BizFocus

BizFocus

ทันยุค ทันสมัย หัวใจธุรกิจ บิสโฟกัส

เปิดตัว “Gotcha!mall” เว็บแอปฯ ส่วนลดชอปปิ้ง 24 ชม.

นายคาซึยะ โอกาวา ประธาน และ นายโทชิยะ มัทซึโอะ กรรมการบริหาร บริษัท แกรนด์ ดีไซน์ จำกัด เปิดตัว Gotcha!mall (ก็อตช่า! มอลล์) เว็บแอปพลิเคชั่นชื่อดังจากญี่ปุ่น ภายใต้คอนเซ็ปต์ “ช้อปสนุก ทุกเวลา” ที่รวบรวมสิทธิพิเศษและโปรโมชั่นต่างๆ ของแบรนด์สินค้าชั้นนำและร้านค้าต่างๆ มากมาย มาไว้บนสมาร์ทโฟนให้คนไทยได้ช้อปสนุกสุดเพลิน ได้ทุกที่ทุกเวลา โดยมี ภัทรพร เจตะภัย, สุธาทิพย์ ตรงไตรรัตน์, กิตตินนท์  อุ้ยวงค์ไพศาล, Hidenori Takeyasu (ฮิเดโนริ ทาเคยาสุ) และ ภูษณิศา คงศักดิ์ มาร่วมงาน ณ ห้อง Breeze 1 ชั้น 8 โรงแรมโฟร์พอยท์ส บาย เชอราตัน กรุงเทพฯ เมื่อเร็วๆ นี้

บุคคลในภาพ (จากซ้ายไปขวา)

  1. ภัทรพร เจตะภัย                                               ผู้จัดการแผนก บริษัท เซ็นทรัลแฟมิลี่มาร์ท จำกัด
  2. สุธาทิพย์ ตรงไตรรัตน์                                      Head Of PartnerShip จาก B2S
  3. โทชิยะ มัทซึโอะ                                              กรรมการบริหาร บริษัท แกรนด์ ดีไซน์ จำกัด
  4. คาซึยะ โอกาวา                                               ประธานบริษัท แกรนด์ ดีไซน์ จำกัด
  5. กิตตินนท์  อุ้ยวงค์ไพศาล                                 ผู้จัดการฝ่ายการตลาดออนไลน์ จาก 24 Shopping
  6. Hidenori Takeyasu (ฮิเดโนริ ทาเคยาสุ)        Management Director จาก Osaka Ohsho
  7. ภูษณิศา คงศักดิ์                                              ผู้จัดการฝ่ายการตลาด Karmart

หมายเหตุ

ลูกค้าสามารถเข้าสู่เว็บไซต์ https://th.gotchamall.com/ พร้อมรับประสบการณ์ การรับโปรโมชั่นพิเศษบนมือถือได้ตลอดเวลา

____________________

"Gotcha!mall" web App. 24 Hours Shopping

Mr. Kazuya Ogawa, Founder and Mr.Toshiya Matsuo, Managing Director of Grand Design Co., Ltd, recently held the Grand Opening Launch in Thailand of Gotcha!mall, famous web application from Japan under the "Fun shopping every time" concept, gathering various promotions and privilege from well-known brands and shops in the smartphone in order to provide fun shopping experience for Thai people, at Breeze 1 room, 8th Floor, Four Points by Sheraton, Bangkok, Soi Sukhumvit 15. From left, Pattaraporn Jaetapai, Suthatip Trongtrairat, Kittinon Oywongpaisan, Hidenori Takeyasu and Pusanisa Kongsak.

From Left to right

  1. Pattaraporn Jaetapai                      Manager Other Income Control & Buying Support Dept of FamilyMart
  2. Suthatip Trongtrairat                     Head Of PartnerShip from B2S
  3. Toshiya Matsuo                               Managing Director of Grand Design Co., Ltd.
  4. Kazuya Ogawa                                Founder of Grand Design Co., Ltd.
  5. Kittinon Oywongpaisan                 Department Manager Online Marketing of 24 Shopping
  6. Hidenori Takeyasu                         Management Director of Osaka Ohsho
  7. Pusanisa Kongsak                          Marketing Manager Karmart Shop

 

Remark : Customers can visit the https://th.gotchamall.com/website and experience Special mobile promotions at any time.

ฮาร์ลีย์-เดวิดสัน® ประกาศผลผู้ชนะการประกวดคัสตอมรถมอเตอร์ไซค์
“BATTLE OF THE KINGS” ครั้งแรกของเมืองไทย

ผู้จำหน่ายฮาร์ลีย์-เดวิดสัน® จำนวน 9 รายในเมืองไทยสมัครเข้าร่วมประชันฝีมือการคัสตอมรถ มอเตอร์ไซค์ 3 รุ่น - ไออ้อน 883 (Iron™ 883), โฟร์ตี้-เอท (Forty-Eight™) และ สตรีท บ๊อบ (Street Bob™

ฮาร์ลีย์-เดวิดสัน® ผู้ผลิตรถมอเตอร์ไซค์ชั้นนำระดับโลกสัญชาติอเมริกัน ประกาศผลผู้ชนะรายการประกวดคัสตอมรถมอเตอร์ไซค์ “HARLEY-DAVIDSON® BATTLE OF THE KINGS” หรือ BOTK ครั้งแรกของเมืองไทย โดยมีผู้จำหน่ายจำนวน 9 รายจากทั่วประเทศไทยมาร่วมประชันฝีมือในรายการคัสตอมรถครั้งยิ่งใหญ่นี้

ผลงานที่ชนะเลิศรายการ BOTK Thailand ครั้งนี้ ได้แก่ “The Prince” จากทีม ฮาร์ลีย์-เดวิดสัน® ออฟ แบงคอกโดยใช้รถฮาร์ลีย์-เดวิดสัน® รุ่นสตรีท บ๊อบ (Street Bob™) “The Prince” มีแนวคิดการตกแต่งเพื่อ “หวนรำลึกถึงอดีต” และนำพาความทรงจำของรถคันโปรดในอดีตกลับมาสู่ปัจจุบัน โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากรถมอเตอร์ไซค์สไตล์ Chopper ในยุค 70s นำมาดัดแปลงด้วยการเดินท่อสายไฟใหม่ ตัดบังโคลนหน้าและหลังเพื่อทำให้รถเพรียวบางและสะอาดตาขึ้น เสริมด้วยการเพ้นท์ในโทนสีดำและทองแบบคลาสสิกเพื่อสร้างความโดดเด่น

ทีมผู้ชนะเลิศ กล่าวว่า “แรงบันดาลใจของการคัสตอมรถคันนี้คือ ‘การใช้ชีวิตในแบบฉบับฮาร์ลีย์’ จากความรู้สึกของการเป็นเจ้าของและการสร้างสรรค์รถ chopper ตลอดจนการแข่งขันและการเฉลิมฉลองความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้น ระหว่างผู้จำหน่ายกับบรรดาเจ้าของรถฮาร์ลีย์-เดวิดสัน® ทีมของเราตัดสินใจคัสตอมรถคันนี้เพื่อหลอมรวมแนวคิดและผสมผสานสไตล์ของทั้งคนรุ่นเก่าและคนรุ่นใหม่ เฉกเช่นวิวัฒนาการของรถ Softail™ โดยโทนสีดำที่นำมาใช้สะท้อนถึงภาพลักษณ์ของรถ Chopper และเสื้อแจ๊กเก็ตหนังสีดำ ส่วนสีทองนั้นสะท้อนถึงมงกุฏซึ่งคู่ควรกับการเป็นเจ้าชายหรือ The Prince”

ผู้ชนะอันดับ 2 ได้แก่ ทีม ฮาร์ลีย์-เดวิดสัน® ออฟ ภูเก็ต จากผลงาน Rusty” ซึ่งมีแนวคิดในการหลอมรวมจิตวิญญาณพื้นถิ่นของภูเก็ตเข้ากับรถมอเตอร์ไซค์ โดยทีมนักคัสตอมได้แสวงหาส่วนลึกของจิตวิญญาณและนำมาตีแผ่ในสไตล์คลาสสิก ภายใต้รูปลักษณ์งานดีไซน์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากสนิมเหล็ก จึงก่อให้เกิดการสร้างสรรค์ผลงานร่วมสมัยที่คาบเกี่ยวยุคสมัยผู้คนหลายรุ่นได้อย่างโดดเด่น ทีมนักคัสตอมเลือกใช้รถรุ่นโฟร์ตี้-เอท (Forty-Eight™) เพื่อการนำเสนอความงดงามของภูเก็ตทั้งในแง่ของทัศนียภาพและการผจญภัยในชีวิตประจำวัน และเนื่องจากภูมิอากาศส่วนใหญ่ของภูเก็ตเป็นแบบฤดูร้อนและฤดูฝน ซึ่งทำให้เกิดสนิมบนพื้นผิวโลหะได้ง่าย ซึ่งในสายตาของคนทั่วไปนั้น สนิมไม่ใช่สิ่งที่สวยงาม ดังนั้น ทีมงานจึงรู้สึกท้าทายในการสร้างความงามจากสนิมเหล็กเพื่อการสะท้อนถึงเรื่องราวของภูเก็ต และด้วยการผสมผสานอุปกรณ์คัสตอมรถจากวัสดุทองเหลืองร่วมกับการเพ้นท์สีสนิมเหล็ก ทำให้ได้ผลงานที่สามารถสะท้อนถึงสไตล์ที่สวยงามและประวัติศาสตร์ของเกาะแห่งนี้ได้อย่างมีเอกลักษณ์

รางวัลอันดับ 3 ได้แก่ทีม ฮาร์ลีย์-เดวิดสัน® ออฟ ขอนแก่น เจ้าของผลงาน “Poise” ที่โดดเด่นด้วยงานเพ้นท์สีรถอันสวยงามซึ่งเกิดจากการร่วมมือกับศิลปินชาวญี่ปุ่น มาซายะ นาริตะ โดยผลงาน “Poise” นำเสนอความสวยงามที่ให้ความรู้สึกย้อนรำลึกถึงอดีตจาก “ดอกคูณ” หรือราชพฤกษ์ ซึ่งมีลักษณะพวงดอกห้อยย้อยราวกับสายฝนสีทองและเป็นดอกไม้ประจำจังหวัดขอนแก่น ซึ่งสีเหลืองยังเป็นสีของโชว์รูมฮาร์ลีย์-เดวิดสัน® ในจังหวัดขอนแก่นเช่นกัน โดยถือเป็นสัญลักษณ์ของขอนแก่นที่ชัดเจน สื่อว่าพระอาทิตย์ที่สาดแสงผ่านประตูเมืองขอนแก่น แสงสีทองนั้นก็คืออนาคตอันโชติช่วงและความสำเร็จของเมืองแห่งนี้นั่นเอง การใช้อุปกรณ์ตกแต่งแนว Brass collection ยังช่วยเสริมธีมให้เด่นชัดและเพิ่มกลิ่นอายแบบวินเทจให้แก่รถ Softail™ Street Bob™ ที่มาพร้อมเครื่องยนต์ Milwaukee-Eight ใหม่ ให้สวยงามยิ่งขึ้น เป็นการผสมผสานภาพลักษณ์ของโลกเก่าเข้ากับเทคโนโลยีสมัยใหม่ โดยไม่ลดทอนความสะดวกสบายและสมรรถนะการขับขี่ในชีวิตประจำวัน ทำให้ผลงานชิ้นนี้ได้ผลโหวตเป็นอันดับต้นๆของ BOTK ในที่สุด

BOTK คือการประกวดซึ่งเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก เพื่อการเฟ้นหาผลงานการคัสตอมมอเตอร์ไซค์ฮาร์ลีย์-เดวิดสัน® ที่มีความสร้างสรรค์ สวยงาม และนำเสนอความแปลกใหม่ได้อย่างน่าประทับใจ โดยมีกติกาว่า ผลงานออกแบบขั้นสุดท้ายจะต้องสามารถนำออกวิ่งบนท้องถนนได้และการตกแต่งต้องอยู่ภายใต้งบประมาณ 300,000 บาท นอกจากนี้ ชิ้นส่วนและอุปกรณ์ตกแต่งไม่น้อยกว่า 50% ของบประมาณที่ใช้ในการตกแต่ง ต้องเป็นของชิ้นส่วนและอุปกรณ์ตกแต่งของแท้จาก ฮาร์ลีย์-เดวิดสัน® สำหรับรายการ BOTK ประเทศไทยนำเสนอผลงานการคัสตอมมอเตอร์ไซค์ฮาร์ลีย์-เดวิดสัน®  3 รุ่น ได้แก่ ไออ้อน 883 (Iron™ 883), โฟร์ตี้-เอท (Forty-Eight™) และ สตรีท บ๊อบ (Street Bob™)

สำหรับการประกวด “HARLEY-DAVIDSON® BATTLE OF THE KINGS” ครั้งแรกของเมืองไทยนี้ ในส่วนของกิจกรรมออนไลน์ก็ประสบความสำเร็จอย่างสูงเช่นกันด้วยจำนวนผลโหวตรวมสูงถึง 20,025 คะแนน โดยวันตัดสินและพิธีมอบรางวัลแก่ผู้ชนะเลิศรายการ 2018 Custom King จะจัดขึ้นในเดือนพฤศจิกายนนี้ ที่งาน EICMA Show ในกรุงมิลาน ประเทศอิตาลี โดยมีทีมผู้จำหน่ายฮาร์ลีย์-เดวิดสัน® เกือบ 300 ทีมจากทั่วโลกที่มารวมการประกวดคัสตอมรถมอเตอร์ไซค์ครั้งยิ่งใหญ่นี้

นายธนบดี กุลทล (มาร์ค) ผู้จัดการประจำประเทศ ฮาร์ลีย์-เดวิดสัน® ประเทศไทย

เราขอขอบคุณผู้จำหน่ายฮาร์ลีย์-เดวิดสัน® ทุกท่านที่มาร่วมกันสร้างสรรค์ผลงานการคัสตอมมอเตอร์ไซค์ที่สวยงามทั้ง 9 คันนี้” นายธนบดี กุลทล (มาร์ค) ผู้จัดการประจำประเทศ ฮาร์ลีย์-เดวิดสัน® ประเทศไทย กล่าว “ฮาร์ลีย์-เดวิดสัน® มีชื่อเสียงโด่งดังในเรื่องการคัสตอมรถระดับตำนาน และรายการ BATTLE OF THE KINGS ถือเป็นข้อพิสูจน์ที่ยิ่งใหญ่ระดับโลกถึงเรื่องนี้ โดยรายการ BOTK กำหนดรถ 3 รุ่นให้เป็นเสมือนผืนผ้าใบที่ว่างเปล่า เพื่อให้ผู้จำหน่ายทั้ง 9 รายสามารถสร้างสรรค์การคัสตอมรถที่น่าอัศจรรย์ได้ตามธีมและรูปแบบของตัวเอง ซึ่งถือเป็นการบ่งบอกถึงบุคลิกภาพของผู้จำหน่ายแต่ละรายของเราได้อย่างชัดเจน เนื่องจากชิ้นส่วนและอุปกรณ์ตกแต่งของ ฮาร์ลีย์-เดวิดสัน® นั้นมีให้เลือกมากมาย ทำให้ผู้ขับขี่สามารถเลือกคัสตอมรถได้อย่างอิสระซึ่งเห็นได้จากผลงานในรายการ BOTK ครั้งนี้ สำหรับเจ้าของรถฮาร์ลีย์-เดวิดสัน®  ก็สามารถเป็นเจ้าแห่งการคัสตอมรถและสร้างสรรค์ผลงานระดับมาสเตอร์พีซได้ในโรงรถของตนเอง เราจึงขอเชิญชวนคนรักมอเตอร์ไซค์ให้มาเยี่ยมชมโชว์รูมฮาร์ลีย์-เดวิดสัน® ใกล้บ้านท่าน และสร้างสรรค์สิ่งพิเศษด้วยตัวท่านเอง”

ปัจจุบัน ฮาร์ลีย์-เดวิดสัน® มีโชว์รูมในประเทศไทย 9 แห่ง ซึ่งทุกแห่งนำเสนอจิตวิญญาณของฮาร์ลีย์-เดวิดสัน® ที่แสดงถึงความเป็นเอกเทศ อิสรเสรี และการนำเสนอตัวตนอันโดดเด่นอย่างมั่นใจ โดยนักขี่สามารถเลือกซื้อและสัมผัสกับชิ้นส่วน อะไหล่ และอุปกรณ์ตกแต่งรถได้ด้วยตัวเองที่โชว์รูมทุกแห่ง

กรุณาดูข้อมูลเพิ่มเติมที่ h-d.asia/battleofthekings

รายชื่อผู้เข้าประกวดรายการ Harley-Davidson® Battle of the Kings ในประเทศไทย

ผู้จำหน่าย

รุ่นฮาร์ลีย์-เดวิดสัน®

ชื่อผลงาน

ฮาร์ลีย์-เดวิดสัน® ออฟ แบงคอก

สตรีท บ๊อบ

THE PRINCE

ฮาร์ลีย์-เดวิดสัน® เมโทรโปลิตัน แบงคอก

โฟร์ตี้-เอท

METRO CUSTOM

เอเอเอส ฮาร์ลีย์-เดวิดสัน® ออฟ แบงคอก

ไออ้อน 883

SON OF THE WIND

ริชโค่ ฮาร์ลีย์-เดวิดสัน® (เชียงใหม่)

ไออ้อน 883

84 ROCKET

พอยส์ ฮาร์ลีย์-เดวิดสัน® ออฟ ขอนแก่น

สตรีท บ๊อบ

POISE

ฮาร์ลีย์-เดวิดสัน® ออฟ อุบลราชธานี

สตรีท บ๊อบ

IRON LOTUS

เอเอเอส ฮาร์ลีย์-เดวิดสัน® ออฟ พัทยา

สตรีท บ๊อบ

THE CLUB STYLE TO DIE FOR

ฮาร์ลีย์-เดวิดสัน® ออฟ ภูเก็ต

โฟร์ตี้-เอท

RUSTY

ฮาร์ลีย์-เดวิดสัน® ออฟ หาดใหญ่

ไออ้อน 883

GOLDEN MERMAID

 เกี่ยวกับ ฮาร์ลีย์-เดวิดสัน® มอเตอร์ คอมพานี

นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2446 ฮาร์ลีย์-เดวิดสัน® มอเตอร์ คอมพานี เติมเต็มความฝันของการมีอิสรภาพส่วนบุคคลด้วยรถมอเตอร์ไซด์แนวครูสเซอร์ ทัวร์ริ่ง และคัสตอม มอบประสบการณ์ขับขี่และกิจกรรม ตลอดจนอะไหล่ชิ้นส่วน อุปกรณ์ตกแต่ง ของที่ระลึก อุปกรณ์สวมใส่สำหรับการขับขี่ และเครื่องแต่งกายของฮาร์ลีย์-เดวิดสันที่ครอบคลุม สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาเยี่ยมชมเว็บไซต์ H-D.com

ไอคอนสยามเดินหน้าความร่วมมือกับสถาบันการศึกษา เปิดโลกการเรียนรู้สู่โลกการทำงาน สร้างโอกาส สร้างคน สร้างอนาคต

การศึกษาเป็นรากฐานที่สำคัญในการสร้างคนให้เป็นบุคลากรที่มีคุณภาพ มีความรู้และความสามารถที่จะช่วยขับเคลื่อนและพัฒนาความเจริญก้าวหน้าของประเทศชาติในอนาคต อย่างไรก็ดี มีเยาวชนอีกจำนวนมากที่ไม่ได้รับโอกาสทางการศึกษาเนื่องจากประสบปัญหาขาดแคลนทุนทรัพย์ ในขณะเดียวกัน ก็มีบัณฑิตใหม่ที่หมั่นเพียรจนสำเร็จการศึกษาแล้วอีกจำนวนมาก ไม่ได้รับโอกาสในการเริ่มต้นชีวิตการทำงาน เนื่องจากตลาดแรงงานในปัจจุบันเต็มไปด้วยการแข่งขันและความไม่แน่นอน

กนอ.เผยสถานการณ์อุทกภัย 3 นิคมฯ อยุธยายังอยู่ในระดับปกติ
พร้อมสั่งศูนย์เตือนภัยรายงานผปก.แบบเรียลไทม์

การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เฝ้าระวังสถานการณ์การเกิดอุทกภัยในนิคมอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ 3 นิคมฯ ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้แก่ นิคมอุตสาหกรรมสหรัตนนคร นิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน และนิคมอุตสาหกรรมบ้านหว้า(ไฮเทค) ชี้ทุกแห่งระดับน้ำ และปริมาณน้ำไหลผ่านยังอยู่ในระดับปกติ ทั้งนี้ ยังได้เผยถึงมาตรการของการป้องกันอุทกภัย อาทิ การติดตั้งเครื่องสูบน้ำ การสร้างคันดินป้องกันน้ำท่วม การรายงานจากศูนย์เตือนภัย รวมทั้งแผนบริหารจัดการน้ำ ซึ่งทุกแห่งได้เตรียมการไว้อย่างเต็มที่

นายวิฑูรย์ อยู่ทิม รองผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สายงานปฎิบัติการ 1)

นายวิฑูรย์ อยู่ทิม รองผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สายงานปฎิบัติการ 1) เปิดเผยว่า กนอ.ได้เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำและการเกิดอุทกภัยในนิคมอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง  โดยเฉพาะ 3 นิคมอุตสาหกรรมในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้แก่ นิคมอุตสาหกรรมสหรัตนนคร นิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน และนิคมอุตสาหกรรมบ้านหว้า(ไฮเทค) ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความเสี่ยงในการเกิดอุทกภัยสูง โดยการเตรียมความพร้อมในขณะนี้ได้สั่งการไปยัง 3 นิคมฯ ดังกล่าว รวมถึงนิคมฯอื่นๆ ให้มีการเตรียมความพร้อมในการป้องกันและการติดตามสถานการณ์ประจำวันแล้ว เช่น การตรวจสอบระดับน้ำในคลองรอบนิคมฯ ตรวจสอบและซ่อมแซมเขื่อน/คันดินรอบนิคมฯ รวมถึงให้ติดตามข่าวสารและข้อมูลพยากรณ์ฝนของกรมอุตุนิยมวิทยา ระดับน้ำทะเลหนุนของกรมอุทกศาสตร์ ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา ระดับน้ำที่ประตูระบายน้ำที่เกี่ยวข้อง ฯลฯ รวมถึงการเตรียมแผนตอบโต้ภาวะฉุกเฉินในกรณีที่เกิดอุทกภัย

นายวิฑูรย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับสถานการณ์น้ำและมาตรการเตรียมความพร้อมในนิคมฯ ทั้ง 3 แห่ง มีดังต่อไปนี้

  1. นิคมอุตสาหกรรมสหรัตนนคร ปริมาณน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยา เขื่อนป่าสัก และเขื่อนพระรามหกยังอยู่ในระดับปกติโดย

อัตราการระบายน้ำรวมทั้ง 3 เขื่อนเท่ากับ 1,729 ลูกบาศก์เมตร/วินาที โดยมีการก่อสร้างเป็นแนวคันดินแบบผสมผสาน ระดับของคันดินอยู่ที่ +7.50 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล (MSL) รวมความยาวเขื่อน 7 กิโลเมตร สำหรับ มาตรการเตรียมความพร้อมเพื่อป้องกันปัญหาอุทกภัยของนิคมฯ สหรัตนนครปีนี้ ล่าสุด ได้ดำเนินการขุดลอกคลองระบายน้ำฝนและรางระบายน้ำฝน ภายในนิคมฯ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการระบายน้ำฝนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว  พร้อมกันนี้ยังได้จัดให้มีการประชุมชี้แจงสถานการณ์น้ำให้ผู้ประกอบการทราบอยู่เป็นระยะ และได้ร่วมมือกับกรมชลประทานมาร่วมให้ข้อมูลแผนการบริหารจัดการน้ำในภาพรวม นอกจากนี้ ในปัจจุบันนิคมฯ ยังได้เตรียมปั๊มสูบน้ำจำนวน 5 เครื่อง ประกอบด้วย ปั๊มไฟฟ้าขนาด 5,400 ลบ.ม./ชม. จำนวน 3 เครื่อง (อยู่ที่สถานีสูบน้ำฝน)  ปั๊มเครื่องยนต์ดีเซล จำนวน 2 เครื่อง ขนาด 600 ลบ.ม./ชม. อยู่บริเวณเขตอุตสาหกรรมทั่วไป (ติดตั้งแล้ว) กำลังสูบรวม 17,400 ลบ.ม./ชม. ซึ่งเครื่องสูบน้ำทั้ง 5 เครื่อง สามารถใช้งานได้ 100%

  1. นิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน ได้มีการติดตามสภาพอากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยา และติดตามตรวจสอบระดับน้ำและ

ปริมาณน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยา เขื่อนป่าสักชลสิทธ์ และเขื่อนพระรามหก รวมทั้งปริมาณน้ำที่ไหลผ่านโครงการนิคมฯ บางปะอิน โดยตรวจเช็คระดับน้ำ บริเวณจุดวัดระดับน้ำด้านนอกนิคมฯ  ที่กำหนดเป็นจุดเฝ้าระวัง 3 จุด   ได้แก่ จุดวัดระดับน้ำหน้าอำเภอบางปะอิน(หลังเก่า) ประตูน้ำคลองจิก และประตูน้ำคลองเปรมประชากร ทั้งนี้ ได้มีการเริ่มติดตามเฝ้าระวังระดับน้ำ มาตั้งแต่วันที่ 1  สิงหาคม ซึ่งเกณฑ์เฝ้าระวังพบว่ายังอยู่ในระดับปกติ และขณะนี้ได้จัดเตรียมสถานีสูบน้ำไว้  4  สถานี  โดยติดตั้งเครื่องสูบน้ำจำนวน 18 เครื่อง ความสามารถการสูบ เท่ากับ  32,400  ลบ.ม./ชั่วโมง  รวมทั้งมีการติดตั้งปั๊มสูบน้ำสำรองอีกจำนวน 3 เครื่อง ขนาด 600 ลบ.ม./ชั่วโมง  ซึ่งสถานีสูบมีการติดตั้งและตรวจสอบเครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรองฉุกเฉิน (GENERATOR)  ขนาด 450, 500 และ 800 KVA ที่ติดตั้งไว้ทุกสถานีพร้อมน้ำมันเชื้อเพลิงสำรอง

ด้านความสูงของคันดินนิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน ระดับสูงสุดของเขื่อนอยู่ที่ +6.00 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล รวมระยะทางของคันดินกว่า 10 กิโลเมตร ซึ่งรูปแบบเขื่อนเป็นเขื่อนดินบดอัดแน่นพร้อมผนังคอนกรีตเสริมความลาดเอียงของคันดิน ป้องกันการซึมและการกัดเซาะของน้ำด้วยแผ่น Geotextile นอกจากนี้  ยังได้จัดตั้งศูนย์ควบคุมภาวะฉุกเฉิน  และศูนย์เฝ้าระวังและควบคุมคุณภาพสิ่งแวดล้อม เพื่อเตรียมความพร้อมป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัย และรายงานสถานการณ์ทุกวันต่อศูนย์ปฏิบัติการ กนอ.  โดย นิคมฯ ได้สื่อสารให้ผู้ประกอบการภายในได้ทราบความเคลื่อนไหวของสถานการณ์อุทกภัยเป็นประจำทุกวัน โดยแจ้งข่าวสารให้ทราบผ่าน www.bldc.co.th แบบเรียลไทม์

  1. นิคมอุตสาหกรรมบ้านหว้า (ไฮเทค) ได้จัดระบบติดตามสถานการณ์น้ำ ระบบระวังน้ำภายนอกและระบบแจ้งเตือนภัย

โดยได้ติดตาม ตรวจสอบข้อมูลปริมาณน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยา เขื่อนป่าสักชลสิทธ์ และเขื่อนพระรามหก รวมทั้งระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำป่าสัก รายงานสภาพภูมิอากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยา น้ำทะเลหนุนจากกรมอุทกศาสตร์ รวมทั้งติดตามสถานการณ์น้ำประจำวันจากชลประทานพระนครศรีอยุธยา ซึ่งพบว่าเกณฑ์การเฝ้าระวังทั้งหมดยังอยู่ในระดับปกติ ทั้งนี้ ภายหลังเหตุการณ์น้ำท่วมนิคมฯ บ้านหว้าเมื่อช่วงปี2554 ได้มีการก่อสร้างระบบป้องกันน้ำท่วมตามเกณฑ์การออกแบบที่ กนอ.ร่วมกับ วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย (วสท.) และสมาคมนิคมอุตสาหกรรมไทยและพันธมิตรกำหนด โดยความสูงของคันดินอยู่ที่ระดับ+5.40เมตร เหนือระดับน้ำทะเล รอบพื้นที่โครงการมีสันคันกว้าง2.50เมตรและฐานกว้าง10.60เมตร รวมระยะทางของคันดินกว่า 11กิโลเมตร รวมถึงยังได้จัดเตรียมความพร้อมของเครื่องสูบน้ำและอุปกรณ์/เครื่องมือสนับสนุนการปฏิบัติงาน โดยเครื่องสูบน้ำแบบ Submersible pump จำนวน 5 เครื่อง อัตราสูบ 10,800 ลบ.ม./ชม. รวมความสามารถสูบ 54,000 ลบ.ม./ชม. และมีเครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรองที่ใช้น้ำมันดีเซลรองรับ นายวิฑูรย์ กล่าวทิ้งท้าย

นาย โบว์แดง ทาแก้ว ผู้อำนวยการโครงการชลประทานพระนครศรีอยุธยา

ด้าน นาย โบว์แดง ทาแก้ว ผู้อำนวยการโครงการชลประทานพระนครศรีอยุธยา กล่าวว่า ได้ร่วมบูรณาการกับกนอ.และจังหวัดพระนครศรีอยุธยา จัดตั้งคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำ ในการแก้ปัญหาอุทกภัยและภัยแล้ง จ.พระนครศรีอยุธยา ในการหาแนวทางการบริหารจัดการน้ำในภาพรวมเพื่อป้องกันเหตุน้ำท่วม โดยมี 3 มาตรการหลัก ได้แก่ 1.จัดเตรียมเครื่องสูบน้ำ 93 เครื่อง ติดตั้งในจุดพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม จำนวน 54 จุดทั่วพระนครศรีอยุธยา และรถสูบน้ำจำนวน 3 คัน 2. เตรียมพร่องน้ำจากลำคลองเพื่อรักษาระดับน้ำให้อยู่ต่ำกว่าตลิ่งและอยู่ในระดับที่ปลอดภัย  3.การรายงานสถานการณ์ทุกวัน เพื่อสื่อสารให้ผู้ประกอบการภายในได้ทราบความเคลื่อนไหวของสถานการณ์อุทกภัยเป็นประจำทุกวัน และตรวจเช็คปริมาณน้ำอย่างสม่ำเสมอ อย่างไรก็ตาม ปริมาณน้ำที่จะเติมเข้ามาในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา คาดการณ์ว่า ช่วงเดือนกันยายนถึงจะทราบปริมาณน้ำ เพราะต้องประเมินจากปริมาณของฝนที่ตกลงมาก่อน

สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจรายละเอียด สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กองประชาสัมพันธ์ การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ถนนนิคมมักกะสัน กรุงเทพฯ โทร. 02 2530561 หรืออีเมล This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

LAZADA และ RAZER เปิดตัวร้านจำหน่ายเกมดิจิทัลในประเทศไทย

โปรโมชันเปิดตัวประกอบด้วยเกมลดราคากว่า 90% และเปิดรับสมัครเข้าแข่งขันเกมหน้างานและลุ้นรับของรางวัลมากมายที่ RazerStore สาขากรุงเทพฯ

นายมาเทียส คาสเทล (ซ้าย) ผู้อำนวยการ Digital Store บริษัท Razer พร้อมด้วย นางสาวธนิดา ซุยวัฒนา (ขวา) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ฝ่ายการตลาด บริษัท ลาซาด้า จำกัด ประกาศเปิดตัว Razer Game Store บนลาซาด้า ในประเทศไทย

วันนี้กลุ่มบริษัท Lazada ซึ่งเป็นผู้นำแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้ประกาศเปิดตัว Razer Game Store บน Lazada ในประเทศไทย

เริ่มตั้งแต่วันนี้ เหล่าเกมเมอร์และนักกีฬาอีสปอร์ตทั่วเมืองไทยจะสามารถเลือกซื้อเกมดิจิทัลมากมายได้อย่างสะดวกสบาย โดยไม่ต้องเดินทางออกจากฐานที่มั่นของตัวเองแต่อย่างใด

“Razer เป็นหนึ่งในแบรนด์ไลฟ์สไตล์ที่มีชื่อเสียงที่สุดสำหรับคนรุ่นใหม่และเกมเมอร์ทั่วโลก เราตื่นเต้นที่ได้ร่วมมือกันในการเปิดตัว Razer Game Store ในประเทศไทย” คุณธนิดา ซุยวัฒนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการตลาดประจำ Lazada ประเทศไทย กล่าว “เมื่อรวมร้านค้าอย่างเป็นทางการอย่าง Razer Store บน Lazada และผู้ค้าปลีกอื่นๆ อีกกว่า 155,000 ราย ซึ่งเป็นตัวแทนกว่า 3,000 แบรนด์ กล่าวได้ว่า Lazada เป็นเป้าหมายการชอปปิงออนไลน์ที่มอบประสบการณ์ให้แก่เกมเมอร์ในประเทศไทยได้อย่างครบวงจร ตั้งแต่คีย์บอร์ดและเมาส์รุ่นล่าสุดไปจนถึงเกมยอดนิยมต่างๆ”

นับตั้งแต่เปิดตัวเป็นครั้งแรกเมื่อเดือนเมษายน 2018 ในสิงคโปร์ Razer Game Store เป็นแหล่งจำหน่ายเกม PC ที่พิเศษสุดบน Lazada ซึ่งจำหน่ายเกมดิจิทัลด้วยสกุลเงินท้องถิ่น เพื่อความสะดวกในการเลือกซื้อภายใต้วิธีการชำระเงินที่ลูกค้าคุ้นเคย

ตัวอย่างเช่น ลูกค้าในประเทศไทยสามารถเติมเงินใน Lazada Wallet ได้ผ่านธนาคารออนไลน์ หรือเติมยอดเงินผ่านร้านสะดวกซื้อต่างๆ ทั่วประเทศ จากนั้นลูกค้าสามารถใช้ยอดเงินในบัญชีดิจิทัลดังกล่าวเพื่อเลือกซื้อเกมได้ทุกที่ทุกเวลา

ลูกค้าในไทยยังได้เพลิดเพลินกับโปรโมชันและเงินคืนที่ Lazada ประเทศไทยจัดให้เป็นพิเศษอย่างกิจกรรมส่วนลดและเงินคืนที่จัดเป็นประจำในแอป ตัวอย่างเช่น แคมเปญ “All You Ever Wanted (สวรรค์ของนักช้อป)” ที่จัดโดย Lazada ในวันที่ 9 กันยายนนี้ จะมอบส่วนลด 9.9 เปอร์เซ็นต์ให้กับลูกค้าที่ซื้อเกมด้วย Lazada Wallet เกมเหล่านี้ประกอบด้วยเกมยอดนิยมล่าสุด เช่น “Overcooked 2” เกมขายดีตลอดกาลอย่าง “Fallout 4” หรือการสั่งจองเกมสุดฮิตอย่าง “Assassin’s Creed Odyssey” และ “Metro Exodus”

ในฐานะผู้ค้าปลีกที่ได้รับสิทธิ์อย่างเป็นทางการ ทั้ง Razer และ Lazada มุ่งมั่นที่จะทำงานร่วมกับบริษัทชั้นนำในวงการเกม เช่น Ubisoft, Bethesda, Bandai Namco, Deep Silver และ Rockstar เพื่อสร้างความมั่นใจว่าเกมทั้งหมดที่จำหน่ายในร้านเป็นของแท้และมีสิทธิ์การใช้งานที่สมบูรณ์

“ประเทศไทยเป็นหนึ่งในตลาดที่ใหญ่ที่สุดในโลกในด้านรายได้ของธุรกิจเกม โดยมีเกมเกมอร์ราว 18.3 ล้านคน[1]” Min-Liang Tan ผู้ร่วมก่อตั้งและซีอีโอของ Razer กล่าว “Razer Game Store บน Lazada จะคอยสนับสนุนความมุ่งมั่นของเกมเมอร์ชาวไทย ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันแบบผู้เล่นหลายคน การเล่นเกมผ่านสตรีม หรือการรับชมทีมอีสปอร์ตที่แสดงฝีมือบนเวทีระดับโลก”

เพื่อฉลองการเปิดร้านครั้งนี้ เราได้คัดเลือกเกมบางส่วนเพื่อมอบส่วนลดสูงสุดถึง 90 เปอร์เซ็นต์ ลูกค้าทุกท่านยังได้รับส่วนลดเพิ่มเติมอีก 10 เปอร์เซ็นต์จากการซื้อครั้งแรกใน Razer Game Store บน Lazada ด้วย เพียงแค่กรอกรหัส RGSLAZTH เพื่อใช้ส่วนลดก่อนการชำระเงิน[2]

ที่สำคัญ Razer จะจัดงานฉลองการเปิดตัวที่ RazerStore สาขาเซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ ในวันเสาร์ที่ 8 กันยายน 2018 ผู้เข้าร่วมงานจะได้พบปะกับเหล่าคนดังบนโซเชียลมีเดีย เช่น Bas Gamer, Thiskk และ Tako Chan และมีโอกาสเข้าร่วมการแข่งขันเกมหน้างานและลุ้นรับของรางวัลมากมาย

 

[1] ที่มา: บริษัทวิจัยทางการตลาด Newzoo

[2] เป็นไปตามข้อตกลงและเงื่อนไข โปรโมชันสิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2018

เอ็มจีจัดแคมเปญ “ขับขี่ปลอดภัย รับหน้าฝน กับ MG”
ด้วยบริการตรวจเช็คสภาพรถเอ็มจีทุกรุ่นฟรี 37 รายการ

บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้จำหน่ายรถยนต์ “เอ็มจี” ในประเทศไทยมอบข้อเสนอพิเศษแด่ลูกค้าเอ็มจีทุกท่านด้วยแคมเปญ “ ขับขี่ปลอดภัย รับหน้าฝน กับ MG” กับบริการตรวจสภาพรถเอ็มจีทุกรุ่นฟรี 37 รายการ ที่โชว์รูมรถยนต์เอ็มจี ทั่วประเทศ นอกจากนี้ลูกค้าที่ใช้บริการตรวจเช็คและบำรุงรักษารถยนต์ตามระยะพื้นฐานนอกสถานที่ฟรีผ่านรถ “โมบาย เซอร์วิส” ในช่วงนี้จะได้รับร่มกันฝนฟรีเมื่อใช้บริการดังกล่าวอีกด้วย

นายพงษ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์, รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “สมรรถนะและความปลอดภัยของตัวรถรวมถึงการให้บริการที่มีคุณภาพทั้งก่อนและหลังการขายแก่ลูกค้า เป็นเรื่องที่เอ็มจีให้ความสำคัญเสมอมาเพราะเราตระหนักดีว่าความพึงพอใจ และความเชื่อมั่นของลูกค้าเกิดขึ้นจากสิ่งเหล่านี้ สำหรับแคมเปญตรวจสภาพรถช่วงหน้าฝนฟรีที่เอ็มจีจัดขึ้น นอกจากจะเป็นการตอบแทนลูกค้าที่ให้ความไว้วางใจในรถยนต์เอ็มจีแล้ว ยังเป็นการเชิญชวนให้ลูกค้าหันมาให้ความสำคัญกับการดูแลรักษารถ ซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนให้เกิดความปลอดภัยสูงสุด ทั้งต่อผู้ขับขี่และผู้ใช้รถใช้ถนนในช่วงหน้าฝนได้เป็นอย่างดี”

“ ขับขี่ปลอดภัย รับหน้าฝน กับ MG”

  • ตรวจสภาพรถเอ็มจี ฟรี 37 รายการ ครอบคลุมหมวดหมู่ต่างๆ ดังนี้

ห้องเครื่องยนต์                                    

  • เช็คความตึงและสภาพของสายพานขับ
  • เช็คไส้กรองอากาศ          
  • เช็คแบตเตอรี่/ไดร์ชาจ          
  • เช็คอาการเสียงดังของเครื่องยนต์ที่รอบเดินเบา                    
  • เช็คอาการสั่นของเครื่องยนต์ที่รอบเดินเบา          
  • เช็คระดับน้ำมันเครื่องยนต์          
  • เช็คระดับน้ำมันเบรก และรอยรั่วซึม          
  • เช็คระดับน้ำมันเพาเวอร์ และรอยรั่วซึม                    
  • เช็คน้ำหล่อเย็นในถังพัก                    
  • เช็คน้ำฉีดกระจก

 ภายในห้องโดยสาร                                                              

  • เช็คระยะฟรีของขาค้นเร่ง                    
  • เช็คระยะฟรีขาเหยียบเบรค          
  • เช็คระบบกุญแจ และเซ็นทรัลล็อค                    
  • เช็คที่เปิดฝากระโปรงหน้า/หลัง/ถังน้ำมัน                    
  • เช็คปรับระดับคอพวงมาลัย          
  • เช็คเข็มขัดนิรภัย                    
  • เช็คการทำงานเบาะนั่งและพนักพิงศีรษะ                    
  • เช็คระบบเบรกมือไฟฟ้า หรือเบรคมือธรรมดา          
  • เช็คไฟสัญญาณแผงหน้าปัด          
  • เช็คระบบปรับอากาศ          
  • เช็คปัดน้ำฝน/ใบปัดน้ำฝนและน้ำฉีดกระจก                    
  • เช็คการทำงานเสียงแตร                    
  • เช็คการทำงานของระบบกระจกไฟฟ้า          
  • เช็คการทำงานของกระจกมองข้าง และมองหลัง                    
  • เช็คไฟสัญญาณ/ไฟเตือน          
  • เช็คไฟส่องสว่างภายในรถ          
  • เช็คการทำงานของไล่ฟ้ากระจก

 ระบบไฟส่องสว่างภายนอก                                                

  • เช็คไฟส่องสว่างไฟหน้า                    
  • เช็คไฟตัดหมอกหน้า (เฉพาะรุ่น)                    
  • เช็คไฟส่องสว่างไฟท้าย                    
  • เช็คไฟตัดหมอกท้าย (เฉพาะรุ่น)

 ระบบรองรับน้ำหนัก                                                       

  • เช็คขันน็อตและโบล์ท ระบบรองรับทั้งหมด                    
  • เช็ครอยรั่วซึมระบบเบรค ท่อทางน้ำมันเบรค          
  • เช็คความหนาผ้าเบรค          
  • เช็คความหนาและสภาพจานเบรค                    
  • เช็คสภาพยางรถยนต์

 ตรวจรหัสปัญหา                                                            

  • ตรวจสอบรหัสปัญหาด้วยเครื่องมือ VDI                              
  • รับฟรีร่มกันฝนเมื่อใช้บริการ “โมบาย เซอร์วิส” บริการตรวจเช็คและบำรุงรักษารถยนต์ตามระยะพื้นฐานนอกสถานที่ด้วยช่างผู้ชำนาญการโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย สำหรับลูกค้าที่ไม่สะดวกนำรถมาที่ศูนย์รถยนต์เอ็มจี  

ลูกค้าสามารถนำรถเอ็มจีเข้ารับบริการตรวจสภาพรถฟรี 37 รายการ ได้ตั้งแต่วันนี้ถึง  31 ตุลาคม พ.ศ. 2561 โดยสอบถามรายละเอียดหรือนัดจองคิวรับบริการล่วงหน้าได้ที่ศูนย์บริการเอ็มจีทั้ง 85 สาขาทั่วประเทศ หรือติดต่อศูนย์บริการลูกค้า โทร. 1267

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับบริการ สามารถเข้าชมได้ที่ www.mgcars.com

เอ็นไอเอ เปิดตัว “สถาบันมองอนาคตนวัตกรรม” ครั้งแรกในไทย!!

ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ (คนที่ 4 จากซ้าย) ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ หรือ NIA เปิดกิจกรรม Thailand Future Week 2018 มหกรรมด้านอนาคตศาสตร์ครั้งแรกในประเทศไทย พร้อมเปิดตัวสถาบันการมองอนาคตนวัตกรรม (Innovation Foresight Institute – IFI) สถาบันเฉพาะทางเพื่อพัฒนาเครือข่ายนักอนาคตศาสตร์ของประเทศ พร้อมช่วยคาดการณ์ความเป็นไปได้ของอนาคตที่อาจเกิดขึ้น สำหรับกิจกรรมดังกล่าว จัดขึ้นเมื่อเร็วๆนี้ ณ ห้องแกรนด์บอลรูม ชั้น 7 โรงแรมเดอะเวสทิน แกรนด์ สุขุมวิท กรุงเทพฯ

เปิดตัวบียอนช็อป ศูนย์บริการครบวงจร

นายฐาคณิษฐ์ พรทองประเสริฐ (กลาง) ประธานกรรมการบริษัท พี.ที.อี. อินเตอร์กรุ๊ป จำกัด ผู้จัดจำหน่ายสมาร์ทโฟนคุณภาพ บียอน แบรนด์คนไทยในราคาจับต้องได้ พร้อมด้วยทีมงานเปิดตัวช็อปบียอน ศูนย์จำหน่ายและให้บริการสมาร์ทโฟน สาขาบิ๊กซีเอ็กซ์ตร้า ลาดพร้าว เพื่อเป็นศูนย์จัดจำหน่ายพร้อมให้บริการดูแลหลังการขายแบบ One Stop Service อำนวยความสะดวกและรองรับกลุ่มลูกค้าในย่านนี้ ซึ่งมีกลุ่ม Stamp Mobile และตัวแทนจำหน่ายสมาร์ทโฟนจากค่ายต่างๆ เข้าร่วมแสดงความยินดี ณ บิ๊กซี เอ็กซ์ตร้า ลาดพร้าว

สายเดินป่าต้องรู้! 5 กิจกรรมสุดชิค เดินป่าอย่างไร ไม่รบกวนธรรมชาติ

เทรนด์การเดินป่า หรือ เทรกกิ้ง เป็นเทรนด์กิจกรรมยอดฮิตสำหรับหนุ่มสาวขาลุยรุ่นใหม่ ที่มองว่า วันหยุดพักผ่อนทั้งที ต้องชวนกลุ่มเพื่อนสายลุยไปทำกิจกรรมอะไรที่ไม่ธรรมดา บางคนได้ลองเทรกกิ้งแล้วถึงกับติดใจในเสน่ห์ของกิจกรรมนี้สุดๆ ถึงขั้นตั้งเป้าหมายว่าในปีหนึ่งๆ จะต้องเทรกกิ้งให้ได้จำนวนกี่ครั้ง รวมทั้งต้องได้ไปเยือนป่าทั่วประเทศไทยที่เขาว่ากันว่ามีเส้นทางที่ท้าทาย แต่ก็สวยงามคุ้มค่าการไปเยือน

การเดินป่าครั้งหนึ่ง ทำให้เราได้รับประโยชน์มากมาย ทั้งการมีวินัยทางสุขภาพ เพราะการจะไปเดินป่าแต่ละครั้งก็ต้องเตรียมฟิตร่างกายให้พร้อม รวมถึงในระหว่างเดินป่า ก็ต้องอาศัยความอดทนของร่างกาย ในการพิชิตเป้าหมายในแต่ละครั้ง เชื่อว่านักเดินป่าทั้งหลายต้องได้สุขภาพที่ดีขึ้นกลับมาแน่นอน นอกจากนี้ทุกๆ ครั้งที่ไปเดินป่า ยังทำให้เราได้เปิดหูเปิดตา หลบหนีความวุ่นวาย และได้พักผ่อนไปกับธรรมชาติ อีกทั้งยังได้เรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับธรรมชาติอีกด้วย แต่รู้หรือไม่ว่านอกจากเราจะได้รับประโยชน์มากมายจากการไปเดินป่า เราเองก็ยังสามารถคืนประโยชน์ให้กับธรรมชาติได้ รวมทั้งเรียนรู้ที่จะเทรกกิ้งอย่างไม่ทำลายธรรมชาติ ในทุกครั้งของการเดินป่า ผ่าน 5 กิจกรรมต่อไปนี้

  1. ไม่ทำลายระบบนิเวศด้วยการทิ้งขยะ – การไปเดินป่าแต่ละครั้ง เชื่อว่าเทรกเกอร์ทั้งหลายจะต้องเตรียมอุปกรณ์ต่างๆ รวมทั้งเสบียงที่พร้อมลุยทุกสถานการณ์ เพราะไม่รู้ว่าหนทางข้างหน้าเราจะเจออะไรบ้าง แต่ที่แน่ๆ ในป่าน่าจะไม่มีร้านสะดวกซื้อเหมือนในเมืองแน่ๆ ดังนั้นการเตรียมเสบียงต่างๆ รวมทั้งของใช้ส่วนตัวไปให้พร้อม ถือเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง แต่ที่สำคัญมากไปกว่านั้นก็คือก่อนกลับ ต้องมั่นใจว่าสิ่งของที่เรานำเข้าไป ก็จะต้องนำออกมาทิ้งข้างนอก เพื่อไม่เป็นการรบกวนธรรมชาติ และสัตว์ป่า อย่าลืมว่าในป่าที่เป็นแหล่งธรรมชาติจริงๆ ไม่มีคนทำหน้าที่เก็บขยะให้เรา และถ้าหลายที่เดินทางเข้าไปและทิ้งขยะเอาไว้ในป่า ก็จะมีขยะเพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบตามมาต่อระบบนิเวศอย่างแน่นอน ดังนั้นนักเดินป่าทั้งหลายโปรดจำไว้ว่า “นอกจากความทุกข์ใจ ก็ไม่ควรทิ้งอะไรไว้ในป่า”
  2. ไม่รบกวนหรือรังแกสัตว์ป่า – ในป่าที่มีระบบนิเวศสมบูรณ์มากๆ และยังคงมีสัตว์ป่าที่อาศัยอยู่มากมาย ย่อมเป็นเป้าหมายที่นักเดินป่าทั้งหลายต่างก็อยากไปสัมผัส หลายคนตั้งเป้าว่าการไปเดินป่าในแต่ละที่ จะได้เห็นสัตว์ป่าที่ขึ้นชื่อว่ายังอาศัยอยู่ในอุทยานฯ หรือเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่านั้นๆ เช่น เสือ กวาง ช้าง เป็นต้น แต่การไปเฝ้ารอดูสัตว์ต่างๆ ก็ต้องเป็นไปอย่างไม่รบกวนพวกเขา ประหนึ่งว่าเราไปเยือนบ้านเขา ก็ต้องให้เกียรติพวกเขา โดยการไม่เข้าไปทำลายร่องรอยที่สัตว์ป่าอาศัยอยู่ ไม่ส่งเสียงดังรบกวน ไม่ถ่ายรูปแบบใช้แฟลช รวมทั้งไม่พยายามเข้าไปใกล้ชิดกับสัตว์เหล่านั้น เพื่อไม่เป็นการรบกวนและยังไม่เสี่ยงต่ออันตรายที่อาจเกิดขึ้นอีกด้วย
  3. ตรวจสอบฤดูกาลเดินป่า ช่วงเวลาเปิด - ปิดของแต่ละที่ – ป่า แม้จะเป็นสถานที่ธรรมชาติ ไม่เหมือนแหล่งท่องเที่ยวหรือห้างสรรพสินค้าที่มีเวลาเปิด – ปิด เป็นประจำ แต่รู้หรือไม่ว่าป่าก็มีช่วงเวลาที่ไม่ให้คนเข้าไปเหมือนกัน แต่ละอุทยานฯ หรือเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า จะมีช่วงเวลาปิดป่าเพื่อการฟื้นฟู หรือช่วงที่ตรงกับฤดูการผสมพันธุ์ การโยกย้ายถิ่นฐานของสัตว์ป่า ช่วงเวลาเหล่านี้จำเป็นที่จะต้องให้ระบบนิเวศทำหน้าที่ของมันอย่างไม่ถูกรบกวนโดยมนุษย์ นอกจากนี้ยังเป็นเรื่องของความปลอดภัยของผู้เดินป่าที่เจ้าหน้าที่คำนึงถึง จึงได้ออกคำสั่งปิดป่าในช่วงฤดูต่างๆ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือ กรณีเด็กๆ 13 คน ติดอยู่ในถ้ำหลวง - ขุนน้ำนางนอน เนื่องจากเป็นช่วงฤดูกาลที่ฝนตกหนักอย่างต่อเนื่อง ก็เป็นกรณีศึกษาที่สำคัญ ให้นักเดินป่าผู้พิชิตธรรมชาติ ต้องปฏิบัติตามกฎของพื้นที่ป่าเพื่อความปลอดภัยของตัวเอง และไม่กระทบต่อธรรมชาติ
  4. ปฏิบัติตามกฎของอุทยานฯ และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอย่างเคร่งครัด – นอกจากการปฏิบัติตามข้อแนะนำทั้ง 3 ข้อข้างต้นแล้ว ในพื้นที่ป่าแต่ละพื้นที่ก็มีกฎระเบียบ ข้อปฏิบัติที่เป็นลักษณะเฉพาะ ตามความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่ และขึ้นอยู่กับเขตพื้นที่อุทยานฯ หรือเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่านั้นๆ เช่น ขอบเขตพื้นที่ที่สามารถเดินเท้าเข้าไปได้ จุดที่อนุญาตให้พักกางเต็นท์ สำหรับนักเดินป่าทั้งหลายที่มีแผนจะไปพิชิตพื้นที่ป่าในอุทยานฯ หรือเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าต่างๆ ก็จำเป็นต้องศึกษาข้อกำหนดของพื้นที่นั้นๆ ให้ละเอียด และปฏิบัติตามข้อแนะนำของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่นั้นๆ อย่างเคร่งครัด เพื่อประโยชน์ต่อป่าไม้และตัวเอง
  5. เพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับผืนป่า - จะดีแค่ไหนถ้าทุกครั้งที่เราไปทำกิจกรรมเดินป่า เรายังสามารถเข้าไปเพิ่มต้นไม้ให้กับป่าได้อย่างน้อยสักคนละ 1 ต้น แต่ลำพังการจะไปเดินป่า ก็คงไม่มีใครพกพาต้นกล้าไปเพื่อปลูกป่าด้วยอย่างแน่นอน แต่เชื่อหรือไม่ว่าสมัยนี้การปลูกป่ามีวิธีง่าย สะดวก และยังสนุกสนาน ใครๆ ก็สามารถทำได้ นั่นก็คือการปลูกป่าด้วยการยิงเมล็ดพันธุ์พืชนั่นเอง ซึ่งการปลูกป่าด้วยวิธีนี้เป็นประโยชน์กว่าการปลูกป่าทั่วไป เพราะสามารถกระจายเมล็ดพันธุ์พืชที่ถูกยิงไปได้ไกลในบริเวณป่าลึก ทั้งยังไม่เป็นการรบกวนสัตว์ป่าอีกด้วย ที่สำคัญการปลูกป่าด้วยวิธียิงเมล็ดพันธุ์พืชยังทำได้ง่าย สามารถยิงเมล็ดพันธุ์ได้เป็นจำนวนมาก ทั้งนี้การปลูกป่าด้วยวิธีนี้ จำเป็นต้องศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับการคัดเลือกเมล็ดพันธุ์พืช ที่มีความเหมาะสมต่อการเจริญเติบโตในพื้นที่ป่านั้นๆ และสามารถอยู่รอดในระบบนิเวศในพื้นที่ป่าเหล่านั้นได้

และเนื่องในโอกาสวันแห่งการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม หรือวันสืบ นาคะเสถียร ที่เพิ่งผ่านพ้นไป จึงอยากเชิญชวนให้นักเดินป่าทั้งหลายที่มีใจรักธรรมชาติ หันมาเดินป่าอย่างสร้างสรรค์ ตามกิจกรรมทั้ง 5 ข้อที่กล่าวมา เพื่ออนุรักษ์ผืนป่าของไทยให้นักเดินป่ารุ่นใหม่ๆ ได้เข้าไปค้นหา และเรียนรู้ธรรมชาติอันล้ำค่าที่เรายังคงมีอยู่ ทั้งนี้เมื่อเร็วๆ นี้บริษัท ทาทา สตีล (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ก็ได้ตระหนักถึงการมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมเพื่อสังคมด้านสิ่งแวดล้อมเช่นกัน เพื่อก้าวทันเทรนด์การเป็นบริษัทของคนรุ่นใหม่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม จึงได้ออกแบบกิจกรรมการปลูกป่าที่มีรูปแบบสนุกสนาน ผ่านการยิงเมล็ดพันธุ์มะค่า เพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับผืนป่า อีกทั้งกระชับความสัมพันธ์ของคนในองค์กรอีกด้วย

นายศิโรโรตม์ เมธมโนศักดิ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่-ทรัพยากรบุคคลและบริหาร บริษัท ทาทา สตีล (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับนโยบายการรักษาสิ่งแวดล้อม นอกจากการควบคุมคุณภาพการผลิตที่ต้องไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมแล้ว บริษัทยังมุ่งเน้นบทบาทนำในการเป็นผู้สร้างจิตสำนึก ความรู้ความเข้าใจในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และระบบนิเวศอย่างถูกต้อง ผ่านการส่งเสริมให้พนักงานทาทา สตีล ทุกคน ได้ทุ่มเทแรงกาย แรงใจ ในกิจกรรมเพื่อสังคมต่างๆ ที่บริษัทจัดขึ้น และเห็นคุณค่าสิ่งที่ตัวเองได้ทำเพื่อสังคม

โครงการ “ทาทา สตีล ปลูกป่าต้นน้ำเฉลิมพระเกียรติแม่ของแผ่นดิน ปี 3” จัดขึ้นในพื้นที่ป่าอุทยานแห่งชาติเขาชะเมา อ.เขาชะเมา จ.ระยอง โดยมีผู้เข้าร่วมกิจกรรมจำนวนกว่า 80 คน ได้แก่ คณะผู้บริหารบริษัท ทาทา สตีล (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ร่วมกับพนักงานจากสำนักงานใหญ่ของทาทา สตีล และพนักงานโรงงานผลิตเหล็กเส้นของทาทา สตีล จาก 3 โรงงาน ร่วมกันทำฝายชะลอน้ำแบบถาวร ขนาด 6 เมตร สร้างขึ้นเพื่ออนุรักษ์ดินและแหล่งน้ำ อีกยังพร้อมใจกันยิงเมล็ดมะค่า จำนวน 2,000 เมล็ด เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับผืนป่า อีกทั้งยังเป็นการกระชับความสัมพันธ์ภายในองค์กร และตอบสนองเทรนด์กิจกรรมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เอาใจคนรุ่นใหม่

ทั้งนี้ทาทา สตีล ยังคงเดินหน้ากิจกรรมเพื่อสังคมด้านสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เป็นไปตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน สำหรับภายในปีนี้จะมีโครงการปลูกป่าโกงกางที่จะเกิดขึ้นในเดือนธันวาคม รายละเอียดโครงการกิจกรรมเพื่อสังคมต่างๆ โปรดติดตามต่อไป สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่ ส่วนสื่อสารและกิจกรรมองค์กร โทรศัพท์ 02-937-1000 หรือเข้าไปที่ www.tatasteelthailand.com

เคล็ดลับความอร่อย ไก่ทอดไทเชฟ

ไทเชฟ แนะนำเคล็ดลับความอร่อยในเมนูไก่ทอด ด้วยผงโรยไทเชฟ รสบาร์บีคิว รสวิงแซ่บ และรสชีส ที่ทำได้ง่ายๆ เพียงนำน่องหรือปีกไก่ที่ไม่ต้องปรุงแต่อย่างใด ทอดในน้ำมันร้อนจนสุกพักไว้ให้สะเด็ดน้ำมัน จากนั้นเทผงโรยไทเชฟรสบาร์บีคิว รสวิงแซ่บ หรือรสชีส ตามใจชอบคลุกให้เข้ากันกับไก่ทอด เท่านี้ก็ได้เมนูไก่ทอดไทเชฟที่แสนอร่อยไม่เหมือนใคร เหมาะสำหรับนำไปสร้างอาชีพหรือต่อยอดธุรกิจเพิ่มมูลค่าให้เมนูอาหารแบบไม่รู้จบ โดยผู้ที่สนใจสอบถามเพิ่มเติมได้ที่โทรศัพท์ 02-968-3723-6, FB:ThyChef, ID Line: @thychef หรือหาซื้อได้ตามร้านแฟรนไชส์ ชาป๊อป ไทเชฟ ร้านจำหน่ายอุปกรณ์เบเกอรี่ และจุดบริการไปรษณีย์กว่า 500 สาขาทั่วประเทศ หรือช้อปทางออนไลน์พร้อมบริการส่ง “ฟาสต์ ไทเชฟ” สั่งวันนี้ ส่งวันนี้ พรุ่งนี้ถึง เร็วทันใจ ที่เว็บไซต์ www.thychef.com, www.lazada.co.th