BizFocus

BizFocus

ทันยุค ทันสมัย หัวใจธุรกิจ บิสโฟกัส

พฤกษาเปิดบ้านต้อนรับคณะผู้ถือหุ้นเยี่ยมชมโรงงานพฤกษา พรีคาสท์ และโครงการพลัม คอนโด แจ้งวัฒนะ

พฤกษา เปิดบ้านต้อนรับผู้ถือหุ้นเข้าเยี่ยมชม โรงงานพฤกษา  พรีคาสท์ นวนคร ชมกระบวนการผลิตแผ่นคอนกรีตสำเร็จรูปในโรงงานพรีคาสท์ ที่มีเครื่องจักรที่ทันสมัยที่สุดและมีกำลังการผลิตสูงสุดแห่งหนึ่งของโลก และชม โครงการพลัม คอนโด แจ้งวัฒนะ ซึ่งก่อสร้างด้วยระบบพรีคาสท์ทั้งอาคาร นับเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ถือหุ้นได้รับทราบข้อมูลการดำเนินธุรกิจ ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการเปิดเผยข้อมูลอย่างเป็นธรรม โปร่งใส ตรวจสอบได้ ตามหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี

พลิกโฉมวงการช่างไฟ ส่งแอปฯใหม่ จากชไนเดอร์ อิเล็คทริค ตอบโจทย์ชีวิตยุค 4.0

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ผู้นำด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นในการจัดการพลังงาน และระบบออโตเมชั่น เปิดตัวแอปพลิเคชัน MySchneider Electrician สำหรับช่างไฟยุค 4.0 ตัวช่วยขั้นเทพที่จะเพิ่มความสะดวกในการทำงานของช่างไฟ หาข้อมูลง่าย เคลมไว รับข่าวสารได้อย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นการค้นหาผลิตภัณฑ์ การสั่งสินค้า โดยสามารถเลือกดูรายการสินค้าที่ต้องการ เช่น เบรกเกอร์ ตู้คอนซูมเมอร์ ยูนิต สวิตช์ไฟต่างๆ เป็นต้น เคลมสินค้าได้ง่าย เพียงถ่ายรูปสินค้าและส่งผ่านแอปฯนี้ นอกจากนี้ช่างไฟจะทราบข้อมูลข่าวสารและโปรโมชั่นอย่างรวดเร็ว ไม่ตกเทรนด์แน่นอน และยังเพิ่มความสะดวกสบายให้ช่างไฟโดยสามารถลงรายละเอียดการซื้อสินค้าและออกใบเสนอราคาได้อีกด้วย แอปฯ นี้มาพร้อมระบบแผนที่ ที่ช่วยให้ช่างไฟเลือกดูตัวแทนจำหน่ายที่ตั้งอยู่ใกล้ไซต์งานมากที่สุด และมีฟังก์ชันโทรติดต่อกับร้านค้าได้ทันที เพื่อความสะดวกและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น

คุณกุศล กุศลส่ง รองประธานฝ่ายธุรกิจค้าปลีก ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ประเทศไทย เผยว่า “ในยุค 4.0 เรามีเทคโนโลยีที่จะช่วยให้ชีวิตการทำงานง่ายขึ้น สมาร์ทโฟนในปัจจุบันนับเป็นอีกเครื่องมือหนึ่งที่เอื้อประโยชน์ในการทำงานได้มากขึ้น โดยที่ผ่านมาเราได้ติดตั้งคิวอาร์โค้ดที่ตู้ไฟ และผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของเราเพื่อให้ช่างไฟ หรือวิศวกรสามารถตรวจสอบข้อมูลต่างๆ ได้ผ่านสมาร์ทโฟน วันนี้เราได้พัฒนาแอปพลิเคชัน สำหรับช่างไฟยุค 4.0 โดยเฉพาะ โดยใช้อุปกรณ์สมาร์ทโฟนคู่กายของช่างไฟเอง ในการเพิ่มโอกาสในการประกอบอาชีพสร้างรายได้ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น  ขณะที่ใช้เวลาลดลง พร้อมสิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่เราจะมอบให้กับช่างไฟผ่านแอปพลิเคชัน MySchneider Electrician ที่ช่างไฟทั่วประเทศจะพลาดไม่ได้ นอกจากนี้เรายังเพิ่มส่วนของฟังก์ชั่นของข้อมูลผลิตภัณฑ์ และองค์ความรู้ทางเทคโนโลยีของเราในรูปแบบเป็นภาษาไทยเพื่อให้ช่างไฟได้เติบโตไปด้วยกันพร้อมๆ กับเรา”

แอปพลิเคชัน MySchneider Electrician พร้อมให้ดาวน์โหลดแล้วในระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ ที่เพลย์สโตร์ นับเป็นเทคโนโลยีที่ช่างไฟยุคใหม่และยุคเก๋าก็พลาดไม่ได้

เสนา ฮันคิว บุกทำเลศักยภาพริมแม่น้ำเจ้าพระยาครั้งแรก!!
เปิดตัวคอนโดฯหรู “นิช โมโน เจริญนคร” มูลค่ากว่า 1,800 ล้านบาท

บริษัท เสนา ฮันคิว จำกัด เตรียมรุกตลาดอสังหาฯ บุกทำเลศักยภาพริมแม่น้ำเจ้าพระยาครั้งแรก!!  ล่าสุด เปิดตัวคอนโดมิเนียมหรู โครงการ  “นิช โมโน เจริญนคร (NICHE MONO CHAROEN NAKORN)” มูลค่าโครงการกว่า 1,800 ล้านบาท ราคาเริ่มต้น 2.19 ล้านบาท* ชูจุดขายทำเลดังหายากย่านเจริญกรุง คอนโดมิเนียม ริมแม่น้ำเจ้าพระยา บนวิวโค้งน้ำที่สวยที่สุดย่านเจริญนคร มั่นใจกระแสตอบรับดีเกินคาด

ผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน)

ผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทฯ มุ่งเน้นขยายตลาดอสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่ใหม่ๆ ด้วยการพัฒนาสินค้าให้มีความหลากหลายมากขึ้น เพื่อรองรับความต้องการของกลุ่มผู้บริโภคในทุกเซ็กเมนต์ และล่าสุดเตรียมพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมแห่งใหม่ในย่านฝั่งธนบุรี พร้อมเปิดตัวในเดือนกันยายนนี้โดยมีเอกลักษณ์การออกแบบ และไลฟ์สไตล์ที่โดดเด่นแตกต่างกันบนทำเลที่น่าจับจองเป็นเจ้าของห้องชุดพักอาศัย ภายใต้แบรนด์ “นิช โมโน เจริญนคร (NICHE MONO CHAROEN NAKORN)” มูลค่าโครงการ 1,800 ล้านบาท ราคาเริ่มต้น 2.19 ล้านบาท*  ภายใต้การร่วมทุนบริษัท เสนา ฮันคิว จำกัด ซึ่งถือว่าเป็นครั้งแรกที่เปิดตัวคอนโดมิเนียมหรู บนทำเลศักยภาพริมแม่น้ำเจ้าพระยา ที่สามารถมองเห็นแม่น้ำเจ้าพระยา บนวิวโค้งน้ำที่สวยที่สุดจากระเบียงส่วนตัวในห้องพัก จึงนับว่าเป็นที่พักอาศัยที่มีมนต์เสน่ห์เฉพาะตัว และถือเป็นอีกแลนด์มาร์คสำคัญที่ชาวไทยและชาวต่างชาติต่างต้องการจับจองเป็นเจ้าของคอนโดมิเนียมแห่งนี้

ซึ่งทำเลริมแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นอีกทำเลที่ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ให้ความสนใจ ด้วยวิวแม่น้ำเจ้าพระยามีเสน่ห์เฉพาะตัว แต่ไม่ใช่ว่าตลอดแนวแม่น้ำจะเป็นพื้นที่ที่ขายได้ทั้งหมด ต้องเฉพาะพื้นที่ที่มีครบทั้งแหล่งช็อปปิ้ง และแหล่งท่องเที่ยว การคมนาคมสะดวกทั้งเข้าและออกเมือง ฉะนั้น ย่านเจริญกรุง เจริญนคร จึงจัดเป็นทำเลที่มีศักยภาพอยู่ไม่ไกลจากสถานีรถไฟฟ้าสะพานตากสิน และยังมีโครงการรถไฟฟ้าสายสีทอง กรุงธนบุรี – คลองสาน ซึ่งคาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จปลายปี 2563 ถึงแม้จะเป็นรถไฟฟ้าขนาดเล็กและระยะทางสั้น แต่ก็ช่วยเพิ่มศักยภาพของพื้นที่ตามแนวเส้นทางให้มากขึ้นแน่นอน นอกจากนี้ยังมีหอชมวิวกรุงเทพมหานคร ที่มีความสูง 459 เมตร ที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติแล้ว

*ในเรื่องของราคาคอนโดมิเนียมริมแม่น้ำเจ้าพระยา มีการปรับราคาที่ค่อนข้างสูง โดยในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา คอนโดมิเนียมริมแม่น้ำเจ้าพระยาช่วงเจริญกรุง-เจริญนคร มีการปรับราคาขึ้นมากกว่า 40% เนื่องจากการเข้ามาของโครงการมิกซ์ยูสขนาดใหญ่ นอกจากนี้ อัตราการขายของคอนโดฯ หรูริมน้ำค่อนข้างดี หากเป็นคอนโดฯ ระหว่างก่อสร้างจะมีอัตราขายที่ 80% ส่วนคอนโดฯ สร้างเสร็จพร้อมอยู่มีอัตราขายเฉลี่ย 95% ทำให้มีสต็อกห้องชุดพร้อมอยู่เหลือไม่มากเพียง 100 กว่ายูนิต เท่านั้น

โครงการ “นิช โมโน เจริญนคร (NICHE MONO CHAROEN NAKORN)” โครงการตั้งอยู่ติดถนนเจริญนคร (ช่วงระหว่างซอยเจริญนคร 76 – 78) บนพื้นที่ 3 ไร่เศษ ห่างจากแยกบุคคโลเพียง 700 เมตร มูลค่าโครงการ  1,800  ล้านบาท  โดยลักษณะเป็นอาคารสูง 36 ชั้น 1 อาคาร มีห้องพักอาศัยทั้งสิ้น 537 ยูนิตและ 2 ร้านค้า ห้องพักแบ่งเป็น 3 แบบ คือ แบบ 1 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ ขนาดเริ่ม 30 ตร.ม. ถัดมาเป็นขนาด 34.90 ตร.ม. และ 40 ตร.ม. แบบ  2 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ ขนาด 49.50 ตร.ม. และแบบสุดท้ายคือ 2 ห้องนอน  2  ห้องน้ำ ขนาด 60 ตร.ม. มีราคาเฉลี่ยตารางเมตรละ 88,000 บาท หรือราคาเริ่มต้น 2.19 ล้านบาทต่อยูนิต*

ด้านสาธารณูปโภคภายในโครงการ พรั่งพร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก โดยพื้นที่ส่วนกลางบนชั้น 34 – 36 ที่ถูกออกแบบเพื่อเปิดรับวิวพาโนราม่าของแม่น้ำเจ้าพระยาแบบ 360 องศา ที่จะช่วยให้สัมผัสชีวิต และมนต์เสน่ห์ที่ไม่เคยจางหายของกรุงเทพมหานคร พร้อมตอบโจทย์การใช้ชีวิตได้อย่างลงตัว ประกอบด้วย สวนลอยฟ้าที่ตอบรับความสุขของทุกคนในครอบครัวทั้ง 3 เจนเนอเรชั่น, Sky Fitness, สระว่ายน้ำระบบเกลือ และ Lounge ที่ให้ลูกบ้านไว้สามารถพบปะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้ในสังคมที่สมบูรณ์แบบ นอกจากนี้ ยังมีเทคโนโลยีที่ทันสมัย คือ 360 องศา Application เพื่อช่วยเติมเต็มทุกช่วงเวลาให้คุณได้สะดวกสบายยิ่งขึ้น fixzy บริการที่จะช่วยดูแลรักษา และ ซ่อมแซมบ้านจากมืออาชีพ Shuttle Car Service Feeder และ Smart Locker  บริการ 24 ชั่วโมง พร้อมแจ้งเตือนไปยัง Application ได้ทุกช่วงเวลา และ ที่พิเศษเหนือกว่าโครงการอื่น คือ มีพื้นที่จอดรถมากสุดในย่านเจริญนคร คิดเป็น 60% และสามารถจอดรถเพิ่มเติมที่ห้างสรรพสินค้า เสนาเฟสท์ (SENA fest) อีก 30% เอกสิทธิ์เฉพาะผู้อยู่อาศัยที่ นิช โมโน เจริญนคร เท่านั้น โดยเริ่มก่อสร้างปี 2561และคาดว่าจะแล้วเสร็จใน ปี 2563

สำหรับโครงการ นิช โมโน เจริญนคร ปัจจุบันได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้าเป็นอย่างมากเพราะเป็นทำเลที่โดดเด่นและมีศักยภาพของการลงทุน เพื่อการอยู่อาศัยในระยะยาวของฝั่งธนบุรีด้วยการพัฒนาโครงข่ายรถไฟฟ้าที่จะเชื่อมต่อพื้นที่กรุงเทพฯ และฝั่งธนบุรี ไม่ว่าจะเป็นรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน รถไฟฟ้าสายสีเขียวเข้ม รถไฟฟ้าสายสีทอง ซึ่งจะเป็นปัจจัยขับเคลื่อนการขยายตัวของศูนย์กลางธุรกิจทั้งอาคารสำนักงาน ร้านค้า ร้านอาหาร รวมถึงห้างสรรพสินค้า

ล่าสุดเตรียมจัดงาน Pre sale สำหรับโครงการ นิช โมโน เจริญนคร  ในวันที่ 22 กันยายน 2561  ณ. Sale gallery โครงการ สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 1775 # 76

*ที่มา ฝ่ายวิจัย คอลลิเออร์ส อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย

EZYHAUL ร่วมออกบูธในงาน “TILOG Logistix 2018”

นายเรมอนด์  กิลลอน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท  อีซี่ฮอล (ไทยแลนด์) จำกัด (ที่ 2 จากซ้าย) หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งแพลตฟอร์ม EZYHAUL ทางเลือกใหม่ของการขนส่งด้วยรถบรรทุก ร่วมออกบูธในงาน “TILOG Logistix 2018” งานแสดงสินค้าเพื่อการให้บริการด้านโลจิสติกส์ เทคโนโลยี และโซลูชั่น เพื่อโอกาสการค้าจากไทยสู่กลุ่มประเทศ CLMV ผู้ส่งสินค้า (Shippers) ทั้งนี้อีซี่ฮอลเป็นแพลตฟอร์มซึ่งตอบโจทย์ความต้องการสำหรับผู้ที่กำลังมองหารถบรรทุกเพื่อขนส่งสินค้า กับผู้ให้บริการขนส่งทางบกโดยรถบรรทุก (Carriers) ที่ต้องการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งาน โดยเฉพาะการใช้พื้นที่บรรทุกเที่ยวกลับซึ่งส่วนมากใช้งานได้ไม่เต็มที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ณ ไบเทค บางนา เมื่อเร็วๆนี้ ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.ezyhaul.com/th

อันเดอร์ อาร์เมอร์ เปิดตัวรองเท้า HOVR SLK รองเท้าสปอร์ตสไตล์ ให้ความรู้สึกประดุจไร้แรงโน้มถ่วง

Under Armour (อันเดอร์ อาร์เมอร์) ผู้นำด้านนวัตกรรมชุดกีฬาไฮเพอร์ฟอร์มานซ์ เปิดตัว HOVR SLK รองเท้าสปอร์ตสไตล์ที่อัดแน่นด้วยประสิทธิภาพของรองเท้ากีฬาชั้นเยี่ยม ผสมผสานการออกแบบที่เรียบง่ายและทันสมัย พร้อมคุณสมบัติพิเศษที่ให้ความรู้สึกประดุจสภาวะไร้แรงโน้มถ่วง ช่วยรองรับแรงกระแทกได้ระดับสูงสุดในทุกย่างก้าว

นอกจากน้ำหนักที่เบา พร้อมกับความนุ่มและสวมใส่ได้อย่างสบายเหมือนเดินบนอากาศแล้ว HOVR SLK ยังสามารถเลือกใส่ได้ในทุกๆโอกาส ไม่ว่าจะใส่ในชีวิตประจำวัน ใส่ออกกำลังกาย หรือทำกิจกรรมเบาๆ ที่ยิมก็ได้เช่นกัน

รองเท้าทุกรุ่นในกลุ่ม HOVR นั้น ได้นำเอาเทคโนโลยีการผลิตระบบรองรับแรงกระแทกที่ทันสมัย สร้างคุณสมบัติพิเศษที่ให้ความรู้สึกไร้แรงโน้มถ่วงอันเป็นเอกลักษณ์ พร้อมด้วยโครงสร้างโฟมนุ่มพิเศษที่ถูกห่อด้วยผ้าตาข่าย ที่จะมอบทั้งความนุ่ม ความมั่นคง และเสริมแรงส่งได้ตลอดทั้งวัน

HOVR SLK เป็นรองเท้าสปอร์ตสไตล์รุ่นแรกที่ใช้นวัตกรรม HOVR โฟม ตอบโจทย์ความสบายซึ่งเป็นกุญแจสำคัญหลักของรองเท้ารุ่นนี้ บริเวณลิ้นรองเท้าทำด้วยวัสดุผ้ายืดเพื่อให้ขยายและรองรับการสวมใส่ได้อย่างง่ายดาย หน้าผ้าของรองเท้าด้านในบุนวมบางๆ ให้ความรู้สึกนุ่มเท้า พื้นยางมีความทนทานเหมือนกับรองเท้าวิ่งพร้อมสมรรถภาพการยึดเกาะและกันลื่นได้อย่างดี แผ่นรองสามารถถอดเปลี่ยนได้ และยังเป็นรองเท้าสปอร์ตสไตล์ที่ทำเกราะหุ้มส้นด้วย TPU ซึ่งโดยปกติไม่มีในรองเท้าลำลองทั่วไป

“รองเท้าอันเดอร์ อาร์เมอร์ รุ่น HOVR SLK ของเรานั้น เน้นความเบาสบายพร้อมรูปลักษณ์ที่เรียบง่ายและทันสมัย จัดว่าเป็นรองเท้ารุ่นที่ปรับใช้ได้หลากหลายตามความต้องการที่สุดในคอลเลคชั่น สามารถเลือกสวมใส่ได้ในทุกโอกาส ไม่ว่าจะใส่ไปออกกำลังกายหรือใส่ในชีวิตประจำวัน กลุ่มรองเท้า HOVR โดดเด่นด้วยนวัตกรรม HOVR โฟม ที่ช่วยเพิ่มความรู้สึกความเบาสบาย และยังช่วยรองรับแรงกระแทก เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานได้สูงสุด” มร.ไมเคิล บิงเกอร์ ประธานบริหาร บริษัท ทริปเปิ้ล ผู้ได้รับสิทธิการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของอันเดอร์ อาร์เมอร์ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แต่เพียงผู้เดียว กล่าว

รองเท้าอันเดอร์ อาร์เมอร์ รุ่น HOVR SLK วางจำหน่ายแล้วในราคา 4,990 บาท
สามารถหาซื้อได้ที่ UA.com ร้านอันเดอร์ อาร์เมอร์ทุกสาขา
ตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่  www.underarmour.co.th
<http://www.underarmour.co.th>  หรือ UnderArmourThailand Facebook หรือ
อินสตาแกรม @UnderArmourThailand

ผลวิจัยของวีซ่า คาดการณ์นักท่องเที่ยวชาวไทยมีแนวโน้มใช้จ่ายกับการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นสูงสุด

การชำระเงินในรูปแบบดิจิตอล มีบทบาทสำคัญมากขึ้นในระหว่างวางแผนและการเดินทางท่องเที่ยว

การใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวชาวไทยคาดว่าจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด เมื่อเทียบค่าเฉลี่ยโดยรวมของนักท่องเที่ยวในภูมิภาคเอเชียหรือทั่วโลก เกี่ยวกับงบค่าใช้จ่ายในการเดินทางของแผนการท่องเที่ยวครั้งต่อไป อ้างอิงจากผลสำรวจเกี่ยวกับแผนการท่องเที่ยวระดับโลกของวีซ่า (Visa Global Travel Intentions Study)  โดยผลสำรวจฉบับนี้ศึกษาเกี่ยวกับเทรนด์และพฤติกรรมการท่องเที่ยวของนักเดินทางจำนวน 17,500 ราย จาก 27 ประเทศทั่วโลก

ผลสำรวจในครั้งนี้คาดว่า นักท่องเที่ยวชาวไทยจะใช้เงินเยอะขึ้นถึง 50 เปอร์เซ็นต์จากทริปที่ผ่านมา ซึ่งมากกว่านักท่องเที่ยวในภูมิภาคเอเชีย (46 เปอร์เซ็นต์) และนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก (36 เปอร์เซ็นต์) โดยค่าเฉลี่ยจากผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมดพบว่านักท่องเที่ยวชาวไทยใช้จ่ายต่อทริปอยู่ที่ 49,135.68 บาท (1,502 เหรียญสหรัฐ)[1] และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 73,670.80 บาท (2,252 เหรียญสหรัฐ) สำหรับการเดินทางที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ส่วนค่าเฉลี่ยการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และทั่วโลกนั้นเพิ่มสูงขึ้นโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 38,176.65 บาท (1,677 เหรียญสหรัฐ) และ 58,655.31 บาท (1,793 เหรียญสหรัฐ) ตามลำดับ แต่กลับมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยที่เป็นส่วนต่างสำหรับการเดินทางครั้งต่อไปน้อยกว่าประเทศไทยอยู่ที่ 80,007 บาท (2,443 เหรียญสหรัฐ)

สุริพงษ์ ตันติยานนท์ ผู้จัดการวีซ่า ประจำประเทศไทย

สุริพงษ์ ตันติยานนท์ ผู้จัดการวีซ่า ประจำประเทศไทย กล่าวว่า จากที่ได้พูดคุยกับหลายๆองค์กรในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในช่วงที่ผ่านมา นักท่องเที่ยวชาวไทยวางแผนใช้เงินเยอะขึ้นในการท่องเที่ยวน่าจะเป็นเพราะทุกวันนี้ มีผลิตภัณฑ์ในการชำระเงินที่เพิ่มมากขึ้น ทั้งยังเพิ่มประโยชน์และสิทธิพิเศษที่ตอบโจทย์ความต้องการของนักท่องเที่ยวอีกด้วย ดังนั้นนักท่องเที่ยวชาวไทยจึงมีความมั่นใจในการใช้จ่ายมากขึ้น

นอกจากนี้ผลสำรวจฉบับนี้ยังชี้ให้เห็นว่าการใช้บัตรชำระเงินเป็นที่แพร่หลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงก่อนการเดินทาง โดยสามในสี่ (76 เปอร์เซ็นต์) ของนักท่องเที่ยวชาวไทยเลือกใช้บัตรพลาสติกในการชำระเงินเพื่อจองสิ่งที่จำเป็นก่อนการเดินทาง อาทิ ตั๋วเครื่องบิน โรงแรม เป็นต้น เมื่อเทียบกับการใช้เงินสดที่เกิดขึ้นเพียง 52 เปอร์เซ็นต์ ทั้งนี้การชำระเงินผ่านบัตรยังเป็นช่องทางที่ผู้ตอบแบบสอบถามเลือกจะใช้ระหว่างเดินทางท่องเที่ยว เนื่องจาก มีโปรโมชั่นที่ดี ค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมที่ต่ำกว่า ได้รับรีวอร์ดมากขึ้นหากใช้จ่ายในต่างประเทศ รวมถึงความปลอดภัยสูงสุด

ถึงแม้ว่าเงินสดจะยังเป็นตัวเลือกหลักในการใช้จ่ายระหว่างการท่องเที่ยวสำหรับคนไทยส่วนมาก แต่บัตรเครดิต (67 เปอร์เซ็นต์) ก็ยังคงเป็นอีกหนึ่งช่องทางหลักเช่นเดียวกัน โดยหนึ่งในสี่ของนักท่องเที่ยวชาวไทยใช้บัตรหลายใบในการเดินทางไปต่างประเทศ เพราะสามารถทำธุรกรรมได้เร็วขึ้น มีจุดรับบัตรอย่างแพร่หลายในร้านค้าในต่างประเทศ ค่าธรรมเนียมต่ำ และมีรีวอร์ดมากกว่า นอกจากนี้ 26 เปอร์เซ็นต์ของนักท่องเที่ยวชาวไทยคาดว่าจะใช้จ่ายเพิ่มขึ้นหากมีจุดรับบัตรที่แพร่หลาย

อีกประเด็นที่น่าสนใจเป็นอย่างมากคือ กระเป๋าสตางค์ดิจิตอล (digital wallet) ได้เข้ามามีบทบาทมากขึ้น โดยหนึ่งในสี่ของนักเดินทางชาวไทย เคยชำระเงินด้วยกระเป๋าสตางค์ดิจิตอลในขณะเดินทางท่องเที่ยวในต่างประเทศ นักท่องเที่ยวที่เดินทางคนเดียวและนักท่องเที่ยวที่เดินทางขณะออกทริปไปทำงานยังต่างประเทศ เป็นสองกลุ่มนักเดินทางที่ใช้การชำระเงินในรูปแบบนี้มากที่สุดถึง 41 เปอร์เซ็นต์

“เป็นเรื่องที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่งที่พบว่านักท่องเที่ยวไทย มีความตั้งใจจะท่องเที่ยวและใช้จ่ายมากขึ้นในต่างประเทศ และเราเชื่อว่าอุตสาหกรรมการชำระเงินจะมีบทบาทสำคัญอย่างต่อเนื่องในอนาคต ซึ่งการเปิดรับแหล่งที่มาของเงินและการชำระเงินที่หลากหลาย ถือเป็นปัจจัยสำคัญและมีผลโดยตรงแก่พฤติกรรมการใช้เงินของผู้บริโภค ความต้องการและพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวนั่นมีความหลากหลาย ดังนั้นการยอมรับและทดลองการชำระเงินในรูปแบบใหม่ๆ อาทิ โมบายแอพพลิเคชั่น QR Code หรือบัตรพลาสติก จะเป็นตัวแปรสำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรมนี้ให้เติบโตได้อย่างยั่งยื่น”  สุริพงษ์ กล่าวปิดท้าย

[1] 1 เหรียญสหรัฐ = 32.71 บาท อัตราแลกเปลี่ยน ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2561

ดับบลิวเอชเอ กรุ๊ป ต้อนรับคณะนักลงทุนจากจีน เยี่ยมชมนิคมฯ ของดับบลิวเอชเอ
ซึ่งเป็นพื้นที่เขตส่งเสริมอุตสาหกรรมเป้าหมายในโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี)

นางสาวลัดดา โรจนาวิไลวุฒิ (ที่ 4 จากขวา) ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์ที่ดินอุตสาหกรรม บริษัท ดับบลิวเอชเอ อินดัสเตรียล ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) และ นางสาวศิญาภัสร์ จันทไชยโรจน์ (ที่ 5 จากซ้าย) ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดองค์กร บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ร่วมต้อนรับคณะนักลงทุนจากประเทศจีนที่เดินทางมาเยี่ยมชมนิคมอุตสาหกรรมอีสเทิร์นซีบอร์ด (ระยอง) และนิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ อีสเทิร์นซีบอร์ด 1 และ 2 ซึ่งเป็นที่ตั้งของผู้ประกอบการชั้นนำจากประเทศจีน อาทิ บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์-ซีพี จำกัด ผู้ผลิตรถยนต์เอ็มจี และบริษัท แอลแอลไอที (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตยางรถยนต์หลิงหลง โดยนางสาวลัดดา ได้นำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับธุรกิจบริการ และสิ่งอำนวยความสะดวกระดับเวิลด์คลาสของดับบลิวเอชเอ กรุ๊ป ที่พร้อมรองรับการลงทุนในเขตพื้นที่อีอีซี  ทั้งนี้กลุ่มนักลงทุนจากประเทศจีน จำนวน กว่า 600 คน ได้เดินทางมาศึกษาโอกาสการลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ของไทย และเข้าร่วมงานประชุมสัมมนา Thailand-China Forum 2018: Strategic Partnership through the Belt and Road Initiative and the EEC

 BEAUTY ร่วมให้ข้อมูลแผนธุรกิจและกลยุทธ์การเติบโตในงาน Thailand Focus 2018

ดร.พีระพงษ์ กิตติเวชโภคาวัฒน์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ในภาพ) พร้อมด้วยคุณสุรพล เพชรกลึงประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน บริษัท บิวตี้คอมมูนิตี้ จำกัด (มหาชน) ร่วมให้ข้อมูลกลยุทธ์การเติบโตและแผนการดำเนินงานของบริษัท แก่-นักลงทุนสถาบันทั้งในประเทศและต่างประเทศ ในงาน  “ Thailand Focus 2018” จัดโดย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยมีกองทุน จำนวน 37 กองทุนและนักลงทุนเข้าร่วมรับฟังเป็นจำนวนมาก ณ โรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ กรุงเทพฯ เมื่อเร็วๆนี้

ร่วมงานไทยไบโอ

นางสาววรรณนิภา พิภพไชยาสิทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการลงทุน ณ กรุงโซล ( บีโอโซล) (คนที่ 3 จากซ้าย ) ร่วมถ่ายภาพที่ระลึกกับนายสิงห์ทอง ลาภพิเศษพันธุ์ เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโซล ซึ่งได้กล่าวเปิดงาน “Thai Bio Pharma: Your New Business Opportunities” เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์และส่งเสริมโอกาสการค้าการลงทุนด้านการผลิตยาในประเทศไทย โดยมีนักธุรกิจเกาหลีเข้ารับฟังบรรยายกว่า 50 คน  

ดึงเกาหลีลงทุนอุตฯหุ่นยนต์

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ รองเลขาธิการบีโอไอ ร่วมถ่ายภาพกับคณะนักลงทุนจากกลุ่มอุตสาหกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติของเกาหลีใต้ จำนวนกว่า 30 ราย จาก 13 บริษัท ที่เดินทางมาศึกษาลู่ทางการลงทุนในประเทศไทยเป็นครั้งแรก พร้อมเข้าร่วมงานสัมมนา "โอกาสการลงทุนอุตสาหกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติในไทย" ณ โรงแรมเลอ เมอริเดียน กรุงเทพ ฯ