01Top_System
BizFocus

BizFocus

ทันยุค ทันสมัย หัวใจธุรกิจ บิสโฟกัส

อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ แกร่ง!! 3 ไตรมาส โตเข้าเป้า 4.6% กวาดรายได้ 7,258 ลบ. ประกาศผนึกพันธมิตร ดึงนวัตกรรมใหม่เสริมทัพ อัดแคมเปญใหญ่ ดันยอดปลายปี ปีหน้าทุ่มเม็ดเงินลงทุนกว่า 165 ลบ. พลิกโฉมใหม่ 6 สาขา พร้อมกางแผนขยาย อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ 4 สาขา รวมถึงรุกตลาดต่างประเทศผ่านรูปแบบแฟรนไชส์

อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ (Index Living Mall) ตอกย้ำผู้นำค้าปลีกเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้านไทย โชว์รายได้ 3 ไตรมาสปิดที่ 7,258 ลบ. พร้อมวางหมากโหมทำการตลาดจากนี้แบบเข้มข้น ทั้งประกาศผนึกกำลังพันธมิตรชั้นนำในแต่ละแคมเปญ รวมถึงดึงนวัตกรรมใหม่เสริมทัพสินค้า เจาะตลาด Customization รายคน ตลอดจนจัดซีซั่นนอลแคมเปญใหญ่ช่วงเทศกาลฉลองปีใหม่ รุกสื่อทุกช่องทางครบทุกแพลตฟอร์ม ยึดปรับตัวตามสถานการณ์ ชูของดีมีคุณภาพในราคาจับต้องได้ พร้อมประกาศแผนเดินหน้าขยายสาขาอินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ 4 สาขา ปูพรมทั้งในกรุงเทพฯ และตจว.  รวมถึงขยายแฟรนไชส์ในต่างประเทศอย่างอินโดนีเซีย เพราะมีศักยภาพในทิศทางที่ดี

นางสาวกฤษชนก ปัทมสัตยาสนธิ กรรมการผู้จัดการ อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์  (Miss Kridchanok Patamasatayasonthi, Managing Director of Index Living Mall) กล่าวถึงภาพรวมตลาดเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้านปีนี้ว่าเติบโตแบบทรงตัว  และเมื่อพิจารณาเฉพาะตลาดอสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่กรุงเทพฯ และในกลุ่มหัวเมืองใหญ่และจังหวัดท่องเที่ยวยังถือว่าอยู่ในทิศทางที่ดี ทั้งจากผู้ซื้อชาวไทยและชาวต่างชาติ คาดว่าจะมียอดขายประมาณ 480,000 ลบ. แบ่งเป็นบ้านแนวราบ 46% และคอนโดมิเนียม 54% ขณะที่ยอดเปิดตัวโครงการใหม่ทั้งปี ประมาณ 430,000-440,000 ลบ. ใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา (ที่มาจาก www.area.co.th) ขณะที่ผู้ประกอบการธุรกิจเฟอร์นิเจอร์เองมีการแข่งขันที่ดุเดือด โดยพยายามงัดกลยุทธ์ด้านโปรโมชั่นตลอดจนกิจกรรมการตลาด เพื่อกระตุ้นกำลังซื้อในช่วงไตรมาสสุดท้าย ซึ่งคาดว่ามูลค่าตลาดรวมเฟอร์นิเจอร์ในประเทศ สิ้นปี 2561 ประมาณการอยู่ที่ 80,000 ลบ.

“สำหรับผลประกอบการของ อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ ในช่วง 9 เดือนของปี 2561 ที่ผ่านมานั้น สามารถทำยอดขายได้ 7,258 ลบ. มีอัตราการเติบโตของยอดขายสาขาเดิม (Same Store Sales Growth) อยู่ที่ 4.6% ซึ่งเป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ ปัจจุบันบริษัทฯ มีส่วนแบ่งการตลาดอยู่ที่ประมาณ 20%  ของตลาดรวมเฟอร์นิเจอร์ในประเทศ ขณะที่ยอดสมาชิกบัตร JOY CARD ของ อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ มีจำนวนทั้งสิ้นกว่า 1 ล้านราย”

ทั้งหมดนี้เป็นผลสืบเนื่องมาจากการทำกิจกรรมทางการตลาดอย่างเข้มข้นทั้งแคมเปญ ส่วนลด ตลอดจนโปรโมชั่นต่างๆ ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา รวมถึงการเปิดสาขาใหม่  ได้แก่ สาขาบางกรวย-ไทรน้อย  ใน อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี  ซึ่งเป็นสาขาลำดับที่ 29  เมื่อ ส.ค.ที่ผ่านมา บนพื้นที่รวมกว่า 7,000 ตร.ม. ภายในเทสโก้ โลตัส สาขาบางกรวย-ไทรน้อย  และนับเป็นแห่งที่ 4 ที่ร่วมกับเทสโก้ โลตัส  หลังจากเปิดสาขามหาชัย, สาขานครสวรรค์ และสาขาแจ้งวัฒนะ ไปแล้วตามลำดับ ประกอบกับปัจจัยเรื่องความร่วมมือกับบิสิเนสพาร์ทเนอร์ที่แข็งแกร่ง ในการเสริมศักยภาพทางธุรกิจ ทั้งสายบัตรเครดิต ธนาคารและสถาบันทางการเงินชั้นนำ ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชื่อดัง เพื่อเข้ามาเป็นคู่ค้าในฐานะโฮสต์ใหญ่แต่ละแคมเปญทางการตลาด อันเป็นผลดีทั้งกับ อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ และทางพันธมิตรเอง นอกเหนือจากนี้ บริษัทฯ ได้มีการนำนวัตกรรมใหม่ๆ เข้ามาปรับใช้กับสินค้าเฟอร์นิเจอร์ ทั้งวัสดุ ฟังก์ชัน ดีไซน์ ในการนำเสนอสินค้าและบริการตามความพึงพอใจและไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของลูกค้า เพื่อตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ที่อาศัยในเมืองมากขึ้น เนื่องจากพฤติกรรมการเลือกซื้อเฟอร์นิเจอร์ของผู้บริโภคในยุคตลาด 4.0 ไม่เพียงเน้นในเรื่องราคาเป็นตัวตัดสินใจซื้อเท่านั้น หากยังให้ความสำคัญในด้านฟังก์ชันการใช้งานและดีไซน์ที่ไม่เหมือนใคร รวมทั้งชื่นชอบสินค้าที่เป็นการ Customize แบบรายบุคคล”

“ที่สำคัญ อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ ยังได้เลือก “คิมเบอร์ลี่ แอน โวลเทมัส” ดารานักแสดงสาวชื่อดัง มาเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์คนแรก ด้วยเหตุผลในแง่ของการเป็นที่รู้จักและมีภาพลักษณ์ที่ดี อีกทั้งดู Premium Mass หากแต่ลูกค้ายังรู้สึกจับต้องได้  โดยได้เปิดตัวไปแล้วผ่านภาพยนตร์โฆษณา Ital Smart จากแนวคิด “ของมันต้องมี ที่เก็บดีๆ ต้องมีด้วย” ถ่ายทอดเรื่องราวการใช้ชีวิตสมาร์ทผ่านนวัตกรรมใหม่ ให้ตู้เสื้อผ้าเป็นมากกว่าที่จัดเก็บเสื้อผ้า จับกลุ่มลูกค้าอายุ 24-50 ปี รายได้ 1 แสนบาทขึ้นไปต่อเดือน กำหนดออนแอร์ TVC 90 วินาที ทางทีวีรวมถึงทางสื่อโซเชียลดิจิทัลทุกแพลตฟอร์มพร้อมกันเมื่อ 16 พ.ย.ที่ผ่านมา”

ขณะเดียวกัน ในไตรมาส 4 อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ ยังลุยกิจกรรมการตลาดต่อเนื่อง โดยเน้นหนักการจัดแคมเปญและโปรโมชั่น บวกของดีมีคุณภาพ ผ่านบิ๊กแคมเปญ “ไทม์ ทู เซเลเบรท 2019” (Time to Celebrate 2019) ที่จัดต่อเนื่องทุกสิ้นปี ซึ่งปีนี้ได้เชิญ อาจารย์ช้าง-ทศพร ศรีตุลา มาแนะนำ 4 ชุดของขวัญเสริมสิริมงคล หรือ Gift Baskets ได้แก่  ชุดสมบูรณ์พูนสุข ราคา 590 บาท, ชุดรุ่งโรจน์โชติช่วง ราคา 990 บาท, ชุดสำเร็จสมหวัง ราคา 1,290 บาท และชุดรวยทรัพย์รวยสุข  ราคา 1,590 บาท พร้อมชุดของขวัญและของแต่งบ้านที่คัดพิเศษอื่นๆ รวม 30 แบบ ภายใต้แนวคิด “Share a Wish, Share a Gift” แชร์ความสุขด้วยหัวใจ เริ่มวันนี้ - 9 ม.ค. 2562

  • ปีหน้าทุ่มเม็ดเงินลงทุนกว่า 165 ลบ. พลิกโฉมใหม่ 6 สาขา

บริษัทฯ ยังคงนโยบายมุ่งเน้นทำการตลาดเชิงรุกในประเทศชัดเจน นอกจากปีนี้จะเปิดสาขาใหม่แล้ว 1 สาขาข้างต้น ยังได้มีแผนรีโนเวทสาขา ประเดิมที่สาขาบางนา  และอีก 6 สาขา ต่อเนื่องในปีหน้า ได้แก่ สาขาราชพฤกษ์, สาขาเกษตร-นวมินทร์, สาขารังสิต, สาขาพัทยา, สาขาภูเก็ต และสาขาอุดรธานี  ทั้งนี้ ได้เริ่มต้นที่สาขาบางนา เพราะถือเป็นสาขาหนึ่งที่มีกำลังซื้อ ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายระดับกลางถึงสูง การปรับโฉมใหม่จึงได้เพิ่มการโฟกัสกลุ่มลูกค้าระดับสูงมากขึ้น มีการผลิตสินค้าลักชัวรี่ ที่มีดีไซน์สวย วัสดุพรีเมียม เน้นการใช้พื้นที่และฟังก์ชันการใช้งาน  ด้วยพื้นที่ที่ชัดเจน สวยงาม และสะดวกขึ้น นำร่อง 11 โซนดีไซน์ใหม่ ได้แก่ Trend Design, The Luxury Edition, Ital Smart, Ital Living, Natural Living,  Space Saving, Kitchen 4.0, Real House, Sofa Studio, Bedding Studio และท้ายสุดกับ Perfect Sleep ที่แรกในไทย กับ One Stop Service รวมศาสตร์ความรู้ บริการ และนวัตกรรมสินค้าครบไลน์ทุกเรื่องการนอน  เพื่อสุขภาพการนอนที่สมบูรณ์แบบ  ทั้งผ้าปูที่นอน หมอน ที่นอน รวมถึงอุปกรณ์การนอนอื่นๆ มากมาย รวมกว่าร้อยรายการ พร้อมมีการนำเข้าสินค้าจากแบรนด์นวัตกรรมเรื่องการนอนชั้นนำของโลกจากประเทศสหรัฐอเมริกาอย่างแบรนด์ PureCare มาจำหน่ายเป็นรายแรกและรายเดียวในไทยด้วย

  • กางแผนปีหน้าลุยขยาย 4  สาขาทั้งกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด รวมถึงรุกตลาดต่างประเทศผ่านรูปแบบแฟรนไชส์

ปัจจุบัน อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ มีสาขาทั้งสิ้น 29 แห่งทั่วประเทศ และ Furniture Center อีก 6 สาขา, ร้าน Trend Design 4 สาขาที่อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ สาขาบางนา สาขาเกษตร-นวมินทร์ สาขาภูเก็ต และสาขาพัทยา ร้าน Momentous มัลติลิฟวิ่งสโตร์เฟอร์นิเจอร์ 3 สาขาที่ศูนย์การค้าสยามพารากอน อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ สาขาภูเก็ต และสาขาพัทยา และร้าน BoConcept  2 สาขาที่ศูนย์การค้าสยามพารากอน  และ อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ สาขาพัทยา รวมเป็นทั้งหมด 44 แห่ง  ขณะที่ในปี 2562 มีแผนขยายสาขาเพิ่มอีก 4 แห่งทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ได้แก่ สาขาชัยพฤกษ์, สาขาจันทบุรี, สาขารามอินทรา และสาขาสุขาภิบาล 3 ขณะที่ในต่างประเทศเตรียมวางแผนเดินหน้าขยายสาขาผ่านแฟรนไชส์อีก 2 แห่ง ที่ประเทศอินโดนีเซีย ในเมืองจาการ์ตาร์ และบาหลี ทั้งนี้ บริษัทฯ มองว่าศักยภาพของตลาดค้าปลีกเฟอร์นิเจอร์และของแต่งบ้านในอินโดนีเซีย ยังมีอัตราการเติบโตในทิศทางที่ดี โดยปัจจัยสำคัญมาจากฐานประชากรขนาดใหญ่ และการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องของอินโดนีเซีย รวมถึงรายได้ของประชากร และพฤติกรรมผู้บริโภค  สำหรับการขยายไปสู่ตลาดต่างประเทศของ อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ คาดว่าตลาดสามารถเติบโตได้ดี ผ่านการทำรูปแบบแฟรนไชส์ให้แก่ผู้ประกอบการท้องถิ่น อีกทั้งบริษัทฯ มีการศึกษาตลาดต่างประเทศ ตลอดจนศักยภาพการเติบโตของตลาดที่อยู่อาศัยในประเทศนั้นๆ เพื่อลดอัตราเสี่ยงในด้านต่างๆ ทั้งนี้ กลุ่มประเทศที่ให้ความสนใจและมีศักยภาพค่อนข้างสูง ได้แก่ กลุ่มประเทศในอาเซียนนั่นเอง

“เราพร้อมปรับตัวตามสถานการณ์ ไม่หยุดนิ่ง  โดยยึดของดีมีคุณภาพ ในราคาจับต้องได้ เป็นทิศทางธุรกิจที่  อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ จะเดินหน้าเต็มตัวในปี 2561 จากนี้ไป โดยนำ  Pain Point ของลูกค้ามาแก้ไขอย่างตรงจุด เพื่อตอบโจทย์ตลาด Customization ตามใจผู้บริโภคทุกรูปแบบ พร้อมเน้นจุดแข็งเรื่อง Space Utilization  ผ่าน  “ยูนีค” (Younique) Customized Furniture 4.0 เฟอร์นิเจอร์สั่งตัดตามใจคุณ ที่เป็นมากกว่าแค่ Personalize แต่ Customize ตรงตามความต้องการแบบเฉพาะรายคน ไม่มีใครเหมือน และไม่เหมือนใครแน่นอน ปัจจุบัน “ยูนีค” ทำยอดขายได้กว่า 255 ลบ. หลังจากเปิดตัวไปอย่างเป็นทางการเมื่อปีก่อน สะท้อนถึงการตอบรับอย่างดีจากตลาด Customization ขณะที่ทิศทางปีหน้าเชื่อว่ายุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของไทย (ปี 2558- ปี 2565)  โดยเฉพาะโครงข่ายพัฒนารถไฟฟ้าสายสีต่างๆ รวมถึงการจัดให้มีการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นต้นปี 2562 นี้  จะเป็นสัญญาณทางการตลาดที่ดี ทั้งเป็นปัจจัยหนุนตลาดเฟอร์นิเจอร์ และตลาดอสังหาริมทรัพน์ให้เติบโตยิ่งขึ้นแน่นอน”  นางสาวกฤษชนก ปัทมสัตยาสนธิ กล่าวปิดท้าย

หัวใจหลักที่ทำให้ อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ เป็นหนึ่งใน Top of Mind  ในใจผู้บริโภค คือ การศึกษาตลาดในประเทศและศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคในเชิงลึกระดับอินไซด์ เพื่อพัฒนาต่อยอดแบรนด์สินค้าที่ตอบโจทย์ลูกค้าอย่างแท้จริง เป็นวันสต็อปช้อปปิ้ง ตามสโลแกนมาที่เดียว “ครบ จบ คุ้ม” ทุกความต้องการเรื่องบ้าน สื่อสารทางการตลาดครอบคลุม IMC 360 ทุกด้าน หลากหลายครบทุกแพลตฟอร์มทั้งออนไลน์และออฟไลน์ ตลอดจนสร้าง Content Stories ที่โดนใจ ผ่านแนวคิด “4i” Inspiration, Information, Interaction และ Influencer โดยมีสินค้าและบริการให้เลือกมากกว่า 30,000 รายการ นอกจากนี้ ยังได้เพิ่มความสะดวกในการช้อปทางออนไลน์ หรือ e-commerce ผ่านช่องทาง  www.indexlivingmall.com สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ลูกค้ายุค 4.0 จึงกล่าวได้ว่าภาพรวมธุรกิจของ อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์  เติบโตมั่นคงและต่อเนื่องอย่างแข็งแกร่งและมีศักยภาพสูงสุดในธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ไทย

โลจิเทค M238 มาร์เวล คอลเลคชั่น ปลุกความเป็นฮีโร่ในตัวคุณด้วย “เมาส์ที่ออกแบบมาจากซุปเปอร์ฮีโร่”

โลจิเทค (Logitech) ผู้นำด้านนวัตกรรมการออกแบบอุปกรณ์ส่วนบุคคล เพื่อช่วยให้ทุกคนได้เพลิดเพลินกับประสบการณ์ที่ดีกว่าบนโลกดิจิตอล เปิดตัวคอลเลคชั่นใหม่ “เมาส์ไร้สายโลจิเทค รุ่น M238 มาร์เวล” โดยได้รับแรงบันดาลใจจากซุปเปอร์ฮีโร่ที่คุณชื่นชอบ ไม่ว่าจะเป็นกัปตันอเมริกา ไอรอนแมน แบล็คแพนเธอร์ หรือสไปร์เดอร์แมน ที่แสดงถึงความชื่นชอบต่อซุปเปอร์ฮีโร่ในดวงใจของทุกคน

“เราตั้งใจให้คอลเลคชั่นของโลจิเทค และมาร์เวลนี้ออกมาสนุก และออกแบบมาเพื่อให้แฟนสามารถเชื่อมโยงไปยังตัวละครนั้นๆ ได้ ตอนนี้ทุกคนก็จะสามารถตกแต่งโต๊ะทำงานให้มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง และผสานซุปเปอร์ฮีโร่ตัวโปรดจากมาร์เวลเข้าไปด้วยได้”

คอลเลคชั่นของโลจิเทคและมาร์เวล ให้คุณรับรู้ถึงความพิเศษของเหล่าซุปเปอร์ฮีโร่แต่ละตัว พร้อมดึงความสามารถและบุคลิกเฉพาะตัวออกมา เพื่อปลุกความเป็นฮีโร่ในตัวคุณผ่านเมาส์ไร้สายโลจิเทครุ่น M238 ทั้งหมด 4 ดีไซน์ดังนี้

  • ไว้ใจพึ่งพามันในการทำงานได้ และจะกลายเป็นคนพึ่งพาได้เหมือนกัปตันอเมริกา เมาส์ไร้สายโลจิเทครุ่น M238  ใช้ได้ทั้งกับ Microsoft Windows®, Mac®, Chrome OS™ และ Linux®  โดยที่คุณสามารถทำงานห่างจากตัวรับสัญญาณ nano USB ได้ถึง 33 ฟุต
  • สร้างเส้นทางในอนาคตของคุณเองได้อย่างราบรื่นเหมือน ไอรอนแมน เพราะมันจะช่วยคุณเลื่อนผ่านหน้าจอเว็บ และเอกสารต่างๆอย่างง่ายดาย ไร้การสะดุด ด้วย scroll wheel ที่ใช้งานสะดวก ดังนั้นไม่ว่าคุณจะต้องเลื่อนผ่านหน้าต่างๆมากแค่ไหนก็จะไม่มีปัญหาใดๆแน่นอน
  • ทำงานได้อย่างจริงจังเหมือน แบล็คแพนเธอร์ คุณสามารถใช้งาน เมาส์ไร้สายโลจิเทครุ่น M238 ติดต่อกันได้ยาวนานถึง 12 เดือนด้วยแบตเตอรี่ที่มีมาให้แล้ว ซึ่งนั่นหมายความว่าคุณจะไม่ต้องกังวลว่าเมาส์จะดับระหว่างทำงาน
  • เบา คล่องตัว และพกพาได้เหมือนซุปเปอร์ฮีโร่ผู้ไต่ไปตามกำแพงของเราอย่าง สไปร์เดอร์แมน เมาส์ไร้สายโลจิเทครุ่น M238 พกพาสะดวก สามารถใส่เป้เพื่อพกพาได้เหมือนชุดสไปร์เดอร์ แมนของ ปีเตอร์ พาร์คเกอร์ ดังนั้นคุณและเมาส์ของคุณก็จะพร้อมเสมอเมื่อคุณต้องการ

โลจิเทค M238 มาร์เวล คอลเลคชั่น เปิดตัวที่เมืองโลซานน์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อปลายเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา และมีจำหน่ายแล้วในประเทศไทยราคาตัวละ 799 บาท พิเศษ!! ต้อนรับเทศกาลแห่งความสุขในช่วงปีใหม่นี้ สำหรับคนพิเศษกับชุดของขวัญโลจิเทค ประกอบด้วยเมาส์ไร้สายโลจิเทค มาร์เวลคอลเลคชั่นทั้ง 4 ดีไซน์ พร้อมเสื้อลิขสิทธิ์มาร์เวล 1 ตัว ราคาพิเศษ 2,990 บาท จากราคาปกติ 3,799 บาท มีจำนวนจำกัดเพียง 1,000 ชุดเท่านั้น สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Logitech.com หรือ Logitech Thailand Facebook Fan page และช้อปออนไลน์ได้ที่ Lazada หรือร้านค้าตัวแทนจำหน่ายของโลจิเทคทั่วประเทศ

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ต่อยอดวิชาการด้วยเทคโนโลยีระดับโลก

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ประเทศไทย นำโดย นายมาร์ค เพลิทิเยร์ (ที่สองจากขวา) ประธานชไนเดอร์ อิเล็คทริค ประเทศไทย ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ กับ ศ.ดร.สุชาติ เซี่ยงฉิน (ที่สองจากซ้าย) อธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) ในการสานต่อโครงการด้านเทคโนโลยีสำหรับวิชาการ เพื่อถ่ายทอดทั้งความเชี่ยวชาญและนวัตกรรมให้กับมหาวิทยาลัยฯ เพื่อสร้างบัณฑิต ต่อยอดองค์ความรู้ด้านวิศวกรรมยุคดิจิทัลให้กับบุคคลากร ทั้งภาครัฐและเอกชนในภาคอุตสาหกรรมและกระบวนการผลิตอัตโนมัติ โดยมีการดำเนินโครงการร่วมกันมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2548 ซึ่งมีคณะผู้บริหารและบุคลากรทั้งสองหน่วยงานเข้าร่วมแสดงความยินดีกันอย่างคับคั่ง เมื่อเร็วๆ นี้

“ตฤณ นครา โกลเด้น ไทรแองเกิ้ล” นำธงเบิกฤกษ์เขตเศรษฐกิจพิเศษเชียงแสน จ. เชียงราย
เนรมิตพื้นที่ 3,139 ไร่ มูลค่ากว่า 4 หมื่นล้านเป็น “เมืองแห่งความสุข” (The City of Harmonious Living)

ตฤณ นครา ทุ่มงบ 4 หมื่นล้าน นำธงนักลงทุนนานาชาติผุดโปรเจ็คยักษ์ “ตฤณ นครา โกลเด้น ไทรแองเกิ้ล” เนรมิตพื้นที่ กว่า 3,139ไร่ พัฒนาโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษเชียงแสน จ.เชียงราย ให้เป็น One Stop Service City ทันสมัยและครบครัน ภายใต้แนวคิด “เมืองแห่งความสุข” (The City of Harmonious Living) พร้อมจับมือไทรเด้นท์ ซัพพอร์ตฯ จากสหรัฐอเมริกาสร้างเสาธงชาติไทยสูงที่สุดในโลก ด้วยความสูง 189 เมตร ในโครงการฯ และบันทึกลงใน Guinness World Records ปักหมุดเชียงแสนบนแผนที่โลกและดัน     ให้เป็นไอคอนของเชียงแสน แลนด์มาร์คแห่งใหม่ของไทยที่รู้จักไปทั่วโลกหวังกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน สังคม การลงทุน จ.เชียงรายอย่างยั่งยืน

นายตฤณ นิลประเสริฐ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ตฤณ อินโนเวชั่น กรุ๊ป จำกัด เปิดเผยว่า เชียงแสนเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพทางยุทธศาสตร์สูงในหลากหลายมิติ จากที่รัฐบาลได้กําหนดให้จังหวัดเชียงรายคือหนึ่งในเขตเศรษฐกิจพิเศษ ระยะที่ 2 ประกอบกับแผนพัฒนาจังหวัดเชียงราย ภายใต้แนวคิด “นวัตกรรมการท่องเที่ยวประเทศไทย 4.0” หรือ Tourism Innovation Thailand 4.0 ที่มุ่งสนับสนุนให้เชียงรายเป็น “เมืองแห่งการค้าการลงทุน การเกษตรและการท่องเที่ยว รุ่งเรืองด้วยวัฒนธรรมล้านนาประชาชนอยู่เย็นเป็นสุข” บริษัทฯ เล็งเห็นถึงโอกาสเพราะการเปิดเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษเชียงแสนเป็นการขยายโอกาสให้เด่นชัดขึ้น เนื่องจากเชียงแสนมีที่ตั้ง ณ จุดยุทธศาสตร์ของแนวรอยต่อพรมแดน 3 ประเทศ ทั้งตั้งอยู่ ณ จุดศูนย์กลางของแนวเขตระเบียงเศรษฐกิจอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงแนวเหนือ-ใต้ (North-South Economic Corridor) ซึ่งมีการพัฒนาโครงการต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเชื่อมโยงด้านการคมนาคม เพื่อความสะดวกด้านการค้าระหว่างประเทศจากประเทศจีนทางตอนใต้สู่ประเทศไทยผ่านเมียนมา และ สปป.ลาว ดังนั้น การยกระดับทั้งสามอำเภอของเชียงรายเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ ภาครัฐฯ ก็มีการเตรียมความพร้อมรองรับการขยายตัว (Infrastructure & facilities) ไว้หลายด้านทั้งด้านการคมนาคมเพื่อให้เกิดการเชื่อมต่อด้านการขนส่งนานาชาติในระดับภูมิภาค ด้านสิทธิประโยชน์ในด้านการลงทุน การเงิน และศุลกากร”

ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของตฤณ นคราฯ ได้เผยเพิ่มเติมถึงศักยภาพด้านอื่นๆของเชียงแสนว่า “เชียงแสนตั้งอยู่ในแนวรอยต่อดินแดนของ 3 อารยธรรมที่มีการสืบทอดกันมายาวนาน ได้แก่ ประเทศไทย เมียนมา และสปป.ลาว นอกจากนี้ ยังมีอารยธรรมชนเผ่าที่หลากหลายที่สุดของภูมิภาคนี้ อีกทั้งยังมีธรรมชาติและภูมิประเทศที่สวยงาม มีศิลปวัฒนธรรมและประเพณีอันดีงาม ผู้คนเป็นมิตร อีกทั้งมีแม่นํ้าโขงไหลผ่านอำเภอเชียงแสนแล้ว และเนื่องจากเคยเป็นที่ตั้งของอาณาจักรโยนกซึ่งเป็นยุคแรกของประวัติศาตร์ที่เก่าแก่ที่สุดของไทย เชียงแสนจึงยังมีความโดดเด่นในด้านประวัติศาสตร์ มีมรดกทางโบราณสถานและวัฒนธรรมที่งดงาม ทำให้เชียงแสนวันนี้เป็นเมืองท่องเที่ยวที่ยังบริสุทธิ์ ซึ่งทั้งหมดนี้ทำให้นักลงทุนชาวต่างชาติมองเห็นความโดดเด่นและดึงดูดความสนใจด้านการลงทุน”

“ตฤณ นครา โกลเด้น ไทรแองเกิ้ล” ได้รับความสนใจจากนักลงทุนจากหลากหลายประเทศ อาทิ มาเลเซีย สิงคโปร์ ญี่ปุน ฮ่องกง-จีน สหรัฐอเมริกา เป็นต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักลงทุนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ASEAN) โดยโครงการฯ จะตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 3,139 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ 3 ตําบล คือ ต.เวียงนอก ต.ป่าสัก และตำบลโยนก ของอำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย ด้วยมูลค่าการลงทุนรวมสูงถึง 40,000 ล้านบาท ด้วยจุดเด่น 5 มิติ คือ  1) Synergy ความร่วมมือกับทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐและชุมชน  2) Economic Drive การขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ สร้างการขยายตัวของ GDP และสร้างงานเพื่อการเชื่อมโยงและต่อยอดนวัตกรรมอุตสาหกรรมและธุรกิจบริการ  3) Ecology การให้ความสำคัญต่อเรื่องของสิ่งแวดล้อมในทุกๆด้าน  4) Innovation การนำนวัตกรรมที่หลากหลายทั้งสถาปัตยกรรม วิศวกรรม และสิ่งแวดล้อม  5) Smart Tourism การเป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งอนาคตมาตรฐานสากลที่ครบวงจรทั้งสถานที่ ความเชี่ยวชาญ แหล่งความรู้ และแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม

ภายในโครงการฯ แบ่งออกเป็นโซนต่างๆ ประกอบด้วย ที่พักตากอากาศที่กลมกลืนกับธรรมชาติในมาตรฐานการบริการระดับห้าถึงเจ็ดดาว ศูนย์สุขภาพระดับโลก คอนโดมีเนียมและที่พักอาศัย ศูนย์การค้าระดับพรีเมียม ร้านสินค้าที่ระลึก ศูนย์การประชุมนานาชาติ ศูนย์กระจายสินค้า OTOP พื้นที่เกษตรกรรมเชิงท่องเที่ยว และแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม บริการการท่องเที่ยวนวัตกรรมเชิงการแพทย์ โดยในแต่ละโซนได้ถูกสร้างสรรค์ขึ้นด้วยนวัตกรรมการออกแบบและก่อสร้างที่ทันสมัย แต่ยังคงรักษาแนวคิดอันเป็นรากเหง้าสังคม และวัฒนธรรมของพื้นที่ รวมทั้งเน้นการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมให้โครงการกับพื้นที่เดิมอยู่ด้วยกันอย่างกลมกลืนและสวยงาม โดยมี SPAN Consultants Co., Ltd. ซึ่งเป็นบริษัทที่มีประสบการณ์ในการออกแบบอาคารวางผังเมืองเป็นผู้ออกแบบและควบคุมงานก่อสร้าง

นอกจากนี้ ภายในโครงการฯ ยังจะมีการก่อสร้าง เสาธงชาติไทยสูงที่สุดในโลก (Thailand World Tallest Flag Pole) ด้วยความสูง 189 เมตร และเพื่อสร้างให้เชียงแสนเป็นพื้นที่ปักหมุดแห่งใหม่ และเป็นที่จดจําในระดับโลก ติดตั้งธงชาติไทยผืนใหญ่ขนาด 60x40 เมตร กว้างเท่ากับสนามฟุตซอล 1 สนาม สามารถมองเห็นได้ในระยะไกลกว่า 20 กิโลเมตร ซึ่งจะดำเนินการโดยบริษัท ไทรเด้นท์ ซัพพอร์ต จํากัด (Trident Support LLC) ประเทศสหรัฐอเมริกา ผู้เชี่ยวชาญในการสร้างเสาธงชาติสูงซึ่งเป็นแลนมาร์คมาแล้วทั่วโลก 7 แห่ง และเสาธงที่จะสร้างขึ้นนี้จะได้รับ การบันทึกลงใน Guinness World Records อีกด้วย ส่งผลทำให้มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก สร้างการรับรู้ กระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวของเชียงแสนและเชียงรายได้เป็นอย่างดี โดยโครงการจะใช้เวลาดำเนินการนาน 1 ปี

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ตฤณ นคราฯ ได้กล่าวเพิ่มเติมถึงเจตนารมณ์และแนวคิดโครงการว่า “ตฤณ นครา โกลเด้น ไทรแองเกิ้ลเป็นการลงทุนที่จะพัฒนาเศรษฐกิจของอำเภอเชียงแสน ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์และฟื้นฟูวัฒนธรรมท้องถิ่นอย่างเข้าใจในชุมชน และเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน การเกิด ตฤณ นครา โกลเด้น ไทรแองเกิ้ล จะสร้างงานให้เกิดการกระจายรายได้ในทุกระดับ ตั้งแต่แรงงานไปจนถึงระดับเจ้าหน้าที่บริการและผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านมากถึงกว่า 10,000 อัตรา ซึ่งโครงการฯ จะมีการทำความร่วมมือกับชุมชน หน่วยงานภาครัฐฯ และสถาบันการศึกษาเพื่อสร้างบุคคลากรและยกระดับมาตรฐานทรัพยากรมนุษย์ ให้สอดคล้องความต้องการของสิ่งที่จะเกิดขึ้นภายในโครงการฯ จึงเป็นโอกาสที่จะดึงให้มีชาวเชียงแสน หรือชาวเชียงรายที่ย้ายถิ่นฐานไปทำงานนอกพื้นที่มีโอกาสย้ายกลับสู่ภูมิลำเนา ซึ่งเป็นการช่วยลดปัญหาการย้ายถิ่นฐานของบุคคลากรคุณภาพ”

“โครงการ “ตฤณ นครา โกลเด้น ไทรแองเกิ้ล” จึงเป็นมากกว่าโครงการอสังหาริมทรัพย์ขนาดยักษ์ ในรูปแบบ One Stop Service City  อันทันสมัยเราภูมิใจในเชียงแสนแผ่นดินทองที่เรืองรองด้วยอารยธรรม เราจะสร้างความรุ่งเรือง พลิกผืนแผ่นดินเชียงแสนให้เป็นดินแดนแห่งทองคำ เพื่อ“ความสุข” ของชาวเชียงแสน นักลงทุน ผู้มาเยือน-นักท่องเที่ยว และชาวเชียงราย เพื่อให้เป็น “เมืองแห่งความสุข” หรือ The City of Harmonious Living อย่างแท้จริง” นายตฤณ กล่าวในที่สุด

TSI Insurance ติวเข้มหลักสูตรการบริหารความเสี่ยง

บริษัท ไทยเศรษฐกิจประกันภัย จำกัด (มหาชน) หรือ TSI Insurance จัดอบรมด้านการบริหารความเสี่ยงสำหรับผู้บริหารระดับสูงประจำปี 2561  ในหลักสูตร “การบริหารจัดการความเสี่ยง” Enterprise Risk Management (ERM) และ “การประเมินความเสี่ยงและความมั่นคงทางการเงิน” (Own Risk and Solvency Assessment : ORSA) เพื่อให้สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีและพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป รวมถึงภัยคุกคามที่เพิ่มขึ้นควบคู่กับนวัตกรรมทางการเงินในรูปแบบต่างๆ โดยมี ดร.ปิยะวดี โขวิฑูรกิจ (แถวนั่ง กลาง) ผู้ช่วยผู้อำนวยการใหญ่ ฝ่ายบริหารความเสี่ยงและฝ่ายดูแลการปฏิบัติตามกฎหมาย บริษัท ไทยรับประกันภัยต่อ จำกัด (มหาชน) ให้เกียรติเป็นวิทยากรบรรยาย โดยมี นางสาวอรลดา เผ่าวิบูล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส (แถวนั่ง ที่ 2 จากขวา) นางพรภัทร์ รอดโพธิ์ทอง บุญถนอม (แถวนั่ง ที่ 2 จากซ้าย) รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูง เข้าร่วมงาน ณ ห้องประชุม อาคารไทยเศรษฐกิจ เมื่อเร็วๆนี้

ทีทีดับบลิว รับ “รางวัลดีเด่น” รายงานความยั่งยืน ประจำปี 2561

นางสาวลัยณัฐ ตรีวิศวเวทย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทีทีดับบลิว จำกัด (มหาชน) รับรางวัลรายงานความยั่งยืน ประจำปี 2561 (Sustainability Report Award 2018) ระดับดีเด่น จาก CSR Club และสถาบันไทยพัฒน์ ภายใต้การสนับสนุนของ ก.ล.ต. และสมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย ตอกย้ำการดำเนินธุรกิจที่ยั่งยืนครบทุกมิติทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยได้รับเกีรยติจาก คุณโสภาวดี เลิศมนัสชัย คณะกรรมการพิจารณารางวัล รายงานความยั่งยืน ประจำปี 2561 เป็นผู้มอบรางวัล ณ หอประชุมศุกรีย์ แก้วเจริญ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

รายงานความยั่งยืนเป็นรายงานที่จัดทำขึ้นเพื่อเปิดเผยข้อมูล และเป็นเครื่องมือหนึ่งในการสื่อสารสร้างความเข้าใจต่อทิศทาง และกระบวนการดำเนินความรับผิดชอบต่อสังคมของบริษัทฯ รวมทั้งการรายงานความก้าวหน้า ตลอดจนผลกระทบจากการดำเนินงานต่างๆ ของบริษัทฯ ต่อสาธารณะ และกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่างๆ

การได้รับคัดเลือกให้รับรางวัลรายงานความยั่งยืนในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพ และความน่าเชื่อถือของการดำเนินงานด้านความยั่งยืนของบริษัทฯ แก่นักลงทุน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่ม ซึ่งสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ และพันธกิจของบริษัทฯ ที่มุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบต่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม รวมทั้งผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน พัฒนาการดำเนินธุรกิจสู่ “การพัฒนาที่ยั่งยืน” ตอบสนองต่อเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ SDGs (Sustainable Development Goals) เพื่อการดำเนินธุรกิจให้เติบโต อย่างมั่นคงและยั่งยืนตลอดไป

“บลูสโคป” แต่งตั้ง “อัศว เม็ททอล” เป็นตัวแทนจำหน่ายหลังคาเหล็กแบรนด์จิงโจ้เหล็ก®

นายวรพล อังศุลาพิวัฒน์ (ซ้าย) รองประธานฯ ฝ่ายขาย บริษัท เอ็นเอส บลูสโคป (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตเหล็กชั้นนำของไทย และ นายประชา อัศวนิเวศน์ (ขวา) กรรมการผู้จัดการ บริษัท อัศว เม็ททอล (ไทยแลนด์) จำกัด ผู้แทนจำหน่ายสินค้าด้านการค้าโลหะ ร่วมลงนามในสัญญาแต่งตั้งบริษัท อัศว เม็ททอล (ไทยแลนด์) จำกัด เป็นตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์หลังคาเหล็กยี่ห้อจิงโจ้เหล็ก® ของบริษัท เอ็นเอส บลูสโคป (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อกระจายสินค้าไปสู่โรงรีดทุกภูมิภาคทั่วประเทศ รองรับการขยายตัวของการก่อสร้างที่พักอาศัย ซึ่งจะทำให้ผู้บริโภคสามารถเลือกหาสินค้าที่ดี มีคุณภาพ และมั่นใจในสินค้าด้วยการรับประกันจากบลูสโคป โดยพิธีลงนามดังกล่าวจัดขึ้น ณ โรงแรมพูลแมน คิง พาวเวอร์ เมื่อเร็วๆ นี้

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ชูพลังครั้งยิ่งใหญ่ แท็กทีมพนักงานใน 40 ประเทศทั่วโลก ร่วมสนับสนุนวันอังคารแห่งการให้ #GivingTuesday 2018

เป็นเวลา 20 ปีมาแล้วที่มูลนิธิชไนเดอร์ อิเล็คทริค (Schneider Electric Foundation) ได้มีการรวบรวมพนักงานในกลุ่มธุรกิจของชไนเดอร์ฯ เพื่อสนับสนุนสหภาพความร่วมมือขององค์กร โดยการดำเนินการดังกล่าว นับเป็นมวลพลังที่เป็นส่วนหนึ่งของ Schneider Sustainability Impact ซึ่งเป็นโครงการสร้างความยั่งยืนของชไนเดอร์ อิเล็คทริคโดยเป็นการวัดประสิทธิภาพที่ไม่ใช่ตัวเงินของชไนเดอร์ อิเล็คทริค

  • มูลนิธิชไนเดอร์ อิเล็คทริค เป็นมูลนิธิองค์กรแห่งแรกที่เข้าร่วมกิจกรรม “วันอังคารแห่งการให้” หรือ #GivingTuesday ในประเทศฝรั่งเศส
  • ชไนเดอร์ อิเล็ทริค ประเทศไทย ได้เชิญองค์การช่วยเหลือเด็ก มาให้ความรู้และความเข้าใจ เพื่อให้พนักงานได้มีส่วนร่วมในการช่วยเหลือสังคมอย่างยั่งยืน

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ผู้นำด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นในการจัดการพลังงาน และระบบออโตเมชั่น รวมพลังครั้งยิ่งใหญ่ผ่านมูลนิธิของตัวเองภายใต้ร่มของ Foundation de France ด้วยการสนับสนุน #GivingTuesday 2018 หรือวันอังคารแห่งการให้ ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวระดับโลกในการโปรโมทการให้และคำมั่นสัญญาในการช่วยเหลือผู้อื่นนี้ ได้รับการเฉลิมฉลองเป็นครั้งแรกในประเทศฝรั่งเศสไปเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายนที่ผ่านมานี้เอง

นายกิลเลส เวอร์มอท เดสโรชส์ รองประธานอาวุโสฝ่ายความยั่งยืน และตัวแทนผู้นำมูลนิธิ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค กล่าวว่า “มูลนิธิชไนเดอร์ อิเล็คทริค นับตั้งแต่ก่อตั้งมา ได้เป็นศูนย์รวมความผูกพันและการมีส่วนร่วมของพนักงานซึ่งถือเป็นจุดมุ่งหมายหลักของโครงการ โดยผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรที่เป็นองค์กรไม่แสวงผลกำไร หรือ NGOs ต่างๆ โดยจะเป็นการทำงานร่วมกับผ่านเครือข่ายที่มีตัวแทน 130 ราย จากประเทศต่างๆ ที่กลุ่มธุรกิจของชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้มีการดำเนินงานอยู่ โดยนับตั้งแต่ปี 2005 เป็นต้นมา เราได้ใส่พลังของเราไปในโปรแกรมซึ่งเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งของ Schneider Sustainability Impact  พร้อมกับการมีส่วนร่วมเพื่อสังคมที่ปลดปล่อยคาร์บอนน้อยลงและมีความเท่าเทียมยิ่งขึ้น ทั้งนี้ การที่เราร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเคลื่อนไหวใน #GivingTuesday ช่วยให้เรารวมพลังของผู้คนภายในชไนเดอร์ อิเล็คทริค ให้เป็นสหพันธ์ได้”

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค เข้าร่วมกับ #GivingTuesday ในทุกรูปแบบ

มูลนิธิชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้รับการสนับสนุนที่แข็งแกร่งจากประสบการณ์อันยาวนานถึง 20 ปี  โดยต้องการเน้นถึงการมีส่วนร่วมของพนักงาน ทั้งนี้ #GivingTuesday นับเป็นการอธิบายถึงหลักปรัชญาที่มูลนิธิยึดมั่นในการดำเนินงานได้อย่างสมบูรณ์ และจะทำให้กลายเป็นมูลนิธิแห่งแรกที่มีความเชื่อมโยงกับองค์กร ที่เข้าร่วมความริเริ่มดังกล่าวในประเทศฝรั่งเศส โดยเป็นหนึ่งในจิตวิญญาณของความเอื้ออาทรที่มีต่อท้องถิ่น ซึ่งมูลนิธิชไนเดอร์ อิเล็คทริค ต้องการเริ่มดำเนินการร่วมกับหลายประเทศทั่วโลกผ่านความคิดริเริ่มครั้งนี้ โดยประเทศที่ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้ดำเนินธุรกิจอยู่ รวมทั้งหมด 40 ประเทศ จะเข้าไปมีส่วนร่วมใน  #GivingTuesday 2018 รวมถึงประเทศไทย

ทั้งนี้ ในแต่ละประเทศสามารถปรับกิจกรรมของตนให้เข้ากับบริบทแวดล้อมได้อย่างเหมาะสมที่สุด การมีส่วนร่วมของพนักงานชไนเดอร์ อิเล็คทริค สามารถทำได้หลากหลายรูปแบบด้วยกัน โดยหลายๆ กิจกรรมที่นำเสนอ เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งของวันดังกล่าว จะถูกระบุไว้ใน Schneider VolunteerIn ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มความร่วมมือสำหรับพนักงานของชไนเดอร์ อิเล็คทริค

ข้อเรียกร้องสำหรับโครงการนี้ จะมุ่งเน้นที่ความสัมพันธ์ร่วมกัน ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสำหรับพนักงาน

สำหรับ #GivingTuesday 2018 มูลนิธิชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้มีการเปิดตัวข้อเรียกร้องสำหรับโครงการในระดับโลก ผ่าน VolunteerIn ซึ่งพนักงานของชไนเดอร์ อิเล็คทริค มีเวลา 1 เดือนนับจากนี้ ในการแนะนำและโปรโมทความสัมพันธ์ในการที่แต่ละคนได้ทำกิจกรรมร่วมกัน โดยเมื่อสิ้นสุดระยะเวลาดังกล่าว  จะมีการเปิดให้โหวตข้อเสนอโครงการที่พนักงานในแต่ละประเทศเสนอเข้ามาหลากหลาย  โดยแต่ละกลุ่มที่ทำกิจกรรมร่วมกัน และได้รับคะแนะโหวดสูงสุด จะได้รับเงินรางวัล 1,000 ยูโร ซึ่งท็อป 3 ของกลุ่มที่รวมตัวกันในแต่ละประเทศ ยังสามารถใช้ แพลตฟอร์ม VolunteerIn เพื่อรับประโยชน์จากการมีส่วนร่วมของพนักงานต่างๆ ได้

ในประเทศฝรั่งเศส ความริเริ่มนี้ นับว่าสอดคล้องตามข้อตกลงเรื่อง Work life Balance ที่สร้างสมดุลให้กับชีวิตและการทำงาน ซึ่งได้มีการลงนามไปเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2018 โดยเปิดให้พนักงานแต่ละคนที่ปรารถนาจะได้รับประโยชน์จากข้อเสนอของชไนเดอร์ อิเล็คทริค ในเรื่องการมอบเวลา 20 ชั่วโมงในแต่ละปี ไปใช้ในการมีส่วนร่วมกับกิจกรรมร่วมกันที่สนับสนุนโดยมูลนิธิ

ในประเทศไทยจับมือ NGO เพื่อให้พนักงานมีส่วนร่วมกับสังคมอย่างยั่งยืน

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ประเทศไทย พร้อมสนับสนุนกิจกรรมเพื่อสังคมผ่านโครงการ #GivingTuesday โดยเปิดโอกาสให้พนักงานมีส่วนร่วมในการส่งเสริมสิ่งดีๆ คืนกลับสู่สังคม โดยได้เชิญ องค์การช่วยเหลือเด็ก (ประเทศไทย) หรือ Save the Children Thailand หนึ่งในองค์กรที่ช่วยเหลือเด็กกว่า 120 ประเทศทั่วโลก มาบรรยายพร้อมให้รายละเอียดเกี่ยวกับการช่วยเหลือเด็กในด้านต่างๆ สร้างความตระหนักและตื่นตัวในการช่วยเหลือสังคมยิ่งขึ้น

นายมาร์ค เพลิทิเยร์ ประธานชไนเดอร์ อิเล็คทริค ประเทศไทย เผยว่า “ในนามของพนักงาน ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ประเทศไทย เรามีความภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมในกิจกรรม #GivingTuesday โดยที่ผ่านมา ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ประเทศไทย ถือว่า ‘การให้สิ่งดีๆ กับสังคม เป็นสิ่งที่เรายึดถือเสมอมา เราได้ถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับสถาบันการศึกษาหลายแห่ง ที่ต้องการเรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องเทคโนโลยีที่เรามีความเชี่ยวชาญ เรายังมอบอุปกรณ์ให้กับสถาบันเหล่านั้นในการต่อยอดความรู้ให้นักเรียน นักศึกษาได้นำมาใช้ในการประกอบอาชีพได้อย่างเท่าทันในยุคนี้ เพื่อให้พวกเขานำความรู้ที่ได้ออกมาช่วยเหลือสังคม นอกจากนี้เรายังได้มุ่งมั่นในการช่วยให้พื้นที่ไร้พลังงานในประเทศไทยมีพลังงานใช้อย่างเท่าเทียม เพื่อคุณภาพชีวิตของพวกเขาเหล่านั้นที่ดีขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าภูมิใจ พนักงานของเราล้วนทำกิจกรรมเหล่านั้นอย่างสมัครใจ และไม่เคยย่อท้อ แม้ว่า #GivingTuesday จะเป็นเพียงวันหนึ่งที่ทั่วโลกมีการตื่นตัวอย่างมาก และเราได้เป็นส่วนหนึ่งในนั้น แต่สำหรับชไนเดอร์ อิเล็คทริค เราเชื่อเสมอว่าการให้มีได้ทุกวัน เหมือนเช่นที่เรามุ่งมั่นทำเสมอมา

 

เกี่ยวกับชไนเดอร์ อิเล็คทริค

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ผู้นำด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นในการจัดการพลังงาน และระบบออโตเมชั่น ตั้งแต่ บ้าน อาคาร ดาต้าเซ็นเตอร์ ระบบโครงสร้างพื้นฐาน และอุตสาหกรรมต่างๆ  ด้วยการยืนหยัดอยู่ในเวทีระดับโลกในกว่า 100 ประเทศ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค เป็นผู้นำที่โดดเด่นในด้านการจัดการพลังงาน ทั้งแรงดันไฟฟ้าขนาดกลาง-ต่ำ และระบบสำรองไฟฟ้า รวมถึงระบบออโตเมชั่นต่างๆ เรานำเสนอโซลูชั่นแบบบูรณาการที่มีประสิทธิภาพ ด้วยการผสานการทำงานร่วมกันทั้งในส่วนของพลังงาน ระบบออโตเมชั่น และซอฟต์แวร์ เรามีระบบนิเวศทั่วโลก ซึ่งเป็นการประสานความร่วมมือกับคู่ค้ารายใหญ่ที่สุด รวมถึงชุมชนนักพัฒนาและผู้วางระบบบนแพลตฟอร์มเปิด เพื่อมอบประสิทธิภาพด้านการดำเนินงาน และการควบคุมในแบบเรียลไทม์ เราเชื่อว่าด้วยผู้คนที่ยอดเยี่ยมเหล่านี้ และพันธมิตรของเรา จะช่วยให้ชไนเดอร์ อิเล็คทริคเป็นบริษัทที่เยี่ยมยอด พร้อมกับคำมั่นสัญญาของเราที่มุ่งมั่นในเรื่องการสร้างนวัตกรรม ความหลากหลาย และความยั่งยืนช่วยให้ทุกคนมั่นใจได้ว่า “Life is On” ในทุกที่สำหรับทุกคน และทุกช่วงเวลา www.schneider-electric.co.th

 

EPG ร่วมสนับสนุนตลาดหลักทรัพย์ฯ จัดทำ ECO Brick มอบให้โรงเรียน Bamboo School จ.กาญจนบุรี

รศ.ดร.เฉลียว วิทูรปกรณ์ (ที่ 2 จากซ้าย) รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อีสเทิร์นโพลีเมอร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ EPG มอบถุงพลาสติกใช้แล้วจำนวน 220 กิโลกรัม ภายใต้โครงการรับแลกถุงพลาสติกบรรจุถ้วยน้ำดื่ม EPP เพื่อนำไปใช้รีไซเคิลของบริษัท อีสเทิร์น โพลีแพค จำกัด หรือ EPP บริษัทย่อยของ EPG โดยมอบให้กับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อนำไปบรรจุใส่ขวดพลาสติกจนแน่นจนกระทั่งได้วัสดุที่เรียกว่า “Eco Brick” และส่งต่อให้กับโรงเรียน Bamboo School ณ ชุมชนบ้องตี้ล่าง จ.กาญจนบุรี นำไปใช้ก่อสร้างผนังแทนอิฐของห้องสมุดและห้องเรียน โดยได้รับเกียรติจาก คุณประพันธ์ เจริญประวัติ (ที่ 2 จากขวา) ผู้ช่วยผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) เป็นผู้รับมอบ ณ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อเร็วๆ นี้

ตลาดคอนซูเมอร์คึกคัก เดลล์ส่งขุมพลังพีซีตัวใหม่ แรงเต็มพิกัด แม้ไฟล์ไฮเดฟก็ฉุดไม่อยู่

สรุปเนื้อหาสำคัญ

  • แล็ปท็อป Inspiron 5000 ใหม่ มาพร้อมตัวเครื่องแบบ 2-in-1 ยกระดับของแบรนด์ในสายผลิตภัณฑ์นี้ด้วยประสิทธิภาพและการดีไซน์ที่ทรงคุณค่าอย่างน่าเหลือเชื่อ
  • Dell Mobile Connect มอบการเชื่อมต่อการทำงานระหว่างสมาร์ทโฟน และพีซีออย่างราบรื่น รองรับการทำงานของแอปพลิเคชันทั้งบนแอนดรอยด์ และ iOS รวมทั้งการส่งข้อความละการโทร

เดลล์ ประกาศเปิดตัวนวัตกรรมที่จะช่วยยกระดับประสบการณ์การใช้งานคอมพิวเตอร์ในชีวิตประจำวัน ของทั้งผู้ใช้งานในกลุ่มคอนซูเมอร์และกลุ่มมืออาชีพที่ต้องเดินทางตลอดเวลา เครื่องแล็ปท็อป Inspiron รุ่นใหม่ทั้งแบบธรรมดา และแบบ 2-in-1 ต่างได้รับการสร้างขึ้นจากการผสมผสานระหว่างดีไซน์ที่สวยงามโดดเด่น วัสดุชั้นยอดที่ให้ความคงทน และประสิทธิภาพการทำงานที่เหนือชั้น เพื่อให้ได้มาซึ่งอุปกรณ์ที่สามารถตอบสนองการทำงานในทุกฟังก์ชันสำหรับผู้ใช้ทุกคน

ทั้งนี้ เดลล์ยังสานต่อคำมั่นด้านการออกแบบที่พิถีพิถันที่มาพร้อมกับฟังก์ชันสำคัญ เพื่อมอบประสบการณ์ความดื่มด่ำกับการรับชมภาพยนต์บนคอมพิวเตอร์พีซี ให้คงดำเนินต่อไปในเจนเนอเรชันใหม่ของผลิตภัณฑ์ในกลุ่มนี้ จากการเปิดตัวครั้งแรกที่งาน CES 2018 Dell Cinema คือการผสมผสานชั้นยอดของเทคโนโลยีอันทันสมัยล่าสุดจำนวนมาก ที่ทำงานร่วมกันเพื่อมอบประสบการณ์ที่ให้ผู้ชมได้ดื่มด่ำและหลงไหลไปกับภาพยนต์บนเครื่องพีซี ปัจจุบัน Dell Cinema มาพร้อมกับสายผลิตภัณฑ์ Inspiron ใหม่ที่เข้าสู่ตลาด

นอกจากนี้ Dell Consumer PC ทุกเครื่องยังมาพร้อมกับ Dell Mobile Connect ที่จะช่วยให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงสมาร์ทโฟนของตนผ่านทางเครื่องพีซีของเดลล์ โดยตัวซอฟต์แวร์จะยกระดับของการบูรณาการของ Smartphone-to-PC ขึ้นสู่มิติใหม่ที่มากกว่า การส่งข้อความ (text messages) และการใช้การโทร โดยรวมเอาการแจ้งเตือนแอปพลิเคชันทั้งบนแอนดรอยด์ และ iOS อาทิ ข้อความจาก WhatsApp ตลอดจนปฏิทินการแจ้งเตือน และอื่น ๆ เข้าไว้ด้วยกัน

"เราภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่สามารถนำนวัตกรรมใหม่ล่าสุดมาสู่ผู้บริโภค ทั้งยังตอกย้ำถึงความก้าวหน้าที่ถูกนำออกสู่ตลาดได้อย่างสม่ำเสมอ และในครั้งนี้ เรารู้สึกตื่นเต้นไปกับการปรับโฉมการดีไซน์ ตลอดจนประสบการณ์การดูภาพยนต์ ไปจนถึงประสิทธิภาพที่เพิ่มสูงขึ้นที่เครื่องแล็ปท็อป Inspiron 5000 นำมาในครั้งนี้” นายอโณทัย เวทยากร รองประธานบริหาร เดลล์ อีเอ็มซี ภูมิภาคอินโดจีน กล่าว “ผู้บริโภคในปัจจุบันต่างต้องการผลิตภัณฑ์ที่ง่ายต่อการเซ็ตอัพ และพร้อมต่อการใช้งานเมื่อแกะออกมาจากกล่อง ผู้ใช้ต้องการที่จะสร้างสรรค์และแบ่งปันคอนเท้นท์ระหว่างอุปกรณ์อย่างง่ายดาย โดยไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงทั้งระบบปฏิบัติการหรือรูปลักษณ์ (form factor) ที่เดลล์ เราพยายามที่จะช่วยให้ผู้บริโภคสามารถปฏิสัมพันธ์กับสิ่งมีความสำคัญที่สุด เพื่อตอบสนองต่อความต้องการด้านประสิทธิภาพทั้งในวันนี้และวันต่อไปข้างหน้า”

แล็ปท็อป Inspiron 5000 และเครื่องแบบ 2-in-1-ความยืดหยุ่นต่อการใช้งานและฟังก์ชั่นด้วยคุณค่าที่เหลือเชื่อ

เครื่อง Inspiron 14 5000 2-in-1 (5482) สามารถเทียบเคียงได้กับการเพิ่มขีดความสามารถระดับสูงของเครื่องในรุ่น 7000 ซีรีส์ ซึ่งรวมไปถึง thermal routing และเส้นขอบจอที่แคบบาง (narrow borders) นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์มาพร้อมโพรเซสเซอร์ Intel 8th Generation U Series ทางเลือก ความยืดหยุ่นในการทำงาน พร้อมทั้งคุณค่าที่เหมาะสมกับความต้องการในรูปแบบต่างๆ ของผู้ใช้ในปัจจุบัน นอกจากนี้ ตัวเครื่องยังมาพร้อมพอร์ต USB Type-C พร้อมการรองรับจัดส่งพลังงานและการสนับสนุนการแสดงผล เป็นมาตรฐานครั้งแรกในเครื่อง Inspiron 5000 ซีรีส์ พร้อมกราฟฟิกการ์ดแยก NVIDIA® GeForce® MX130

ขณะเดียวกัน แล็ปท็อป Inspiron ขนาด 14 นิ้วรุ่นใหม่ (5480) มาพร้อมสีเงินเพื่อความหรูหรา และขอบบางแคบทั้งสามด้าน (narrow border) เพื่อให้รูปลักษณ์อันทันสมัยครบสมบูรณ์ นอกจากนี้ พอร์ต USB Type-C ให้การจัดส่งพลังงานและการสนับสนุนการแสดงผล พร้อมทางเลือกตัวอ่านลายนิ้วมือ (fingerprint reader) ที่พร้อมใชงานบนปุ่มเปิด / ปิด ตัวเครื่องมาพร้อมฟีเจอร์ที่หลากหลาย อาทิ ทางเลือกการจัดเก็บข้อมูลที่รวมถึง SSD และ dual drives กราฟิกแยกไปจนถึง NVIDIA®GeForce® MX150 Graphics และทางเลือกคีย์บอร์ดแบบ backlit

ราคาและความพร้อมในการวางตลาด

เครื่อง Inspiron แลปท็อปใหม่ วางตลาดแล้วผ่าน Dell และพันธมิตรผู้จัดจำหน่าย (authorized partners)

 

ผลิตภัณฑ์

ราคา (บาท)

การวางตลาด

1

Inspiron 14 5000 (5480) – Core™ i5

30,990

วางจำหน่ายแล้ว

2

Inspiron 14 5000 (5480) – Core™ i7

33,990

3

Inspiron 14 5000 (5482) 2-in-1 – Core™ i5

36,990

4

Inspiron 14 5000 (5482) 2-in-1 – Core™ i7

40,990

เดลล์

ด้วยรางวัลที่ได้รับทั้งในส่วนของเดสค์ท็อป แล็ปท็อป คอมพิวเตอร์แบบ 2-in-1 เครื่องธินไคลอันท์ เครื่องเวิร์คสเตชันที่ทรงพลัง และดีไวซ์ที่แข็งแรงทนทาน (rugged) ที่ผลิตขึ้นเพื่อสภาพการทำงานที่พิเศษโดยเฉพาะ ตลอดจนึงมอนิเตอร์ โซลูชันเพื่อการรักษาความปลอดภัยอุปกรณ์ปลายทาง และการบริการ เดลล์นำเสนอสิ่งที่คนทำงาน (workforce) ต้องการในการสร้างการเชื่อมต่อที่ปลอดภัย เพื่อการทำงานและการทำงานร่วมได้จากทุกที่ในทุกเวลา เดลล์เป็นส่วนหนึ่งของ Dell Technologies ที่มห้บริการลูกค้าในกลุ่มคอนซูเมอร์ไปจนถึงองค์กรทุกขนาดใน 180 ประเทศด้วยสายผลิตภัณฑ์นวัตกรรมที่สมบูรณ์ที่สุดในอุตสาหกรรมสำหรับผู้ใช้

 

Page Visitor

030099443
Today
Yesterday
This Week
This Month
Last Month
All days
16382
57928
189985
1476713
1609543
30099443
Your IP: 3.236.253.192
2021-10-27 07:07