01Top_System
BizFocus

BizFocus

ทันยุค ทันสมัย หัวใจธุรกิจ บิสโฟกัส

เคทีซีส่งมอบระบบผลิตน้ำประปาและน้ำดื่มแบบเคลื่อนที่ มูลค่า 2,354,000 บาท ให้กับมูลนิธิชัยพัฒนา

เมื่อเร็วๆ นี้ ดร. สุเมธ ตันติเวชกุล (ซ้าย) เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา ให้เกียรติรับมอบระบบผลิตน้ำประปาและน้ำดื่มแบบเคลื่อนที่ด้วยเทคโนโลยีเมมเบรน มูลค่า 2,354,000 บาท จาก “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) โดย นางสาวอภิวันท์  บากบั่น (ขวา) ผู้อำนวยการทรัพยากรบุคคล ณ ห้องประชุม มูลนิธิชัยพัฒนา โดยระบบผลิตน้ำประปาดังกล่าว สามารถผลิตน้ำดิบจากแหล่งธรรมชาติหรือน้ำจากอุทกภัยให้กลายเป็นน้ำสะอาด เพื่อการอุปโภคบริโภคได้ตามมาตรฐานองค์การอนามัยโลก เพื่อทางมูลนิธิชัยพัฒนาจะได้นำไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยธรรมชาติที่เดือดร้อน ขาดแคลนน้ำในภาคเกษตรกรรม และสร้างประโยชน์ให้กับชุมชนหรือประชาชนในพื้นที่ห่างไกล ในการร่วมพัฒนาแหล่งชุมชนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นต่อไป

 

___________________

KTC passes over portable water plants and water treatment systems worth Bt. 2.354 million to the Chaipattana Foundation.

Recently, Dr. Sumet Tantivejkul (left), the Secretary General of the Chaipattana Foundation under the late King Bhumibol’s patronage, was the guest of honor in the passing over of portable water plant and membrane technology water treatment systems worth Bt. 2.354 million from “KTC” or Krungthai Card Public Company Limited, by Ms. Apiwan Bakban (right), Vice President - Human Resources. The aforementioned water plant systems will transform untreated water from flood-stricken, natural resources, into clean water for consumption in accordance to the World Health Organization’s standards, in order for the Chaipattana Foundation to use to help affected victims of natural disasters who are in need, help alleviate water shortages in agriculture, and generate benefits to the community or citizens in remote areas to encourage community development and better quality of life.

มิกซ์ จตุจักร ผนึกเอไอเอส วางระบบโครงข่ายอัจฉริยะพร้อมรับอนาคต ติดปีกเอสเอ็มอีเข้าถึงขาช้อป เพิ่มศักยภาพ “ออมนิ ชาแนล” หนุนจับจ่ายไร้เงินสด

บริษัท สยามพิริยา ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด ผนึกกำลัง บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค​ จำกัด​ บริษัทในเครือเอไอเอส ร่วมลงนาม MOU​ พัฒนาโครงข่ายและบริการโทรคมนาคมอัจฉริยะล้ำสมัยในศูนย์การค้า มิกซ์ จตุจักรศูนย์การค้าใหม่ใจกลางตลาดนัดจตุจักร ด้วยโครงข่ายและบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง AIS Fibre ระบบ Internet Broadband ความเร็วสูงเต็มแม็กพร้อมโครงข่ายอินเทอร์เน็ตไร้สายสปีดสูงสุด 650 Mbps และบริการโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่​เตรียมพร้อมรองรับเทคโนโลยีอนาคต เพื่อหนุนศักยภาพร้านค้าเอสเอ็มอีกว่า 700 ร้านค้าสู่สมาร์ท​เอสเอ็มอี ทำธุรกิจรูปแบบออมนิ ชาแนล พร้อมเปิดประสบการณ์ให้นักช็อปชาวไทยและต่างประเทศซื้อสินค้าซิกเนเจอร์จตุจักรได้ทุกวัน​แบบไร้เงินสด

นายมีพร ไชยูปถัมภ์ กรรมการบริหาร บริษัท สยามพิริยา ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทฯ หลังจากที่ได้เปิดตัวแนะนำ “มิกซ์ จตุจักร” (Mixt Chatuchak) ซึ่งเป็นศูนย์การค้าแห่งเดียวที่ตั้งอยู่ใจกลางตลาดนัดจตุจักรเมื่อกลางเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ล่าสุดบริษัทได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ กับบริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส ในการร่วมพัฒนาโครงข่ายและบริการระบบสื่อสารโทรคมนาคม ในศูนย์การค้า “มิกซ์ จตุจักร” เพื่อสร้างโอกาสให้กับร้านค้าและเอสเอ็มอีในศูนย์การค้าสามารถทำธุรกิจในรูปแบบออมนิ ชาแนล (Omni – Channel) และส่งเสริมการจับจ่ายแบบไร้เงินสด ตามแผนการสร้างประสบการณ์ใหม่ ๆ ในการช้อปปิ้งตามพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปตามเทคโนโลยีใหม่ ๆ ในปัจจุบัน ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

“โอกาสใหม่ ๆ สำหรับธุรกิจศูนย์การค้าในยุคดิจิทัล นอกเหนือจากการสร้างประสบการณ์ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว รวมทั้งการมีสินค้าและบริการที่ตรงใจผู้บริโภคแต่ละบุคคล (Personalization) แล้ว การพัฒนาธุรกิจสู่ ออมนิ ชาแนล (Omni – Channel) เพื่อผสานประสบการณ์ช้อปปิ้งบนโลกออนไลน์กับหน้าร้านในห้างสรรพสินค้า เป็นอีกโอกาสสำคัญสำหรับเอสเอ็มอีและธุรกิจรีเทล มิกซ์ จตุจักร ต้องการสนับสนุนกลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอีผลักดันให้เกิดออมนิ ชาแนลอย่างเป็นรูปธรรม โดยเริ่มต้นจากการลงนามบันทึกข้อตกลงดังกล่าว เพื่อพัฒนาโครงข่ายและบริการโทรคมนาคม เชื่อมโยงร้านค้าเอสเอ็มอีในศูนย์การค้ากว่า 700 ร้านค้ากับลูกค้าทั้งชาวไทยและต่างประเทศผ่านทั้งหน้าร้านและช่องทางออนไลน์ บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง Wi -Fi รวมทั้งบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่รองรับอนาคต” นายมีพรกล่าว

นอกจากนี้ การมีเทคโนโลยีโทรคมนาคมที่เป็นมาตรฐานสากล รองรับความต้องการในการติดต่อสื่อสารทั้งทางด้านธุรกิจและการใช้งานทั่วไป ครอบคลุมในทุกส่วนภายในศูนย์การค้า มิกซ์ จตุจักร เป็นการส่งเสริมและตอบสนองความต้องการในการเข้าถึงบริการที่เกี่ยวกับการจ่ายเงินแบบ e-payment ในการช้อปในศูนย์การค้า ช่วยให้ลูกค้าทั้งชาวไทยและต่างประเทศได้รับความสะดวกสบายในการจับจ่ายใช้สอย ไม่ถูกจำกัดกับจำนวนเงินสดที่มีอยู่ในมือ ในขณะที่ร้านค้าและเอสเอ็มอีได้โอกาสในการเพิ่มยอดขายมากขึ้น รวมทั้งไม่ต้องกังวลกับการจัดการเงินสดหน้าร้านที่มีจำนวนมาก นับเป็นการส่งเสริมและสนับสนุนนโยบายสังคมไร้เงินสดของภาครัฐ นายมีพรกล่าวเสริม

นายวีรชัย พัชโรภาสวงศ์ หัวหน้าฝ่ายงานการตลาดและการขาย กลุ่มลูกค้าองค์กร เอไอเอส กล่าวว่า “จากเป้าหมายในฐานะผู้ให้บริการเครือข่ายและเทคโนโลยีดิจิทัล ที่มุ่งมั่นพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลที่ดีที่สุดสำหรับผู้บริโภคและสนับสนุนอุตสาหกรรมสำคัญต่าง ๆ ให้แข็งแกร่ง ทำให้เรายินดีเป็นอย่างยิ่งที่ โครงการมิกซ์ จตุจักร เชื่อมั่นและไว้วางใจให้เอไอเอส เข้าร่วมพัฒนาโครงข่ายและบริการโทรคมนาคมเพื่อดิจิทัลในศูนย์การค้า โดยเราได้จัดเตรียมโครงข่ายและบริการโทรคมนาคมพื้นฐานสำหรับรองรับการให้บริการในโครงการ มิกซ์ จตุจักร ประกอบด้วยโครงข่าย Fiber to Shop (FTTx) สำหรับร้านค้าในศูนย์การค้า มิกซ์ จตุจักร พร้อมบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง AIS Fiber และบริการโทรศัพท์พื้นฐาน บนโครงข่าย Fiber to Shop รวมทั้งบริการโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ และบริการโครงข่ายอินเทอร์เน็ตไร้สาย (Wi-Fi) AIS Super Wi-Fi ที่สามารถรองรับการใช้งานได้สูงสุดถึง 650 Mbps  นอกจากนี้ยังติดตั้งอุปกรณ์ส่งสัญญาณ (Access Point) ในพื้นที่ส่วนกลางของศูนย์การค้า เพื่อการเชื่อมต่อทั่วทั้งบริเวณภายในเป็นไปแบบไร้รอยต่อตามมาตรฐานในระดับสากล”

มิกซ์ จตุจักร (Mixt Chatuchak) ศูนย์การค้าใจกลางตลาดนัดจตุจักร ช้อปได้ทุกวัน ไม่มีวันหยุด เป็นอาคารสูง 5 ชั้น มีความยาวถึง 350 เมตร มีพื้นที่รวม 60,000 ตารางเมตร บนพื้นที่ 10 ไร่ รองรับการจอดรถได้มากถึง 700 คัน เป็นศูนย์รวมร้านค้าหลากหลายสไตล์กว่า 700 ร้านค้า ภายใต้คอนเซ็ปต์ Chatuchak Selected ตลอดจนมีพื้นที่รองรับงาน Event ขนาดใหญ่ สำหรับหมุนเวียนร้านค้ากว่า 300 ร้านค้า และ Food Court ที่มีมาตรฐาน เพื่อรองรับนักช้อปชาวไทยและชาวต่างประเทศ พร้อมเป็นจุดนัดพบแห่งใหม่ ที่สามารถมาได้ทุกวัน เปิดตั้งแต่ 10.00 – 22.00 โดยกำหนดเปิดศูนย์การค้าอย่างเป็นทางการในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2562 ปัจจุบันการก่อสร้างมีความคืบหน้าแล้วกว่า 80% ขณะนี้กำลังเปิดให้ร้านค้าและธุรกิจที่สนใจเข้าจองเช่าพื้นที่ โดยมีร้านค้ารายย่อยให้ความสนใจจับจองพื้นที่แล้วข้อมูลเกี่ยวกับการจองเช่าพื้นที่ www.mixtchatuchak.com

ดูรายละเอียดเปิดจองพื้นที่ขายเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 02-272-5011 และ 090-954-4818

ทางเว็บไซต์: www.mixtchatuchak.com

Facebook:  www.facebook.com/MixtChatuchakBKK

Instagram:  www.instagram.com/MixtChatuchak

Line ID:  @MixtChatuchak http://line.me/ti/p/%40emh3126w

 

The Nose Thailand “ศิลปะสร้างและสัมผัสได้จากกลิ่น” เปิดโอกาสผู้พิการทางสายตาได้เข้าถึงและพัฒนาศักยภาพทางศิลปะ

เมื่อเราได้กลิ่นอะไรสักอย่างจะนึกถึงถึงอะไร บางคนมีความทรงจำหรือจินตนาการบางอย่างเกี่ยวกับกลิ่น ด้วยเหตุนี้จึงมีกลุ่มทำงานศิลปะจัดตั้งโครงการ  The Nose Thailand  “ศิลปะสร้างและสัมผัสได้จากกลิ่น” ร่วมกับภาคเอกชนและองค์กรต่างๆ ได้แก่ กลุ่มบริษัทสยามพิวรรธน์ , Givaudan, มูลนิธิช่วยคนตาบอดแห่งประเทศไทย, สมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย,สมาคมศิลปินทัศนศิลป์นานาชาติแห่งประเทศไทย จัดนิทรรศการ "Everyone can do art ภายใต้ธีมงาน Imperfect ความไม่สมบูรณ์” ที่ศิลปินตาบอดร่วมกับศิลปินตาดีสร้างสรรค์ผลงานศิลปะโดยใช้ ‘สีมีกลิ่น’ ขึ้นครั้งแรก ภายในงานมีกิจกรรมมากมาย เพื่อส่งเสริมผู้พิการทางสายตาได้เข้าถึงและพัฒนาศักยภาพทางศิลปะ และเพื่อสบทบทุนมอบอุปกรณ์สีมีกลิ่นและชุดการสอนให้กับโรงเรียนสอนคนตาบอดทั่วประเทศ โครงการดีๆที่เชื่อในพลังของกลิ่น เชื่อในพลังของศิลปะของคนพิการทางสายตาสร้างผลงานที่ยิ่งใหญ่ ที่จัดขึ้น ณ บริเวณ ชั้น 2 Lifestyle Hall ศูนย์การค้าสยามพารากอน โดยมีผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรมจำนวนมาก

คุณมาริสา ธเนศวงศ์ หัวหน้าคณะผู้จัดตั้งโครงการ The Nose Thailand“ศิลปะสร้างและสัมผัสได้จากกลิ่น” กล่าวว่า นิทรรศการ "Everyone can do art ภายใต้ธีมงาน Imperfect ความไม่สมบูรณ์” เป็นกิจกรรมส่งเสริมงานศิลปะร่วมกับคนพิการทางสายตา มาเรียนรู้ศิลปะร่วมกัน สมาชิกผู้ก่อตั้งและจัดงานมีทั้งผู้ที่คลุกคลีกับผู้พิการทางสายตา นักศิลปะบำบัด และผู้เชี่ยวชาญด้านกลิ่น เพราะกลิ่นคือเคล็ดลับตั้งต้นที่จะทำให้คนตาบอดสร้างงานศิลปะได้เหมือนทุกคน เป้าหมายหลักไม่ใช่เพื่อสร้างคนตาบอดเป็นศิลปินเท่านั้น แต่คือการเปิดโอกาสใหม่ๆ ให้คนตาบอดเลือกทำอาชีพที่หลากหลายขึ้นซึ่งพลังของศิลปะที่จะช่วยสร้างเสริมทักษะการใช้ชีวิต พร้อมทั้งบริหารใจให้แข็งแรงไปพร้อมกันๆกันด้วย

โดยภายในงานนิทรรศการจะพบกับ Zone Workshop ที่จะชวนมาปลดปล่อยจินตนาการผ่านพลังของ ‘กลิ่น’ ที่จะปลดล็อกศักยภาพศิลปะของทุกคนกันตลอดทั้งวัน Zone Exhibition เสพงานศิลป์กว่า 20 ผลงาน หลากหลายรูปแบบทั้งงานวาด งานเพ้นท์ งานปั้น และอื่นๆ โดยไม่ใช้สายตาและ Zone Auditorium พบกับ Talk จากศิลปินที่จะเล่าประสบการณ์การทำงานศิลปะในความมืด และกิจกรรมอื่นๆ ที่จะชวนมาสัมผัสความสวยงามที่ไม่อาจเห็นได้ด้วยตา ผ่านหนังสั้น ผ่านการเต้น และกิจกรรมอื่นๆ อีกมากมาย

กิก ดนัย สร้างศิลปะจากกลิ่น

โดยมีอุปกรณ์ทางศิลปะที่เหมาะสม ช่วยให้คนพิการทางสายตาสามารถ เรียนรู้ศิลปะ โดยใช้  ‘สีมีกลิ่น’ ขึ้นครั้งแรก เสียง และรสชาติ เข้ามาช่วยแหลือ พร้อมกับจำหน่ายผลงานทางศิลปะเพื่อสบทบทุนมอบอุปกรณ์สีมีกลิ่นและชุดการสอน ให้กับโรงเรียนสอนคนตาบอดในความดูแลของมูลนิธิช่วยคนตาบอดแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ และให้ศิลปินสามารถนำรายได้ต่อยอดในการเรียนรู้และสร้างสรรค์ผลงานต่ออย่างไปอย่างยั่งยืน รวมทั้งสร้างการตระหนักการรับรู้ของคนในสังคม ถึงปัญหาและร่วมสนับสนุนและพัฒนาศักยภาพทางศิลปะของผู้พิการทางสายตา ซึ่งเป็นโครงการที่เปิดกว้างให้กับผู้พิการทางสายตาและผู้ตาดีที่จะทำงานศิลปะร่วมกันได้

คุณนราทิพย์ รัตตประดิษฐ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส สายงานปฎิบัติการบริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด ในฐานะหนึ่งในผู้ร่วมสนับสนุนหลักในโครงการ The Nose Thailand กล่าวว่า ตลอดเวลาเกือบ 60 ปี กลุ่มสยามพิวรรธน์ ในฐานะผู้นำความคิดสร้างสรรค์ที่ล้ำสมัย ที่นำเสนอโครงการรูปแบบแปลกใหม่ไม่ซ้ำใคร และมุ่งสร้างพื้นที่สาธารณะที่เป็นประโยชน์ใจกลางเมือง และพร้อมที่จะตอบแทนคืนสู่สังคม ภายใต้แนวคิด “คิดต่าง สร้างคุณค่า” ด้วยการส่งเสริมมาตรฐานคุณภาพชีวิตที่ดีให้เกิดกับคนไทยทุกกลุ่ม

“เรามีความยินดีที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการให้การสนับสนุนพื้นที่จัดนิทรรศการและกิจกรรมส่งเสริมงานศิลปะ รวมทั้งกิจกรรมเวิร์กช็อปสำหรับคนพิการทางสายตาในครั้งนี้ เฉกเช่นกับพันธกิจของสยามพิวรรธน์ที่มุ่งสร้างและเปิดโอกาสให้ผู้คนทุกกลุ่มมาโดยตลอด เราเชื่อว่าการสนับสนุนโครงการเพื่อผู้พิการทางสายตา ในครั้งนี้ จะเป็นการสร้างโอกาสให้กับพวกเขาได้ตระหนักถึงคุณค่าและศักยภาพของตนเอง ผ่านการเติมเต็มจินตนาการ และการเรียนรู้ศิลปะร่วมกันระหว่างผู้พิการทางสายตาและผู้ที่มีสายตาดี เป็นพลังใจในการผลักดันให้พัฒนาสร้างผลงานศิลปะออกสู่สังคมต่อไป”

คุณชลิดา คุณาลัย Scent Designer ผู้เชี่ยวชาญทางด้านกลิ่น ที่ดีไซน์กลิ่นให้สินค้าสารพัดอย่างมากว่า 20 ปี นับรวมตั้งแต่ผลิตภัณฑ์ซักผ้าภาคพื้นเอเชีย ไปจนถึงอาหารและสถานที่ กล่าวว่า โลกของศิลปะคือโลกของการใช้ตาเห็น ทุกอย่างใช้ทฤษฎีสี สีเหลือง สีแดง สีน้ำเงิน สีขาว สีดำ เลยมองว่าสามารถใช้กลิ่นเป็นตัวบ่งบอกสีได้หรือไม่  โดยคุยกับนักศิลปะบำบัดว่าสีแต่ละสีในทางศิลปะบำบัดหมายถึงอะไร อารมณ์ความรู้สึกอะไร แล้วออกแบบกลิ่นให้ตอบโจทย์นั้น ซึ่งปรากฏว่าน้องๆ ผู้พิการทางสายตาสามารถสร้างงานศิลปะออกมาได้ดีมาก ในโลกมืดและโลกสว่างกลิ่นพาทุกคนไปหาศิลปะทั้งสิ้น โครงการนี้จึงทำให้ผู้พิการทางสายตาได้ฝึกงานปั้นหรืองานศิลปะจากกระดาษได้สม่ำเสมอ โดยใช้กลิ่นเป็นตัวนำพาจินตนาการ

“สำหรับคนที่สามารถใช้ดวงตาได้มาโดยตลอด คงไม่มีใครสังเกตว่า ประสาทสัมผัสที่ทรงพลังมากที่สุดในร่างกายมนุษย์ไม่ใช่การ ‘มองเห็น’ แต่คือการได้ ‘กลิ่น’ เพราะกลิ่นบอกอันตราย มอบความทุกข์ สร้างความสุข มอบความสุนทรีย์ เพิ่มรสชาติ สร้างความรู้สึก และบอกเล่าเรื่องราวต่างๆ มากมายและนี่คือเหตุผลว่าทำไม ‘กลิ่น’ จึงเป็นสื่อกลางที่ทำให้ผู้ที่มองไม่เห็นมีโอกาสทำงานศิลปะอย่างที่ใจของพวกเขาต้องการ” คุณชลิดากล่าว

โครงการ The Nose Thailand “ศิลปะสัมผัสได้จากกลิ่น” เชื่อว่าทุกคนควรมีโอกาสเข้าถึงศิลปะ ไม่เว้นแต่ผู้ที่ไม่สมบูรณ์” กิจกรรมในครั้งนี้ เปิดโอกาสชวนทุกคนเปิดรับความไม่สมบูรณ์ของตนเอง เพื่อที่จะก้าวผ่านข้อจำกัดและเดินต่ออย่างสง่างามได้ในสังคมและมาร่วมเป็นเสียงหนึ่ง ที่เป็นกำลังใจให้ทุกความไม่สมบูรณ์นี้ไปด้วยกัน ให้ศิลปะได้เข้าถึงและเข้าใจทุกความไม่สมบูรณ์ของคุณ  

 

___________________

The Nose Thailand “Art by Scents” Project Empowers blind people to Create Artworks

When you smell something, what do you think about? We usually have some memories or imaginations about some scents. An art group has therefore established The Nose Thailand “Art by Scents” Project under cooperation with private organizations and NGOs including Siam Piwat Group, Givaudan, Foundation for The Blind in Thailand, Thailand Association of the Blind, and International Visual Artist Association of Thailand. Under this project, “Everyone can do art” exhibition will be organized with the theme of “Imperfect”. All artworks showcased in this exhibition were created by blind artists and sighted artists with “scented colors” for the first time. There will also be other activities that empower blind people to develop their art skills. Scented colors and teaching equipment will be donated to schools for the blind countrywide. Featuring a strong belief in the power of scents and art, this exhibition will be held at Lifestyle Hall, 2nd Floor, Siam Paragon, during December 21-23, 2018

Ms. Marisa Dhaneswongse, Team Leader of The Nose Thailand “Art by Scents” Project, said the “Everyone can do art” exhibition with the theme of “Imperfect” allows blind people to learn art. The project team is composed of persons who usually work with the blind, art therapists, and scent experts. Scents enable blind people to create artworks just like other people. The main purpose is not only to create blind artists but also to provide blind people with new career opportunities. Art has a potential to improve people’s living and strengthen their minds.

In the exhibition there will be specialized art tools that allow the blind to learn art, along with “scented colors” as well as sounds and tastes that will be helpful. Moreover, some artworks will be sold to raise funds for donating scented colors and teaching equipment to schools for the blind overseen by the Foundation for The Blind in Thailand under The Royal Patronage of H.M. the Queen. Artists can also earn revenues for continuing their creative works. Furthermore, this activity will help raise awareness about the blind’s problems and urge people to support the blind in the art space. This project allows sightless artists and sighted artists to collaborate and create artworks.

Ms. Naratipe Ruttapradid, Senior Executive Vice President of Operations at Siam Piwat Co.,Ltd., one of the main supporters of The Nose Thailand said: “Over the past 60 years, Siam Piwat group is a thought leader in creating distinctive, new prototypes of properties. We also aim to create the beneficial public space at the heart of city. By adhering to our core value “Think Different, Create More Value”, Siam Piwat is committed to enhance the quality of life in community and society through the promotion of living standard for all Thai people.”

“It is our pleasure to be a part of this project through the contribution of our space to the exhibition, art promotion activities and workshops. This aligns with Siam Piwat’s mission, which is to create and provide opportunities to all people. We believe that by supporting this project for the visually impaired and the blind, it will awaken their self-worth and can help them realize their potential through the imagination empowerment and the provision of workshop that allows the visually impaired and people with normal vision to learn art together. By doing this, it can hearten and drive them to further create the work of art to society in the future.

Ms. Chalida Kunalai is a scent designer who has designed scents for a wide range of products for over 20 years, including laundry products in Asia-Pacific, food and places. “The world of art is about visual, it is based on color theory, which categorizes colors including primary colors like yellow, red, blue, and also white and black. I wondered if we could use scents to specify colors, so I talked to art therapists about the meaning and feeling of each color, and then I designed corresponding scents. It turned out that blind people could create impressive artworks with the help of scents. This project therefore allows the blind to create sculptures and paper artworks with inspirations from scents,” Ms. Chalida said.

“Those who can see with their eyes don’t notice that the most powerful sense in human body is not ‘sight’ but ‘smell’ because smell can notify dangers, it can provide sadness, happiness, pleasure, tastefulness, feelings, and tell stories. That’s why ‘smell’ is a medium that allows the blind to create artworks on whatever they inspire,” Ms. Chalida added.

The Nose Thailand “Art by Scents” Project believes that everyone including disabled people should have an opportunity to access art. This activity allows people to accept their imperfection and overcome their limitations to proudly move forward in the community. Let’s join us to celebrate these imperfections and allow art to reach and understand all imperfections in you.

 

พฤกษา ฉลอง 25 ปี เปิดบ้าน “เพิร์ล แบงก์ค็อก” แลนด์มาร์กใหม่ของกรุงเทพ รักษาแชมป์อสังหาฯ ต่อเนื่อง พร้อมวางโรดแมปขยายธุรกิจ ยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทย

พฤกษา ผู้นำอันดับหนึ่งในวงการอสังหา ฉลองครบรอบ 25 ปี วางโรดแมป ขยายธุรกิจ Health Care สร้างรายได้ต่อเนื่อง มุ่งคิดค้นนวัตกรรมใหม่ตอบโจทย์ Total Living Solution  ยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทย  ตั้งเป้าครองตำแหน่งผู้นำอสังหาฯ ต่อเนื่อง  พร้อมย้ายฐานทัพบัญชาการใหม่สุดทันสมัยอาคาร “เพิร์ล แบงก์ค็อก”  ตึกไข่มุกแลนด์มาร์กแห่งใหม่ย่านอารีย์

นายทองมา วิจิตรพงศ์พันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท พฤกษา โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “พฤกษาเริ่มต้นจากเจตนารมย์ที่อยากให้คนไทยมีบ้านที่มีคุณภาพในราคาที่เหมาะสม จากบริษัทที่เริ่มจัดสรรทาวน์เฮาส์เพียงไม่กี่ยูนิตต่อปี จนปัจจุบันพฤกษาได้ดำเนินธุรกิจเติบโตมาจนอายุครบ 25 ปี พัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยทั้งทาวน์เฮาส์ บ้านเดี่ยว และคอนโด ที่ครอบคลุมทุกเซ็กต์เมนต์ ส่งมอบบ้านคุณภาพให้กับลูกค้าในแต่ละปี 20,000 ยูนิต และมีจำนวนโครงการที่เปิดขายแล้วกว่า 1,000 โครงการ  ซึ่งถือว่ามีจำนวนโครงการและยูนิตมากที่สุด เป็นอันดับหนึ่งในธุรกิจอสังหาฯ  เนื่องจากพฤกษามี Business Model และแนวคิดในการบริหารธุรกิจที่แตกต่าง ทำให้สามารถเติบโตและครองตำแหน่งผู้นำอันดับหนึ่งธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ได้อย่างต่อเนื่อง

โดยล่าสุดได้ขยายการลงทุนในธุรกิจ Health Care ได้แก่ โรงพยาบาลวิมุต และคลินิกบ้านหมอวิมุต ซึ่งบริหารงานโดยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและมีประสบการณ์ยาวนาน เป็นที่ยอมรับในวงการธุรกิจโรงพยาบาลของประเทศไทย ลูกค้าจึงมั่นใจได้ว่าจะได้รับบริการที่มีคุณภาพตามมาตรฐานระดับสากล ด้วยเจตนารมณ์ที่อยากให้คนไทยได้รับบริการทางการแพทย์ที่ดี ในราคาที่เอื้อมถึงได้  รวมถึงมองหาธุรกิจอื่นๆ ที่สามารถสร้างรายได้ให้กับบริษัทอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับในปีนี้ได้รวมพนักงานที่อยู่ตามอาคารสำนักงานต่างๆ หลายแห่ง ย้ายเข้าสู่สำนักงานใหญ่แห่งใหม่เป็นศูนย์กลางทั้งหมดที่เดียวที่ อาคาร “เพิร์ล แบงก์ค็อก” จึงเป็นโอกาสดีที่จะเฉลิมฉลองครบรอบ 25 ปีของพฤกษาอย่างสมบูรณ์

สำหรับสำนักงานใหญ่ของพฤกษาที่ “เพิร์ล แบงก์ค็อก”  เป็นอาคารประหยัดพลังงานที่ได้รับการรับรองการประเมินอาคารเขียวตามมาตรฐาน LEED Certified Green Building ระดับ Gold  มีความสูง 25 ชั้น มูลค่าก่อสร้างกว่า 3,000 ล้านบาท การออกแบบของตัวอาคารได้รับแรงบันดาลใจจาก “ไข่มุกรูปทรงเมล็ดข้าว” (Rice Pearl Dome) และในส่วนของโดมด้านหน้าได้แนวคิดมาจาก “หอยมุกมา-เบ” (Ma -Be Pearl) ที่มีลักษณะทรงกลมครึ่งซีก ด้วยความโค้งมนของอาคาร การใส่ใจในทุกรายละเอียดของการออกแบบและเลือกใช้วัสดุ จึงมีความโดดเด่นทางด้านสถาปัตยกรรมทั้งภายในและภายนอกอาคาร โดยมุ่งหวังให้เป็นแลนด์มาร์กแห่งใหม่ของกรุงเทพ  เพื่อให้พนักงานพฤกษารวมถึงลูกค้าและผู้เข้ามาติดต่อได้รับความสะดวกสบาย ทั้งทำเลที่อยู่ใกล้ BTS อารีย์ ความสวยงามภายในอาคาร พร้อมสรรพด้วยเทคโนโลยีและระบบต่างๆ ที่ทันสมัย พร้อมด้วยธนาคารพาณิชย์ชั้นนำถึง 7 แห่ง และ Pruksa Open Home ที่เป็นศูนย์บริการลูกค้าครบวงจรตั้งแต่จองจนถึงยื่นขอสินเชื่อเพื่อให้บริการอีกด้วย

นางสุพัตรา เป้าเปี่ยมทรัพย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท พฤกษา โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า  “ในรอบ 1 ปีที่ผ่านมาเรียกได้ว่า เรามีการปรับกลยุทธ์การสร้างแบรนด์พฤกษาเพื่อตอบรับกับการเปลี่ยนแปลงต่างๆในยุคปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นการลดจำนวนแบรนด์จาก 48 แบรนด์ เหลือ 14 แบรนด์เพื่อให้ง่ายในการจดจำ พร้อมดึง “ตูน อาทิวราห์” เป็น Brand Endorser นอกจากนี้ยังมีการปรับเปลี่ยนโลโก้ใหม่ที่มีความหมายและมาพร้อมแบรนด์ไอเดีย “พฤกษาใส่ใจ...เพื่อทั้งชีวิต”  ที่ไม่ใช่เป็นแค่เพียงชิ้นงานสื่อสารทั่วไป แต่เป็นการนำเอา Brand Purpose มาตอกย้ำให้ลงลึกถึงวัฒนธรรมองค์กรที่เน้นการลงมือทำ เพื่อส่งมอบบ้านที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า รวมถึงทำการตลาดรูปแบบใหม่ (New Marketing Approach) โดยเน้นการใช้สื่อดิจิทัลเพื่อเข้าตรงถึงกลุ่มลูกค้าที่มีศักยภาพได้อย่างรวดเร็ว และการขยายช่องทางการขาย Online Booking” 

สำหรับทิศทางการดำเนินงาน เราตั้งใจจะสร้างพฤกษาให้เติบโตอย่างยั่งยืน โดยมีธุรกิจอสังหาฯ เป็นธุรกิจหลัก เป็นผู้นำทางด้านที่อยู่อาศัยเติบโตด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าและความต้องการของแต่ละกลุ่ม และเรายังขยาย Portfolio ไปสู่ธุรกิจ Health และ Well being ที่จะเป็นอีกหนึ่งเสาหลักของพฤกษา โดยจะยังคงมุ่งเน้นนวัตกรรมใหม่ๆ ด้วยการขยาย Platform ที่จะมาตอบโจทย์ Total Living Solution ที่ไม่ใช่เพียงแค่การขายบ้านเพียงอย่างเดียว แต่ยังมุ่งเน้นการยกระดับมาตรฐานคุณภาพชีวิตการอยู่อาศัยของคนไทยให้ดีขึ้นอีกด้วย.

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ส่งโซลูชั่นย้ำคำมั่น เร่งสร้างความเป็นกลางด้านคาร์บอน ภายในปี 2573 ในงาน COP24

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ผู้นำด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นในการจัดการพลังงาน และระบบออโตเมชั่น เข้าร่วมการประชุม COP 24 (Conference of Parties) หรือการประชุมรัฐภาคีออนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสมัยที่ 24 ณ เมืองคาโตวีตเซ ประเทศโปแลนด์ โดยมีผู้บริหารระดับสูงและผู้เชี่ยวชาญ จากชไนเดอร์ อิเล็คทริค ร่วมนำเสนอนวัตกรรมด้านโซลูชัน เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโลกที่รุนแรงขึ้นทุกวัน

จากรายงานล่าสุดของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Intergovernmental Panel on Climate Change) ที่ได้เรียกร้องให้มีการดำเนินการเร่งด่วนในการต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งชไนเดอร์  อิเล็คทริค ในฐานะองค์กรที่มุ่งเน้นการสนับสนุนเรื่องดังกล่าวมาโดยตลอด ได้เร่งการมีส่วนร่วมในการประชุมสหประชาชาติ เพื่อดำเนินการตอบสนองเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติ (United Nations’ Sustainable Development Goals) โดยในวาระของการประชุม COP24 ที่จัดขึ้น ณ เมืองคาโตวีตเซ ประเทศโปแลนด์ ระหว่างวันที่ 3 ถึง 14 ธันวาคม 2561 ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ยังได้ตอกย้ำคำมั่นสัญญาในการเป็นองค์กรที่มีความเป็นกลางทางคาร์บอนให้ได้ภายในปี 2573 ด้วยการใช้โซลูชั่นที่จะช่วยเร่งสู่การพัฒนาเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

สร้างความเป็นกลางทางคาร์บอนให้ได้ในปี 2573

“สภาพภูมิอากาศกำลังตกอยู่ในภาวะฉุกเฉินหนักขึ้นและหลายประเทศกำลังพยายามรับมือกับปัญหาดังกล่าว ซึ่งการเซ็นสัญญาข้อตกลงปารีสเมื่อสามปีที่ผ่านมา ยิ่งทำให้เราเข้าใจถึงปัญหาได้ชัดเจนมากขึ้น ตอนนี้เรามาถึงจุดสำคัญที่ต้องเปลี่ยนเพื่อให้สถานการณ์ดีขึ้น ด้วยการจำกัดภาวะโลกร้อนให้ต่ำกว่า 2 องศาเซลเซียส ซึ่งต่ำกว่าที่อุตสาหกรรมเคยกำหนดไว้ก่อนหน้านั้น ทั้งนี้เพื่อหลีกเลี่ยงภัยพิบัติในระบบนิเวศที่สำคัญ” นายกิลเลส เวอร์มอท เดสโรชส์ รองประธานอาวุโสฝ่ายความยั่งยืน กล่าว

ในเดือนพฤศจิกายน 2558 ก่อนวันงาน COP 21 หนึ่งวัน ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้ประกาศแผนงานในการสร้างความเป็นกลางด้านคาร์บอนภายในปี 2573 และนับเป็นการประกาศคำมั่นที่มีต่อวาระการประชุม COP24 โดยชไนเดอร์ อิเล็คทริค จะยกระดับความมุ่งมั่นพยายามในการต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศอย่างแข็งขัน บนฐานความริเริ่มสามประการ

  1. ก่อนปี 2563: บรรลุพันธสัญญาใหม่ 21 ข้อ ภายใต้โครงการ Schneider Sustainability Impact ซึ่งเป็นโครงการสร้างความยั่งยืนของชไนเดอร์ อิเล็คทริค ในช่วงระหว่างปี 2561 - 2563 ที่ให้โครงร่างเพื่อเป็นแนวทางเฉพาะโดยอิงตามข้อสันนิษฐานว่าโลกจะทะลุภาวะโลกร้อนเกิน 2 องศาเซลเซียสจากอุณภูมิสูงสุดที่ควรจะเป็นภายในปีพ.ศ. 2593 และประเมินความถูกต้องผ่านแนวคิดริเริ่ม Science Based Targets ที่กลุ่มธุรกิจของชไนเดอร์ อิเล็คทริคได้มีการลงนามไว้ในปี 2559
  2. บรรลุความเป็นกลางด้านคาร์บอนภายในปี 2573 ทั้งในส่วนของโรงงานและไซต์งานต่างๆที่มีส่วนร่วมในระบบนิเวศอุตสาหกรรมเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นซัพพลายเออร์และลูกค้า เพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว บริษัทฯ จะดำเนินการในเรื่องต่อไปนี้
  • ช่วยลดปริมาณการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้กับลูกค้าที่ใช้ EcoStruxure
  • เปลี่ยนมาใช้พลังงานไฟฟ้าหมุนเวียน 100% ใช้บรรจุภัณฑ์ที่นำกลับมาใช้ใหม่ 100% และสามารถนำของเสียจากโรงงานอุตสาหกรรมกลับมาใช้ใหม่ได้100%
  • เพิ่มกำลังการผลิตพลังงานให้เป็นสองเท่าของกำลังการผลิตในปี 2548
  1. เริ่มตั้งแต่วันนี้จนถึงปี 2593: ลดขอบเขตการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ทั้งใน scope 1 และ scope 2 ให้น้อยลงกว่าปี 2558 ถึง 50% สอดคล้องตามหลักการที่ชี้นำแนวทางความริเริ่ม Science Based Targets ซึ่งเป็นเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามฐานทางวิทยาศาสตร์

สร้างอนาคตที่ยั่งยืนไปด้วยกัน จากประสิทธิภาพด้านพลังงาน

“การตัดสินใจของเราในวันนี้ นับเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่จะช่วยให้มั่นใจว่าโลกจะปลอดภัยและยั่งยืนสำหรับทุกคน ทั้งในปัจจุบันและในอนาคต ที่ชไนเดอร์ อิเล็คทริค เราเชื่อว่านวัตกรรมการพัฒนาอย่างยั่งยืนในปัจจุบันเกิดขึ้นได้ด้วยเทคโนโลยี การประชุม COP24 ในประเทศโปแลนด์ในปีนี้ นับเป็นโอกาสอันดี ที่เราจะได้แสดงให้เห็นถึงการมีส่วนร่วมของเราผ่านโซลูชั่น ที่ช่วยแก้ไขปัญหาด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อย่างแท้จริง อีกทั้งยังแสดงให้เห็นว่าเราช่วยตอบโจทย์เป้าหมายของการพัฒนาไปสู่ความยั่งยืน 17 ประการ (17 Sustainable Development Goals) ขององค์การสหประชาชาติได้อย่างไร”  นายกิลเลส เวอร์มอท เดสโรชส์ กล่าว

สิ่งที่ดีสำหรับสภาพภูมิอากาศ คือสิ่งที่ดีสำหรับเศรษฐกิจเช่นกัน โซลูชั่นของ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ช่วยเร่งการเปลี่ยนแปลงไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ที่ให้โอกาสมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการเติบโตที่ยั่งยืนของการสร้างงาน ช่วยพัฒนาด้านสาธารณสุข ฯลฯ ซึ่งหลายโครงการของชไนเดอร์ อิเล็คทริค ในโปแลนด์ยังแสดงให้เห็นถึงประเด็นต่อไปนี้

  • ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้ทำการปรับปรุงระบบจ่ายไฟฟ้าของโรงงานกระจกเซนต์ โกเบน (Saint Gobain) ที่ตั้งอยู่ในเมือง ดอมบรอวากูร์ญิตชาให้มีความทันสมัย ซึ่งโครงการแล้วเสร็จตั้งแต่ปี 2560 โดยได้มีการเปลี่ยนหม้อแปลงและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้อย่างสมบูรณ์ ผ่านบริการ EcoSruxure Power Consulting Services ซึ่งช่วยลดการสูญเสียพลังงานลงถึง 16% ในปี 2561 อีกทั้งยังช่วยลดรายจ่ายการลงทุนได้ถึง 30%
  • ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้ติดตั้งระบบบริหารจัดการพลังงานในอาคารให้กับศูนย์การประชุมนานาชาติแห่งคาโตวีตเซ ซึ่งเป็นสถานที่จัดงาน COP24 รวมถึง Polish National Radio Symphony Orchestra Hall ที่ใช้จัดแสดงคอนเสิร์ตในวันพิธีเปิด ซึ่งนอกจากจะช่วยลดการใช้พลังงานลงได้มากแล้ว ยังช่วยอำนวยความสะดวกสบายให้แก่ผู้ที่มาร่วมงานอีกด้วย

มุ่งแก้ปัญหาความยากไร้ด้านพลังงาน และภาวะฉุกเฉินของสภาพภูมิอากาศ

การเข้าถึงพลังงานเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ การต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศจะไม่เกิดผล หากไม่คำนึงถึงความต้องการของประชาชนจำนวน 2.3 พันล้านคนที่ยังเข้าถึงพลังงานได้ยาก นั่นเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ชไนเดอร์ อิเล็คทริค มุ่งส่งเสริมการเข้าถึงพลังงานอย่างยั่งยืนในทุกพื้นที่อย่างจริงจัง แม้ในประเทศที่พัฒนาแล้ว ก็ยังต้องต่อสู้กับความขาดแคลนเชื้อเพลิง ในสถานการณ์ที่ชาวบ้านไม่สามารถจ่ายเงินสำหรับการทำให้บ้านตัวเองมีอากาศอบอุ่นในราคาที่จ่ายไหว ซึ่งในการประชุม COP24 มูลนิธิชไนเดอร์ อิเล็คทริค (Schneider Electric Foundation) ภายใต้การอุปถัมภ์ของมูลนิธิเดอฟรองซ์ (Foundation de France) ร่วมกับ Ashoka ซึ่งเป็นองค์กรที่ดำเนินการด้านสังคม จะเกาะติดความมุ่งมั่นในการแก้ปัญหาความยากจนด้านเชื้อเพลิงในยุโรป ด้วยการเปิดตัวข้อเรียกร้องโครงการใหม่สำหรับปี 2562

การเปลี่ยนแปลงทางด้านสภาพภูมิอากาศ ถือเป็นประเด็นสำคัญอย่างหนึ่ง เนื่องจากหลายคนต้องอพยพออกจากบ้าน อันเป็นสาเหตุมาจากภัยธรรมชาติที่รุนแรง จากสถานการณ์ดังกล่าวจึงทำให้เกิดการเรียกร้องให้มีโซลูชันที่ช่วยให้เข้าถึงพลังงานสะอาด น่าเชื่อถือและราคาไม่แพง โดยในการประชุม COP24 ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้มีการเปิดตัวโซลูชัน Villaya Emergency เพื่อช่วยให้ผู้เดือดร้อนสามารถเข้าถึงพลังงานได้ง่ายขึ้นในสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งเป็นโซลูชั่นโครงข่ายไมโครกริดแบบใช้พลังงานแสงอาทิตย์ ที่พร้อมใช้งานได้ในทุกสถานการณ์ ด้วยระบบที่ผสานรวมเทคโนโลยีต่างๆ ของชไนเดอร์ อิเล็คทริค พร้อมความเชี่ยวชาญขององค์กรสตาร์ท-อัพ โดยโซลูชั่นทั้งหมดได้ถูกติดตั้งในคอนเทนเนอร์มาตรฐาน เพื่อความสะดวกในการขนย้าย และติดตั้งง่ายในทุกพื้นที่ในโลก

ชไนเดอร์ อิเล็คทริคในงาน COP24

การประชุม COP24 มีผู้เข้าร่วมประมาณ 20,000 คน มีทั้งผู้นำทางการเมือง ตัวแทนจาก NGOs องค์กรธุรกิจ รวมถึงหน่วยงานด้านวิทยาศาสตร์ และการวิจัย) จากกว่า 190 ประเทศ โดยคนเหล่านี้จะทำงานร่วมกัน เพื่อเร่งดำเนินการตามแนวทางต่างๆ ให้ได้ภายในปี 2020 โดยผู้เชี่ยวชาญและผู้บริหารของ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค จะเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ตลอดจนการประชุมในครั้งนี้ด้วยเช่นกัน อาทิ นายยาเซค ลุคาสเซวิคซ์ ประธานกลุ่มชไนเดอร์ อิเล็คทริค โปแลนด์ สาธารณรัฐเช็ก และสโลวาเกีย นายกิลเลส เวอร์มอท เดสโรชส์ รองประธานอาวุโสฝ่ายความยั่งยืน และนายออเรลี จาร์แดง ผู้อำนวยการฝ่ายกิจการสาธารณะและพันธมิตรธุรกิจ เป็นต้น

“ความมุ่งมั่นทุ่มเทเพื่อสร้างความยั่งยืนและสร้างความเป็นกลางทางด้านคาร์บอน ให้กับโลกใบนี้ ต้องอาศัยทั้งความเชี่ยวชาญด้านการจัดการพลังงานและระบบออโตเมชั่น ซึ่งการผสานเทคโนโลยีที่มีอยู่ภายใต้แพลตฟอร์ม EcoStruxure นับเป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยสร้างนวัตกรรมเปลี่ยนโลกในวันนี้ได้ นอกจากจะช่วยให้องค์กรและภาคธุรกิจ ลดต้นทุนด้านพลังงานและลดการปล่อยก๊าซคาบอนได้มหาศาลแล้ว ยังช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำได้ในระดับมหภาค ที่สำคัญส่งผลให้โลกใบนี้ลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติได้อย่างมีนัย เพื่อให้โลกสามารถฟื้นฟูทรัพยากรเหล่านั้นได้ทันตามสัดส่วนของการใช้งานที่เหมาะสม ก่อนที่ทุกสิ่งจะสายไป”

# # #

 

เกี่ยวกับชไนเดอร์ อิเล็คทริค

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ผู้นำด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นในการจัดการพลังงาน และระบบออโตเมชั่น ตั้งแต่ บ้าน อาคาร ดาต้าเซ็นเตอร์ ระบบโครงสร้างพื้นฐาน และอุตสาหกรรมต่างๆ  ด้วยการยืนหยัดอยู่ในเวทีระดับโลกในกว่า 100 ประเทศ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค เป็นผู้นำที่โดดเด่นในด้านการจัดการพลังงาน ทั้งแรงดันไฟฟ้าขนาดกลาง-ต่ำ และระบบสำรองไฟฟ้า รวมถึงระบบออโตเมชั่นต่างๆ เรานำเสนอโซลูชั่นแบบบูรณาการที่มีประสิทธิภาพ ด้วยการผสานการทำงานร่วมกันทั้งในส่วนของพลังงาน ระบบออโตเมชั่น และซอฟต์แวร์ เรามีระบบนิเวศทั่วโลก ซึ่งเป็นการประสานความร่วมมือกับคู่ค้ารายใหญ่ที่สุด รวมถึงชุมชนนักพัฒนาและผู้วางระบบบนแพลตฟอร์มเปิด เพื่อมอบประสิทธิภาพด้านการดำเนินงาน และการควบคุมในแบบเรียลไทม์ เราเชื่อว่าด้วยผู้คนที่ยอดเยี่ยมเหล่านี้ และพันธมิตรของเรา จะช่วยให้ชไนเดอร์ อิเล็คทริคเป็นบริษัทที่เยี่ยมยอด พร้อมกับคำมั่นสัญญาของเราที่มุ่งมั่นในเรื่องการสร้างนวัตกรรม ความหลากหลาย และความยั่งยืนช่วยให้ทุกคนมั่นใจได้ว่า “Life is On” ในทุกที่สำหรับทุกคน และทุกช่วงเวลา www.schneider-electric.co.th

 

แนะนำ ไทเชฟขนาดซองเล็ก 25 กรัม

ผงโรยอาหารแบรนด์คุณภาพ ไทเชฟ เข้มข้นถึงใจ ไม่ต้องใช้เยอะ แนะนำผงโรยขนาดใหม่ สะดวกใช้ในซองเล็ก 25 กรัม เอาใจกลุ่มลูกค้าที่เพิ่งเริ่มต้นทดลองใช้ผลิตภัณฑ์ไทเชฟ กับผงโรยรสยอดนิยม ได้แก่ รสปาปริก้า รสบาร์บีคิว และรสชีส สำหรับเพิ่มรสชาติให้เมนูโปรดของคุณ อาทิ ไก่ทอด เฟรนช์ฟรายส์ เป็นต้น ด้วยวิธีการง่ายๆ เพียงแค่เทและคลุกเคล้าให้เข้ากัน เท่านี้ก็สร้างมูลค่าให้เมนูอาหารได้แบบไม่รู้จบ ไม่ว่าทำกินเองในครอบครัว หรือจะนำไอเดียไปต่อยอดธุรกิจอาหารได้อย่างไม่สิ้นสุด โดยผู้ที่สนใจผลิตภัณฑ์หาซื้อได้ตามร้านจำหน่ายอุปกรณ์เบเกอรี่ และจุดบริการไปรษณีย์ทั่วประเทศ หรือช้อปทางออนไลน์พร้อมบริการส่ง “ฟาสต์ ไทเชฟ” สั่งวันนี้ ส่งวันนี้ พรุ่งนี้ถึง เร็วทันใจ ที่เว็บไซต์ www.thychef.com, www.lazada.co.th หรือสนใจเป็นส่วนหนึ่งกับครอบครัวไทเชฟเพื่อรับรายได้ง่ายๆ แบบไม่ต้องลงทุนและสต๊อกสินค้ากับอาชีพ “นักขายออนไลน์ไทเชฟ”

สอบถามได้ที่โทรศัพท์ 02-968-3723-6, FB:ThyChef, ID Line: @thychef

“ยิบอินซอย สุดแกร่ง” คว้า 2 รางวัล คู่ค้าที่มีความสามารถในการบริหารงาน และมียอดขายโดดเด่น จากเทรนด์ไมโคร

บริษัท ยิบอินซอย จำกัด นำทัพโดย นายสมประสงค์ ใจสำราญ ผู้อำนวยการ สายธุรกิจเอ็นเตอร์ไพรัซ์โซลูชั่นส์ (คนที่ 5 จากซ้าย) และ นายสุขสันต์ มงคลจุฑา ผู้ช่วยผู้อำนวยการอาวุโส สายธุรกิจ เอ็นเตอร์ไพรัซ์โซลูชั่นส์ บริษัท ยิบอินซอย จำกัด (คนที่ 6 จากซ้าย) ขึ้นรับ 2 รางวัลจาก นางสาว ปิยธิดา ตันตระกูล ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท เทรนด์ไมโคร (ประเทศไทย) จำกัด (คนที่ 7 จากซ้าย) ภายในงาน Trend Micro Partner & Red Code Day | Dinner Party on 19 Dec 18  โดยรางวัลประกอบด้วย 1. Commitment Partner 2018 เป็นรางวัลที่เทรนด์ไมโคร มอบให้กับบริษัทคู่ค้าที่ทำธุรกิจร่วมกันระหว่างผู้บริหารและทีมงาน และสามารถทำได้ตามวัตถุประสงค์ที่ได้กำหนดไว้ และ 2. Top Seller 2018 เป็นรางวัลที่เทรนด์ไมโคร มอบให้กับพนักงานขายของบริษัท ยิบอินซอย จำกัด ที่ทำยอดขายผลิตภัณฑ์เทรนด์ไมโครได้โดดเด่นในปี 2018  

CHIC มอบเงินบริจาคสมทบทุนมูลนิธิโรงพยาบาลเด็ก

นายกิจจา ปัทมสัตยาสนธิ (ที่ 2 จากขวา) กรรมการผู้จัดการ พร้อมคณะผู้บริหาร บริษัท ชิค รีพับบลิค จำกัด(มหาชน) ( CHIC ) ร่วมกับ Ashley Furniture Industries,Inc. และแขกผู้มีเกียรติที่มาร่วมสมทบทุนในงานเปิดตัวแบรนด์ Ashley ประเทศไทย โดยนำเงินบริจาคจำนวน 493,050 บาท ส่งมอบให้กับมูลนิธิโรงพยาบาลเด็ก เพื่อสนับสนุนการจัดซื้อเครื่องมือและอุปกรณ์การแพทย์ที่ทันสมัย ในการพัฒนาด้านการรักษาพยาบาลช่วยเหลือผู้ป่วยเด็กจากครอบครัวที่ไม่อาจช่วยตนเองได้ โดยมี แพทย์หญิงสุจิตรา นิมมานนิตย์ ประธานกรรมการมูลนิธิโรงพยาบาลเด็ก เป็นผู้รับมอบ ณ มูลนิธิโรงพยาบาลเด็ก เมื่อเร็วๆ นี้

ฟิวเจอร์ เอนเนอร์ยี เอเชีย 2018 ผนึกกำลังผู้นำด้านก๊าซและพลังงานของเอเชีย อภิปรายกลยุทธ์สำหรับอนาคต ผลักดันประเทศไทยก้าวสู่ ศูนย์กลางด้านพลังงานแห่งเอเชีย

  • ตัวแทนภาคธุรกิจเข้าร่วมงานกว่า 5,000 รายตลอดการจัดงานทั้ง 3 วัน
  • ประเทศไทยสานต่อเป็นเจ้าภาพจัดงานแสดงเทคโนโลยี และการประชุมด้านพลังงานเพื่ออนาคตแห่งเอเชียครั้งถัดไปวันที่ 12 – 14 กุมภาพันธ์ 2563 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค กรุงเทพมหานคร
  • ตั้งเป้ายอดตัวแทนภาคธุรกิจเข้าร่วมงานเพิ่มขึ้น 80% ในปี 2020

ผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำมัน ก๊าซ และแอลเอ็นจี จำนวน 5,061 รายเข้าร่วมงานแสดงเทคโนโลยีและการประชุมด้านพลังงานเพื่ออนาคตแห่งเอเชีย ฟิวเจอร์ เอนเนอร์ยี เอเชีย (FEA) ครั้งปฐมฤกษ์ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 12 – 14 ธันวาคม 2561 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค ในกรุงเทพมหานคร โดยมีเหล่าผู้นำทางอุตสาหกรรม และผู้มีอำนาจตัดสินใจจากแวดวงพลังงานให้ความสนใจเข้าร่วมการอภิปรายในระดับสูง มุ่งเน้นประเด็นเรื่องพลวัตการพัฒนาแลนด์สเคปด้านพลังงานของเอเชีย ตลอดจนโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ สำหรับภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับก๊าซ  แอลเอ็นจี และน้ำมัน เพื่อสนับสนุนการเติบโตต่อไปทั้งวันนี้และในอนาคต

งานประชุมและแสดงเทคโนโลยีในงานครั้งนี้มียอดผู้เข้าชมทะลุเป้า โดยมีตัวแทนภาคธุรกิจนับรวมทั้งหมดถึงวันสุดท้ายถึง 5,061 ราย และผู้เข้าร่วมประชุม 338 ราย แล้วยังมีวิทยากรผู้ร่วมบรรยายในงานประชุมเชิงกลยุทธ์และงานประชุมด้านเทคนิคกว่า 121 ท่าน และบริษัทที่นำสินค้าและนวัตกรรมมาจัดแสดงอีกจาก 30 ประเทศทั่วโลก การจัดงานครั้งปฐมฤกษ์นี้ได้รับเกียรติจาก ดร. ศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานแห่งประเทศไทย เป็นประธานเปิดงาน และยังได้รับความสนใจจากพันธมิตรด้านพลังงานจากทั่วภูมิภาครวมถึงภาคส่วนอุตสาหกรรมเข้าร่วมงาน โดยงานฟิวเจอร์ เอนเนอร์ยี เอเชีย 2018 มีทั้งผู้นำจากภาครัฐ บริษัทภาคเอกชนที่ดำเนินธุรกิจด้านพลังงานครบวงจร ผู้ให้บริการเทคโนโลยีสะอาด ผู้ประกอบการ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลักในอุตสาหกรรมพลังงานรวมพลังกัน เพื่อหารือและกำหนดกลยุทธ์และนโยบายสำหรับอนาคตของแผนการพัฒนาด้านก๊าซ แอลเอ็นจี และน้ำมันสำหรับภูมิภาคเอเชีย  

ด้วยนโยบายการขับเคลื่อนด้านพลังงานในอนาคตอย่างแข็งแกร่งของรัฐบาลไทย ตลอดจนการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน บริษัทสปอนเซอร์ต่างๆ และสมาคมต่างๆ ที่ให้การสนับสนุนทำให้งานแสดงเทคโนโลยีและการประชุมด้านพลังงานเพื่ออนาคตแห่งเอเชีย ฟิวเจอร์ เอนเนอร์ยี เอเชีย 2018 เป็นหนึ่งในงานแสดงเทคโนโลยีอย่างเต็มรูปแบบด้านก๊าซ แอลเอ็นจี น้ำมัน และพลังงานที่สำคัญที่สุดของเอเชียในปัจจุบัน อีกทั้งงานดังกล่าวยังเป็นการเน้นย้ำจุดยืนและความพร้อมของประเทศไทย ในการเป็นศูนย์กลางด้านพลังงานชั้นนำแห่งใหม่ของเอเชียด้วยการรับรู้จากประชาคมด้านพลังงานระดับโลก

ฯพณฯ ดร. ศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานแห่งประเทศไทย ในฐานะตัวแทนของรัฐบาลขึ้นกล่าวในพิธีเปิดงานอย่างเป็นทางการว่า “งานแสดงนิทรรศการและการประชุมในครั้งนี้ ถือว่าเป็นการประสานความร่วมมือครั้งสำคัญ เพื่อการเผยแพร่ถึงนโยบายและความพร้อมของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางแห่งการลงทุน เพื่อแสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการเป็นศูนย์กลางพลังงานที่ยั่งยืนของเอเชียในยุคไทยแลนด์ 4.0 การเปลี่ยนแปลงและการพัฒนาประเทศไทยถือเป็นสิ่งที่รัฐบาลไทยให้ความสำคัญในลำดับต้นๆ ซึ่งจะช่วยสร้างโอกาสและเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับเหล่าบริษัทด้านพลังงานทั้ง ในแบบครบวงจรและไม่ครบวงจรทั่วโลก”

พิธีเปิดงานนับเป็นจุดเริ่มต้นของการประชุมเชิงกลยุทธ์ตลอดทั้งสามวัน สำหรับเวทีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและโอกาสในการขยายเครือข่ายธุรกิจ ซึ่งมีผู้นำด้านพลังงานเข้าร่วมงานอย่างมากมาย ตั้งแต่เจ้าภาพร่วมอย่าง บริษัท ปตท. จำกัด และ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ผู้สนับสนุนเลานจ์ วีไอพีอย่างเป็นทางการ บริษัท เทลลูเรียน (Tellurian) โกลด์ สปอนเซอร์ ซึ่งได้แก่ บริษัท โมซัมบิก แอลเอ็นจี (Mozambique LNG) บริษัท ปตท.สผ. (PTTEP) และบริษัท ชีเนียร์ (Cheniere) ซิลเวอร์ สปอนเซอร์ อย่าง บริษัท มูบาดาลา ปิโตรเลียม (Mubadala Petroleum) บริษัท เชฟรอน (Chevron) และ บริษัท โอซาก้า ก๊าซ แอนด์ เวนเจอร์ โกลบอล แอลเอ็นจี (Osaka Gas & Venture Global LNG) บรอนซ์ สปอนเซอร์ อย่าง บริษัท เบคเทล (Bechtel) และ แอสโซซิเอท สปอนเซอร์ อย่าง อาร์ดับเบิ้ลยูอี (RWE)   

นายวิรัตน์  เอื้อนฤมิต ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นต้นและก๊าซธรรมชาติ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวในพิธีเปิดงานว่า “ปตท. เชื่อมั่นว่าการเติบโตอย่างมั่นคงและต่อเนื่องขององค์กรรวมถึงผู้มีส่วนได้เสีย ต่างมีความเกี่ยวข้องกับ 3 ด้าน หรือ 3P ที่สำคัญอย่างมาก ได้แก่ ประชาชน โลก และความสำเร็จ

  • สำหรับด้านประชาชน ในฐานะที่ ปตท. เป็นบริษัทพลังงานแห่งชาติ จึงได้จัดหาแหล่งพลังงานในราคาที่หมาะสมแก่การแข่งขันในท้องตลาด เพื่อให้เกิดความมั่นคงด้านพลังงานในระยะยาวต่อประเทศไทยและประชาชน นอกจากนี้เรายังส่งเสริมการเติบโตของแหล่งชุมชนและภาคสังคม ผ่านโครงการความรับผิดชอบต่อสังคมต่างๆ ของเรา
  • ในส่วนของโลกนั้น ธุรกิจในกลุ่มปตท. ต่างดำเนินงานโดยคำนึงถึงสภาพแวดล้อมเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อลดผลกระทบจากการดำเนินงานต่อกลุ่มธุรกิจเชื้อเพลิงฟอสซิล ด้วยการใช้เทคโนโลยีที่ดีที่สุดและให้ความสามารถอย่างยอดเยี่ยมของเราจึงมั่นใจได้ ว่า ปตท. ได้ปฏิบัติการตามมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเหมาะสม
  • ขณะที่ด้านความสำเร็จ ปตท. มุ่งมั่นที่จะสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในระยะยาว โดยการปรับปรุงและเพิ่มประสิทธิภาพผ่านการขยายธุรกิจไปสู่ห่วงโซ่คุณค่า (value chain) และมีระบบการกำกับดูแลบริหารความเสี่ยงและการปฏิบัติงานตามกฎระเบียบที่เหมาะสม (Good Corporate Governance Risk & Compliance - GRC)"

นายพัฒนา แสงศรีโรจน์ รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย กล่าวว่า “การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไฟฟ้าในอนาคตจะมีรูปแบบที่แตกต่างออกไป เนื่องจากการใช้พลังงานในรูปแบบของพลังงานไฟฟ้าเพิ่มขึ้น (Electrification) การกระจายตัวออกของแหล่งพลังงาน (Decentralization) ทำให้มีแหล่งพลังงานทางเลือกกระจายอยู่ตามพื้นที่ต่างๆ ในขณะเดียวกันการใช้เทคโนโลยีดิจิตอล (Digitalization) จะเข้ามามีบทบาทสำคัญต่ออุตสาหกรรมไฟฟ้า กฟผ. มุ่งมั่นพัฒนานวัตกรรมพลังงานด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อเสริมความมั่นคงของระบบไฟฟ้าให้เพียงพอต่อความต้องการใช้ไฟฟ้า มีความน่าเชื่อถือในราคาที่เหมาะสม เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของประเทศซึ่งอุตสาหกรรมไฟฟ้า ถือเป็นหนึ่งในปัจจัยที่มีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในยุดดิจิตอล”

สำหรับความโดดเด่นของการประชุมตลอดทั้ง 3 วัน มีหัวข้อที่น่าสนใจมากมาย อาทิ การประสานนโยบายพลังงานในระดับภูมิภาค การส่งเสริมความร่วมมือเพื่อขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมพลังงานของไทย การพัฒนาในด้านโครงสร้างพื้นฐานพลังงานที่ประสบผลสำเร็จ สำหรับเศรษฐกิจเอเชียที่เกิดขึ้นใหม่และภูมิภาคเอเชียที่กำลังก้าวสู่การเป็นแหล่งพลังงานสีเขียว

นอกจากนี้ภายในงานยังมีการประชุมเชิงเทคนิค หรือ Centres of Technical Excellence (COTES) โดยมีหัวข้อการประชุมที่น่าสนใจ ได้แก่ การจัดประชุมด้านเทคนิคการพัฒนาต้นน้ำและการวางแผนเชิงกลยุทธ์ เทคโนโลยีและการพัฒนาก๊าซและ แอลเอ็นจี การพัฒนาแหล่งต้นน้ำและกลยุทธ์การวางแผน ระบบพลังงานยุคดิจิตอล 4.0 การผลิตกระแสไฟฟ้าและระบบสาธารณูปโภค และการกลั่น – การขนส่ง รวมถึงการกระจายพลังงานต่างๆ

ด้วยเสียงตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้ร่วมงานซึ่งรวมถึงตัวแทนทั้งจากภาครัฐและภาคเอกชน ตลอดจนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้องทุกท่านที่เข้าร่วมงานเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ขยายเครือข่ายทางธุรกิจ และวางแผนกลยุทธ์สำหรับอนาคต    งานแสดงเทคโนโลยีและการประชุมด้านพลังงานเพื่ออนาคตแห่งเอเชีย ฟิวเจอร์ เอนเนอร์ยี เอเชีย จะกลับมาจัดที่เมืองไทยอีกครั้งในวันที่ 12 – 14 กุมภาพันธ์ 2563 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค กรุงเทพฯ

แบงค์ 4.0 รุกหนักอีโมชั่น ถึงคราว “กรุงศรี” ส่ง BESTFRIEND เคาะประตูหัวใจคนรุ่นใหม่ เลือกได้ในแบบที่ใช่

  • โลกทุกวันนี้มีอะไรเปลี่ยนไปทุกวัน ยิ่งเรื่องการใช้เงิน ยิ่งเปลี่ยนเร็วเหลือเกิน ไหนจะกดเงินไม่ใช้บัตร มาเจอโมบายล์แบงค์กิ้ง ไหนจะฟินเทค เดี๋ยวอยู่ๆวันนึง ตู้เอทีเอ็มหายเฉย บางอันก็สะดวก บางอันก็ยากจนงง
  • แต่กรุงศรี เชื่อว่า ต่อให้โลกเปลี่ยนไปแค่ไหน... เรื่องเงิน ก็ยังต้องเป็นเรื่องง่าย
  • เราจึงไม่ยอมลดความสะดวกของคุณ มีแต่ขยายทุกช่องทาง ที่จะช่วยให้คุณสะดวก ในทุกเวลา และทุกรูปแบบการใช้ชีวิตของคุณ
  • สะดวกทักทายกันที่สาขา มีตู้ให้อุ่นใจไว้กดเงินได้ทุกที่ หรือต้องการความรวดเร็วทันใจแบบยุคดิจิทัล ก็มีรองรับแบบครบวงจร ให้คุณสบายในทุกๆเวลาของชีวิต และรู้ว่า... #กรุงศรีอยู่นี่นะ

ในยุคดิจิทัลที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทกับชีวิตเรามากขึ้น ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว องค์กรไหนที่ไม่คิดปรับตัวให้สอดรับกับสถานการณ์ธุรกิจคงแย่ ในธุรกิจแบงค์ก็เช่นเดียวกัน ทำให้แบงค์ของไทยต้องหันมามองในเรื่องของรีเลชั่น สัมพันธภาพที่ดีระหว่างลูกค้ากับแบรนด์

BESTFRIEND โฆษณาชุดใหม่จาก Alpha 245” สร้างขึ้นจากไอเดียบนความจริงที่ว่า ถึงแม้จะมีสมาร์ทโฟนเพียงเครื่องเดียวเราก็สามารถอยู่บนโลกนี้ได้แบบสบายๆ แต่บางครั้งการมี “เพื่อน” ดีที่เข้าใจและพร้อมจะอยู่เคียงข้างอาจเป็นสิ่งที่ช่วยให้เราอุ่นใจได้อย่างไม่รู้ตัว ความเหินห่าง และความเหงาของสังคมในปัจจุบันเป็นสิ่งที่ถูกหยิบยกเอาความรู้สึกนี้มาสร้างเป็นภาพยนตร์โฆษณาน่ารัก ภายใต้แคมเปญ #กรุงศรีอยู่นี่นะ ภาพยนตร์โฆษณาที่ดูแล้วต้องอมยิ้มปนไปกับความรู้สึกอุ่นใจที่เราเชื่อว่าขยี้ใจคนขี้เหงาได้อีกหลายคน

(เพื่อน-จอย-อุ่น หนุ่มข้างบ้าน)

เรื่องราวดำเนินขึ้นผ่านชีวิตของสาวโสด “จอย” ที่ต้องการใครสักคนเข้ามาดูแล เธอจึงตัดสินใจสั่งซื้อหุ่นยนต์ “เพื่อน” เข้ามาดูแลชีวิต ซึ่งตั้งแต่ที่เธอมีเพื่อน ชีวิตเธอก็สะดวกสบายขึ้นในหลายๆเรื่อง... แต่ก็ยังมีบางเรื่องที่เพื่อนไม่อาจเข้าใจเธอได้

(ความรู้สึกถูกทดแทนด้วยเทคโนโลยี)

 

(เทคโนโลยีไม่อาจทดแทนความอุ่นใจ)

บางครั้งเทคโนโลยีไม่อาจทดแทนความอุ่นใจ หัวใจเธอจึงถูกเติมเต็มจากหนุ่มข้างบ้าน“อุ่น”ที่เข้าใจเธอในทุกๆเรื่องซึ่งสุดท้ายแล้วเธอก็ไม่จำเป็นต้องลำบากใจในการเลือกใคร เพราะเธอสามารถเลือกเพื่อนที่เป็นหุ่นยนต์ไว้คอย “ดูแล” พร้อมมีอุ่นคนที่ “เข้าใจ” อยู่ใกล้ๆเธอได้เสมอ

(ขอผมอยู่นี่นะ)

หลายครั้งในชีวิตสถานการณ์ต่างๆ มักบีบบังคับให้เราต้องเลือก ภาพยนตร์โฆษณาชุดนี้จัดทำขึ้นเพื่อจะบอกว่า เพราะไม่ว่าคุณจะใช้ชีวิตแบบไหน ก็เลือกได้ในแบบที่ใช่ เพราะ #กรุงศรีอยู่นี่นะ พร้อมกระชากอารมณ์ตรงจุดผ่านชีวิตของคนในยุคนี้ที่ใช้ชีวิตหลายแบบ และจะดีแค่ไหนถ้าเราไม่ต้องเลือก “ผมอยู่นี่นะ” น่าจะแทนใจความหมายโฆษณาชุดนี้ได้เป็นอย่างดี ตรงจริตใครหลายคน และกลมกล่อมลงตัวอย่างพอดี

อุ่นใจกับ BESTFRIEND พร้อมรับชมภาพยนตร์โฆษณาเพิ่มเติมได้ที่: https://www.youtube.com/watch?v=z7aQW5YhBTY

Page Visitor

030103084
Today
Yesterday
This Week
This Month
Last Month
All days
20023
57928
193626
1480354
1609543
30103084
Your IP: 3.236.253.192
2021-10-27 08:36