BizFocus

BizFocus

ทันยุค ทันสมัย หัวใจธุรกิจ บิสโฟกัส

ชินวะ เจแปน ต้อนรับจอยท์ เวนเจอร์จากไทย เยี่ยมชมงานก่อสร้างมาตรฐานสูงไซต์งานญี่ปุ่น

มร.โทโมยาสุ ยามาเบะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ชินวะ เรียลเอสเตท (ไทยแลนด์) จำกัด (ที่ 2 จากขวา) คุณวิชัย จุฬาโอฬารกุล  กรรมการบริหาร บริษัท ชินวะ เรียลเอสเตท (ไทยแลนด์) จำกัด (ขวาสุด) ร่วมให้การต้อนรับ คุณวิโรจน์ เจริญตรา กรรมการผู้จัดการ บริษัท พรีบิลท์ จำกัด (มหาชน) (ที่ 3 จากขวา) เยี่ยมชมไซต์งานก่อสร้างมาตรฐานสูง โดย มร. ฮิราฮาระ ทาคูยะ กรรมการ บริษัท ชินวะ คอนสตรัคชั่น จำกัด (ที่ 3 จากซ้าย) เป็นผู้นำชมและให้ข้อมูล

ทั้งนี้เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการก่อสร้างโครงการ เร็น สุขุมวิท 39 คอนโดหรูใจกลางสุขุมวิท มูลค่า 2,600 ล้านบาท ที่มีนวัตกรรม“รูเนะสุ” กลับคานเป็นพื้น-กลับพื้นเป็นคานทั้งโครงการ ดำเนินงานโดย บริษัท ชินวะ เอส 39 จำกัด ซึ่งเป็นการร่วมทุน ระหว่าง บริษัท พรีบิลท์ จำกัด (มหาชน) : บริษัท ชินวะ เรียลเอสเตท (ไทยแลนด์) จำกัด-ในเครือ ชินวะ กรุ๊ป : พรีแซงค์ คอร์ปอเรชั่น (Pressance Corporation) จากญี่ปุ่น ด้วยสัดส่วน 49:26:25

ซินโนโลยี เปิดตัวเว็บไซต์ภาษาไทยอย่างเป็นทางการ เร่งขยายตลาดในประเทศไทย

ซินโนโลยี เจาะตลาดเข้าถึงผู้บริโภคไทย เร่งสร้างแบรนด์พร้อมผลักดันการเติบโตในปี 2018

ซินโนโลยี หนึ่งในผู้นำระดับโลกด้านอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลบนเครือข่าย (Network Attached Storage หรือ NAS) เปิดตัวเว็บไซต์ภาษาไทยอย่างเป็นทางการแล้ววันนี้ โดยการเปิดตัวดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ทางการตลาดที่ต้องการสนับสนุนผู้บริโภคในประเทศไทย ผ่านเนื้อหาและภาษาที่เหมาะสมกับผู้ใช้งาน เพื่อให้ได้รับประสบการณ์การใช้งานที่ดีและเพิ่มความสะดวกสบายกับผู้ใช้งานมากขึ้น ทั้งยังช่วยสร้างการรับรู้ของ ซินโนโลยี ในประเทศไทยให้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น

เว็บไซต์ภาษาไทยที่เปิดตัวใหม่ล่าสุดนี้ ทีมฝ่ายขายและการตลาดของ ซินโนโลยี ซึ่งรวมถึงพนักงานที่เป็นคนไทยได้ร่วมกันนำเครื่องมือทางการตลาดและการสนับสนุนต่างๆ มาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับผู้ใช้งานในประเทศไทย เพื่อให้กลุ่มลูกค้าของ ซินโนโลยี สามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์และการบริการได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ โดยเว็บไซต์ภาษาไทยนี้ ได้จัดทำข้อมูลและเนื้อหาทั้งหมดให้เหมาะสมและเข้าใจง่ายสำหรับผู้ใช้งานคนไทย เพื่อให้ผู้ใช้ได้รับประสบการณ์การใช้งานที่ดี และยังสามารถช่วยขยายการรับรู้ของ ซินโนโลยี ให้กว้างขึ้นในกลุ่มผู้ใช้งานในประเทศไทย รวมถึงผู้ที่สนใจใช้งานใหม่ๆ ด้วยเช่นกัน

ม.ร. ไมค์ เฉิน ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดของ ซินโนโลยี กล่าวว่า “เราเล็งเห็นโอกาสที่ดีในตลาดประเทศไทย ซึ่งในแต่ละปีนั้นผลประกอบการโดยเฉลี่ยของเราเพิ่มขึ้นอย่างน่าประทับใจ ประกอบกับเว็บไซต์ภาษาไทยที่เสริมเข้ามาอีกด้วยแล้วนั้น คาดว่าเราจะยิ่งสร้างผลกำไรได้มากขึ้นภายในปี 2018 นี้ และพร้อมเป็นผู้นำด้าน NAS ที่แข็งแกร่งในตลาดประเทศไทยอย่างแท้จริง”

ยอดขายของ ซินโนโลยี ในประเทศไทยนั้นเติบโตขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากความต้องการของผู้บริโภคที่ต้องการใช้งานหน่วยจัดเก็บข้อมูลในตลาดประเทศไทยที่มีสูงขึ้น ทำให้อัตราการเจริญเติบโตโดยเฉลี่ยนับตั้งแต่ปี 2015 อยู่ที่ 20 เปอร์เซ็นต์ ต่อปี เสริมด้วยการลงทุนและพัฒนาอย่างต่อเนื่องแล้ว ซินโนโลยีคาดการณ์ว่าจะมีรายได้เพิ่มขึ้นเป็น 50 เปอร์เซ็นต์ ภายในสิ้นปี 2018 นี้

เปิดตัว TRIMBLE CONNECT ในเอเชีย เครื่องมือทรงพลังสำหรับ
งานก่อสร้างผ่านเทคโนโลยี
CLOUD-BASED แบบไร้รอยต่อ

Trimble เปิดตัว TRIMBLE CONNECT ในภูมิภาคเอเชีย เครื่องมือทรงพลังสำหรับงานก่อสร้างผ่านเทคโนโลยี CLOUD-BASED แบบไร้รอยต่อ ที่จะเข้ามาจัดการการทำงานในอุตสาหกรรมการก่อสร้างโดยการเชื่อมต่อเทคโนโลยีในยุคดิจิทัล ทั้งด้านการระบุตำแหน่ง การจำลองโครงสร้าง การเชื่อมโยงข้อมูลต่างๆ และส่งเสริมการวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อพัฒนาผลผลิต คุณภาพ ความปลอดภัยเพื่อก่อให้เกิดความยั่งยืนในธุรกิจ พร้อมยกระดับอุตสาหกรรมก่อสร้างด้วยการแก้ปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพ และเพิ่มความสามารถในการติดต่อสื่อสารและทำงานร่วมกันได้อย่างไม่สะดุด ส่งผลให้ผู้ประกอบการสามารถเพิ่มผลผลิต ลดการสูญเสีย วางแผนตารางเวลางานได้อย่างมีสมรรถภาพ และประหยัดต้นทุนซึ่งส่งผลดีต่อการลงทุนของอุตสาหกรรมก่อสร้าง

นายพงษ์สุร อังคณานุชาติ Country Manager บริษัท ทริมเบิ้ล โซลูชั่น ประเทศไทย เปิดเผยว่า “Trimble Connect เป็นเครื่องมือทรงพลังที่จะนำเข้ามาใช้ในอุตสาหกรรมก่อสร้างภาคพื้นเอเชีย ซึ่งจะสามารถลดต้นทุน และเพิ่มประสิทธิภาพสำหรับการก่อสร้าง รวมไปถึงการวางระบบพื้นฐานของงานด้านในโครงการให้รวมเป็นหนึ่งเดียวกัน อย่างไร้รอยต่อ และไม่มีข้อผิดพลาดจากการเปลี่ยนแปลงข้อมูลตลอดทั้งโครงการ เช่นในอุตสาหกรรมก่อสร้าง เมื่อต้องนำงานในหลายภาคส่วนมาผนวกเข้าด้วยกัน มักจะพบปัญหาความไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของแต่ละภาคส่วน เพราะมีผู้เกี่ยวข้องมากมาย บวกกับเครื่องมือสื่อสารที่ต่างกันไป แต่ด้วย Trimble Connect โซลูชั่นนี้ จะทำให้หลายภาคส่วนทำงานร่วมกันผ่าน Cloud-based แพลทฟอร์มที่ช่วยผนวกข้อมูลต่างๆ เข้าด้วยกัน เพื่อให้มั่นใจได้ว่าทุกข้อมูลมาจากแหล่งเดียวกัน และด้วยชุดข้อมูลเดียวกันนี้ จะทำให้ทุกภาคส่วนสามารถนำข้อมูลไปประยุกต์ใช้ได้ ทั้งกับการผลิต และการจัดการด้าน logistics เช่น การติดตามวัตถุดิบหรือชิ้นส่วนในการก่อสร้าง หรือนำไปประยุกต์ใช้กับเทคโนโลยีเสมือนจริง(mixed reality) เพื่อทัศนวิสัยในการทำงานที่ยอดเยี่ยม เนื่องด้วยข้อมูลในโปรเจคจะถูกจำลองและแสดงออกมาแบบเสมือนจริงด้วยแว่นโฮโลเลนส์ ณ ไซต์งานก่อสร้างหรือที่ใดๆ ก็ตามตรงหน้าของท่าน

อีกด้านหนึ่งเจ้าของธุรกิจ สถาปนิก ผู้รับเหมา และวิศวกร ต่างใช้ซอฟต์แวร์และเครื่องมือที่หลากหลายแตกต่างกันไป ในส่วนงานของตนเอง และส่งต่อเพื่อรวบรวมเป็นแบบแผนของโครงการ ซึ่งรูปแบบงานเหล่านี้อาจเป็นได้ทั้ง แบบร่าง 2 มิติ, รายงานก่อสร้าง, เอกสารต่างๆ, รวมไปถึงโมเดล BIM 3มิติ อย่างไรก็ตามขั้นตอนการแชร์ข้อมูลในแพลตฟอร์มเครื่องมือ และเทคโนโลยีที่แตกต่างกันนี้ ส่งผลให้ข้อมูลไม่ต่อเนื่อง ก่อให้เกิดความยุ่งยาก และสร้างความเบื่อหน่ายให้กับผู้ทำงานได้ในที่สุด ด้วยเหตุนี้ Trimble Connect จึงสร้างแพลตฟอร์มที่ทรงประสิทธิภาพ และน่าเชื่อถือสำหรับการทำงานร่วมกันภายในโครงการบน cloud-based เพื่อให้ผู้ใช้ซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์สามารถใช้งานได้อย่างง่ายดาย และก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด และด้วย Trimble Connect ทุกคนที่เกี่ยวข้องในโครงการก่อสร้างจะสามารถเข้าใจและมองเห็น ตั้งแต่ภาพรวมของโครงการไปจนถึงรายละเอียดที่เล็กที่สุด ซึ่งช่วยให้ทีมสามารถเข้าถึง วิเคราะห์ จัดการและแชร์ข้อมูลโครงการด้วยปลายนิ้วผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์, เว็บเบราเซอร์, แอพพลิเคชั่นผ่านทางโทรศัพท์สมาร์ทโฟน, และ แว่นโฮโลเลนส์ จะช่วยยกระดับการทำงานของธุรกิจก่อสร้างให้ดีขึ้น มีข้อมูลที่โปร่งใส สามารถติดตามทุกการเปลี่ยนแปลงและทุกภาคส่วนในโครงการ สามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างทั่วถึงจากทุกที่ทุกเวลา”

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Trimble Connect ได้ที่ http://connect.trimble.com  

เปิดตัวหุ่นยนต์ดูดฝุ่นสุดล้ำ AUTOBOT รุ่น STORM รับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่
สแกนพื้นที่ 360° ด้วยระบบนำทางเลเซอร์ สั่งงานผ่านแอป ครบทั้งดูดฝุ่นและถูพื้น

บริษัท โรบอท เมคเกอร์ จำกัด ผู้จัดจำหน่ายหุ่นยนต์ดูดฝุ่นอัจฉริยะแบรนด์ AUTOBOT เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุด หุ่นยนต์ดูดฝุ่น AUTOBOT รุ่น STORM ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยี LIDAR 360° Mapping ระบบ Laser Guide สามารถสแกนพื้นที่ทำความสะอาดสุดแม่นยำ สามารถวางแผนเส้นทางในการทำความสะอาดได้แบบอัจฉริยะได้ครบพื้นที่ทั้งบ้าน และยังสามารถสั่งงานพร้อมดูสถานะการทำงานผ่านแอพลิเคชั่น “robotmaker” ได้ มาพร้อมแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ 3200mAh ใช้งานได้ยาวนานถึง 90 นาที มีเซนเซอร์ตรวจจับทำให้ไม่หล่นจากพื้นที่ต่างระดับ สามารถเข้าสู่แท่นชาร์จแบตเตอรี่เองได้โดยอัตโนมัติแม้จะไม่ได้เริ่มทำงานจากแท่นชาร์จ

นายธรรมสร มีรัตน์ กรรมการบริหาร บริษัท โรบอท เมคเกอร์ จำกัด ผู้จัดจำหน่ายหุ่นยนต์ดูดฝุ่นอัจฉริยะแบรนด์ AUTOBOT ในประเทศไทย เปิดเผยว่า “ไลฟ์สไตล์ของคนยุคปัจจุบันเปลี่ยนไปจากเดิมมาก มีความเร่งรีบมากขึ้น และเปิดกว้างต่อการใช้งานเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ต่างๆ เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกสบายให้กับชีวิตมากขึ้น ทำให้หุ่นยนต์ดูดฝุ่นเป็นที่นิยมเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งในกลุ่มของคนรุ่นใหม่ ใช้ชีวิตในคอนโดมิเนี่ยม ต้องออกไปทำงานเช้าและกลับค่ำ กลุ่มแม่บ้านหรือพ่อบ้านครอบครัวขนาดเล็กที่ดูแลทำความสะอาดบ้านเองโดยไม่มีคนรับใช้ ซึ่งมีภาระการทำงานบ้านมากมาย และในบางรายยังต้องออกไปทำงานนอกบ้านอีกด้วย กลุ่มคนรักสัตว์ที่เลี้ยงสัตว์เลี้ยงภายในบ้านหรือในห้องนอน หรือกลุ่มผู้เป็นภูมิแพ้ โดยในปีที่ผ่านมา หุ่นยนต์ดูดฝุ่นของ AUTOBOT มียอดขายเติบโตถึง 30% ทำให้เรานำ AUTOBOT รุ่นใหม่ๆ เข้ามาอย่างต่อเนื่อง”

“ไตรมาสนี้ เราเปิดตัวหุ่นยนต์ดูดฝุ่น AUTOBOT รุ่น STORM  ซึ่งเป็นหุ่นยนต์ดูดฝุ่นรุ่นใหม่ล่าสุด สามารถทำความสะอาดห้องได้อย่างหมดจด ด้วยมอเตอร์พลังดูด 1800 PA สามารถดูดสิ่งสกปรกได้ทั้งฝุ่นผงขนาดเล็ก เส้นผม ขนสัตว์ ทราย เศษขนม ฯลฯ พร้อมด้วยไส้กรองฝุ่น HEPA Filter ที่กรองได้ถึงระดับ 0.3 ไมครอน ทำให้อุ่นใจเรื่องฝุ่นสำหรับผู้เป็นภูมิแพ้ และยังตอบโจทย์ความต้องการสำหรับห้องที่เป็นพื้นกระเบื้อง ไม้ หรือปาเก้ เพราะสามารถถูพื้นแบบเปียกด้วยผ้าม็อบถูพื้นไมโครไฟเบอร์ขนาดใหญ่และ ถังเก็บน้ำ ที่ปล่อยหยดน้ำลงบนผ้าอย่างช้าๆ” ธรรมสร กล่าว

จุดเด่นของ AUTOBOT รุ่น STORM คือระบบการสร้างแผนที่การทำความสะอาดแบบ LIDAR 360° Mapping โดยตัวเครื่องจะวิเคราะห์และวางแผนการเดินทำความสะอาดผ่านระบบ Laser นำทาง ที่ติดอยู่บนตัวเครื่อง ทำให้การทำความสะอาดทั่วถึงมากกว่าหุ่นยนต์ดูดฝุ่นทั่วไป สามารถไปได้ทุกซอกของมุมบ้านแต่ไม่ทำความสะอาดซ้ำไปมาในพื้นที่เดิม เพราะมีระบบการสแกนพื้นที่ก่อนเริ่มทำงานทุกครั้ง ทำให้ประหยัดเวลาและประหยัดแบตเตอรี่ของตัวเครื่องให้ใช้งานได้นานขึ้น นอกจากนี้ STORM ยังมีถังเก็บน้ำสำหรับถูพื้นโดยเฉพาะ สามารถจุน้ำได้ถึง 150 cc และมีผ้าม็อบถูพื้นไมโครไฟเบอร์ขนาดใหญ่ ถึง 40 cm ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้การทำความสะอาดแบบเช็ดเปียกดีขึ้น มีถังเก็บฝุ่นขนาดใหญ่ 600ml. และมีภาพแผนที่เสมือนแสดงพื้นที่ในการทำควาสะอาดผ่าน  APP  มี HEPA Filter สามารถกรองฝุ่นได้เล็กถึง 0.3 ไมครอน และยังสามารถกำหนดพื้นที่ในการทำความสะอาดผ่าน APP ให้เครื่องทำความสะอาดในจุดที่ต้องการและไม่ต้องการได้

“AUTOBOT รุ่น STORM” มีวางจำหน่ายแล้วที่ AUTOBOT Shop สาขาสามย่าน, เซ็นทรัลพระรามเก้า, หาดใหญ่ และพัทยา ร้าน B2S สาขาเซ็นทรัลพระราม 3, เซ็นทรัลลาดพร้าว และฟิวเจอร์พาร์ครังสิต ร้าน Betrend สาขาสยามพารากอน เดอะมอลล์บางแค และเดอะมอลล์งามวงวาน หรือสามารถสั่งซื้อทางออนไลน์ได้ที่ Lazada, Shopee, facebook fanpage: robotmaker และ www.autobotvacuum.com ในราคาเพียง 15,900 บาท

“พิเศษสุดสำหรับวันที่ 9 เดือน 9 นี้ เราจะร่วมทำโปรโมชั่นกับเว็บไซต์ออนไลน์ช็อปปิ้งชั้นนำอย่าง Lazada และ Shopee โดยจะมีโปรโมชันสุดพิเศษ ผู้สนใจสามารถติดตามข้อมูลและโปรโมชั่นเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/robotmaker/

เกี่ยวกับ AUTOBOT STROM

AUTOBOT STROM เป็นหุ่นยนต์ดูดฝุ่นที่ตอบโจทย์ของทุกครัวเรือน ..พร้อมโหมดการทำงานแบบจัดเต็ม ครบถ้วนทุกฟังค์ชั่นเพื่อตอบสนองความต้องการของแม่บ้าน และพ่อบ้านยุค 4.0 สตอร์มเป็นหุ่นยนต์ทำความสะอาดรุ่นใหม่ล่าสุดของ Autobot ที่รวมทุกอย่างไว้ในเครื่องเดียว เช่น การสแกนห้อง (Mapping) , ระบบกวาด ดูดฝุ่น ถูพื้น (Hybrid) , ระบบ Double Cleaning, ระบบสร้างกำแพงเสมือนบนแอพ พร้อมทั้งสเปกเครื่องสุดแรง การันตีคุณภาพ จากการบริษัท โรบอท เมคเกอร์ จำกัด ผู้เชี่ยวชสญและจัดจำหน่ายหุ่นยนต์ดูดฝุ่นในประเทศไทย มามากกว่า 5 ปี

ดั๊บเบิ้ล เอ มอบโชคผู้โชคดี QR Lucky Gold ครั้งที่ 1

นายชาญวิทย์ จารุสมบัติ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ดั๊บเบิ้ล เอ เดินทางไปมอบรางวัลทองคำให้กับผู้โชคดีจากการจับรางวัลครั้งที่ 1 ในแคมเปญ Double A QR Lucky Gold ด้วยการสแกนคิวอาร์โค้ดข้างกล่องดั๊บเบิ้ล เอ โดย 1 QR ได้ 1 สิทธิ์ลุ้นทองคำ ซึ่งจะจับรางวัลครั้งต่อไปเป็นทองคำหนัก 1 บาท 5 รางวัลและทองคำหนัก 50 สตางค์ 15 รางวัลในวันที่ 7 กันยายน 2561 ร่วมกิจกรรมได้ตั้งแต่วันนี้ถึง 30 กันยายน 2561 ติดตามรายละเอียดและประกาศรายชื่อผู้โชคดีได้ทาง www.facebook.com/DoubleAClub

เดลล์ อีเอ็มซี  รุกเต็มตลาดเน็ตเวิร์กกิ้ง เปิดตัว 100 กิกะบิต อีเธอร์เน็ต รองรับโมเดิร์นดาต้าเซ็นเตอร์ระบบเปิด

แฟบริค สวิตช์ ซีรีย์ Z ใหม่ ให้ความสามารถเหนือชั้นกว่ารุ่นเดิมถึง 2 เท่า ติดเทอร์โบให้กับความริเริ่มในการปฏิรูปไอที สำหรับทั้งองค์กรเอ็นเตอร์ไพร์ซ และผู้ให้บริการ

สรุปประเด็นข่าว

  • Z9264F-ON ใหม่ เป็นแฟบริค สวิตช์ ที่มีโครงสร้างแบบ fixed (fixed form-factor) ให้ศักยภาพสูงถึง 2 เท่า ช่วยเร่งสู่การใช้งานที่ความเร็ว 100GbE สำหรับสภาพแวดล้อมคลาวด์ในโทรคม รวมถึงพับบลิคและไพรเวท คลาวด์
  • แนวคิดริเริ่มของการเชื่อมต่อเครือข่ายในระบบเปิดที่ล้ำหน้า มาพร้อมการสนับสนุนสำหรับเดลล์ อีเอ็มซี Big Switch Networks, Cumulus Networks รวมถึงโซลูชันที่ทำงานร่วมกันเพื่อศักยภาพที่เหนือชั้นขึ้นด้วย VMware NSX
  • มอบศักยภาพให้ community โอเพ่นซอร์ส ด้วยทางเลือกฮาร์ดแวร์ที่มาพร้อมแพคเกจซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์ส Linux Foundation OPX และ OCP SONiC

เดลล์ อีเอ็มซี ผู้ริเริ่มการเชื่อมต่อเครือข่ายระบบเปิด (Open Networking) เปิดตัว Z9264F-ON แฟบริค สวิตช์ ความเร็ว 100GbE ใน Z-series รุ่นล่าสุด ที่ให้ความสามารถเพิ่มถึง 2 เท่าตัว พร้อมมอบชุดโซลูชันระบบเปิดที่สมบูรณ์ สำหรับองค์กรเอ็นเตอร์ไพร์ซที่ทันสมัย และดาต้าเซ็นเตอร์ในส่วนของผู้ให้บริการ

แพลตฟอร์มใหม่นี้ ได้รับขุมพลังจาก StrataXGS® Tomahawk® II ซึ่งเป็น 6.4 Terabit/second Ethernet switching silicon ของ Broadcom สร้างขึ้นเพื่อเป็นโครงสร้างหลักของดาต้าเซ็นเตอร์ที่ให้ประสิทธิภาพการทำงานสูงโดยเฉพาะ หรือ แฟบริค แอปพลิเคชัน ที่ให้ความสามารถในการเชื่อมต่อเครือข่ายระหว่างแร็คในดาต้าเซ็นเตอร์ด้วยความเร็วมากเป็นพิเศษ ให้ 64 พอร์ตที่ความเร็ว 100GbE ในฟอร์มแฟกเตอร์ 2RU ขนาดกะทัดรัด ทั้งนี้ Z9264F-ON ใหม่นี้ นับเป็นผลิตภัณฑ์ในอุดมคติสำหรับลูกค้าที่อยากเลิกใช้ระบบ chassis switching แบบเดิมที่มีค่าใช้จ่ายแพง ในขณะเดียวกันก็อยากเร่งเปลี่ยนจาก 40GbE เป็น 100GbE

ลูกค้าของเราที่เป็นองค์กรเอ็นเตอร์ไพร์ซและผู้ให้บริการ มีความต้องการที่ชัดเจนในเรื่องโซลูชันนวัตกรรมและการเชื่อมต่อเครือข่ายระบบเปิด สำหรับระบบโครงสร้างดาต้าเซ็นเตอร์” ทอม เบิร์นส์ รองประธานอาวุโสและผู้จัดการทั่วไป Dell EMC Networking and Solutions กล่าวZ9264F-ON ใหม่ มอบในสิ่งที่ลูกค้าต้องการ ด้วยแพลตฟอร์ม 100GbE switching ที่ให้ศักยภาพสูงสุดในอุตสาหกรรม และช่วยให้ลูกค้าควบคุมการใช้งานเครือข่ายและระบบโครงสร้างของตนได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ”

ดาต้าเซ็นเตอร์ ยังคงทำหน้าที่เป็นรากฐานของส่วนปฏิบัติการไอทีและการให้บริการมาอย่างต่อเนื่อง  การลงทุนในสิ่งอำนวยความสะดวกเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นในลักษณะของดาต้าเซ็นเตอร์ที่อยู่ที่ไซต์งาน (on premise) หรือการโฮสต์ หรือกระทั่งที่อยู่ในรูปแบบของสิ่งอำนวยความสะดวกด้านคลาวด์ กำลังมาแรง  โดยในสภาพแวดล้อมระบบงานทั้งหมด เครือข่ายนับเป็นสิ่งสำคัญที่มอบศักยภาพด้านการเชื่อมต่อภายในและระหว่างแร็คของดาต้าเซ็นเตอร์ รวมถึงระหว่างดาต้าเซ็นเตอร์ด้วยกันเอง ออกไปยัง edge และสุดท้ายไปถึงผู้ใช้ปลายทาง  สิ่งที่มาพร้อมๆกันคือ การนำเทคโนโลยีเวอร์ชวลไลเซชั่น และระบบอัตโนมัติมาใช้ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงสถาปัตยกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ในระดับพื้นฐาน ผลักดันให้เกิดเลเยอร์ของอุปกรณ์ และเร่งให้เกิดการเชื่อมต่อระหว่างองค์ประกอบด้านสตอเรจกับส่วนประมวลผล เรื่องนี้เป็นสิ่งที่เห็นได้ชัดเจนทั่วไป ตั้งแต่สภาพแวดล้อมแบบไฮเปอร์-คอนเวิร์จ ตลอดจนสภาพแวดล้อมแบบไฮเปอร์-สเกล

การเปลี่ยนแปลงด้านสถาปัตยกรรมนี้ ตอบโจทย์ความต้องการเพิ่มขึ้นของผู้ซื้อที่เป็นองค์กรเอ็นเตอร์ไพร์ซและผู้ให้บริการ เพราะช่วยให้องค์กรเหล่านี้สามารถตัดสินใจซื้อฮาร์ดแวร์เน็ตเวิร์ก และซอฟต์แวร์ที่เลือกได้อย่างอิสระ การแยกองค์ประกอบเทคโนโลยีในระดับนี้ ที่เดลล์ อีเอ็มซี เรียกว่า Open Networking เป็นศูนย์กลางของการเปลี่ยนสู่ระบบเครือข่ายที่กำหนดการทำงานด้วยซอฟต์แวร์ หรือ (SDN – software-defined networking) ในลักษณะที่เป็นทางเลือกซอฟต์แวร์เชื่อมต่อเครือข่าย และเป็นการเพิ่มความสามารถมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ Z9264F-ON ใหม่ ก็นำโมเดลการใช้งานแบบใหม่ที่ว่า มาช่วยให้ลูกค้ามีทางเลือกด้านซอฟต์แวร์มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการใช้ซอฟต์แวร์คอมเมอร์เชียล หรือโอเพ่น ซอร์ส มากกว่าตัวเลือกที่แข่งขันกันอยู่ นับเป็นการเปิดประตูสู่นวัตกรรมที่ยิ่งใหญ่ขึ้น ประหยัดมากขึ้น และควบคุมการทำงานได้เหนือชั้นยิ่งขึ้น

เดลล์ อีเอ็มซี กำลังช่วยปฏิรูปสู่ระบบเครือข่ายดาต้าเซ็นเตอร์ที่ทันสมัย ด้วยวิสัยทัศน์ในเรื่อง Open Networking” แรม เวลากา รองประธานอาวุโส และผู้จัดการทั่วไปฝ่ายผลิตภัณฑ์สวิตช์ ของ Broadcom Inc. กล่าว “เป็นเรื่องน่าตื่นเต้นที่ได้เห็นการสร้างแรงผลักดันเกี่ยวกับการแยกองค์ประกอบเครือข่าย ด้วยการใช้ความเร็วและความหลากหลายของสายผลิตภัณฑ์ switch silicon ชั้นนำในอุตสาหกรรมของ Broadcom เราหวังว่าจะได้เห็นความสำเร็จของแพลตฟอร์ม Z9264F-ON ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังจาก StrataXGS Tomahawk II silicon ของเรา ในการมอบประสิทธิภาพเครือข่ายในจุดสูงสุด ให้กับลูกค้าของเราพร้อมทางเลือกซอฟต์แวร์ที่มากที่สุด”

Open Networking และ 100GbE – ทางเลือกและศักยภาพที่หนักแน่น

เป็นเวลากว่า 4 ปีมาแล้ว ที่เดลล์ อีเอ็มซี ได้ส่ง Open Networking ออกมาท้าทายมาตรฐานอุตสาหกรรม ด้วยการแยกพื้นฐานโครงสร้างฮาร์ดแวร์ และซอฟต์แวร์ ออกจากกัน โดยนับแต่นั้นเป็นต้นมา เดลล์ อีเอ็มซี ได้ปฏิรูปสายผลิตภัณฑ์ทั้งหมดเพื่อตอบรับวิสัยทัศน์ในเรื่องนี้ ด้วยการช่วยให้ลูกค้าองค์กรทุกขนาดมีทางเลือกมากที่สุด และได้รับศักยภาพสูงสุดจากการใช้งานดาต้าเซ็นเตอร์ตลอดจนถึงปลายทางเครือข่าย หรือ edge ซึ่ง Z9264F-ON ทำให้วิสัยทัศน์นี้ก้าวหน้า ด้วยการนำ Open Networking มาสู่ silicon ที่ทันสมัย ช่วยให้ใช้งาน 100GbE ได้โดยให้ความหนาแน่นมากขึ้น และช่วยให้ดาต้าเซ็นเตอร์เร็วขึ้นในภาพรวม

ปี 2018 คาดว่าจะเป็นปีที่ยิ่งใหญ่ที่มีการนำ 100GbE มาใช้ในดาต้าเซ็นเตอร์ ด้วยการคาดการณ์ว่าจะมีการส่งพอร์ตในตลาดสูงถึงเกือบ 3 เท่าภายในสิ้นปีนี้” ซาเมห์ บูเจลบีน ผู้อำนวยการอาวุโสของ Dell’Oro Group กล่าว “เราเห็นถึงการเปลี่ยนที่เกิดขึ้นรวดเร็ว จาก 40GbE ไปสู่ 100GbE บวกกับการนำระบบที่มีฟอร์มแฟกเตอร์แบบ fixed มาช่วยผลักดันการเติบโต ด้วยเงื่อนไขเหล่านี้ ทำให้ Z9264F-ON ใหม่ เข้ามาในช่วงเวลาที่เหมาะสม และการนำเสนอเรื่อง Open Networking อยู่ในจุดที่โดดเด่น”

การนำเสนอทางเลือกในเชิงพาณิชย์ ที่ให้ความหนาแน่น (densities) ที่สอดคล้องต่อการทำงาน ปกติจะทำได้แค่การตั้งค่าการใช้งานแบบ “ระบบปิด” ซึ่งเป็นข้อจำกัดการใช้งานเฉพาะซอฟต์แวร์ของซัพพลายเออร์รายนั้นๆ  ซึ่งโดยทั่วไปจะทำให้ทางเลือกถูกจำกัด แต่สิ่งสำคัญคือเรื่องของความสามารถ  ทั้งนี้ Open Networking ช่วยปลดล็อคข้อจำกัดเหล่านั้นได้ และปลดล็อคความสามารถซึ่งเป็นสิ่งสำคัญ รวมถึงให้คุณค่ามากขึ้น

“ลูกค้ากำลังมองหาวิธีที่จะขยายการดำเนินงานได้อย่างครอบคลุม ในแบบที่เรียบง่าย พร้อมกับสร้างสมดุลในการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญสู่ไฮบริดคลาวด์” ดักลาส เมอร์เรย์ ซีอีโอ ของ Big Switch Networks กล่าว “เราภูมิใจที่ในความร่วมมือระหว่าง เดลล์ อีเอ็มซี และ Big Switch พร้อมกับเชื่อมั่นว่าซอฟต์แวร์ Cloud-First ของเรา และ Z9264F-ON ใหม่ของเดลล์ อีเอ็มซี เป็นการผสมผสานที่ชนะเลิศสำหรับลูกค้าของเราทั้งสองบริษัท”

“Cumulus Networks รวบ Open Networking มาไว้ด้วยกัน และยังคงเดินหน้าเพื่อก้าวข้ามข้อจำกัดต่อไปด้วย เดลล์ อีเอ็มซี” จอช เลสลีย์ ซีอีโอ ของ Cumulus Networks กล่าว “การผสมผสานวิสัยทัศน์ช่วยให้เครือข่ายเร็วขึ้น มีศักยภาพมากขึ้น ด้วยการจับคู่ระหว่าง Cumulus Linux และซอฟต์แวร์ NetQ ด้วย Z9264F-ON ใหม่  โดยทางเลือกระบบเปิดนี้ ให้ความสามารถในการขยายศักยภาพที่ได้รับการพิสูจน์แล้ว รวมถึงให้ความยืดหยุ่น และประหยัดค่าใช้จ่าย นับว่ามอบทางเลือกที่แท้จริงเพื่อมาแทนโซลูชันแบบดั้งเดิมที่ไม่ยืดหยุ่นแถมราคาแพง”

เมื่อผสานการใช้งาน Z9264F-ON ร่วมกับซอฟต์แวร์ของเดลล์ อีเอ็มซี หรือของคู่ค้า ก็ตามก็จะช่วยให้เกิดระบบโครงสร้างเครือข่ายทางกายภาพที่มีศักยภาพและให้ความยืดหยุ่นสูง โดยในดาต้าเซ็นเตอร์ที่ทันสมัย เครือข่ายทางกายภาพจะทำงานร่วมกับเครือข่ายเสมือนในการเชื่อมต่อเวอร์ชวลแมชชีน และคอนเทนเนอร์ รวมถึงการพัฒนาเป็นดาต้าเซ็นเตอร์ที่กำหนดการทำงานด้วยซอฟต์แวร์ (software-defined data center)  เพื่อทำให้เรื่องนี้บรรลุผลสำเร็จ เดลล์ อีเอ็มซี ได้ร่วมมือกับ VMware อย่างใกล้ชิด เพื่อทำให้เกิดโซลูชัน ‘better together’ คือการรวมกันเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดียิ่งขึ้น เพื่อช่วยปรับปรุงในเรื่องของค่าใช้จ่ายและการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

“Virtual Cloud Network สร้างโดยใช้ VMware NSX ที่ช่วยให้ลูกค้าสามารถสร้างสถาปัตยกรรมเครือข่ายบนฐานการใช้ซอฟต์แวร์ในแบบเอ็นด์-ทู-เอ็นด์ ที่ไม่จำกัดการใช้งานเฉพาะค่าย เป็นระบบเปิด สามารถโปรแกรมการทำงานได้ ให้ความปลอดภัยเป็นพื้นฐาน และสามารถมอบบริการเพื่อการใช้งานในส่วนของแอปพลิเคชัน และข้อมูลได้ไม่ว่าจะอยู่ในตำแหน่งที่ตั้งใดก็ตาม” พีเดอร์ อูแลนเดอร์ รองประธานหน่วยธุรกิจด้าน การตลาดผลิตภัณฑ์ ระบบเชื่อมต่อเครือข่าย และความปลอดภัย ของ VMware กล่าว “Z9264F-ON ใหม่จาก เดลล์ อีเอ็มซี ช่วยให้ลูกค้าปรับใช้โครงสร้างเครือข่ายระบบเปิดที่ให้ประสิทธิภาพสูง เพื่อรองรับการใช้ Virtual Cloud Network ได้

โอเพ่น ซอร์ส และ 100GbE เร่งสู่การพัฒนาและการใช้งานในชุมชน

เทคโนโลยีระบบเชื่อมต่อเครือข่ายด้วยโอเพ่นซอร์ส มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว เนื่องจากมีโครงการโอเพ่นซอร์สมากมายที่ได้รับการสนับสนุนจากชุมชนนักพัฒนาและผู้ประกอบการเครือข่าย ทางเลือกซอฟต์แวร์เกิดใหม่เหล่านี้ ปกติแล้วต้องใช้ฮาร์ดแวร์แพลตฟอร์มที่เป็นระบบเปิดโดยเฉพาะ  จึงทำให้ Z9264F-ON เป็นตัวเลือกที่ตรงจุดประสงค์ดังกล่าว ลูกค้าสามารถเลือก Z9264F-ON เพื่อรันแพคเกจ OS10 Open Edition ของเดลล์ อีเอ็มซี บนฐานการใช้ซอฟต์แวร์ OpenSwitch ของ Linux Foundation หรือเลือกที่จะดาวน์โหลด OpenSwitch หรือ SONiC ในเวอร์ชันฟรี จาก Open Compute Project เพื่อให้ได้ความสามารถใหม่ยกเซ็ต รวมถึงชุมชนที่ผลักดันเรื่องของนวัตกรรมและการประสานความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง

“ทั้งซอฟต์แวร์ โอเพ่นซอร์ส และ ฮาร์ดแวร์ Open Networking ต่างทำงานสอดประสานกัน” พอล ปาร์กเกอร์-จอห์นสัน หัวหน้านักวิเคราะห์ ACG Research กล่าว “จากการศึกษาของเราเมื่อเร็วๆ นี้ เราคาดว่าตลาดอุปกรณ์ระบบสวิตช์ และเราเตอร์ของดาต้าเซ็นเตอร์ จะเติบโตจาก 8.1 พันล้านเหรียญในปี 2018 ไปสู่ 19.9 พันล้านเหรียญในปี 2023 สะท้อนให้เห็นถึงการเติบโตอย่างต่อเนื่องของระบบโครงสร้างผู้ให้บริการคลาวดห์ รวมถึงแหล่งความต้องการใหม่ในการนำ ‘edge cloud’ มาใช้ในองค์กรเอ็นเตอร์ไพร์ซ และผู้ให้บริการ  ทั้งนี้ทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์เชื่อมต่อเครือข่ายแบบโอเพ่นซอร์ส จะมีบทบาทสำคัญในการใช้งานเหล่านี้ และเติบโตโดยรวมอยู่ในอัตรา 40 เปอร์เซ็นต์ จนถึงปี 2023  และคิดเป็นส่วนแบ่ง 15 เปอร์เซ็นต์ในช่วงเวลาดังกล่าว”

“เรารู้สึกตื่นเต้นที่เห็นเดลล์ อีเอ็มซี อยู่ในสถานะผู้นำในเรื่องของระบบเชื่อมต่อเครือข่ายแบบโอเพ่นซอร์ส และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเรื่องความริเริ่มด้าน OpenSwitch” อาร์พิท โจชิปุระ ผู้จัดการทั่วไปในส่วน Networking และ Orchestration ที่ The Linux Foundation กล่าว “นวัตกรรมระบบเปิดที่ให้ความเร็วในระดับสูงสุด เป็นที่อุตสาหกรรมต้องการ และเรารู้สึกตื่นเต้นที่เห็นชุมชนก้าวไปสู่การตอบสนองความท้าทายดังกล่าวได้”

เกี่ยวกับเดลล์ อีเอ็มซี

เดลล์ อีเอ็มซี เป็นส่วนหนึ่งของ เดลล์ เทคโนโลยีส์ ที่มุ่งช่วยองค์กรธุรกิจเปลี่ยนโฉมดาต้าเซ็นเตอร์ไปสู่ความทันสมัย ในระบบอัตโนมัติ โดยใช้เทคโนโลยีชั้นนำของอุตสาหกรรมทั้งระบบโครงสร้างพื้นฐานแบบควบรวม เซิร์ฟเวอร์ สตอเรจ และระบบปกป้องข้อมูล ให้พื้นฐานที่เชื่อถือได้สำหรับธุรกิจที่ต้องการพลิกโฉมไอที ด้วยการสร้างไฮบริดคลาวด์ พร้อมปรับโฉมธุรกิจด้วยการสร้างแอพพลิเคชันเพื่อการใช้งานบนคลาวด์และโซลูชันบิ๊กดาต้า ทั้งนี้ เดลล์ อีเอ็มซี ให้บริการลูกค้าครอบคลุม 180 ประเทศ รวมถึง 98 เปอร์เซ็นต์ขององค์กรในทำเนียบ Fortune 500 ด้วยสายผลิตภัณฑ์แห่งนวัตกรรมที่สมบูรณ์ที่สุดในอุตสาหกรรมทั้งระบบงานหลักจนถึงระบบคลาวด์ 

กรมโรงงานฯ ร่วมตั้งคณะอนุกรรมการถกแนวทางยกเลิก 3 สารปราบศัตรูพืช ประสานกรมวิชาการเกษตรร่างแผนควบคุมให้เข้มงวด ดีเดย์รู้ผล 30 ส.ค. นี้

กรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ชี้แจงกรณีการร้องเรียนยกเลิกการใช้ 3 สารกำจัดศัตรูพืช ได้แก่ พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต จากภาคีเครือข่ายเกษตรกรรมยั่งยืน เผยคณะกรรมการวัตถุอันตรายได้มีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจ เพื่อร่วมกันพิจารณาและให้ความเห็นเกี่ยวกับการยกเลิกหรือแบนการใช้ทั้ง 3 สารดังกล่าว ซึ่งจากการวิเคราะห์ความเสี่ยงจากการบริโภคอาหาร ความเสี่ยงในเกษตรกรและผู้รับจ้างฉีดพ่น การปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อมพบว่ายังไม่มีหลักฐานชี้บ่งที่ชัดเจนแต่อย่างใด นอกจากนี้ ยังได้แนะนำแนวทางที่เหมาะสมแทนการแก้ปัญหาโดยการยกเลิกหรือแบน คือ ให้มีมาตรการทางกฎหมายในการควบคุมการจำหน่าย จำกัดปริมาณการนำเข้าและให้ใช้กับพืชเศรษฐกิจเท่าที่จำเป็น โดยยังได้ประสานให้กรมวิชาการเกษตรจัดทำแผนบริหารจัดการในการจำกัดการใช้สารทั้ง 3 ชนิดที่ชัดเจนอีกครั้ง พร้อมเสนอให้คณะกรรมการวัตถุอันตรายพิจารณา ซึ่งมีกำหนดที่จะพิจารณาในวันที่ 30 สิงหาคม 2561 นี้

กสจ.ต่อสัญญาบลจ.กรุงไทยดูแลทะเบียนสมาชิกรอบที่ 3

นายประเสริฐ บุญเรือง (ที่ 3 จากขวา) ประธานกรรมการ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ สำหรับลูกจ้างประจำของส่วนราชการ ซึ่งจดทะเบียนแล้ว (กสจ.) และ นางชวินดา หาญรัตนกูล (ที่ 4 จากขวา) กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTAM ลงนามร่วมกัน  ในพิธีลงนามสัญญาแต่งตั้งบริษัทจัดการทะเบียนสมาชิก กสจ. โดยบลจ.กรุงไทยได้รับความไว้วางใจให้เป็น บริษัทจัดการทะเบียนสมาชิก กสจ. เป็นรอบสัญญาที่ 3 โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2561 เป็นต้นไป

เคทีซีจัดกิจกรรม “ถอดรหัสไทยไปกับมิวเซียมสยาม”

เมื่อเร็วๆ นี้ นางพจนีย์พร ชำนาญภักดี ผู้อำนวยการ – ทรัพยากรบุคคล “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ได้จัดกิจกรรม “ถอดรหัสไทยไปกับมิวเซียมสยาม” นำคณะครูและนักเรียนโรงเรียนสวัสดีวิทยาจำนวน 40 คน เข้าชมพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้ “มิวเซียมสยาม” โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อเสริมสร้างวัฒนธรรมท่องเที่ยวเชิงแหล่งเรียนรู้ในพิพิธภัณฑ์ให้แก่เยาวชนไทย เพื่อให้น้องๆ เยาวชนเข้าใจในพัฒนาการความเป็นไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

เคทีซีมอบเงินบริจาค 1 ล้านบาท สนับสนุนมูลนิธิสร้างรอยยิ้ม ช่วยเหลือเด็กปากแหว่งเพดานโหว่ ปีที่ 5

นางสาวสิรีรัตน์ คอวนิช (ซ้าย) ผู้อำนวยการ - ธุรกิจบัตรเครดิต “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เป็นตัวแทนมอบเงินบริจาค 1 ล้านบาท ให้กับนางสาวจารุวรรณ จันทร์เพ็ญ (ขวา) ผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายบริหารพัฒนาแหล่งทุน – มูลนิธิ สร้างรอยยิ้มประเทศไทย เพื่อสมทบทุนต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 ช่วยเหลือการศัลยกรรมแก้ไขภาวะปากแหว่งเพดานโหว่ รวมถึงแผลไฟไหม้ และความผิดปกติพิการบนใบหน้าแต่กำเนิดแก่เด็ก เยาวชน และผู้ป่วยยากไร้ในพื้นที่ห่างไกลทั่วประเทศไทย ณ เคทีซี อาคารสมัชชาวาณิช 2 สุขุมวิท เมื่อเร็วๆ นี้

Page Visitor

008559980
Today
Yesterday
This Week
Last Week
This Month
Last Month
All days
4803
60224
180725
5245135
1489164
1306954
8559980
Your IP: 3.226.248.180
2020-09-30 02:09