตอบสนองไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ที่ต้องการเลือกใช้ชีวิตแบบคนเมืองอย่างแท้จริง รายละเอียดห้องชุดมีดังนี้

  • แบบ 1 ห้องนอน ขนาด 28 – 42 ตร.ม. จำนวน 183 ยูนิต
  • แบบ 2 ห้องนอน ขนาด 48 – 52 ตร.ม. จำนวน 38 ยูนิต
  • แบบ 3 ห้องนอน ขนาด 86 ตร.ม.จำนวน 6 ยูนิต (สามารถจดทะเบียนบริษัทได้)

สำหรับพื้นที่ส่วนกลางเน้นตกแต่งด้วยวัสดุพรีเมียม และมีสไตล์โดดเด่นสะท้อนเอกลักษณ์ของผู้อยู่อาศัย ประกอบไปด้วย Atelier Lobby Lounge, Business Meeting Lounge, Sky Aquarium Pool, Jacuzzi และ Pool Terrace, Vertical Oasis & Pinnacle Pavilion, Crystal Fitness เป็นต้น และด้วยจำนวนยูนิตพักอาศัยที่น้อยเพียง 6-10 ห้อง ต่อ 1 ชั้น อีกทั้งโครงการยังออกแบบให้ทุกยูนิตเป็นแบบ “Single  Loaded Corridor หรือไม่มีห้องตรงข้าม” เพื่อเน้นความเป็นส่วนตัวที่สมบูรณ์แบบให้แก่ผู้ที่ได้ครอบครองห้องชุด ซึ่งโครงการให้ความสำคัญเป็นพิเศษ

ด้วยศักยภาพของทำเลและการออกแบบโครงการ ที่ใส่ใจทุกรายละเอียดเน้นความเรียบหรู และการใช้งานได้อย่างลงตัว ทำให้ลูกค้าส่วนหนึ่งมาจากฐานลูกค้าเก่าที่มี Brand Loyalty กับ V Property และอีกส่วนหนึ่งเป็นลูกค้าใหม่ซึ่งก็มีลูกค้าทั้งชาวไทยและต่างชาติ “ผมมั่นใจว่า โครงการ เวอร์เทียร์ แค่คุณได้เป็นเจ้าของก็ถือว่าคุ้มค่าที่สุดแล้ว ทำเลติดสถานีแบบนี้ถือว่าหายากมาก ที่สำคัญราคาสมเหตุสมผล เมื่อเทียบกับโครงการเปิดใหม่ๆเมื่อปีที่ผ่านมา” นายพรชัย เลิศอนันต์โชค CEO บริษัท วี พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด กล่าว

ในวันที่ 16-17 ก.พ.นี้ โครงการ เวอร์เทียร์ สุขุมวิท จัดงาน Exclusive Pre-Sales พร้อมเปิดให้จองห้องภายในงาน ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนรับส่วนลด 500,000 บาท ได้ที่ www.vertierbangkok.com หรือเข้าชมโครงการ ณ Vertier Sales Gallery รถไฟฟ้าสถานีพระโขนงทางออกประตู 2 เพียง 50 เมตร

อนันดาฯ มอบบ้านพักอาศัยแก่ผู้ด้อยโอกาส โครงการ “Give Homes Give Hugs @ Kanchanaburi ปีที่ 2”

คุณชานนท์ เรืองกฤตยา (ที่ 5 จากขวา) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ นายทิโมธี โล็ค (ที่ 1 จากซ้าย) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิที่อยู่อาศัย (ประเทศไทย) (Habitat for Humanity Thailand) พร้อมด้วยคณะผู้บริหารของบริษัทฯ และทีมงานจากพันธมิตรจากบริษัทออกแบบและรับเหมาก่อสร้าง (MARU) ส่งมอบบ้านพักอาศัยให้แก่ผู้ด้อยโอกาส จำนวน 15 หลัง เป็นไปตามแผนการดำเนินงานที่วางไว้ ณ ต.หลุมรัง อ.บ่อพลอย จังหวัดกาญจนบุรี ในโครงการ “Give Homes Give Hugs ปีที่ 2” @ Kanchanaburi

ภายใต้แนวคิดที่ต้องการแบ่งปันความสุขด้านปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิต อีกทั้งยังสนับสนุนให้ประชาชนคนไทยทุกคนมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง ด้วยความตั้งใจที่จะร่วมพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้คนในสังคมให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยโครงการดังกล่าวเป็นโครงการต่อเนื่องระยะเวลา 3 ปี เพื่อสนับสนุนเงินทุนและกำลังอาสาสมัครจัดสร้างบ้านพักอาศัย ให้ผู้ด้อยโอกาสในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรีปีละ 15 หลัง รวมทั้งหมด 45 หลัง

กลุ่มบริษัทภิรัชบุรี ร่วมบริจาคสมทบทุนให้แก่มูลนิธิสายใจไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ หลังประสบความสำเร็จใน งานวิ่ง “BITEC Half Marathon 2019” ปีที่ 7

คุณปิติภัทร บุรี (2 จากซ้าย) กรรมการผู้จัดการ บริษัท ภิรัชแมนเนจเม้นท์ จำกัด, คุณ ปนิษฐา บุรี (กลาง) กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไบเทคแมนเนจเม้นท์ จำกัด และ คุณสโรชา บุรี (1 จากซ้าย) รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายการเงิน บริษัท ภิรัชบุรี โฮลดิ้ง จำกัด จัดงาน “BITEC Half Marathon 2019”  The Heart Runners: วิ่งด้วยใจ...ให้ด้วยรัก ซึ่งจัดต่อเนื่องกันเป็นปีที่ 7 เพื่อส่งเสริมความสำคัญของการดูแลสุขภาพ รวมถึงนักวิ่งที่ร่วมงานยังได้ร่วมสมทบทุนเพื่อบริจาคเงินให้แก่ มูลนิธิสายใจไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยงานวิ่งประจำปีในครั้งนี้ มีผู้สนใจทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเข้าร่วมกว่า 7,000 คน โดยแบ่งระยะการแข่งขันออกเป็น ฮาล์ฟมาราธอน 21.1 กิโลเมตร, มินิมาราธอน 10 กิโลเมตร และ ไมโครมาราธอน 5 กิโลเมตร จัดขึ้นที่ ไบเทค เมื่อเร็วๆ นี้

ECF เดินหน้าซื้อกิจการยักษ์ใหญ่ IT “S-TREK” เข้าถือหุ้น 51 % บอร์ดไฟเขียวปรับเงื่อนไข
'สวอปหุ้น' ชำระราคาลอตแรกที่ 5 บาท เตรียมขออนุมัติผู้ถือหุ้น 5 เมษา 62 เตรียมขึ้นแท่นขยายธุรกิจไอที

นายอารักษ์ สุขสวัสดิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อีสต์โคสท์เฟอร์นิเทค จำกัด (มหาชน) (ECF) เปิดเผยว่า ปัจจุบันบริษัทฯ อยู่ระหว่างการเตรียมงานร่วมกับ S-TREK ตามแผนงานที่กำหนดไว้ เตรียมเสนอวาระการพิจารณาเข้าลงทุนในหุ้น S-TREK ต่อที่ประชุมผู้ถือหุ้น และรอรายงานให้ความเห็นต่อการเข้าลงทุนซึ่งอยู่ระหว่างการจัดทำโดยที่ปรึกษาทางการเงินอิสระ

ทั้งนี้ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ ได้มีมติพิจารณาอนุมัติปรับเงื่อนไขการเข้าลงทุนในหุ้น S-TREK เมื่อวันที่ 16 ม.ค. 2562  โดยแบ่งการชำระราคาเป็น 2 ส่วน ในมูลค่าลงทุนรวมทั้งหมด 510 ล้านบาท เพื่อให้ได้มาซึ่งหุ้นของ S-TREK ร้อยละ 51

โดยเงื่อนไขที่เปลี่ยนแปลงคือการชำระราคาในส่วนที่ 1 จำนวน 204 ล้านบาท บริษัทฯ จะใช้วิธีการออกหุ้นเพิ่มทุนแบบเฉพาะเจาะจง  เพื่อจ่ายชำระราคาให้กับคุณจิรศักดิ์ฯ ในจำนวน 40.8 ล้านหุ้น ในราคาที่ตกลงร่วมกันแล้ว คือ  หุ้นละ 5 บาท โดยมีราคาถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักย้อนหลัง 7 วันทำการก่อนวันที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯในครั้งนี้ เท่ากับ 2.28 บาท ซึ่งได้ผ่านการพิจารณาอนุมัติจากคณะกรรมการบริษัทฯ และเป็นราคาที่มีการเจรจาต่อรองระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขายเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ในส่วนของหุ้นเพิ่มทุนเพื่อชำระราคาส่วนที่ 1 นี้ จะเสนอต่อที่ประชุมผู้ถือหุ้นวันที่ 5 เมษายน 2562 นี้ คาดว่าการชำระราคาส่วนนี้จะแล้วเสร็จภายในไตรมาสที่ 2 ปี 2562

สำหรับการจ่ายชำระราคาในส่วนที่ 2 ในมูลค่าจำนวน 306 ล้านบาท บริษัทฯ มีเงื่อนไขที่ตกลงร่วมกันกับ S-TREK ว่าจะต้องสร้างผลกำไรสุทธิ (เฉพาะกำไรที่เกิดขึ้นจากการดำเนินธุรกิจปกติด้านไอทีของ S-TREK) สำหรับงบการเงินงวด 12 เดือน ปี 2562 หรือ ปี 2563 หรือปี 2564 หากมีปีใดปีหนึ่ง เข้าเงื่อนไขสามารถสร้างกำไรสุทธิดังกล่าวได้มากกว่า 100 ล้านบาท ECF จะขอพิจารณาอนุมัติจากที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ และที่ประชุมผู้ถือหุ้นเป็นลำดับต่อไป เพื่อพิจารณาการออกหุ้นเพิ่มทุนแบบเฉพาะเจาะจงให้กับ คุณจิรศักดิ์ ในมูลค่าที่เหลืออีกจำนวน 306 ล้านบาท โดยกำหนดหลักการราคาหุ้นที่จะเสนอเพื่อจ่ายชำระราคาเป็นไปตามราคาตลาดของหุ้นของบริษัทฯ ณ ขณะนั้น ตามเงื่อนไขของราคาตลาดที่กำหนดตามเกณฑ์ของตลาดหลักทรัพย์ฯ คาดว่าการชำระราคาส่วนที่สองนี้จะแล้วเสร็จไม่เกินไตรมาสที่ 2 ปี 2565

อนึ่ง จากเหตุการณ์ราคาหุ้นของ ECF ที่ปรับตัวลดลงเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นหลังการพิจารณาอนุมัติของคณะกรรมการบริษัทฯ เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2561 เป็นเรื่องของกลไกราคาตลาดที่ไม่สามารถควบคุมได้ ซึ่งขณะนั้นราคาตลาดของบริษัทฯ ที่ใช้ในการพิจารณาอนุมัติขณะนั้นอยู่ที่ 5.99 บาท ซึ่งมติที่ประชุมคณะกรรมการฯ อนุมัติการออกหุ้นเพื่อชำระราคาให้กับ S-TREK ที่ 7 บาทต่อหุ้น อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ได้พิจารณาเพื่อให้การเข้าซื้อกิจการดำเนินไปได้แผนงานที่วางไว้ ECF และเพื่อให้เกิดความยุติธรรมต่อผู้ขาย คือ คุณจิรศักดิ์ ในฐานะผู้ขายและผู้ถือหุ้นใหญ่ของ S-TREK บริษัทฯ จึงขอพิจารณาอนุมัติจากที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ ใหม่อีกครั้ง โดยในครั้งนี้ ราคาตลาดของบริษัทฯ ที่ใช้ในการพิจารณาอนุมัติอยู่ที่ 2.28 บาท ซึ่งมติที่ประชุมคณะกรรมการฯ อนุมัติการออกหุ้นเพื่อชำระราคาให้กับ S-TREK ที่ 5 บาทต่อหุ้น ในจำนวน 40.8 ล้านหุ้น สำหรับการจ่ายชำระราคาในส่วนที่ 1

สำหรับการเข้าซื้อกิจการในครั้งนี้ บริษัทคาดว่าจะสามารถรับรู้รายได้และส่วนแบ่งกำไรทันทีในปี 2562 โดยในปี 2560 ที่ผ่านมา STREK มีรายได้รวมประมาณ 4,848 ล้านบาท ดังนั้นการเข้าซื้อกิจการในครั้งนี้ จึงถือเป็นกลยุทธ์สำคัญในการสร้างการเติบโต โดยจะส่งผลต่อตัวเลขการดำเนินงานของ ECF อย่างมีนัยสำคัญ นายอารักษ์ กล่าว

บริษัท เอสเทรค (ประเทศไทย) จำกัด (“S-TREK”) เป็นผู้ดำเนินธุรกิจด้าน IT Solution ในการเป็นผู้จัดจำหน่ายสินค้าไอที ให้กับบริษัทชั้นนำระดับโลก มายาวนานกว่า 30 ปี รวมถึงมีช่องทางการจัดจำหน่ายที่ครอบคลุมทั่วประเทศไทย โดยมีผลิตภัณฑ์พร้อมจำหน่ายมากกว่า 5,000 รายการ และมีกลุ่มลูกค้าทั้งในกรุงเทพมหานครและทั่วประเทศไทย มากกว่า 4,000 ร้านค้า 

ดร.ภวัฒน์ วิทูรปกรณ์ มอบรายได้จากการจำหน่ายหนังสือ “เส้นทางแห่งตะวัน นวัตกรรมนำชีวิต” แก่มูลนิธิศูนย์พัฒนาและฝึกอบรมคนพิการแห่งเอเชียและแปซิฟิก

ดร.ภวัฒน์ วิทูรปกรณ์ (ที่ 2 จากขวา) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อีสเทิร์นโพลีเมอร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ EPG และ บริษัท วิทูรปกรณ์โฮลดิ้งส์ จำกัด นำรายจากการจำหน่ายหนังสือ “เส้นทางแห่งตะวัน นวัตกรรมนำชีวิต" ชุดแรก และร่วมสมทบทุนส่วนตัวเพิ่มเติม รวมทั้งสิ้น 700,000 บาท มอบให้แก่ มูลนิธิศูนย์พัฒนาและฝึกอบรมคนพิการแห่งเอเชียและแปซิฟิก ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อใช้สร้างห้องเรียนทำขนมในการประกอบอาชีพ ณ บริษัท อีสเทิร์นโพลีเมอร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กรุงเทพฯ เมื่อเร็วๆ นี้

พรูเด็นเชียล ประกันชีวิต ฉีกกรอบพร้อมผุดแคมเปญการตลาดใหม่ล่าสุด

หวังเจาะอินไซด์ผู้บริโภค พัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตรงใจคนยุคใหม่

บริษัท พรูเด็นเชียล ประกันชีวิต (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดตัวแคมเปญใหม่ต้อนรับปี 2562 “ประกัน...สำหรับคนไม่ชอบประกัน” มุ่งเจาะอินไซด์ผู้บริโภคยุคใหม่ พร้อมสร้างทัศนคติที่ดีต่อความสำคัญของประกันชีวิตให้แก่คนไทย

มร. อามัน คาพัว ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานบริหารลูกค้าและการตลาด พรูเด็นเชียล ประกันชีวิต กล่าวว่า “เพื่อแสดงถึงวิสัยทัศน์และกลยุทธ์ของบริษัทฯ ในการเป็นผู้ให้บริการประกันชีวิตอันน่าเชื่อถือและมีผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุมทุกความต้องการของลูกค้า บริษัทฯ จึงเริ่มฉีกกรอบด้วยแคมเปญ “ประกัน...สำหรับคนไม่ชอบประกัน” ที่แตกต่างไปจากแนวคิดเดิมๆ โดยมุ่งกระตุ้นให้ผู้คนมี ความตื่นตัวและมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นเพื่อนำไปพัฒนาบริการและผลิตภัณฑ์ประกัน พร้อมสร้างทัศนคติที่ดีต่อการประกันชีวิต ซึ่งทุกคนสามารถร่วมแสดงความคิดเห็นได้ที่ https://www.prudentialthai.com/whyyoudontlikeinsurance.”

“แคมเปญดังกล่าวจะทำให้เราได้รับข้อมูลและความคิดเห็นที่แท้จริงจากลูกค้า เพื่อนำไปเป็นส่วหนึ่งของการพัฒนาผลิตภัณฑ์ประกันต่อไป ทั้งยังถือเป็นการตอกย้ำว่าเราพร้อมที่จะรับฟังและนำเสนอ ความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตที่ตรงกับความต้องการของลูกค้าอยู่เสมอ” มร.อามัน กล่าวเพิ่มเติม

ทีเซอร์นี้นับเป็นช่วงแรกของแคมเปญเท่านั้น โดยแคมเปญฉบับเต็มจะเปิดตัวในช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์นี้ ทุกท่านสามารถรอชมได้เร็วๆ นี้แน่นอน!

ร่วมแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการประกันชีวิตที่พรูเด็นเชียล ประกันชีวิต และร่วมเป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญ “ประกัน...สำหรับคนไม่ชอบประกัน” ได้ตั้งแต่วันนี้ถึง 17 กุมภาพันธ์นี้ เพียงคลิก https://www.prudentialthai.com/whyyoudontlikeinsurance ทุกความคิดเห็นจะเก็บรักษาไว้เป็นความลับเพื่อความปลอดภัยของข้อมูลท่าน สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมสามารถสอบถามข้อมูลได้ที่ศูนย์บริการลูกค้า พรูเด็นเชียล ประกันชีวิต โทร. 1621

บลจ.ไทยพาณิชย์ จ่ายปันผล LTF 3 กองรวด SCBLT1 - SCBLT4 - SCBLTT มูลค่ารวมกว่า 208 ล้านบาท

นายณรงค์ศักดิ์ ปลอดมีชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนไทยพาณิชย์ จำกัด เปิดเผยว่า บลจ.ไทยพาณิชย์เตรียมจ่ายเงินปันผลกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) จำนวน 3 กองทุน สำหรับผลการดำเนินงานระหว่างวันที่ 1 กรกฎาคม 2561 - วันที่ 31 ธันวาคม 2561 รวมมูลค่าประมาณกว่า 208 ล้านบาท โดยจะจ่ายเงินปันผลให้กับผู้ถือหน่วยในวันที่ 18 มกราคม 2562 นี้ ประกอบด้วย

กองทุนเปิดไทยพาณิชย์หุ้นระยะยาวปันผล 70/30 (SCBLT1) ในอัตรา 0.1000 บาทต่อหน่วย ซึ่งการจ่ายปันผลครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ 22 รวมเป็นเงินปันผลจำนวน 4.9750 บาทต่อหน่วย โดยกองทุนนี้เน้นลงทุนหุ้นที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ที่มีนโยบายหรือมีการจ่ายปันผลอยางสม่ำเสมอ เฉลี่ยในปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 65 และไม่เกินร้อยละ 70 ของมูลค่าทรัพย์สินของกองทุนรวม

กองทุนเปิดไทยพาณิชย์หุ้นระยะยาวอินเตอร์ (SCBLT4) อัตรา 0.1000 บาทต่อหน่วย โดยการจ่ายปันผลครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ 14 รวมเป็นเงินปันผลจำนวน 3.0200 บาทต่อหน่วย มีนโยบายเน้นลงทุนในหุ้นสามัญที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ที่มีพื้นฐานดี มั่นคง มีแนวโน้มเจริญเติบโตสูงไม่น้อยกว่าร้อยละ 65 ของมูลค่าทรัพย์สินของกองทุนรวม และมีนโยบายลงทุนในต่างประเทศไม่เกินกว่าร้อยละ 35 ของมูลค่าทรัพย์สินของกองทุนรวม

และกองทุนเปิดไทยพาณิชย์หุ้นระยะยาวทาร์เก็ต (SCBLTT) ในอัตรา 0.1000 บาทต่อหน่วย ซึ่งการจ่ายปันผลครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ 17 รวมเป็นเงินปันผลจำนวน 4.0600 บาทต่อหน่วย เน้นลงทุนในหุ้นสามัญที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ที่มีพื้นฐานดี มั่นคง และมีแนวโน้มเจริญเติบโตสูง ไม่น้อยกว่าร้อยละ 65 ของมูลค่าทรัพย์สินของกองทุนรวม

ทั้งนี้ บลจ.ไทยพาณิชย์ มองภาพรวมตลาดหุ้นไทยในไตรมาสที่ 1 ในปี 2562 นั้น ยังคงมีความผันผวนต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา โดยมีปัจจัยที่ยังส่งผลกระทบต่อการลงทุนส่วนใหญ่ยังมาจากปัจจัยต่างประเทศเป็นหลัก ได้แก่ การเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน ซึ่งต้องใช้เวลา 90 วันถึงจะรู้ผลในช่วงต้นเดือนมีนาคม ทำให้ในระหว่างนี้เศรษฐกิจโลกยังคงชะลอตัวต่อเนื่องและมีโอกาสการปรับลดประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจได้อีก สำหรับสภาพคล่องในเศรษฐกิจโลกมีการปรับตัวลดลงอีกจากการหยุดทำ QE ของยุโรป อย่างไรก็ตามการที่ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (FED) เริ่มออกมาส่งสัญญาณเชิงบวกมากขึ้น อาจจะทำให้ FED มีการเปลี่ยนมุมมองการขึ้นดอกเบี้ย รวมถึงอาจจะชะลอการปรับลดงบดุลของ FED ภายหลังจากที่ตัวเลขเศรษฐกิจเริ่มชะลอตัวลงในช่วงที่ผ่านมา โดยต้องติดตามการประชุมของ FED ในช่วงปลายเดือนมกราคมนี้ ในส่วนของยุโรปนั้นก็ต้องติดตามการเจรจาระหว่างอังกฤษกับอียู (Brexit) ในช่วงปลายเดือนมีนาคมด้วยเช่นกัน

อย่างไรก็ตามปัจจัยบวกที่คาดว่าจะเข้ามาในไตรมาสที่ 1 ที่จะสนับสนุนให้ตลาดหุ้นไทยมีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้น ได้แก่ ตัวเลขนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาประเทศไทยคาดว่าจะมีการฟื้นตัวกลับมาและเติบโตต่อได้ การบริโภคภายในประเทศและการลงทุนของภาครัฐที่ยังมีการขยายตัวต่อเนื่อง โดยเฉพาะการลงทุนในโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor หรือ EEC) ที่จะช่วยให้มีการลงทุนในภาคอุตสาหกรรมต่อเนื่อง

สำหรับการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นในปีนี้ จะเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับการลงทุนของเอกชนทั้งนักลงทุนภายในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งจะทำให้การลงทุนทางตรงที่เพิ่มมากขึ้น รวมถึงการลงทุนผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย นอกจากนี้การที่ FED ออกมามีความกังวลต่อการชะลอตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ และมีโอกาสที่ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อการขึ้นดอกเบี้ยทำให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ มีแนวโน้มอ่อนค่าลงและทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น ซึ่งจะทำให้มีโอกาสที่เม็ดเงินลงทุนจากนักลงทุนต่างประเทศกลับมาลงทุนในตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) และตลาดหุ้นไทยมากขึ้น