BizFocus

BizFocus

ทันยุค ทันสมัย หัวใจธุรกิจ บิสโฟกัส

UA RUSH เสื้อผ้ากีฬาจัดเต็มสุดยอดนวัตกรรมระดับโลกจาก อันเดอร์ อาร์เมอร์  พร้อมให้คนไทยสัมผัสคอลเล็กชั่นใหม่แล้ววันนี้

ความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ในอุตสาหกรรมเสื้อผ้ากีฬา กับเนื้อผ้าผสมแร่ธาตุ ยิ่งออกกำลังกายมากเท่าไหร่ ร่างกายยิ่งได้รับพลังงานมากเท่านั้น

ปริศนา ศิริสมถะ (กลาง) ผู้จัดการทั่วไป พร้อมด้วย จริญญา เขียวหวาน (3 จากซ้าย) ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายการตลาดและสื่อสารองค์กร บริษัท ยูเอ สปอร์ต ไทยแลนด์ จำกัด เปิดตัว UA RUSH ชุดออกกำลังกายคอลเล็กชั่นใหม่ ที่อัดแน่นด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีล่าสุดหนึ่งเดียวในอุตสาหกรรมเสื้อผ้ากีฬา เพื่อเสริมการออกกำลังกายให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นสำหรับคนไทยทุกคน โดยมี รูเบน วุฒิพงษ์ ดาโสม (ซ้าย) นักบาสเกตบอลทีมชาติ, นุ่น กมลวรรณ บัวแย้ม (2 จากซ้าย) นักเทนนิสทีมชาติไทย, น่าน ศุภานิช พูลเกิด (3 จากขวา) นักวิ่งทีมชาติไทย, เฮนริค โอลอฟสัน (2 จากขวา) โค้ชมืออาชีพ และ มิกกี้-นนท์ อัลภาชน์ ณ ป้อมเพชร (ซ้าย) มาร่วมสร้างสีสันภายในงาน

จากจุดเริ่มต้นของ Compression ที่โด่งดังและเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก ด้วยเทคโนโลยี และนวัตกรรมที่ผลิตมาเพื่อตอบสนองต่อภารกิจหลักของอันเดอร์ อาร์เมอร์เพื่อให้นักกีฬาออกกำลังกายได้ดีและมีประสิทธิภาพมากขึ้น (Make Athletes Better) ซึ่งในปีนี้ ยูเอ ต่อยอดความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ในแวดวงเสื้อผ้ากีฬาระดับโลกด้วยคอลเล็กชั่น UA RUSH และ Recovery กับเทคโนโลยีเนื้อผ้าที่ตอบสนองต่อพลังงานความร้อน แล้วแปลงกลับเป็นพลังงานหมุนเวียนกลับสู่ร่างกาย เพื่อเสริมความแข็งแกร่ง และเพิ่มความอดทนให้กับการออกกำลังกายให้ยาวนานยิ่งขึ้น

UA RUSH เป็นคอลเล็กชั่นเสื้อผ้ากีฬาหนึ่งเดียวในขณะนี้ที่ใช้เทคโนโลยี Celliant ผสมลงบนเส้นใยผ้า ในขณะที่ Recovery ใช้วิธีการฉาบ Celliant ลงบนเนื้อผ้า โดยเป็นผลงานความร่วมมือของ อันเดอร์ อาร์เมอร์ ผู้ผลิตเสื้อผ้ากีฬาที่เพิ่มประสิทธิภาพการออกกำลังกายให้กับนักกีฬา และ Celliant เจ้าของเทคโนโลยีเอกสิทธิ์ที่ปฏิวัติวงการแร่ธาตุในเนื้อผ้า โดยแร่ธาตุใน Celliant ประกอบด้วย ไทเทเนียม ไดออกไซด์ ที่มีพลังช่วยดูดซึม ซิลิคอน ไดออกไซด์ ที่มีคุณสมบัติการสะท้อนพลังงานและการดูดซึม และอลูมินัม ไดออกไซด์ ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการสะท้อนกลับของพลังงานได้ดียิ่งขึ้น โดยแร่ธาตุทั้งหมดนี้ถูกนำเข้ากระบวนบดอัดจนมีขนาดเล็กกว่า 1 ไมครอนเพื่อนำมาใช้เป็นส่วนประกอบของเส้นใยในเนื้อผ้าคอลเล็กชั่น RUSH ของอันเดอร์ อาร์เมอร์

เทคโนโลยี Celliant ได้รับการรับรองจาก องค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (FDA) ให้เป็นอุปกรณ์ทางการแพทย์ และผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ โดยมีหลักฐานการรับรองว่า ไม่มีความเสี่ยงใดๆ เกิดขึ้นกับผู้ใช้งาน นอกจากนี้ Celliant ที่ใส่ในเนื้อผ้าของ UA RUSH ยังเป็นเทคโนโลยีที่ไม่มีวันหมดอายุ ยิ่งผู้ใช้สวมใส่บ่อย มีการเคลื่อนไหวต่อเนื่อง และออกกำลังกายหนักมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งได้รับประโยชน์กลับคืนสู่ร่างกายมากขึ้นเท่านั้น

หลักการทำงานของ UA RUSH คือ เมื่อร่างกายคายความร้อนออกมาระหว่างการออกกำลังกาย เนื้อผ้าเอกสิทธิ์ของ UA RUSH จะทำหน้าที่ดูดซึมความร้อนนั้น แล้วเปลี่ยนให้เป็นพลังงานอินฟราเรดอ่อนๆ ซึ่งมีส่วนช่วยให้เส้นเลือดขยายตัว นำไปสู่การเพิ่มการไหลเวียนของออกซิเจนภายในเส้นเลือดได้ดีขึ้น ทำให้ร่างกายได้รับพลังงานที่หมุนเวียนกลับเข้ามาได้ดี เสริมการอดทนได้อย่างต่อเนื่อง และกระตุ้นความแข็งแรงของกล้ามเนื้อได้ดียิ่งขึ้นในทุกขณะที่เคลื่อนไหวตลอดระยะเวลาการออกกำลังกาย

เสื้อผ้าของ UA RUSH จะเน้นการหมุนเวียนพลังงานเพื่อเพิ่มความแข็งแรง ทำความเร็ว และความแข็งแกร่งให้กับร่างกายระหว่างการออกกำลังกาย ในขณะที่ Recovery จะช่วยในเรื่องการลดความเหนื่อยล้า และเร่งการฟื้นตัว ใช้สวมใส่หลังการออกกำลังกายและเวลานอน เพื่อบำรุงและฟื้นฟูร่างกายได้รวดเร็วยิ่งขึ้น โดยทั้ง RUSH และ Recovery เป็นคอลเล็กชั่นเสื้อผ้าที่เหมาะกับทุกคนที่ต้องการพัฒนาประสิทธิภาพในการออกกำลังกาย และที่สำคัญ RUSH ยังเหมาะเป็นอย่างยิ่งสำหรับคนไทยที่อาศัยอยู่ในสภาพอากาศร้อน โดยมีสไตล์ทันสมัยในรูปแบบสปอร์ตไลฟ์สไตล์ ซึ่งสามารถสวมใส่ได้ทุกที่ทุกเวลา

คอลเล็กชั่น RUSH และ Recovery ได้รับการพิสูจน์แล้วจากนักกีฬาระดับโลกไม่ว่าจะเป็น สตีเฟน เคอร์รี่ เคลลี่ โอฮารา นัก และ แอนโทนี่ โจชัว รวมถึงนักกีฬาทีมชาติชาวไทยอย่าง รูเบน วุฒิพงษ์ ดาโสม นักบาสเกตบอลทีมชาติไทย นุ่น กมลวรรณ บัวแย้ม นักเทนนิสทีมชาติไทย และ น่าน ศุภานิช พูลเกิด นักวิ่งทีมชาติไทย รวมถึงเทรนเนอร์มืออาชีพอย่าง เฮนริค โอลอฟสัน อีกด้วย

นอกจากนี้ อันเดอร์ อาร์เมอร์ ยังได้เปิดตัวแพลตฟอร์มคอนเซ็ปต์ใหม่เพื่อทดสอบประสิทธิภาพเสื้อผ้าออกกำลังกาย สำหรับผู้รักสุขภาพชาวไทยทุกคนที่ต้องการทดลอง UA RUSH ด้วยตัวเอง ที่ Werk บนสถานีรถไฟฟ้า อารีย์ ตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคม – 15 มิถุนายน 2562 นี้

พบกับ UA RUSH และ Recovery ได้แล้วที่แบรนด์เฮาส์ของ Under Armour สาขา สยาม เซ็นเตอร์, เซนทรัลเวิลด์ และเมกาบางนา โดยสามารถอัพเดตข้อมูลสินค้าและติดตามรายละเอียดกิจกรรมต่างๆ เพิ่มเติมได้ที่ www.underarmour.co.th หรือ เฟซบุ๊ค UnderArmourThailand หรืออินสตาแกรม @UnderArmourTH

 

บริษัท Under Armour Inc (อันเดอร์ อาร์เมอร์)

Under Armour Inc (อันเดอร์ อาร์เมอร์) (NYSE: UA) คือผู้ก่อตั้งและคิดค้นเสื้อผ้า รองเท้า และอุปกรณ์กีฬาที่ต้องการจะปฏิวัติชุดกีฬาของนักกีฬาทั่วโลก โดยใช้นวัตกรรมทางด้านเทคโนโลยีที่สามารถช่วยให้นักกีฬาทุกระดับทั่วโลกเล่นกีฬาได้ดียิ่งขึ้น Under Armour (อันเดอร์ อาร์เมอร์) ได้สร้างสังคมดิจิตอลฟิตเนสที่ใหญ่ที่สุดในโลกผ่านแอพพลิเคชั่นต่างๆ เช่น UA Record, MapMyFitness, Endomondo, และ MyFitnessPal สำนักงานใหญ่ของ Under Armour (อันเดอร์ อาร์เมอร์) ตั้งอยู่ที่ เมืองบัลติมอร์ รัฐแมรี่แลนด์ ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซด์ www.uabiz.com

เกี่ยวกับบริษัททริปเปิ้ล (Triple Pte. Ltd.)

Triple Pte Ltd ก่อตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2556 ดำเนินธุรกิจค้าปลีกสินค้าประเภทกีฬาและไลฟ์สไตล์ ได้สิทธิ์การจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของ Under Armour (อันเดอร์ อาร์เมอร์) ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แต่เพียงผู้เดียว ทริปเปิ้ลจัดจำหน่าย Under Armour (อันเดอร์ อาร์เมอร์) ในสิงคโปร์และฟิลิปปินส์ ในเดือนพฤษภาคม 2557 ปัจจุบันได้ขยายเครือข่ายจัดจำหน่ายใน 7 ตลาด ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ใน แบรนด์ เฮาส์ 25 แห่ง และร้านค้าแบบช็อป อิน ช็อป และจัดจำหน่ายขายส่งแบบมัลติแบรนด์

“จ๊อบไทย” เผยผลสรุปตัวเลขแรงงาน ไตรมาส 1 ปี 62 กลุ่มงานด้านก่อสร้าง ช่างเทคนิค ไอที ต้องการแรงงานสูงต่อเนื่องรับเศรษฐกิจไทยฟื้นตัว

จ๊อบไทย (JobThai) ผู้ให้บริการหางาน สมัครงาน ออนไลน์ อันดับ 1 ของประเทศไทย สรุปภาพรวมความต้องการแรงงานทั่วประเทศไทยในช่วงไตรมาส 1 ประจำปี 2562 พบ 5 กลุ่มธุรกิจที่มีความต้องการแรงงานมากที่สุด ได้แก่ 1.ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม จำนวนเฉลี่ยต่อเดือน 13,014 อัตรา 2.ธุรกิจยานพาหนะ/ชิ้นส่วนยานยนต์ จำนวนเฉลี่ยต่อเดือน 10,020 อัตรา 3.ธุรกิจบริการ จำนวนเฉลี่ยต่อเดือน 9,671 อัตรา 4.ธุรกิจค้าปลีก จำนวนเฉลี่ยต่อเดือน 8,594 อัตรา 5.ธุรกิจก่อสร้าง จำนวนเฉลี่ยต่อเดือน 8,463 อัตรา นอกจากนี้ยังเผย 3 ประเภทงานที่มีความต้องการแรงงานเติบโตมากที่สุด คือ โยธา/ก่อสร้าง เติบโตเฉลี่ยคิดเป็น 11.69% ตามมาด้วย ช่างเทคนิค 4.09% และคอมพิวเตอร์/ไอที 3.21% ทั้งนี้จะเห็นได้ว่าปัจจัยที่ทำให้งานโยธา/ก่อสร้างมีอัตราความต้องการแรงงานเติบโตมากที่สุดเป็นผลมาจากแผนการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ รวมถึงการผลักดันโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ตลอดจนการขยายตัวของโครงการก่อสร้างภาคเอกชนอย่างอาคารพาณิชย์ ที่พักอาศัย ซึ่งการขยายตัวดังกล่าวก็ส่งผลให้ผู้ประกอบการภาคการผลิตมีความต้องการแรงงานเพิ่มขึ้นเพื่อรองรับการผลิตที่ขยายตัว ทำให้แรงงานด้านช่างเทคนิคมีความต้องการที่สูงขึ้นด้วยเช่นกัน ในขณะเดียวกันก็มีการนำเครื่องจักรและระบบอัตโนมัติเข้ามาใช้ จึงทำให้เกิดความต้องการแรงงานที่มีทักษะด้านเทคโนโลยี-คอมพิวเตอร์เพิ่มขึ้น รวมถึงในภาคเอกชนก็มีความต้องการแรงงานที่มีทักษะด้านเทคโนโลยี-คอมพิวเตอร์เพิ่มขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับโลกการทำงานที่ขับเคลื่อนด้วยดิจิทัล

นางสาวแสงเดือน ตั้งธรรมสถิตย์ ผู้ร่วมก่อตั้งและหัวหน้าผู้บริหารด้านปฏิบัติการจ๊อบไทย (JobThai) กล่าวว่า จ๊อบไทย (JobThai) ผู้ให้บริการหางาน สมัครงาน ออนไลน์ อันดับ 1 ของประเทศไทย ที่มีผู้ลงทะเบียนฝากประวัติกว่า 1.6 ล้านคน และมีจำนวนงานจากบริษัทชั้นนำโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 95,000 อัตราต่อวัน ได้ทำการรวบรวมและวิเคราะห์ฐานข้อมูลงานของจ๊อบไทย เพื่อรายงานสถานการณ์ความต้องการแรงงานทั่วประเทศในช่วงไตรมาส 1 ประจำปี 2562 พบว่า 5 กลุ่มธุรกิจที่มีความต้องการแรงงานมากที่สุด ได้แก่

  • ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม จำนวนเฉลี่ยต่อเดือน 13,014 อัตรา และ ธุรกิจบริการ จำนวนเฉลี่ยต่อเดือน 9,671 อัตรา ทั้งสองธุรกิจนี้เป็นผลมาจากการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว จากการที่ภาครัฐเร่งยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยด้านการท่องเที่ยว รวมถึงมีการใช้มาตรการกระตุ้นต่าง ๆ ทำให้สามารถกลับมาฟื้นตัวได้ในช่วงปลายปีที่แล้วและส่งผลดีมาถึงช่วงต้นปีนี้ ประกอบกับนักท่องเที่ยวจากหลากหลายชาติมีเพิ่มขึ้นนอกเหนือจากนักท่องเที่ยวชาวจีน รวมทั้งจำนวนนักท่องเที่ยวชาวไทยก็ขยายตัวทั้งในจังหวัดหลักและจังหวัดรอง
  • ธุรกิจยานพาหนะ/ชิ้นส่วนยานยนต์ จำนวนเฉลี่ยต่อเดือน 10,020 อัตรา สืบเนื่องจากประเทศไทยถือเป็นฐานการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ขนาดใหญ่ นอกจากนี้ยังได้รับอานิสงส์มาจากการย้ายฐานการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ในยานยนต์จากจีนกลับมาที่ไทย เนื่องจากเหตุผลด้านต้นทุนที่สูงและปัญหาด้านคุณภาพสินค้าที่ผลิตในจีน
  • ธุรกิจค้าปลีก จำนวนเฉลี่ยต่อเดือน 8,594 อัตรา ได้แรงหนุนมาจากการลงทุนจากภาคเอกชน เช่น การขยายสาขาของกลุ่มค้าปลีกขนาดใหญ่ ประกอบกับการเติบโตสูงของร้านค้าปลีกออนไลน์และนโยบายสนับสนุนของภาครัฐที่ช่วยผลักดันการใช้จ่ายภาคครัวเรือนให้มีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง
  • ธุรกิจก่อสร้าง จำนวนเฉลี่ยต่อเดือน 8,463 อัตรา โดยภาพรวมเติบโตต่อเนื่องจากการก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐ เช่น รถไฟฟ้าสายสีส้มและสีชมพู รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) เช่น รถไฟฟ้าความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง สุวรรณภูมิ อู่ตะเภา) และการก่อสร้างโครงการภาคเอกชนขนาดใหญ่

นอกจากนี้ จ๊อบไทยยังสรุปตัวเลขของประเภทงานที่เปิดรับสมัครมากที่สุด 5 อันดับแรกในไตรมาส 1 ประจำปี 2562 ซึ่งสอดคล้องกับกลุ่มธุรกิจที่มีความต้องการแรงงานมากที่สุดข้างต้น โดยประเภทงานที่มีการเปิดรับสมัครมากที่สุดจากทั่วประเทศ ได้แก่ 1.ขาย จำนวนเฉลี่ยต่อเดือน 36,600 อัตรา 2.ช่างเทคนิค จำนวนเฉลี่ยต่อเดือน 20,200 อัตรา 3.ผลิต/ควบคุมคุณภาพ จำนวนเฉลี่ยต่อเดือน 15,377 อัตรา 4.ธุรการ/จัดซื้อ จำนวนเฉลี่ยต่อเดือน 15,231 อัตรา และ 5.บัญชี จำนวนเฉลี่ยต่อเดือน 12,765 อัตรา ตามลำดับ ซึ่งจะเห็นได้ว่างานที่มีความต้องการแรงงานมากที่สุดก็ยังเป็นงานขาย ซึ่งเป็นตำแหน่งสำคัญของทุกองค์กร รองลงมาคือช่างเทคนิคและผลิต/ควบคุมคุณภาพที่สอดรับการกับขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ

นอกจากนี้จากการวิเคราะห์ยังเผยให้เห็นข้อมูลของ 3 ประเภทงานที่มีความต้องการแรงงานเติบโตมากที่สุดในช่วง ไตรมาส 1 ประจำปี 2562 คือ โยธา/ก่อสร้าง เติบโตเฉลี่ยคิดเป็น 11.69%  ตามมาด้วย ช่างเทคนิค คิดเป็น 4.09%  และ คอมพิวเตอร์/ไอที คิดเป็น 3.21% ทั้งนี้จะเห็นได้ว่าปัจจัยที่ทำให้งานโยธา/ก่อสร้างมีอัตราความต้องการแรงงานเติบโตมากที่สุดเป็นผลมาจากการลงทุนในโครงการที่อยู่ในพื้นที่อีอีซี โครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม และการก่อสร้างอาคารต่าง ๆ การลงทุนดังกล่าวนั้นยังส่งผลให้ผู้ประกอบการภาคการผลิตมีความต้องการแรงงานเพิ่มขึ้นเพื่อรองรับการผลิตที่ขยายตัว ทำให้แรงงานด้านช่างเทคนิคมีความต้องการสูงขึ้นตามไปด้วย ในขณะเดียวกันก็มีการนำเครื่องจักรและระบบอัตโนมัติเข้ามาใช้ จึงทำให้เกิดความต้องการแรงงานที่มีทักษะด้านเทคโนโลยี-คอมพิวเตอร์เพิ่มขึ้น รวมถึงในภาคเอกชนก็มีความต้องการแรงงานที่มีทักษะด้านเทคโนโลยี-คอมพิวเตอร์เพิ่มขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับโลกการทำงานที่ขับเคลื่อนด้วยดิจิทัล นางสาวแสงเดือน กล่าวทิ้งท้าย

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่จ๊อบไทย (JobThai) โทรศัพท์ 02-353-6999 หรือเข้าไปที่ www.jobthai.com

ช.การช่าง ร่วมเป็นเจ้าภาพกัณฑ์เทศน์  “131 ปี ศิริราช เทศน์มหาชาติเฉลิมพระเกียรติ”

บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) นำโดย นายปลิว ตรีวิศวเวทย์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) พร้อมคณะผู้บริหาร ร่วมเป็นเจ้าภาพกัณฑ์เทศน์ “131 ปี ศิริราช เทศน์มหาชาติเฉลิมพระเกียรติ” เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ 9  และนำไปสมทบทุนเพื่อช่วยพระภิกษุสามเณรอาพาธในโรงพยาบาลศิริราช โดยมี รองศาสตราจารย์ นายแพทย์ชาญ ศรีรัตนสถาวร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ พร้อมด้วย ศาสตราจารย์คลินิก นายแพทย์ ประดิษฐ์ ปัญจวีณิน ที่ปรึกษาคณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล เป็นผู้แทนรับมอบ ณ หอประชุมราชแพทยาลัย โรงพยาบาลศิริราช เมื่อเร็วๆ นี้

ปัจจุบันเทคโนโลยี เข้ามามีบทบาทในการดำเนินธุรกิจเป็นอย่างมาก และจะทวีความสำคัญมากยิ่งขึ้นในอนาคต อีกทั้ง ยังนับเป็นส่วนหนึ่งของบริบทการเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลกระทบต่อการแข่งขันทางธุรกิจ โดยจะเข้ามามีอิทธิพลในทุกๆ อุตสาหกรรมการผลิต จึงส่งผลให้ผู้ประกอบการทุกกลุ่มอุตสาหกรรมเร่งปรับตัว ด้วยการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาขีดความสามารถและยกระดับการแข่งขันอย่างยั่งยืน ซึ่งขณะนี้ จะเห็นได้ว่ามีหลายอุตสาหกรรมได้นำระบบอัตโนมัติ หรือแม้กระทั่งหุ่นยนต์เข้ามาใช้ในภาคการผลิตมากขึ้น

อนันดาฯ จัดงานประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2562

ดร.ณรงค์ชัย อัครเศรณี (ที่ 4 จากซ้าย) ประธานกรรมการ พร้อมด้วย คุณชานนท์ เรืองกฤตยา (ที่ 4 จากขวา) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ ANAN ผู้นำตลาดคอนโดมิเนียมติดรถไฟฟ้า และคณะกรรมการ ตลอดจนผู้บริหารระดับสูง จัดการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2562 เพื่อรายงานผลดำเนินงานประจำปี 2561 โดยบริษัทฯ ประสบความสำเร็จในการดำเนินงาน พร้อมสร้างสถิติใหม่ในส่วนของยอดโอนเป็นสถิติสูงสุดถึง 33,171 ล้านบาท เติบโตร้อยละ 120 จากปีก่อนหน้า และสร้างกำไรสุทธิเป็นสถิติสูงสุดที่ระดับ 2,398 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 80% จากปีก่อน ณ โรงแรม ดิ โอกุระ เพรสทีจ เมื่อเร็วๆ นี้

เปิดตัว “แอนด์เท็กซ์ 2019” งานแสดงสินค้าและการประชุมผลิตภัณฑ์นอนวูฟเวนและเทคโนโลยีสุขอนามัยใช้แล้วทิ้ง ที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน

บริษัท อีเจเค ประเทศสหรัฐอเมริกา บริษัทชั้นนำด้านการจัดงานแสดงสินค้าและการประชุมทั่วโลกมามากกว่า 30 ปี จัดงาน “แอนด์เท็กซ์ 2019 (ANDTEX 2019)” งานแสดงสินค้าและการประชุมผลิตภัณฑ์นอนวูฟเวนและเทคโนโลยีสุขอนามัยประเภทใช้แล้วทิ้ง ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยมีผู้ประกอบการร่วมจัดแสดงสินค้ากว่า 200 รายจาก 14 ประเทศทั่วโลก ผ่านความร่วมมือและสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐของไทย อาทิ กระทรวงอุตสาหกรรม สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (TCEB) สถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ (THTI)  สมาคมอุตสาหกรรมเส้นใยประดิษฐ์ไทย ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) และศูนย์ความเป็นเลิศด้านสิ่งทอ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อีกทั้งยังได้รับการสนับสนุนจากองค์กรที่เกี่ยวข้องในระดับนานาชาติ อย่าง สมาคมผ้านอนวูฟเวนเอเชีย (ANFA) สมาคมนอนวูฟเวน ออล นิปเปอน  (ANNA) สหกรณ์อุตสาหกรรมนอนวูฟเวนประเทศเกาหลี (KNIC) สมาคมนอนวูฟเวนประเทศอินโดนีเซีย (INWA) สมาคมอุตสาหกรรมผ้านอนวูฟเวนประเทศไต้หวัน (TNFIA) และ สมาคมนอนวูฟเวนฮ่องกง (HKNA) ซึ่งงาน “แอนด์เท็กซ์ 2019” มีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 15 - 17 พฤษภาคม 2562 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมนานาชาติไบเทค กรุงเทพฯ

ดร.ชาญชัย สิริเกษมเลิศ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ

ดร.ชาญชัย สิริเกษมเลิศ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ กล่าวว่า “อุตสาหกรรมสิ่งทอไทยกำลังเติบโตขึ้นต่อเนื่องอย่างมีนัยยะสำคัญ โดยพยายามมุ่งไปสู่กลุ่มอุตสาหกรรม S-Curve ของไทยซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่รัฐบาลให้ความสนใจในด้านการเจริญเติบโตของตลาดรวมไปถึงการสนับสนุนเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านการผลิตขั้นสูง ซึ่งนอนวูฟเวน (Nonwovens) ถือเป็นหนึ่งในวัสดุสิ่งทอที่น่าจับตามองเป็นอย่างมากในปี 2562 นี้และยังเป็นกลุ่มวัสดุสิ่งทอที่จัดอยู่ในกลุ่ม S-Curve เนื่องจากนอนวูฟเวน หรือ ผ้าไม่ถักไม่ทอ เป็นวัสดุที่มีคุณสมบัติพิเศษสามารถกันไฟ ต่อต้านเชื้อแบคที่เรีย ประกอบกับต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่าสิ่งทอทั่วไป จึงเป็นวัสดุที่เป็นที่ต้องการอย่างมากและมีการใช้งานอย่างแพร่หลายในกลุ่มอุตสาหกรรมและผลิตภัณฑ์ต่าง อาทิ อุตสาหกรรมด้านสุขภาพและการแพทย์ อุตสาหกรรมยานยนต์ ฯลฯ”

“นอนวูฟเวน ถือเป็นโอกาสทางธุรกิจในอนาคตของอุตสาหกรรมสิ่งทอไทย และยังรวมไปถึงอุตสาหกรรมต่างๆที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เนื่องจากความต้องการของผู้บริโภคและผู้ประกอบการที่มีการใช้นอนวูฟเวนที่สูงขึ้นกว่าแต่ก่อน ทำให้ทางสถาบันฯ เล็งเห็นความสำคัญในการสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับตลาดนอนวูฟเวนที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วให้ทราบกันโดยแพร่หลาย พร้อมทั้งเตรียมความพร้อมและกระตุ้นประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางทางการค้าและการลงทุนในนอนวูฟเวนของอาเซียนให้ได้ เพราะประเทศไทยเองมีข้อได้เปรียบในแง่ของการมีห่วงโซ่อุปทานและห่วงโซ่คุณค่า ที่ครบถ้วนตั้งแต่ต้นน้ำ อย่างการผลิตวัตถุดิบ การย้อม ตกแต่งและพิมพ์ผืนผ้า ไปจนถึงปลายน้ำอย่างการออกแบบและผลิตผลิตภัณฑ์จากสิ่งทอ” ดร.ชาญชัย กล่าวเสริม

นายสมคิด รัตนประภาพร นายกสมาคมอุตสาหกรรมเส้นใยประดิษฐ์ไทย 

ทางด้าน นายสมคิด รัตนประภาพร นายกสมาคมอุตสาหกรรมเส้นใยประดิษฐ์ไทย มองว่า “ประเทศไทยถือเป็นตลาดที่มีการเติบโตทางด้านการผลิตและมีความต้องการนอนวูฟเวนสูงเป็นอันดับต้นๆในภูมิภาค จากการเก็บข้อมูลของทางสมาคมฯ พบว่า บริษัทสมาชิกของสมาคมฯ มีการขยายฐานการผลิต เพิ่มการลงทุนในกลุ่มวัสดุนอนวูฟเวนทั้งในประเทศไทยและระดับภูมิภาคมากยิ่งขึ้น และมีการเจริญโตเติบของธุรกิจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในตัวเลข 2 หลัก  อีกทั้งยังมียอดการส่งออกสูงถึง 8,000 ล้านบาทต่อปี โดยมีการส่งออกไปยังประเทศต่างๆภายในภูมิภาค อย่าง ประเทศอินโดนีเซีย ประเทศมาเลเซีย เป็นต้น”

คุณกนกพร ดำรงกุล ผู้อำนวยการฝ่ายอุตสาหกรรมการแสดงสินค้านานาชาติ 

“งานแอนด์เท๊กซ์ 2019 เป็นงานที่มีโปรไฟล์เป็นเอกลักษณ์เฉพาะจากการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ไม่ใช่สิ่งทอและสุขอนามัยประเภทใช้แล้วทิ้งเป็นครั้งแรกในประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน และสอดคล้องกับนโยบาย “ไทยแลนด์ 4.0” ที่มุ่งพัฒนาเศรษฐกิจไทยด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีชั้นสูง ทีเส็บในฐานะหน่วยงานภาครัฐมีเป้าหมายใช้งานแสดงสินค้าเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของประเทศ จึงให้การสนับสนุนงานแอนด์เท๊กซ์ 2019 อย่างเต็มที่ ตั้งแต่เริ่มต้นด้วยโปรแกรม Site inspection เพื่อให้ผู้จัดงานรู้จักประเทศไทยพร้อมนัดหมายกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนสำหรับเตรียมความพร้อมก่อนการจัดงานจนถึงการให้สนับสนุนกับผู้จัดงานทั้งในส่วนของแคมเปญกระตุ้นผู้แสดงงาน (Exhibiz in Market) และผู้เข้าชมงาน (ASEAN Plus 6 Privilege) เพราะเชื่อว่าเป็นงานที่ทำให้ผู้ประกอบการไทยได้เข้าถึงนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ สามารถนำไปใช้ยกระดับผลประกอบการให้เติบโตยิ่งๆ ขึ้นไป” คุณกนกพร ดำรงกุล ผู้อำนวยการฝ่ายอุตสาหกรรมการแสดงสินค้านานาชาติ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ กล่าวเสริม

นาง เกรซ มัค ผู้อำนวยการประจำภูมิภาคเอเชีย บริษัท อีเจเค (EJK)

“บริษัท อีเจเค ในฐานะผู้จัดงานฯมีจุดมุ่งหมายที่จะต่อยอดความสำเร็จจากงาน ANEX 2018 ที่จัดขึ้นที่ประเทศญี่ปุ่น และคาดว่างาน แอนด์เท็กซ์ 2019 ที่จัดขึ้นที่ประเทศไทยจะได้รับการตอบรับและประสบความสำเร็จเช่นกับกับที่ญี่ปุ่น ซึ่งงาน แอนด์เท็กซ์ 2019 มีผู้ร่วมออกบูธภายในงานแสดงสินค้ากว่า 200 บริษัทจากกว่า 14 ประเทศทั่วโลก ซึ่งประกอบไปด้วยอินเตอร์เนชั่นแนลอาพาวิลเลี่ยนจาก ประเทศญี่ปุ่น จีน อินโดนีเซีย ไต้หวัน และ ฮ่องกง มาร่วมจัดแสดงเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านนอนวูฟเวนและสุขอนามัยใช้แล้วทิ้ง ทั้งวัสดุอุปกรณ์ ผลิตภัณฑ์ เครื่องจักร รวมไปถึงการจัดสัมมนาให้ความรู้ถึง 2 วันเต็มในเรื่องยุทศาสตร์และเทคนิคต่างๆเพื่อช่วยยกระดับอุตสาหกรรมนอนวูฟเวนไทยสู่การเป็นฮับในระดับภูมิภาค” นาง เกรซ มัค ผู้อำนวยการประจำภูมิภาคเอเชีย บริษัท อีเจเค (EJK) กล่าวปิดท้าย

สำหรับผู้ที่สนใจเข้าร่วมงาน แอนด์เท็กซ์ 2019 สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงานและข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์ http://www.andtex.com/ หรือโทร 02-559-0856-8

 

ITEL ปันผลเด่น ย้ำหุ้นดีมีอนาคต

เรียกได้ว่าไม่ธรรมดา สำหรับ บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ เทเลคอม จำกัด (มหาชน) หรือ ITEL นำโดย นายปกรณ์ มาลากุล ณ อยุธยา (ที่ 5 จากซ้าย) ประธานกรรมการ และกรรมการอิสระ, นางเกศรา มัญชุศรี (ที่ 6 จากซ้าย) กรรมการอิสระ และประธานกรรมการตรวจสอบ และ นายณัฐนัย อนันตรัมพร (ที่ 4 จากซ้าย) กรรมการผู้จัดการ พร้อมด้วยคณะกรรมการบริษัทฯ ล่าสุดจัดการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2562  ผู้ถือหุ้นไฟเขียวเป็นเอกฉันท์ทุกวาระตามที่คณะกรรมการเสนอ และอนุมัติจ่ายปันผลประจำปีสำหรับผลการดำเนินงานปี 2561 ในอัตราหุ้นละ 0.057 บาท กำหนดจ่ายในวันที่ 23 พฤษภาคม 2562 พร้อมทั้งได้มีการนำเสนอทิศทางการดำเนินธุรกิจของปีที่ผ่านมาแสดงถึงความมีเสถียรภาพสูงสุดของงานบริการโครงข่าย โดยในปี 2562 บริษัทฯ ตั้งเป้าเติบโต 30-40% ตั้งเป้าทะยานโต ทำนิวไฮต่อเนื่อง จัดขึ้น ณ ห้องประชุมแกรนด์สุวรรณภูมิ อาคารอินเตอร์ลิ้งค์ ถนนรัชดาภิเษก เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2562 ที่ผ่านมา            

กลุ่ม KTIS เซ็นเอ็มโอยูความร่วมมือทางวิชาการ 3 หน่วยงาน ผนึก สอน.-มจพ.-สมาคมชาวไร่อ้อยเขต 11 นครสวรรค์ มุ่งพัฒนาชาวไร่อ้อยตามโครงการ Smart Farming

กลุ่ม KTIS ลงนามความร่วมมือทางวิชาการกับ 3 หน่วยงาน ผนึก สอน. – มจพ. และสมาคมชาวไร่อ้อยเขต 11 นครสวรรค์ เดินหน้าพัฒนาชาวไร่อ้อยตามโครงการ Smart Farming สำหรับกลุ่มเกษตรกรรายย่อย เผยเป้าหมายหลักเพื่อส่งเสริม และผลักดันให้ชาวไร่อ้อยใช้เทคโนโลยีให้เป็นประโยชน์สำหรับการเพาะปลูกครบวงจร มั่นใจช่วยลดต้นทุน เพิ่มศักยภาพการผลิต เพื่อให้ได้อ้อยพันธุ์ดีมีคุณภาพสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกลุ่ม KTIS ที่ต้องการสร้างความมั่งคั่งให้ชาวไร่อ้อยอย่างยั่งยืน

นายณัฎฐปัญญ์ ศิริวิริยะกุล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท เกษตรไทย อินเตอร์เนชั่นแนล ชูการ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ KTIS ผู้นำในอุตสาหกรรมน้ำตาลและอุตสาหกรรมต่อเนื่องครบวงจร เปิดเผยว่า กลุ่ม KTIS และสมาคมชาวไร่อ้อยเขต 11 นครสวรรค์ ได้ลงนามในบันทึกข้อตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางวิชาการกับสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) เพื่อร่วมกันขยายขอบข่ายความร่วมมือการพัฒนาเทคโนโลยีการจัดการในไร่อ้อย การพัฒนาทางวิชาการ การพัฒนาด้านพันธุ์อ้อย และการพัฒนาบุคลากร ภายใต้โครงการ “การเพิ่มศักยภาพการผลิตอ้อยมุ่งสู่ Smart Farming”

สำหรับโครงการ Smart Farming เป็นโครงการที่ สอน.กำหนดแนวทางสนับสนุนการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาช่วยชาวไร่อ้อยในการบริหารจัดการไร่ ทั้งกระบวนการปลูกอ้อย ตั้งแต่การเตรียมดิน ไปจนถึงการเก็บเกี่ยวผลผลิต โดยจะมีการนำเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาช่วยในการวิเคราะห์และแนะนำการเพาะปลูกแบบอัตโนมัติ ซึ่งจะเป็นโครงการที่เข้าถึงเกษตรกรชาวไร่อ้อยได้อย่างแท้จริงผ่านกลุ่มเกษตรกรต้นแบบ ทั้งนี้ ภายใต้ข้อตกลงความร่วมมือดังกล่าว กลุ่ม KTIS จะร่วมดำเนินโครงการในฐานะโรงงานน้ำตาลซึ่งมีระบบการส่งเสริมสนับสนุนการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีให้แก่กลุ่มเกษตรกรรายย่อย โดยมีระยะเวลาดำเนินการ 5 ปี

นายณัฎฐปัญญ์ กล่าวด้วยว่า ทั้ง 4 ฝ่ายจะร่วมกันภายใต้กรอบกิจกรรม 3 ด้าน ประกอบด้วย ด้านความร่วมมือทางวิชาการ การวิจัย และการพัฒนาอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาล เพื่อสร้างบุคลากรในระบบอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย รวมถึงการสนับสนุนด้านสถานที่ เครื่องมือ อุปกรณ์และห้องปฏิบัติการเพื่อดำเนินงานภายใต้กรอบความร่วมมือดังกล่าว และความร่วมมือในการประชาสัมพันธ์ ส่งเสริมความรู้ด้านวิชาการ เทคโนโลยีด้านการจัดการในไร่อ้อย และพันธุ์อ้อยพันธุ์ดี

ทั้งนี้ กลุ่ม KTIS จะให้การสนับสนุนด้านสถานที่ ข้อมูล การนำไปทดสอบใช้ รวมถึงการส่งเสริมและการประชาสัมพันธ์ ขณะที่สมาคมชาวไร่อ้อยเขต 11 นครสวรรค์ จะสนับสนุนด้านข้อมูล รวมถึงประชาสัมพันธ์สู่ชาวไร่อ้อย และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ จะสนับสนุนด้านบุคลากร เครื่องมือ อุปกรณ์และห้องปฏิบัติการ โดย สอน.จะสนับสนุนด้านงบประมาณ

“กลุ่ม KTIS มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับคัดเลือกให้เข้าร่วมโครงการดังกล่าว เนื่องจากสอดคล้องกับปณิธานของกลุ่ม KTIS “ชาวไร่อ้อยมั่งคั่ง กลุ่ม KTIS มั่นคง” ที่ต้องการพัฒนาเกษตรกรชาวไร่อ้อยให้มั่งคั่งอย่างยั่งยืน ทั้งการสนับสนุนด้านความรู้ เทคโนโลยี และอื่นๆ ซึ่งมั่นใจว่า โครงการ Smart Farming ภายใต้การผลักดันของ สอน. จะทำให้ชาวไร่อ้อยสามารถบริหารจัดการเพื่อรองรับการเพาะปลูกอ้อยในรูปแบบเกษตรแปลงใหญ่สมัยใหม่ รวมถึงสามารถจัดทำแผนที่เพาะปลูกและคำนวณต้นทุนการเพาะปลูกได้ผ่านระบบ Web Application ซึ่งจะทำให้ชาวไร่อ้อยพัฒนาไปสู่การเป็น Smart Farmer อย่างแท้จริง” รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่ม KTIS กล่าว

บลจ.ไทยพาณิชย์ มอง REITS - อสังหาฯทั่วโลกยังน่าสนใจลงทุน แนะลงทุนกอง SCBGPROP

นางนันท์มนัส เปี่ยมทิพย์มนัส รองกรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนไทยพาณิชย์ จำกัด เปิดเผยว่า บลจ.ไทยพาณิชย์ยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ และ REITs โดยมองว่าการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทนี้ยังสามารถให้ผลตอบแทนที่น่าสนใจอย่างสม่ำเสมอ โดยจากข้อมูลในอดีตค่าเช่าสินทรัพย์สามารถให้ผลตอบแทนที่เหนือกว่าอัตราเงินเฟ้อ ดังนั้น อสังหาริมทรัพย์จึงเหมาะกับการลงทุนเพื่อรักษาอำนาจการชื้อ (Purchasing power) ในระยะยาว ประกอบกับอัตราการจ่ายเงินปันผลอยู่ในระดับน่าสนใจเนื่องมาจากการเติบโตของอัตราค่าเช่า การบริหารจัดการอสังหาที่มีประสิทธิภาพ และขนาดของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่เติบโตขึ้น อีกทั้งยังเป็นการกระจายการลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือกอื่น นอกจากการลงทุนเพียงในตราสารทุนและตราสารหนี้ รวมถึงกระแสเงินสดรับจากการลงทุนสามารถประเมินได้และสม่ำเสมอ

โดยธุรกิจที่น่าสนใจในสหรัฐอเมริกา ได้แก่ กลุ่มที่พักอาศัย เช่น อพาร์ทเม้น และบ้านเดี่ยว จากการสนับสนุนโดยดูจากอัตราการเติบโตของการจ้างงานที่แข็งแรง ขณะที่อุปทานจากผู้ผลิตบ้านที่เริ่มชะลอตัว เช่นเดียวกับกลุ่มโรงงานที่เริ่มมีการขยายตัวจากเขตที่มีความกระจุกตัวในบางพื้นที่ ขณะที่ยุโรปกลุ่มตลาดที่โดดเด่น คือ กลุ่มธุรกิจสำนักงานและออฟฟิศ ในเมืองหลักๆ โดยเฉพาะในเยอรมัน และฝรั่งเศส โดยมองว่ามีรายได้ค่าเช่ามีโอกาสปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากอุปสงค์ของผู้ต้องการใช้งานยังมีให้เห็นอย่างชัดเจนและเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่กลุ่มอุตสาหกรรมที่ยังคงเฝ้าระวังคือ ร้านค้าปลีกในอังกฤษ มองว่าที่ผ่านมาตัวเลขร้านค้าปลีกที่ไม่ประสบความสำเร็จในการปล่อยเช่าเพิ่มสูงขึ้นอย่างเป็นนัยยะสำคัญ

ส่วนการลงทุนในเอเชีย มีมุมมองเชิงบวกต่อ REITs ในญี่ปุ่น ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากนโยบายของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ที่ผ่อนปรนและเป็นมิตรกับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มากขึ้น รวมถึงรายได้ค่าเช่ายังอยู่ในระดับที่สม่ำเสมอและมีโอกาสที่จะปรับตัวขึ้นได้ ขณะกลุ่มธุรกิจที่เป็น Developer ของฮ่องกงยังคงต้องเฝ้าระวัง เนื่องจากความกังวลของการเติบโตของเศรษฐกิจของจีน และตลาดธุรกิจที่อยู่อาศัยที่เริ่มชะลอตัวลง

ทั้งนี้ บลจ.ไทยพาณิชย์มีกองทุนที่แนะนำคือ กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ โกลบอล พร็อพเพอร์ตี้ (SCBGPROP) ซึ่งมีนโยบายลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุน BGF WORLD REAL ESTATE SECURITIES FUND ในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ (USD) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน ซึ่งมีนโยบายเน้นบริหารเพื่อสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนใน REIT ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ หรือหลักทรัพย์ของบริษัทที่ประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ทั่วโลก ภายใต้การบริหารจัดการของ BlackRock Investment Management (UK) Limited จดทะเบียนภายใต้กฎหมายของประเทศลักเซมเบิร์ก และอยู่ภายใต้ UCITS (มาตรฐานเพื่อการซื้อขายกองทุนข้ามประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรป: Undertaking for Collective Investments in Transferable Securities) 

สำหรับกองทุน BGF WORLD REAL ESTATE SECURITIES FUND ซึ่งเป็นกองทุนหลักเน้นลงทุนใน REITs และหุ้นของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งส่งผลให้กองทุนมีความผันผวนต่ำกว่ากองทุนที่เน้นลงทุนในหุ้นของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพียงอย่างเดียว โดยกระจายการลงทุนไปยังหลากหลายกลุ่มธุรกิจ
เช่น ที่พักอาศัย สำนักงาน โรงแรม และอาคารพาณิชย์ เป็นต้น อีกทั้งยังมีการกระจายลงทุนในภูมิภาคต่าง ๆ มากกว่า 10 ประเทศทั่วโลก ด้วยสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการมากกว่า 224 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ 

โดยที่ผ่านกองทุนเปิดไทยพาณิชย์ โกลบอล พร็อพเพอร์ตี้ มีการจ่ายปันผลไปแล้ว 4 ครั้ง รวม 0.4896 บาทต่อหน่วย และล่าสุดเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2562 ที่ผ่านมาได้มีการจ่ายปันผลสำหรับผลการดำเนินงานตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2561 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2562 ในอัตราจ่ายปันผล 0.2023 บาทต่อหน่วย ซึ่งนับเป็นครั้งที่ 5 ทั้งนี้กองดังกล่าวยังเป็นกองทุนที่สามารถสร้างผลการดำเนินงานที่เป็นบวก โดยมีผลการดำเนินงานตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันอยู่ที่ 12.20% ย้อนหลัง 3 เดือนอยู่ที่ 6.24% ย้อนหลัง 3 เดือนอยู่ที่ 7.58% และย้อนหลัง 1 ปี อยู่ที่ 7.02 (ข้อมูล ณ วันที่ 19 เมษายน 2562)

ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและรับหนังสือชี้ชวนได้ทุกวันทำการ ได้ที่ SCBAM Call Centerโทร.02-777-7777 กด 0 กด 6 หรือผู้สนับสนุนการขายทุกราย

SONIC ประชุมผู้ถือหุ้นปี 2562

รองศาสตราจารย์ ดร. วันชัย รัตนวงษ์ (กลาง) ประธานกรรมการ และกรรมการอิสระ และ ดร.สันติสุข โฆษิอาภานันท์ (ที่ 2 จากขวา) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร พร้อมด้วยคณะกรรมการ บริษัท โซนิค อินเตอร์เฟรท จำกัด (มหาชน) หรือ SONIC  จัดประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2562 ตอกย้ำการเติบโตของปี 2561 มีรายได้จากการให้บริการ 1,152.41 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 48.40 ล้านบาท พร้อมส่งสัญญาณปี 2562 เดินหน้าขยายธุรกิจใช้บริการขนส่งทั้งทางบก ทางเรือ และทางอากาศ ตามนโยบายที่วางไว้ เพื่อก้าวสู้การเป็นผู้ให้บริการจัดการระบบโลจิสติกส์ ครบวงจร แบบ One Stop Service ในระดับภูมิภาค  ณ ห้องสปริง บอลรูม โรงแรมชาเทรียม เรสซิเดนซ์ กรุงเทพ สาทร