01Top_HachiEng
BizFocus

BizFocus

ทันยุค ทันสมัย หัวใจธุรกิจ บิสโฟกัส

หัวเว่ย จับมือ กฟภ. จัดพิธีเปิดใช้งานห้องประชุมอัจฉริยะ ณ สำนักงานใหญ่ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค

นายเสริมสกุล คล้ายแก้ว (ที่ 2 จากขวา) ผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) พร้อมด้วย มร. หู กั่ง (ที่ 2 จากซ้าย) หัวหน้าฝ่ายขาย กลุ่มธุรกิจเอ็นเตอร์ไพรส์ หัวเว่ย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ร่วมทำพิธีเปิดใช้งานห้องประชุมอัจฉริยะ (Smart Meeting Room) อย่างเป็นทางการ หลังจากที่ได้เปิดตัวศูนย์นวัตกรรม กฟภ. (PEA Innovation Center) ซึ่งเป็นศูนย์พัฒนาและวิจัยด้านไฟฟ้าด้วยนวัตกรรมเทคโนโลยีแห่งแรกในประเทศไทย เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

สำหรับห้องประชุมอัจฉริยะนี้ตั้งอยู่ที่ชั้น 5 อาคาร LED ภายในสำนักงานใหญ่ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ถนนงามวงศ์วาน กรุงเทพฯ ภายในห้องครบครันด้วยเทคโนโลยีอันทันสมัยที่ใช้งานได้ง่าย ทำให้ กฟภ. บริหารจัดการการติดต่อสื่อสารกับคู่สนทนาได้ทั่วโลก ผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์และสัมมนาออนไลน์ แทนการประชุมที่ผู้เข้าร่วมต้องมาประชุมด้วยตนเอง ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านการดำเนินงานลงได้

“ระบบสื่อสารอัจฉริยะนี้ใช้งานได้ง่าย พร้อมด้วยคุณสมบัติในการเข้าถึงได้ทุกที่ทุกเวลาทั่วโลก แม้แต่ในพื้นที่ห่างไกล เพียงแค่มีอินเทอร์เน็ต ช่วยให้เราสามารถตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ คล่องตัว และรวดเร็วขึ้น” นายเสริมสกุล คล้ายแก้ว ผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค กล่าว และเสริมว่า “นับเป็นอีกก้าวของ กฟภ. ในการเดินหน้าไปสู่การเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคดิจิทัล สอดคล้องกับแนวนโยบายประเทศไทย 4.0 และเป้าหมายของเราที่จะก้าวเป็น “การไฟฟ้าแห่งอนาคต” (The Electric Utility of the Future)”

ห้องประชุมอัจฉริยะติดตั้งด้วยระบบกล้อง VPT300 ซึ่งเป็นกล้องอัจฉริยะติดตามผลของหัวเว่ย มาพร้อมกับเทคโนโลยีด้านวิดีโอใหม่ล่าสุด อาทิ การตรวจจับเสียงและระบบจดจำใบหน้า และคุณสมบัติใหม่ ๆ เช่น การติดตามเสียง (audio-tracking), การจับภาพแบบพาโนรามาที่ปรับได้ (adaptive panoramic image capture) และการพูดคุยแบบรายบุคคล (P2P) ยกตัวอย่างเช่น ระบบ VPT300 สามารถตรวจจับการพูดของบุคคลและแสดงผลภาพในระยะใกล้แบบอัตโนมัติโดยไม่ต้องปรับระยะแบบแมนวล ซึ่งหากผู้เข้าประชุม A กำลังสนทนากับผู้เข้าประชุม B ระบบ P2P ก็จะแสดงภาพของผู้เข้าร่วมประชุมทั้งสองในระหว่างการสนทนาแบบ Face-to-face โดยอัตโนมัติ ระบบดังกล่าวยังสามารถเชื่อมต่อกับสถานที่ต่าง ๆ ได้มากถึง 200 แห่งในการร่วมประชุมโดยพร้อมกัน นอกจากนี้ ด้วยฟังก์ชั่น AirPresence Key แบบปลั๊กแอนด์เพลย์ ช่วยให้ผู้เข้าประชุมทุกคนสามารถแชร์ข้อมูลได้แบบไร้สายจากเครื่องคอมพิวเตอร์ได้ในคลิกเดียว โดยไม่ต้องใช้หรือย้ายปลั๊กต่อพ่วงให้ยุ่งยาก

ด้าน มร. หู กั่ง หัวหน้าฝ่ายขาย กลุ่มธุรกิจเอ็นเตอร์ไพรส์ ของหัวเว่ย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า “คอนเซ็ปท์ของห้องประชุมอัจฉริยะนี้คือ การทำให้เทคโนโลยีมีความอัจฉริยะและกลมกลืนไปกับห้อง ง่ายต่อการบริหารจัดการ เพื่อให้ผู้ใช้สามารถโฟกัสกับเนื้อหาการประชุมผ่านวิดีโอได้อย่างเต็มที่”

ทั้งนี้ ห้องประชุมอัจฉริยะนี้เป็นผลสำเร็จอันเกิดจากความร่วมมือระยะยาวระหว่างการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคและหัวเว่ย ประเทศไทย เพื่อให้ กฟภ. ได้รับประโยชน์จากการใช้เทคโนโลยีด้านไอซีทีอันทันสมัยของหัวเว่ย

ไอคอนสยามเนรมิต ‘ไอคอนคราฟต์’ พื้นที่นำเสนอคุณค่าความเป็นไทยผ่านงานนวัตศิลป์

  • ผนึกกำลังศิลปิน นักออกแบบ และผู้ประกอบการไทยกว่า 300 ราย ร่วมนำเสนอผลงานนวัตศิลป์ ต่อยอดเพิ่มคุณค่างานฝีมือไทย และเผยแพร่ให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางบนเวทีโลก
  • เปิดให้บริการพร้อมไอคอนสยาม 10 พฤศจิกายนนี้ พบกับนิทรรศการผลงานของศิลปินไทยที่มีชื่อเสียงในระดับสากล

วันนี้ ไอคอนสยาม อภิมหาโครงการเมืองแห่งการใช้ชีวิตสู่โลกอนาคต สัญลักษณ์แห่งความรุ่งโรจน์ของไทยริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยามูลค่า 54,000 ล้านบาท ซึ่งจะเปิดให้บริการในวันที่ 10 พฤศจิกายน 2561 นี้ ประกาศเปิดตัว “ไอคอนคราฟต์” พื้นที่ที่เนรมิตขึ้นเป็นพิเศษในไอคอนสยาม เพื่อนำเสนอคุณค่าความเป็นไทยสู่ทุกสายตาทั่วโลก ด้วยการรวบรวมงาน นวัตศิลป์และงานคราฟต์แบบร่วมสมัยหลากหลายประเภทของคนไทยมาไว้ในที่เดียว เปิดโอกาสให้ช่างฝีมือไทยได้ต่อยอดความสามารถ เพิ่มคุณค่าในผลงาน ตลอดจนเพิ่มโอกาสและเพิ่มพื้นที่จัดแสดงและจำหน่ายผลงานของตน ในโครงการที่จะเป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก

นายไชยยง รัตนอังกูร ผู้บริหาร บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด กล่าวว่า “ไอคอนสยามถูกรังสรรค์ขึ้นภายใต้แนวคิด ‘การสร้างประโยชน์ร่วมกันทุกฝ่าย’ หรือ Creating Shared Value และ ‘การร่วมกันรังสรรค์’ หรือ Co-Creation โดยมุ่งหวังที่จะรวบรวมสิ่งที่ดีที่สุดของไทยกับสิ่งที่ดีที่สุดของโลกเข้าไว้ด้วยกัน และนำเสนอคุณค่าความเป็นไทยให้ทั่วโลกได้รู้จักและร่วมชื่นชม จึงเป็นแรงบันดาลใจในการเนรมิตพื้นที่กว่า 2,500 ตารางเมตร บนชั้น 4 และชั้น 5 ของไอคอนสยาม ให้เป็นอีกหนึ่งพื้นที่พิเศษใช้ชื่อว่า ไอคอนคราฟต์ โดยผนึกความร่วมมือกับนักออกแบบ นักสร้างสรรค์ นักพัฒนานวัตกรรม และช่างฝีมือหลากหลายแขนง จำนวนกว่า 300 ราย ร่วมกันนำเสนองานนวัตศิลป์และงานคราฟต์ของไทยอย่างสร้างสรรค์ เพื่อสืบสานภูมิปัญญางานช่างฝีมือของไทย ส่งเสริมให้เกิดการต่อยอดเพื่อยกระดับและเพิ่มคุณค่า ตลอดจนเผยแพร่งานนวัตศิลป์และงานคราฟต์ฝีมือคนไทยให้เป็นที่รู้จักและเป็นที่ยอมรับในระดับโลก เป็นการเพิ่มโอกาสในการจัดแสดงและจัดจำหน่าย ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้กระจายไปทั่วประเทศ ในขณะเดียวกันไอคอนคราฟต์มุ่งหวังจะเป็นอีกแม็กเน็ตหนึ่งทางด้านการท่องเที่ยว ที่ช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกผู้ชื่นชอบงานคราฟต์ให้อยากเดินทางมาเยือนประเทศไทย

ไอคอนคราฟต์ ถูกนำเสนอภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘Innovative Craft designed for everyday life’ คือการนำงานแบบเก่าและความโบราณมาปรับให้เป็นงานสมัยใหม่ เกิดเป็นศูนย์กลางงานนวัตศิลป์และงานคราฟต์ไทยแบบร่วมสมัยที่ไม่เคยมีที่ไหนมาก่อน โดยนักออกแบบรุ่นใหม่จะได้มีโอกาสนำทักษะงานช่างจากอดีต ซึ่งมีคุณค่ามาสืบสานและพัฒนาต่อยอดให้เกิดเป็นรูปแบบที่น่าสนใจ มีความแปลกใหม่ สามารถเข้าถึงได้ง่าย ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ทั้งชาวไทยและนักท่องเที่ยวจากต่างชาติ

การจัดสรรพื้นที่ของไอคอนคราฟต์ ได้แรงบันดาลใจส่วนหนึ่งมาจากสาขาวิชาชีพของช่างสิบหมู่ของไทย โดยแบ่งเป็น 7 โซนหลัก ได้แก่ (1) The Smith งานช่างทอง ช่างโลหะต่าง ๆ (2) The Painter งานลงสีลงยา งานเขียน วาดลวดลาย งานลงรักปิดทอง (3) The Sculptor งานปั้น (4) The Carpenter งานช่างไม้ ช่างแกะสลัก (5) The Weaver งานช่างทอ ช่างจักสาน (6) The Gastronomer งานปรุง งานสร้างสรรค์อาหาร และ (7) The Therapist งานแพทย์แผนไทยและผลิตภัณฑ์สำหรับการบำบัดและดูแลสุขภาพ นอกจากนั้นยังมีโซนสำหรับจัดแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่เป็น House Brand ของไอคอนคราฟต์ โซนเฉพาะสำหรับนักออกแบบรับเชิญที่จะเข้ามาจัดแสดงผลงานแบบหมุนเวียน โซนที่เปิดโอกาสให้ทุกคนสามารถเข้ามาร่วมสร้างสรรค์ผลงานได้ ภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดของศิลปินนักออกแบบผู้เชี่ยวชาญ เและโซนพิเศษอื่นๆ อีกมากมาย

นางปารีสา จาตนิลพันธุ์ ผู้อำนวยการอาวุโส บริษัท สยามพิวรรธน์ รีเทล โฮลดิ้ง จำกัด กล่าวว่า “ไอคอนคราฟต์จะเป็นเสมือน Multi-Brand Store ขนาดใหญ่ ที่รวบรวมงานนวัตศิลป์และงานคราฟต์ของคนไทยมานำเสนอในรูปแบบที่ทันสมัย โดยได้คัดเลือกผู้ประกอบการและศิลปินนักออกแบบทั้งรายใหม่และรายเดิมที่อยากจะเปลี่ยนภาพลักษณ์ใหม่ รวมไปถึงผู้ประกอบการและนักออกแบบจากหน่วยงานภาครัฐ อาทิ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงอุตสาหกรรม และศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ เข้ามาร่วมมือกับไอคอนสยามในด้านต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ทั้งการทำงาน การขาย การพัฒนาออกแบบผลิตภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์ ให้ดูทันสมัยและใช้งานได้จริง จึงเป็นการทำงานร่วมกันอย่างแท้จริงเพื่อสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ให้แก่วงการงานนวัตศิลป์และงานคราฟต์ของไทย”

“นอกเหนือจากจะจัดแสดงและจำหน่ายผลงานของช่างฝีมือไทยแล้ว ไอคอนคราฟต์ยังเปิดพื้นที่ Campus Zone ให้นักเรียนและนักศึกษาที่เรียนเกี่ยวกับงานออกแบบและงานช่างศิลป์ด้านต่างๆ ได้นำผลงานมาจำหน่าย พร้อมกับทดลองตลาดเพื่อนำไปปรับปรุงผลงานตลอดจนพัฒนาแนวทางการตลาดให้ดียิ่งขึ้น เป็นการสนับสนุนและบ่มเพาะอนาคตของชาติให้เติบโตเป็นผู้ประกอบการที่มีคุณภาพในอนาคต โดยในช่วงแรกได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยศิลปากรและสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง นำผลงานการออกแบบซึ่งเป็นงานวิทยานิพนธ์ที่มีความแปลกใหม่ และผ่านการคัดเลือกแล้วของทั้งสองสถาบันมาจัดแสดง ส่วนในอนาคต Campus Zone พร้อมเปิดพื้นที่ต้อนรับงานคราฟต์จากสถาบันการศึกษาอื่นๆ และผลงานจากทั่วโลกให้มาจัดแสดงที่นี่ด้วย” นางปารีสา กล่าว

นายดวงฤทธิ์ บุนนาค สถาปนิกผู้ออกแบบพื้นที่ไอคอนคราฟต์ กล่าวว่า “ไอคอนคราฟต์ตั้งอยู่บนพื้นที่ชั้น 4 และชั้น 5 ของไอคอนสยามฝั่งที่ติดแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นพื้นที่ขนาดใหญ่ที่โดดเด่นและมีความสำคัญมาก จึงมีแนวคิดที่จะทำให้เป็นเสมือนหัวแหวนที่ดึงดูดความสนใจของผู้คนที่มาเยือนไอคอนสยาม ภายใต้หัวใจสำคัญคือการออกแบบให้มีลักษณะและความรู้สึกแบบไทย แต่ก็มีความทันสมัยและอยู่ร่วมกับปัจจุบันได้อย่างกลมกลืน โดยได้นำรากของวัฒนธรรมและงานฝีมือมาใช้ในงานสถาปัตยกรรมในมุมมองแบบใหม่ ซึ่งเป็นมุมมองของสถาปนิก ที่แตกต่างไปจากมุมมองของนักออกแบบผลิตภัณฑ์ ทำให้สามารถถ่ายทอดเรื่องราวของงานคราฟต์ได้อย่างแปลกใหม่น่าสนใจ นอกจากนั้น ยังได้ผสมผสานกับแนวคิดการสร้างงานแบบ Authenticity มีความตรงไปตรงมาตั้งแต่ระดับโครงสร้าง คือสถาปัตยกรรมในไอคอนคราฟต์จะต้องสวยงามทั้งภายนอกและมีโครงสร้างที่เหมือนกันอยู่ด้านในด้วย ไม่ได้เป็นเพียงโครงธรรมดาที่ตกแต่งสวยงามเฉพาะด้านนอกเท่านั้น”

“ความพิเศษอีกอย่างหนึ่งคือการพัฒนาคอนเซ็ปต์การออกแบบไปพร้อมๆ กับไอคอนสยามแบบ co-evolve จนได้ภาพที่ชัดเจนร่วมกัน คือรูปทรงออร์แกนิกหรือรูปทรงที่เป็นธรรมชาติ ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากงานคราฟต์ของไทยที่มีเส้นโค้งและความอ่อนช้อย ดังนั้นในไอคอนคราฟต์จะเต็มไปด้วยเส้นโค้งที่ทำให้เกิดมุมมองแตกต่างกันออกไปเมื่อมองจากแต่ละมุม ให้ความรู้สึกว่าพื้นที่แต่ละส่วนเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา น่าตื่นเต้น และคาดเดาไม่ได้ว่าจะเห็นอะไรในมุมต่อๆ ไป อีกทั้งยังมีดีไซน์ของเครื่องมือที่ใช้ในงานคราฟ์ต่างๆ ผสมผสานสอดแทรกอยู่ในงานสถาปัตยกรรมด้วยวิธี abstract ไอคอนคราฟต์จึงเป็นพื้นที่บอกเล่าเรื่องราวของคนไทย ผ่านงานฝีมือของคนไทยซึ่งก้าวผ่านข้อจำกัดด้านวัฒนธรรมและเปี่ยมไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ ความสนุกสนาน ความร่าเริงแบบไทยๆ ซึ่งจะสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้มาเยี่ยมเยือนกลับไปสร้างสรรค์อะไรบางอย่างด้วยตัวเอง หรือต้องการเข้ามามีส่วนสัมผัสประสบการณ์การสร้างสรรค์ร่วมกัน” นายดวงฤทธิ์ กล่าว

.. ภาวิณี สันติศิริ ซึ่งให้เกียรติมาร่วมสร้างสรรค์ไอคอนคราฟต์ในฐานะ Art Director ผู้ควบคุมการตกแต่งภายใน กล่าวว่า “พื้นที่ทั้งหมดของไอคอนคราฟต์ได้รับการตกแต่งภายในใ ห้มีความเป็นไทยที่ผสมผสานความทันสมัยเอาไว้อย่างกลมกลืน เพื่อให้ดูร่วมสมัยและสอดรับกับวิถีชีวิตตลอดจนความสนใจของคนในยุคปัจจุบัน แต่ยังคงเอกลักษณ์ทางศิลปะและวัฒนธรรมของไทยเอาไว้ โดยได้หยิบยกอาชีพช่างสิบหมู่ส่วนหนึ่งมาเป็นแนวคิดและแรงบันดาลใจในการจัดสรรพื้นที่ สำหรับนำเสนอผลงานความคิดสร้างสรรค์ของช่างฝีมือไทย”

ม.ล. ภาวิณี กล่าวว่า “ในพื้นที่ทั้ง 7 โซนของไอคอนคราฟต์ จะมี Art Installation หรืองานศิลปะประจำโซน ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นตัวแทนในการบอกเล่าเรื่องราวความเป็นมา และภูมิปัญญาเบื้องหลังผลงานหรือผลิตภัณฑ์ในโซนนั้นๆ โดยไอคอนสยามได้รับเกียรติจากศิลปิน นักออกแบบที่มีชื่อเสียง หรือปรมาจารย์ทางด้านงานคราฟต์ มาร่วมสร้างสรรค์ Art Installation ทั้ง 7 ชิ้น ได้แก่ โซน The Smith โดยคุณ จิระเดช และคุณพรพิไล มีมาลัย เจ้าของรางวัล Asian Cultural Council Fellowship Awards New York ปี 2010 โซน The Painter โดยคุณพลอย จริยเวช นักเขียน นักแปล และนักออกแบบคอนเซ็ปต์ชื่อดัง โซน The Sculptor โดยคุณอุดม อุดมศรีอนันต์ เจ้าของรางวัล Grand Prize Award จากงาน Design of the Year 2004 โซน The Carpenter โดยคุณสุวรรณ คงขุนเทียน เจ้าของรางวัล Grand Prize Award จากงาน Design of the Year 2004 โซน The Weaver โดยคุณน้ำฝน ไล่สัตรูไกล นักออกแบบผู้เชี่ยวชาญการผสมผสานศิลปะ สิ่งทอ และแฟชั่นเข้าด้วยกัน เจ้าของรางวัล Design of the Year Award 2017 สาขา Textile Design โซน The Gastronomer โดย ผศ.เอกรัตน์ วงษ์จริต และโซน The Therapist โดยคุณสกุล อินทกุล ศิลปินนักจัดดอกไม้ชื่อดังระดับโลก และผู้ก่อตั้งพิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมดอกไม้”

ไอคอนคราฟต์จัดแสดงผลงานและจำหน่ายผลิตภัณฑ์กว่า 5,000 ชิ้น โดยช่างฝีมือไทยกว่า 300 ราย อาทิ แบรนด์ Angsa, Prem วัวลาย, Coth Studio, เบญจรงค์ ศ หลังสวน, homlom, เบญจเมธา, Sumphat, Doting, Thxful for Small mercies, AWA décor, Yano handicraft, Bhukram, Mathatra, บุญรัตน์ไทยคราฟท์, Borriboon Craft, Ayodhaya, SAIJAI RICE เมฆไอศครีม, หิว Hungre.he, Akha Ama Coffee, monsoon tea, เฌอ ชีวา, ภูโคลน, ยันต์, Maleeya Natural Product, WATAPO และ nuaynardhandcraft

ไอคอนคราฟต์ มีกำหนดเปิดให้บริการพร้อมไอคอนสยาม ในวันที่ 10 พฤศจิกายนนี้ โดยมีอีกหนึ่งไฮไลท์พิเศษคือ นิทรรศการ “สยามทำมือ” ซึ่งจะจัดแสดงต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 31 มกราคม 2562 ผลงานโดย คุณวิภู ศรีวิลาส ศิลปินไทยชื่อดังที่ประสบความสำเร็จในระดับสากล ใช้ชีวิตอยู่ในประเทศออสเตรเลียมานานกว่า 15 ปี และมีงานแสดงผลงานเซรามิคในหลายประเทศทั่วโลก

The Smith งานช่างทอง ช่างโลหะต่าง ๆ

 

The Painter งานลงสีลงยา งานเขียน วาดลวดลาย งานลงรักปิดทอง

 

The Sculptor งานปั้น

 

The Carpenter งานช่างไม้ ช่างแกะสลัก

 

The Weaver งานช่างทอ ช่างจักสาน

 

The Gastronomer งานปรุง งานสร้างสรรค์อาหาร

 

The Therapist

Gossip news !!

**.... เจนต์ชัย ลิ้มวัฒนะกูร บอสใหญ่ แห่งนารายณ์ พร็อพเพอตี้ฯ เป็นปลื้มกับผลตอบรับที่ดีตั้งแต่ยังไม่เปิดจองตึก A ตึกใหม่ของโครงการเดอะ พาร์คแลนด์ จรัญ-ปิ่นเกล้า อย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นตึกสุดท้ายด้านหน้าสุดทำเลดีติดถนนจรัญสนิทวงศ์ ซอย 42 ติดสถานีรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน สถานีบางยี่ขัน ....**.... หลังจากที่เปิดให้ชมห้องตัวอย่างบนตึกจริงซึ่งมีให้เลือกถึง 6 แบบ เรียกว่าจัดให้ดูกันในแต่ละชั้นเห็นวิวจริงๆกันไปเลย ....** .... มีผู้สนใจเข้าเยี่ยมชมห้องตัวอย่างเป็นจำนวนมาก ทำให้บรรยากาศที่สำนักงานขายคึกคักเป็นพิเศษตั้งแต่เช้ายันค่ำ....**..... สำหรับผู้ที่สนใจสามารถเข้าไปดูห้องตัวอย่างกันก่อนได้เลยว่าชอบแบบไหน Big Day 4 พ.ย.นี้  จองกันได้เลยไม่ต้องเสียเวลาดูห้องตัวอย่างกันอีกรอบ....**.....จากยอดขาย 86 % ของ 2 ตึกที่เปิดขายไปแล้วก่อนหน้านี้ก็พอจะการันตีได้ถึงความฮอต !!  **...** ผู้สนใจเข้าไปลงทะเบียนเพื่อรับสิทธิ์พิเศษ Gift Voucher มูลค่า10,000 บาท ก่อนใครได้เลยที่ http://bit.ly/2OO9YpR

พช. เปิดโครงการชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี รวมของดี อ. บางใหญ่ จ. นนทบุรี

สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดนนทบุรี กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย พร้อมขับเคลื่อนศักยภาพชุมชน จัดงานเปิดตัวหมู่บ้านท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี หนึ่งในโครงการสำคัญของกรมการพัฒนาชุมชน (พช.) ที่รวบรวมของดี วิถีเด่น จากชุมชนต่างๆ ทั่วประเทศ ภายใต้แผนพัฒนาประเทศ “ไทยนิยม ยั่งยืน” ของรัฐบาล โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อลดความเหลื่อมล้ำของสังคมมุ่งสร้างรายได้ ความเจริญ และความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ ให้ภาคเอกชนและภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมดำเนินการกับภาครัฐมากยิ่งขึ้น เพื่อให้บรรลุวิสัยทัศน์ มั่นคง มั่งคั่ง และ ยั่งยืน โดย . บางใหญ่ จ. นนทบุรี ประกอบไปด้วยหมู่บ้านเป้าหมายจำนวน  4 หมู่บ้าน คือ

  1. หมู่บ้าน บางม่วง หมู่ 2  ตำบล บางม่วง
  2. หมู่บ้าน บางโสนพัฒนา 2 หมู่ 15 ตำบล บางม่วง
  3. หมู่บ้าน บางเลน หมู่ 1 ตำบล บางเลน
  4. หมู่บ้าน วัดต้นเชือก หมู่ 4 ตำบล บ้านใหม่

ซีงได้ผ่านการสำรวจข้อมูลตามหลักเกณฑ์ และเงื่อนไขการพิจารณาคัดเลือกพื้นที่เป้าหมายแล้วว่า มีเอกลักษณ์ แหล่งท่องเที่ยว กิจกรรมท่องเที่ยว และวิถีถิ่นที่น่าสนใจ ควรค่าแก่การไปสัมผัสและท่องเที่ยว

นายชลธี ยังตรง (กลาง) รองผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี กล่าวว่า กิจกรรมในวันนี้ เปรียบเสมือนการเปิดประตูเพื่อต้อนรับเพื่อนบ้าน และนักท่องเที่ยวจากทุกพื้นที่ ให้รู้จักกับชุมชนของอำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี โดยเฉพาะหมู่บ้านชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถีเป้าหมายของอำเภอบางใหญ่ ซึ่งเกิดจากความร่วมมือร่วมใจจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ  ภาคประชาสังคม และชุมชน ที่นำเอาอัตลักษณ์ และวิถีถิ่น นำเสนอผ่านแหล่งท่องเที่ยว ผลิตภัณฑ์อาหาร การแสดงท้องถิ่น  การสาธิตการทำสินค้าชุมชน ซึ่งจะช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีต่อผู้มาเยี่ยมเยือน  สืบทอดวิถีถิ่นให้เข้มแข็ง นำมาซึ่งรายได้ และความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น อย่างยั่งยืนอีกด้วย”

การจัดงานในครั้งนี้เป็นการบูรณาการร่วมกันระหว่างสำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดนนทบุรีและอำเภอบางใหญ่ ภายใต้ชื่องาน “250 ปี ตามรอยกองเรือยกพลขึ้นบก สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช” ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นเป็นเวลา 4 วัน ระหว่างวันที่ 1 – 4 พฤศจิกายน 2561 ตั้งแต่ เวลา 11.00 – 21.00น. ณ วัดเสาธงหิน อำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี โดยในวันอาทิตย์ที่ 4 พฤศจิกายน 2561 จะมีพิธีอัญเชิญพระบรมรูปสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช และพิธีปักธงรบ และภายในงานผู้เข้าร่วมงานจะได้สัมผัสกับบรรยากาศตลาดน้ำย้อนยุค รวมถึงการรณรงค์ให้ผู้เข้าร่วมงานแต่งชุดไทย พร้อมด้วยกิจกรรมที่น่าสนใจอีกมากมาย อาทิ นิทรรศการสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช การแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน การออกร้านของหมู่บ้านชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี อำเภอบางใหญ่ ซึ่งจัดให้เข้าชมฟรีตลอดงาน

เดอะมอลล์ ช้อปปิ้งเซ็นเตอร์ ตอกย้ำความเป็นผู้นำ Food Destination จัดงาน “THE MALL BANGKOK FOOD EXPO 2018”
มหกรรมอาหารที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งปี ร่วมขานรับนโยบาย Thailand Shopping & Dining Paradise

เดอะมอลล์ กรุ๊ป ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้าน Food Destination ทุ่มงบประมาณ 12 ล้านบาท จัดงาน “THE MALL BANGKOK FOOD EXPO 2018” มหกรรมอาหารที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งปี ขานรับนโยบาย Thailand Shopping & Dining Paradise ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กระตุ้นระบบเศรษฐกิจ พบกับหลากหลายร้านอาหารและเมนูชื่อดังทั้งในและต่างประเทศ กว่า 200 ร้านค้า กว่า 2,000 เมนู บนพื้นที่กว่า 4,000 ตารางเมตร ให้ลูกค้าได้เลือกช้อป - ชิมกันอย่างจุใจ นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมให้ร่วมสนุกอีกมากมาย งานจัดระหว่างวันที่  8 – 11 พฤศจิกายน  2561 ที่ เอ็มซีซี ฮอลล์ ชั้น 4 เดอะมอลล์ บางกะปิ  วันที่ 8 – 14 พฤศจิกายน 2561 ที่แกรนด์ฮอลล์  ชั้น จี เดอะมอลล์ บางกะปิ และอีเว้นท์ฮอลล์ ชั้น จี เดอะมอลล์ ท่าพระ และวันที่ 15 – 21 พฤศจิกายน 2561 ที่ แกรนด์ฮอลล์  ชั้น จี เดอะมอลล์ บางแค

คุณวรลักษณ์ ตุลาภรณ์ Chief Marketing Officer บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด เผยว่า “การจัดงาน “THE MALL BANGKOK FOOD EXPO 2018” ในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อประชาสัมพันธ์ และสร้างการรับรู้ให้ประเทศไทยของเราเป็นแหล่งซื้ออาหารและสินค้าที่สะดวก มีคุณภาพ และหลากหลายที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาคเอเชีย พร้อมร่วมขานรับนโยบาย Thailand Shopping & Dining Paradise ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ให้ประเทศไทยเป็นสวรรค์ของนักช้อปนักชิม ตลอดจนกระตุ้นให้เกิดการจับจ่ายของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ ซึ่งนำไปสู่การเพิ่มรายได้ และเพิ่มเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ รวมถึงผลักดันให้กรุงเทพมหานครเป็นศูนย์กลางเรื่องอาหาร ให้เป็นที่ประจักษ์ในสายตาชาวต่างประเทศ สมกับที่ได้รับการกล่าวขานว่าประเทศไทยเป็น “ครัวของโลก” และมั่นใจว่างาน “THE MALL BANGKOK FOOD EXPO 2018” มหกรรมอาหารระดับโลกที่เกิดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และจะถูกกล่าวขานให้เป็นหนึ่งในเทศกาลอาหารครั้งสำคัญที่ทุกคนเฝ้ารอคอยในการจัดงานครั้งต่อๆ ไป”

เดอะมอลล์ ช้อปปิ้งเซ็นเตอร์ ได้ร่วมกับพันธมิตรทางธุรกิจ ร่วมกับ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน), บริษัท ไทยน้ำทิพย์ คอมเมอร์เชียล จำกัด และบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ดีแทค จัดงาน “THE MALL BANGKOK FOOD EXPO 2018 มหกรรมอาหารที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ภายใต้คอนเซปต์  “ALL GOURMENT CHOICES UNDER ONE ROOF มางานเดียวครบเครื่องเรื่องอาหาร” บนพื้นที่กว่า 4,000 ตารางเมตร พบกับหลากหลายร้านอาหารและเมนูชื่อดังทั้งในและต่างประเทศ อาทิ ครั้งแรกในประเทศไทยกับทาร์ตไข่ Pasta de Nata สูตรต้นตำรับกว่า 180 ปี จากเมืองลิสบอน ประเทศโปรตุเกส จากร้าน SHOP LUSO และบัตเตอร์เบียร์ เครื่องดื่มสุดป๊อปของเหล่าพ่อมดแม่มด อลังการกับอาหารนานาชาติส่งตรงจากทั่วทุกมุมโลก ตระการตากับอาหารไทยชาววังสูตรต้นตำรับและสไตล์ฟิวชั่นจากร้านดัง ตื่นตากับคาราวานสตรีทฟู้ดและซุปเปอร์ซีฟู้ด  จากกว่า 200 ร้านดัง สนุกกับการเลือกซื้อวัตถุดิบ อุปกรณ์ทำอาหาร แฟรนไชส์ คอร์สเรียนทำอาหาร แบบ All in One นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมให้ร่วมสนุกอีกมากมาย อาทิ วันศุกร์ที่ 9 พฤศจิกายน 2561 เวลา 14.30 น. พบมินิคอนเสิร์ตจาก BNK 48 และวันอาทิตย์ที่ 11 พฤศจิกายน 2561 เวลา 15.00 น. พบกับมินิคอนเสิร์ตจากนิวจิ๋ว และกิจกรรมเวิร์คช้อปการทำอาหารและการแสดงต่างๆ ตลอดจนสิทธิพิเศษอีกมากมาย อาทิ

  • สำหรับลูกค้าธนาคารไทยพาณิชย์แม่มณีชวนชิม ซื้อเมนูไฮไลท์ได้ในราคา 50 บาท ด้วย SCB EASY และเมื่อสแกนจ่ายด้วย SCB EASY ผ่าน QR Code แม่มณี ครบ 200 บาท รับฟรี ทาร์ตไข่, ครบ 300 บาท รับฟรีคูปองเงินสด 50 บาท ที่ เอ็มซีซี ฮอลล์ ชั้น 4 เดอะมอลล์ บางกะปิ และรับส่วนลด 20 บาท เมื่อสแกนจ่ายด้วย SCB EASY ผ่าน QR Code แม่มณี ที่ อีเว้นท์ ฮอลล์ เดอะมอลล์สาขาที่ร่วมรายการ
  • สิทธิพิเศษสำหรับสมาชิก M Card รับฟรีคูปองเงินสดมูลค่า 30 บาท สำหรับซื้ออาหารภายในงาน เพียงสแกน QR code ผ่าน M Card แอปพลิเคชัน ณ บูธ M Card และแลกคะแนน M POINT รับฟรีโดนัทจาก *Krispy Kreme และกาแฟจาก *Redhill
  • พิเศษสำหรับลูกค้าที่ซื้อสินค้าภายในงาน รับทันทีคูปองส่วนลด 50 บาท ใช้เป็นส่วนลดในการซื้อสินค้าที่บูธไทยน้ำทิพย์
  • สิทธิพิเศษ ดีแทค รีวอร์ด สำหรับลูกค้าดีแทคระบบเติมเงินและรายเดือน รับฟรีทันที คูปองส่วนลดมูลค่า 25 บาท สำหรับซื้ออาหารภายในงาน

คุณวรลักษณ์ ตุลาภรณ์ ผู้บริหารคนเก่ง ได้กล่าวสรุปว่า สำหรับงาน “THE MALL BANGKOK FOOD EXPO 2018” ครั้งนี้ คาดว่าจะสามารถดึงดูดให้ลูกค้าและนักท่องเที่ยวเข้าร่วมงานหมุนเวียนกว่า 150,000 คน และสร้างยอดขายไม่ต่ำกว่า 50 – 60 ล้านบาท และหวังว่างานดังกล่าว จะเป็น Food Destination ของทั้งนักท่องทั้งเที่ยวชาวไทยและต่างประเทศ อีกทั้งยังพิสูจน์ให้เห็นถึงศักยภาพของ   ประเทศไทย ในการจัดแสดงมหกรรมอาหารระดับโลกอีกด้วย

โรงแรมชัวร์สเตย์พลัส บาย เบสท์เวสเทิร์น สุขุมวิท ซอย 2 จัดงานฉลองครบรอบ 1 ปีแห่งความสำเร็จ

โรงแรมชัวร์สเตย์พลัส บาย เบสท์เวสเทิร์น สุขุมวิท ซอย 2 นำโดย สุภสร ชูโชติสกุลวงศ์ (กลาง) รอดนีย์ ซิมป์สัน (ซ้าย) ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายปฏิบัติการ ภูมิภาคเอเชีย เบสท์เวสเทิร์น โฮเทลแอนด์รีสอร์ท และ นาวิน แก้วทิพยเนตร์ (ขวา) ผู้จัดการโรงแรม พร้อมทั้งทีมพนักงาน จัดงานเลี้ยงฉลองครบรอบ 1 ปี ภายหลังจากการเปิดให้บริการโรงแรม ไปเมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ. 2560

โดยการจัดงานครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อขอบคุณลูกค้า และพันธมิตรธุรกิจของโรงแรมที่ให้การสนับสนุนมาโดยตลอด อีกทั้งฉลองความสำเร็จของการเปิดให้บริการโรงแรมภายใต้แบรนด์ชัวร์สเตย์โฮเทลกรุ๊ปแห่งแรกในเอเชีย ภายใต้การบริหารของเบสท์เวสเทิร์น โฮเทลแอนด์รีสอร์ท ภายในงานประกอบด้วยงานสังสรรค์ในบรรยากาศเป็นกันเองที่บาร์และสระว่ายน้ำชั้นดาดฟ้าของโรงแรม ท่ามกลางวิวที่สวยงามของกรุงเทพมหานครยามค่ำคืน รวมถึงมอบของรางวัลต่างๆ สร้างความสนุกสนานให้กับผู้เข้าร่วมงาน และเป็นการสร้างแรงบันดาลให้กับพนักงานในการสร้างสรรค์ผลงานและบริการที่ประทับใจแก่ผู้มาใช้บริการ

โรงแรมชัวร์สเตย์พลัส บาย เบสท์เวสเทิร์น สุขุมวิท 2 ให้บริการห้องพัก 85 ห้อง ทุกห้องได้รับการออกแบบทันสมัย สะดวกสบายด้วยมาตรฐานของชัวร์สเตย์พลัส ภายในโรงแรมมีสระว่ายน้ำแบบอินฟินิตี้และบาร์ที่ชั้นบนสุดของโรงแรม ฟิตเนสเซ็นเตอร์ คาเฟ่ และบิสซิเนสคอร์เนอร์ ที่ให้บริการกับนักเดินทางที่ต้องการความช่วยเหลือในด้านธุรกิจต่างๆ

มร. โอลิเวียร์ แบร์ริแวง ผู้บริหารระดับสูง ฝ่ายปฏิบัติการ ภูมิภาคเอเชีย เบสท์เวสเทิร์น โฮเทลแอนด์รีสอร์ท กล่าวว่า “โรงแรมชัวร์สเตย์พลัส บาย เบสท์เวสเทิร์น สุขุมวิท ซอย 2 ได้รับการตอบรับอย่างดีจากกลุ่มนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาที่กรุงเทพมหานคร เนื่องจากเป็นโรงแรมขนาดกลางรูปแบบใหม่ที่มุ่งมั่นในการให้บริการที่ยอดเยี่ยม พร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน คุ้มราคา เหนือความคาดหวังของนักเดินทางและนักท่องเที่ยว การจัดงานในครั้งนี้ ถือเป็นการขอบคุณพันธมิตรและผู้ที่เกี่ยวข้องที่มีส่วนให้โรงแรมของเราประสบความสำเร็จ

ชัวร์สเตย์โฮเทลกรุ๊ป เปิดตัวครั้งแรกเมื่อปลายปี พ.ศ. 2559 ขยายธุรกิจอย่างรวดเร็ว โดยเปิดให้บริการโรงแรมระดับราคาประหยัดและขนาดกลางทั่วโลก เบสท์เวสเทิร์นมีแผนเตรียมเปิดให้บริการโรงแรมภายใต้ชัวร์สเตย์โฮเทลกรุ๊ปอีก 2 แห่งในเอเชีย ได้แก่ ชัวร์สเตย์พลัส บาย เบสท์เวสเทิร์น ชินโอซาก้า และ ชัวร์สเตย์พลัส บาย เบสท์เวสเทิร์น เวียงจันทน์

กลับมาแล้ว Double A QR Lucky in Gold สแกนปั๊บ ลุ้นรับทองทุกเดือน รวมหนัก 100 บาท

ดั๊บเบิ้ล เอ อัดโปรโมชั่นต่อเนื่องกับแคมเปญ QR Lucky in Gold แจกทองทุกเดือน ร่วมสนุกง่าย ๆ แค่สแกนคิวอาร์โค้ดข้างกล่องดั๊บเบิ้ล เอ โดย 1 QR ได้ 1 สิทธิ์ จับรางวัลทุกเดือน รวม 161 รางวัล ทองคำหนักรวม 100 บาท ยิ่งสแกนมาก ยิ่งมีสิทธิ์มาก สแกนทุกเดือนลุ้นทุกเดือนและสะสมยอดสแกนลุ้นรางวัลใหญ่ในรอบสุดท้าย เริ่ม 1 พฤศจิกายน 2561 ถึง 30 เมษายน 2562 ติดตามรายละเอียด ทาง www.facebook.com/DoubleAClub

บัญชีเดียวก็รวยได้!! กสอ.ชี้ 4 ประโยชน์ที่เอสเอ็มอีต้องรู้ เพื่อเข้าสู่ระบบบัญชีเดียว เร่งติวเข้มผปก.15 จังหวัด หวังเสริมความน่าเชื่อถือธุรกิจ – เข้าถึงสินเชื่อ

  • กสอ.จัดโครงการ “เสริมแกร่ง เอสเอ็มอีรอบรู้การเงิน” คาดผปก.หันใช้บัญชีเดียวเพิ่ม 300 ราย พร้อมดึงภาษีเข้าระบบได้กว่า 600 ล้าน

กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) เร่งผลักดันผู้ประกอบการเอสเอ็มอีให้มีความรู้ความเข้าใจในด้านระบบบัญชีและการเงิน โดยเฉพาะการทำบัญชีเดียว พร้อมชี้ประสิทธิภาพทางธุรกิจ 4 ข้อที่ได้จากการทำบัญชีเดียว ได้แก่ 1. ความสามารถในการวิเคราะห์ธุรกิจ  2.โอกาสในการขอสินเชื่อจากสถาบันทางการเงิน 3.การลดหย่อนภาษี 4.การลดความเสี่ยงต่อการประเมินภาษีย้อนหลัง นอกจากนี้ ยังได้จัดทำโครงการ “เสริมแกร่ง SMEs รอบรู้การเงิน” ซึ่งมุ่งสร้างองค์ความรู้ให้แก่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี 15 จังหวัดในการจัดทำระบบบัญชีเดียว เพื่อลดความเสี่ยงการดำเนินธุรกิจและเตรียมความพร้อมในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำ โดยคาดว่าจะมีผู้ประกอบการเปลี่ยนมาใช้ระบบบัญชีชุดเดียวไม่น้อยกว่า 300 กิจการ และคาดว่าจะสามารถมีรายได้เข้าสู่ระบบประมาณ 600 ล้านบาท พร้อมส่งผลให้รัฐบาลลมีรายได้จากการจัดเก็บภาษีเพิ่มขึ้น

75 ปีแห่งความสำเร็จ “วสท.” เปิดงาน “วิศวกรรมแห่งชาติ 2561” อย่างยิ่งใหญ่
พร้อมก้าวสู่มิติใหม่ นำนวัตกรรมขับเคลื่อนประเทศไทย 4.0 มุ่งสู่ความเป็นผู้นำแห่งอาเซียน

ในวาระครบรอบ 75 ปี วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) ตอกย้ำศักยภาพและความสำเร็จการนำเทคโนโลยีวิศวกรรมเข้ามาสนับสนุนภาครัฐ และภาคธุรกิจ เดินหน้าเปิดงาน “วิศวกรรมแห่งชาติ 2561” (National Engineering 2018) งานสัมมนาวิชาการด้านวิศวกรรมและงานแสดงผลิตภัณฑ์เทคโนโลยี นวัตกรรรมวิศวกรรมครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ผนึกกำลังผู้ร่วมแสดงสินค้าเทคโนโลยีวิศวกรรมจากหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน รวมกว่า 100 ภายใต้แนวคิด  Engineering for Society; Smart Engineering, Smart Life, Smart Nation - วิศวกรรมอัจฉริยะ เพื่อชีวิตทันสมัย สู่ประเทศไทยแห่งอนาคต” เพื่อร่วมปฏิรูปประเทศ สู่สังคม ที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญา เสริมสร้างศักยภาพให้ทุกภาคส่วนมีส่วนช่วยยกระดับสังคมสู่สมาร์ทไลฟ์ สมาร์ทเนชั่น อย่างยั่งยืน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันทางเศรษฐกิจ

ดร.ธเนศ วีระศิริ (ขวา) นายกวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) กล่าวในพิธีเปิดงาน “วิศวกรรมแห่งชาติ 2561” ว่า จากแผนยุทธศาสตร์การปฏิรูปประเทศขับเคลื่อนด้วยปัญญาตามแนวทางไทยแลนด์ 4.0 ด้วยการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม จากกลุ่มอุตสาหกรรมดั้งเดิมไปสู่กลุ่มอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าและความซับซ้อนสูง หรือ New S-Curve ด้วย 5 กลุ่มเทคโนโลยีและนวัตกรรมอันเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดย วสท. มีภารกิจในการส่งเสริมและสนับสนุนความก้าวหน้าของวิชาชีพวิศวกรรม ด้วยการพัฒนาองค์ความรู้ สนับสนุนการวิจัย การปรับปรุงมาตรฐาน และสร้างสรรค์กิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่ออาชีพวิศวกรรมและสังคม และในวาระครบรอบ 75 ปี วสท. เดินหน้าจัดงาน “วิศวกรรมแห่งชาติ 2561” (National Engineering 2018) ให้เป็นงานสัมมนาวิชาการ และแสดงผลิตภัณฑ์เทคโนโลยี นวัตกรรรมวิศวกรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในไทย ภายใต้แนวคิด Engineering for Society; Smart Engineering, Smart Life, Smart Nation - วิศวกรรมอัจฉริยะ เพื่อชีวิตทันสมัย สู่ประเทศไทยแห่งอนาคต” มุ่งเน้นการพัฒนาและยกระดับมาตรฐานวิชาชีพวิศวกรรม ด้วยการนำเสนอเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ก้าวหน้าของไทย ตลอดจนมุ่งหวังให้เป็นพื้นที่แลกเปลี่ยน พร้อมร่วมอัพเดทเทรนด์และเทคโนโลยีวิศวกรรมโลกผ่านงานสัมมนาในหัวข้อต่างๆ กว่า 89 หัวข้อ

สำหรับความยิ่งใหญ่ของงาน “วิศวกรรมแห่งชาติ 2561” ในปีนี้ ได้รับความร่วมมือจาก 3 กระทรวง ได้แก่ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงคมนาคม และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เข้ามาร่วมให้ความรู้ เพื่อยกระดับพัฒนาวิชาชีพวิศวกรรรมที่สอดคล้องกับแผนพัฒนาประเทศ ผ่านปาฐกถาพิเศษ ยุทธศาสตร์แห่งชาติตามนโยบายทั้ง 3 กระทรวง ซึ่งจะช่วยสะท้อนบทบาทความสำคัญของเทคโนโลยีวิศวกรรมในการช่วยผลักดันประเทศให้ขับเคลื่อนไปด้วยปัญญา และสามารถเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลกได้ตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่รัฐบาลได้ตั้งเป้าการลงทุนไว้กว่า 5 ล้านล้านบาท อันจะส่งผลให้ระดับจีดีพี (GDP) ของประเทศขยายตัวเพิ่มขึ้นเฉลี่ยไม่ต่ำกว่าร้อยละ 4.5 ต่อปี  ได้แก่

  • แผนยุทธศาสตร์อุตสาหกรรม ร่วมปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “Industry Transformation Thailand 4.0” โดย ดร.สมชาย หาญหิรัญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ในวันพฤหัสบดีที่ 1 พฤศจิกายน 2561 เวลา 09.00-10.00 น.

  • แผนยุทธศาสตร์คมนาคม ร่วมปาฐกถาพิเศษเรื่อง “ยุทธศาสตร์คมนาคม ยุทธศาสตร์สร้างชาติ” (Transforming Transportation) โดย นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในวันพฤหัสบดีที่ 1 พฤศจิกายน 2561 เวลา 13.00-14.00 น.
  • แผนยุทธศาสตร์ด้านดิจิทัล ร่วมปาฐกถาพิเศษเรื่อง “Digital Transformation ตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ” โดย นายพันธ์ศักดิ์ ศิริรัชตพงษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในวันศุกร์ที่ 2 พฤศจิกายน 2561 เวลา 09.00-10.00 น.

ดร.ทศพร ศรีเอี่ยม ประธานการจัดงานวิศวกรรมแห่งชาติ 2561 กล่าวว่า “งานวิศวกรรมแห่งชาติ 2561 (National Engineering 2018) ในครั้งนี้ ถือเป็นปีที่ 13 ที่มีการจัดกันมาอย่างต่อเนื่องทุกปี โดยในปีนี้ ได้รวบรวมผู้ร่วมแสดงสินค้าเทคโนโลยีวิศวกรรมจากหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนมากกว่า 100 ราย นำผลิตภัณฑ์เทคโนลยีจากหลากหลายสาขาอาชีพมาจัดแสดงอย่างครบครัน สำหรับไฮไลท์ในการจัดงาน วิศวกรรมแห่งชาติ 2561 คือการอัพเดทเทรนด์ความรู้ใหม่ๆ หลากหลายหัวข้อ เช่น นวัตกรรมความปลอดภัยของโครงสร้างอาคาร ซึ่งได้รับเกียรติจากวิศวกรชาวญี่ปุ่น มาบรรยายถึงการออกแบบโครงสร้างอาคาร ในสถานการณ์ที่ไม่อาจคาดเดาได้ เช่น ภัยก่อการร้าย การวางระเบิด การวางเพลิง ซึ่งเป็นเรื่องใหม่สำหรับเมืองไทย รวมทั้ง การให้ความรู้ด้านการป้องกันอัคคีภัยสำหรับอาคารขนาดใหญ่ เช่น สนามบิน ตึกสูงจากสมาคมป้องกันอัคคีภัยแห่งชาติ (National Fire Protection Association) ของสหรัฐอเมริกา เป็นต้น”

นอกจากนี้ ยังมีการนำเสนอความรู้และการสัมมนาที่น่าสนใจ สำหรับวิศวกรและประชาชน อาทิ “Smart City” หรือ เมืองอัจฉริยะ เป็นการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยี เข้ามาเพิ่มความสะดวก สบาย ประหยัด และปลอดภัยให้กับการใช้ชีวิต ซึ่งประเทศไทย จะมีเมืองใหม่ที่เป็น Smart City ในแถบเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor : EEC) ทั้งระยอง ฉะเชิงเทรา และปราจีนบุรี เป็นต้น  ด้วยการเชื่อมโยงโลกดิจิทัลผ่านสมาร์ทโฟนกับอุปกรณ์อื่นๆ เช่น แอพพลิเคชั่น PEA Hive Platform การสั่งเปิดปิดเครื่องใช้ไฟฟ้า การสำรวจเส้นทางและการจราจร ระบบการซื้อขายผ่านออนไลน์ ฯลฯ ซึ่งในอนาคตจะมีการพัฒนามากขึ้น เช่น นวัตกรรมยานยนต์แห่งอนาคต รถพลังงานไฟฟ้า (EV Car) การใช้ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ การใช้หุ่นยนต์ทดแทนแรงงานมนุษย์ในภาคอุตสาหกรรม การบริหารจัดการข้อมูลขนาดใหญ่ (DATA Center and CLOUD Technology) เป็นต้น

โดยภายในงานแบ่งเป็นโซนต่างๆ 4 โซน ได้แก่

  1. โซนสัมมนาวิชาการ โดยรวมรวบหัวข้อสัมมนาที่น่าสนใจไว้กว่า 89 หัวข้อ เกี่ยวกับความก้าวล้ำของวงการวิชาชีพวิศวกรรมในการเป็นฟันเฟืองสนับสนุนการปฏิรูปประเทศสู่ New S-Curve ของรัฐบาล และยังมีเวทีเสวนาระดับนานาชาติ (International Forum) ในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ อัพเดท เทรนด์วิศวกรรมจากผู้เชี่ยวชาญและวิศวกรทั่วโลกมารวมไว้ในงานเดียว โดยไฮไลท์สำคัญคือการปาฐกถาพิเศษจากรัฐมนตรีทั้ง 3 กระทรวง ได้แก่ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงคมนาคม และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
  2. โซนพื้นที่จัดกิจกรรมการแข่งขันเทคโนโลยีวิศวกรรม ได้แก่การแข่งขันหุ่นยนต์ต่อสู้ 2018 (Battle Robot Warrior), การแข่งขันอากาศยานไร้คนขับ กรณีดับเพลิง (Drone for Firefighting) เป็นต้น
  1. โซนคลินิกช่าง บริการให้คำปรึกษา “ฟรี” ปัญหาเรื่องบ้าน บ้านทรุด บ้านร้าว และปัญหาทางวิศวกรรมต่างๆ โดยวิศวกรอาสาผู้เชี่ยวชาญในแต่ละสาขากว่า 150 คน จากวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยฯ
  1. โซนจัดแสดงผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีวิศวกรรม

และยังมีการจัด นิทรรศการพิเศษ “ปฏิบัติการด้านวิศวกรรมถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอน จังหวัดเชียงราย” ที่เราได้จำลองบรรยากาศภายในถ้ำหลวงฯ เพื่อแสดงให้เห็นว่างานด้านวิศวกรรมได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในภารกิจครั้งสำคัญนี้อย่างไรบ้าง

พบกับความยิ่งใหญ่ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมได้ในงาน “วิศวกรรมแห่งชาติ 2561” (National Engineering 2018) งานสัมมนาวิชาการ และแสดงผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีนวัตกรรรมวิศวกรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในไทย ในวันที่ 1 - 3 พฤศจิกายน 2561 ณ  อิมแพค ฟอรั่ม ฮอลล์ 9 เมืองทองธานี โดยคาดว่าจะได้รับความสนใจมีผู้เข้าร่วมงานทั้งวิศวกรและผู้สนใจเทคโนโลยีเข้าร่วมฟังเสวนากว่า 10,000 คน และจากวิศวกรอาเซียน และต่างชาติอีก 500 คน และคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 25,000 คน

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.nationalengineering18.com หรือ www.facebook.com/NationalEngineeringByEIT

ยิปซัม ตราช้าง อัด “โปรโมชั่นคนพันธุ์แกร่ง”  รับเสื้อยืดสุดเท่ 4 สี 4 แบบ

“ยิปซัม ตราช้าง” มอบข้อเสนอสุดพิเศษ “โปรโมชั่นคนพันธุ์แกร่ง” แถม เสื้อยืดแขนยาวสุดเท่เพื่อใส่รับลมหนาว เมื่อซื้อแผ่นยิปซัมตราช้าง ขนาด 120X240 เมตร ครบ 30 แผ่น รับทันทีเสื้อยืดแขนยาว 1 ตัว มีให้สะสม 4 สี 4 แบบ แดง เทา เขียวและน้ำเงิน สกรีนข้อความโดนใจ เรียบ, แน่น, แกร่ง, ทน เทียบได้กับคุณสมบัติเด่นของแผ่นยิปซัมตราช้าง มั่นใจด้วยแผ่นเรียบเนียน เนื้อแผ่นแน่นด้วยนาโนเทคโนโลยีการผลิตจากอเมริกา  แข็งแกร่งทั่วแผ่นไม่แอ่นตัว และทนทานใช้งานได้นาน  เตรียมสะสมให้ครบ 4 แบบ เพื่อใส่เท่กันทั่วหน้า เริ่มตั้งแต่ วันนี้ถึง 30 พฤศจิกายน 2561 หรือจนกว่าของแถมจะหมด ณ ร้านยิปซัมเอ็กซ์เพรส ผู้แทนจำหน่ายเอสซีจี และร้านขายวัสดุก่อสร้างชั้นนำทั่วประเทศ

สามารถสอบถามข้อมูลการใช้งานเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนยิปซัมตราช้าง โทร. 02-555-0000 หรือ www.siamgypsum.com หรือ facebook fanpage:@GypsumTraChangTH”

Page Visitor

027875071
Today
Yesterday
This Week
This Month
Last Month
All days
30866
55337
292007
861884
1699103
27875071
Your IP: 3.227.235.216
2021-09-17 14:47