01.SuwanGroup
BizFocus

BizFocus

ทันยุค ทันสมัย หัวใจธุรกิจ บิสโฟกัส

อันเดอร์ อาร์เมอร์ เปิดตัวรองเท้า HOVR SLK รองเท้าสปอร์ตสไตล์ ให้ความรู้สึกประดุจไร้แรงโน้มถ่วง

Under Armour (อันเดอร์ อาร์เมอร์) ผู้นำด้านนวัตกรรมชุดกีฬาไฮเพอร์ฟอร์มานซ์ เปิดตัว HOVR SLK รองเท้าสปอร์ตสไตล์ที่อัดแน่นด้วยประสิทธิภาพของรองเท้ากีฬาชั้นเยี่ยม ผสมผสานการออกแบบที่เรียบง่ายและทันสมัย พร้อมคุณสมบัติพิเศษที่ให้ความรู้สึกประดุจสภาวะไร้แรงโน้มถ่วง ช่วยรองรับแรงกระแทกได้ระดับสูงสุดในทุกย่างก้าว

นอกจากน้ำหนักที่เบา พร้อมกับความนุ่มและสวมใส่ได้อย่างสบายเหมือนเดินบนอากาศแล้ว HOVR SLK ยังสามารถเลือกใส่ได้ในทุกๆโอกาส ไม่ว่าจะใส่ในชีวิตประจำวัน ใส่ออกกำลังกาย หรือทำกิจกรรมเบาๆ ที่ยิมก็ได้เช่นกัน

รองเท้าทุกรุ่นในกลุ่ม HOVR นั้น ได้นำเอาเทคโนโลยีการผลิตระบบรองรับแรงกระแทกที่ทันสมัย สร้างคุณสมบัติพิเศษที่ให้ความรู้สึกไร้แรงโน้มถ่วงอันเป็นเอกลักษณ์ พร้อมด้วยโครงสร้างโฟมนุ่มพิเศษที่ถูกห่อด้วยผ้าตาข่าย ที่จะมอบทั้งความนุ่ม ความมั่นคง และเสริมแรงส่งได้ตลอดทั้งวัน

HOVR SLK เป็นรองเท้าสปอร์ตสไตล์รุ่นแรกที่ใช้นวัตกรรม HOVR โฟม ตอบโจทย์ความสบายซึ่งเป็นกุญแจสำคัญหลักของรองเท้ารุ่นนี้ บริเวณลิ้นรองเท้าทำด้วยวัสดุผ้ายืดเพื่อให้ขยายและรองรับการสวมใส่ได้อย่างง่ายดาย หน้าผ้าของรองเท้าด้านในบุนวมบางๆ ให้ความรู้สึกนุ่มเท้า พื้นยางมีความทนทานเหมือนกับรองเท้าวิ่งพร้อมสมรรถภาพการยึดเกาะและกันลื่นได้อย่างดี แผ่นรองสามารถถอดเปลี่ยนได้ และยังเป็นรองเท้าสปอร์ตสไตล์ที่ทำเกราะหุ้มส้นด้วย TPU ซึ่งโดยปกติไม่มีในรองเท้าลำลองทั่วไป

“รองเท้าอันเดอร์ อาร์เมอร์ รุ่น HOVR SLK ของเรานั้น เน้นความเบาสบายพร้อมรูปลักษณ์ที่เรียบง่ายและทันสมัย จัดว่าเป็นรองเท้ารุ่นที่ปรับใช้ได้หลากหลายตามความต้องการที่สุดในคอลเลคชั่น สามารถเลือกสวมใส่ได้ในทุกโอกาส ไม่ว่าจะใส่ไปออกกำลังกายหรือใส่ในชีวิตประจำวัน กลุ่มรองเท้า HOVR โดดเด่นด้วยนวัตกรรม HOVR โฟม ที่ช่วยเพิ่มความรู้สึกความเบาสบาย และยังช่วยรองรับแรงกระแทก เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานได้สูงสุด” มร.ไมเคิล บิงเกอร์ ประธานบริหาร บริษัท ทริปเปิ้ล ผู้ได้รับสิทธิการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของอันเดอร์ อาร์เมอร์ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แต่เพียงผู้เดียว กล่าว

รองเท้าอันเดอร์ อาร์เมอร์ รุ่น HOVR SLK วางจำหน่ายแล้วในราคา 4,990 บาท
สามารถหาซื้อได้ที่ UA.com ร้านอันเดอร์ อาร์เมอร์ทุกสาขา
ตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่  www.underarmour.co.th
<http://www.underarmour.co.th>  หรือ UnderArmourThailand Facebook หรือ
อินสตาแกรม @UnderArmourThailand

ผลวิจัยของวีซ่า คาดการณ์นักท่องเที่ยวชาวไทยมีแนวโน้มใช้จ่ายกับการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นสูงสุด

การชำระเงินในรูปแบบดิจิตอล มีบทบาทสำคัญมากขึ้นในระหว่างวางแผนและการเดินทางท่องเที่ยว

การใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวชาวไทยคาดว่าจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด เมื่อเทียบค่าเฉลี่ยโดยรวมของนักท่องเที่ยวในภูมิภาคเอเชียหรือทั่วโลก เกี่ยวกับงบค่าใช้จ่ายในการเดินทางของแผนการท่องเที่ยวครั้งต่อไป อ้างอิงจากผลสำรวจเกี่ยวกับแผนการท่องเที่ยวระดับโลกของวีซ่า (Visa Global Travel Intentions Study)  โดยผลสำรวจฉบับนี้ศึกษาเกี่ยวกับเทรนด์และพฤติกรรมการท่องเที่ยวของนักเดินทางจำนวน 17,500 ราย จาก 27 ประเทศทั่วโลก

ผลสำรวจในครั้งนี้คาดว่า นักท่องเที่ยวชาวไทยจะใช้เงินเยอะขึ้นถึง 50 เปอร์เซ็นต์จากทริปที่ผ่านมา ซึ่งมากกว่านักท่องเที่ยวในภูมิภาคเอเชีย (46 เปอร์เซ็นต์) และนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก (36 เปอร์เซ็นต์) โดยค่าเฉลี่ยจากผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมดพบว่านักท่องเที่ยวชาวไทยใช้จ่ายต่อทริปอยู่ที่ 49,135.68 บาท (1,502 เหรียญสหรัฐ)[1] และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 73,670.80 บาท (2,252 เหรียญสหรัฐ) สำหรับการเดินทางที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ส่วนค่าเฉลี่ยการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และทั่วโลกนั้นเพิ่มสูงขึ้นโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 38,176.65 บาท (1,677 เหรียญสหรัฐ) และ 58,655.31 บาท (1,793 เหรียญสหรัฐ) ตามลำดับ แต่กลับมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยที่เป็นส่วนต่างสำหรับการเดินทางครั้งต่อไปน้อยกว่าประเทศไทยอยู่ที่ 80,007 บาท (2,443 เหรียญสหรัฐ)

สุริพงษ์ ตันติยานนท์ ผู้จัดการวีซ่า ประจำประเทศไทย

สุริพงษ์ ตันติยานนท์ ผู้จัดการวีซ่า ประจำประเทศไทย กล่าวว่า จากที่ได้พูดคุยกับหลายๆองค์กรในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในช่วงที่ผ่านมา นักท่องเที่ยวชาวไทยวางแผนใช้เงินเยอะขึ้นในการท่องเที่ยวน่าจะเป็นเพราะทุกวันนี้ มีผลิตภัณฑ์ในการชำระเงินที่เพิ่มมากขึ้น ทั้งยังเพิ่มประโยชน์และสิทธิพิเศษที่ตอบโจทย์ความต้องการของนักท่องเที่ยวอีกด้วย ดังนั้นนักท่องเที่ยวชาวไทยจึงมีความมั่นใจในการใช้จ่ายมากขึ้น

นอกจากนี้ผลสำรวจฉบับนี้ยังชี้ให้เห็นว่าการใช้บัตรชำระเงินเป็นที่แพร่หลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงก่อนการเดินทาง โดยสามในสี่ (76 เปอร์เซ็นต์) ของนักท่องเที่ยวชาวไทยเลือกใช้บัตรพลาสติกในการชำระเงินเพื่อจองสิ่งที่จำเป็นก่อนการเดินทาง อาทิ ตั๋วเครื่องบิน โรงแรม เป็นต้น เมื่อเทียบกับการใช้เงินสดที่เกิดขึ้นเพียง 52 เปอร์เซ็นต์ ทั้งนี้การชำระเงินผ่านบัตรยังเป็นช่องทางที่ผู้ตอบแบบสอบถามเลือกจะใช้ระหว่างเดินทางท่องเที่ยว เนื่องจาก มีโปรโมชั่นที่ดี ค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมที่ต่ำกว่า ได้รับรีวอร์ดมากขึ้นหากใช้จ่ายในต่างประเทศ รวมถึงความปลอดภัยสูงสุด

ถึงแม้ว่าเงินสดจะยังเป็นตัวเลือกหลักในการใช้จ่ายระหว่างการท่องเที่ยวสำหรับคนไทยส่วนมาก แต่บัตรเครดิต (67 เปอร์เซ็นต์) ก็ยังคงเป็นอีกหนึ่งช่องทางหลักเช่นเดียวกัน โดยหนึ่งในสี่ของนักท่องเที่ยวชาวไทยใช้บัตรหลายใบในการเดินทางไปต่างประเทศ เพราะสามารถทำธุรกรรมได้เร็วขึ้น มีจุดรับบัตรอย่างแพร่หลายในร้านค้าในต่างประเทศ ค่าธรรมเนียมต่ำ และมีรีวอร์ดมากกว่า นอกจากนี้ 26 เปอร์เซ็นต์ของนักท่องเที่ยวชาวไทยคาดว่าจะใช้จ่ายเพิ่มขึ้นหากมีจุดรับบัตรที่แพร่หลาย

อีกประเด็นที่น่าสนใจเป็นอย่างมากคือ กระเป๋าสตางค์ดิจิตอล (digital wallet) ได้เข้ามามีบทบาทมากขึ้น โดยหนึ่งในสี่ของนักเดินทางชาวไทย เคยชำระเงินด้วยกระเป๋าสตางค์ดิจิตอลในขณะเดินทางท่องเที่ยวในต่างประเทศ นักท่องเที่ยวที่เดินทางคนเดียวและนักท่องเที่ยวที่เดินทางขณะออกทริปไปทำงานยังต่างประเทศ เป็นสองกลุ่มนักเดินทางที่ใช้การชำระเงินในรูปแบบนี้มากที่สุดถึง 41 เปอร์เซ็นต์

“เป็นเรื่องที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่งที่พบว่านักท่องเที่ยวไทย มีความตั้งใจจะท่องเที่ยวและใช้จ่ายมากขึ้นในต่างประเทศ และเราเชื่อว่าอุตสาหกรรมการชำระเงินจะมีบทบาทสำคัญอย่างต่อเนื่องในอนาคต ซึ่งการเปิดรับแหล่งที่มาของเงินและการชำระเงินที่หลากหลาย ถือเป็นปัจจัยสำคัญและมีผลโดยตรงแก่พฤติกรรมการใช้เงินของผู้บริโภค ความต้องการและพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวนั่นมีความหลากหลาย ดังนั้นการยอมรับและทดลองการชำระเงินในรูปแบบใหม่ๆ อาทิ โมบายแอพพลิเคชั่น QR Code หรือบัตรพลาสติก จะเป็นตัวแปรสำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรมนี้ให้เติบโตได้อย่างยั่งยื่น”  สุริพงษ์ กล่าวปิดท้าย

[1] 1 เหรียญสหรัฐ = 32.71 บาท อัตราแลกเปลี่ยน ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2561

ดับบลิวเอชเอ กรุ๊ป ต้อนรับคณะนักลงทุนจากจีน เยี่ยมชมนิคมฯ ของดับบลิวเอชเอ
ซึ่งเป็นพื้นที่เขตส่งเสริมอุตสาหกรรมเป้าหมายในโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี)

นางสาวลัดดา โรจนาวิไลวุฒิ (ที่ 4 จากขวา) ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์ที่ดินอุตสาหกรรม บริษัท ดับบลิวเอชเอ อินดัสเตรียล ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) และ นางสาวศิญาภัสร์ จันทไชยโรจน์ (ที่ 5 จากซ้าย) ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดองค์กร บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ร่วมต้อนรับคณะนักลงทุนจากประเทศจีนที่เดินทางมาเยี่ยมชมนิคมอุตสาหกรรมอีสเทิร์นซีบอร์ด (ระยอง) และนิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ อีสเทิร์นซีบอร์ด 1 และ 2 ซึ่งเป็นที่ตั้งของผู้ประกอบการชั้นนำจากประเทศจีน อาทิ บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์-ซีพี จำกัด ผู้ผลิตรถยนต์เอ็มจี และบริษัท แอลแอลไอที (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตยางรถยนต์หลิงหลง โดยนางสาวลัดดา ได้นำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับธุรกิจบริการ และสิ่งอำนวยความสะดวกระดับเวิลด์คลาสของดับบลิวเอชเอ กรุ๊ป ที่พร้อมรองรับการลงทุนในเขตพื้นที่อีอีซี  ทั้งนี้กลุ่มนักลงทุนจากประเทศจีน จำนวน กว่า 600 คน ได้เดินทางมาศึกษาโอกาสการลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ของไทย และเข้าร่วมงานประชุมสัมมนา Thailand-China Forum 2018: Strategic Partnership through the Belt and Road Initiative and the EEC

 BEAUTY ร่วมให้ข้อมูลแผนธุรกิจและกลยุทธ์การเติบโตในงาน Thailand Focus 2018

ดร.พีระพงษ์ กิตติเวชโภคาวัฒน์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ในภาพ) พร้อมด้วยคุณสุรพล เพชรกลึงประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน บริษัท บิวตี้คอมมูนิตี้ จำกัด (มหาชน) ร่วมให้ข้อมูลกลยุทธ์การเติบโตและแผนการดำเนินงานของบริษัท แก่-นักลงทุนสถาบันทั้งในประเทศและต่างประเทศ ในงาน  “ Thailand Focus 2018” จัดโดย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยมีกองทุน จำนวน 37 กองทุนและนักลงทุนเข้าร่วมรับฟังเป็นจำนวนมาก ณ โรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ กรุงเทพฯ เมื่อเร็วๆนี้

ร่วมงานไทยไบโอ

นางสาววรรณนิภา พิภพไชยาสิทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการลงทุน ณ กรุงโซล ( บีโอโซล) (คนที่ 3 จากซ้าย ) ร่วมถ่ายภาพที่ระลึกกับนายสิงห์ทอง ลาภพิเศษพันธุ์ เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโซล ซึ่งได้กล่าวเปิดงาน “Thai Bio Pharma: Your New Business Opportunities” เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์และส่งเสริมโอกาสการค้าการลงทุนด้านการผลิตยาในประเทศไทย โดยมีนักธุรกิจเกาหลีเข้ารับฟังบรรยายกว่า 50 คน  

ดึงเกาหลีลงทุนอุตฯหุ่นยนต์

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ รองเลขาธิการบีโอไอ ร่วมถ่ายภาพกับคณะนักลงทุนจากกลุ่มอุตสาหกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติของเกาหลีใต้ จำนวนกว่า 30 ราย จาก 13 บริษัท ที่เดินทางมาศึกษาลู่ทางการลงทุนในประเทศไทยเป็นครั้งแรก พร้อมเข้าร่วมงานสัมมนา "โอกาสการลงทุนอุตสาหกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติในไทย" ณ โรงแรมเลอ เมอริเดียน กรุงเทพ ฯ

กระทรวงพาณิชย์ผ่าขุมทรัพย์แดนจีนใต้ หวังต่อยอดผู้ประกอบการไทยก้าวสู่ตลาดจีน

กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และกรมการค้าต่างประเทศ จับมือสถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ และกลุ่มบางกอกโพสต์ จัดสัมมนา “ผ่าขุมทรัพย์แดนจีนใต้ รู้ก่อน รวยก่อน” หวังปูเส้นทางการค้าเจาะตลาดจีนตอนใต้ที่มีศักยภาพ โดยใช้ยุทธศาสตร์เจาะเมืองรอง อาทิ คุนหมิง ผิงเสียง ฯลฯ เปิดทางผู้ประกอบการผลไม้ไทยผ่านเส้นทางจีนตอนใต้ไปสู่ทุกมณฑลของจีนที่มีประชากรกว่า 1,300 ล้านคน ภายในงานได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้เชี่ยวชาญตลาดจีนมาร่วมเปิดมุมมอง หาโอกาส เสริมศักยภาพ และความร่วมมือไทย-จีน พร้อมจัดทัพปรับกลยุทธ์บุกจีนตอนใต้  โดยมี นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานในพิธี พร้อมปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “เปิดประตูสู่จีนใต้”

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะประธานในพิธีเปิดกล่าวถึงความสำคัญของตลาดจีนตอนใต้ว่า “จีน ถือเป็นตลาดที่กระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก เนื่องจากจีนมีประชากรมากถึง 1,300 ล้านคน และเป็นตลาดใหญ่ในการรองรับสินค้าเกษตรของไทย กระทรวงพาณิชย์จึงมุ่งเป้าหมายที่จะผลักดันผลไม้ของไทยเข้าสู่ทุกมณฑลของตลาดจีน เพื่อรองรับผลผลิตผลไม้ของไทยในทุกฤดูกาล ไม่ว่าจะเป็นลำไย ทุเรียน ซึ่งเป็นที่นิยมของตลาดจีนผ่านเส้นทางจีนตอนใต้ที่เชื่อมโยงไปทุกมณฑลของจีน อาทิ เมืองคุนหมิง และเมืองผิงเสียง ซึ่งถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ ที่กระทรวงพาณิชย์จะใช้เป็นกุญแจในการผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นมหาอำนาจด้านการผลิตผลไม้ โดยหวังที่จะเห็นผู้ประกอบการไทยใช้โอกาสที่รัฐบาลสร้างรากฐานไว้ให้ในการผลักดันสินค้าผลไม้ และสินค้าประเภทอื่นๆ ผ่านช่องทางต่างๆที่รัฐบาลได้กรุยทางและประสานความร่วมมือไว้ให้แล้ว ผ่านกลยุทธ์การทำงานที่ผลักดันการส่งออกทั้งการเจาะตลาดใหม่และรักษาตลาดเดิม โดยมุ่งขยายตลาดใหม่ที่เจาะเข้าสู่เมืองรองเพิ่มมากขึ้น และการผลักดันการทำการค้าผ่านอี-คอมเมิร์ซ รวมถึงการส่งเสริมการออกไปลงทุนในต่างประเทศ เพื่อสร้างโอกาสและผลักดันให้ประเทศไทยก้าวไปสู่นครผลไม้โลกได้อย่างยั่งยืน” นายสนธิรัตน์ กล่าว

นางสาวบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า “สำหรับมูลค่าการส่งออกของประเทศไทยในช่วงเดือนมกราคม – มิถุนายน ปี 2561 มีมูลค่า 125,811.71 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 11 โดยมีมูลค่าการค้าระหว่างไทย-จีน อยู่ที่ 39,428.11 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ร้อยละ 12.33 โดยเป็นการส่งออก 14,818.74 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และนำเข้า 24,609.37 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ทั้งนี้ ประเทศจีนกลายเป็นศูนย์กลางทางการค้าของทวีปเอเชีย โดยเมืองคุนหมิง ถือเป็นตลาดที่มีแนวโน้มที่ดีสำหรับสินค้าที่นำเข้าและบริการจากทั่วโลก โดยเฉพาะสินค้าที่ผลิตโดยผู้ประกอบการจากต่างประเทศ ซึ่งเข้ามาลงทุนในคุนหมิงอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นตลาดค้าปลีกสำคัญอันดับหนึ่งของประเทศจีนในขณะนี้”

“สำหรับจีนตอนใต้ เมืองคุนหมิง และเมืองผิงเสียง ถือเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สามารถเชื่อมโยงการค้ากับกลุ่มประเทศ CLMVT กับ One Belt One Road ของจีน ถือเป็นเส้นทางการค้าใหม่ที่มีศักยภาพเชื่อมเอเชียสู่ยุโรป ทำให้การส่งออกสินค้าของไทยมีช่องทางเพิ่มมากขึ้น และสามารถเจาะเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคใหม่ๆ ในแต่ละมณฑล ที่มีพฤติกรรมการบริโภคที่แตกต่างกัน ซึ่งกระทรวงพาณิชย์โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ได้วางยุทธศาสตร์การเจาะตลาดจีนด้วยการขยายตลาดเมืองรอง ซึ่งได้ดำเนินการเจาะตลาดรายมณฑลไปแล้วหลายแห่ง อาทิ มณฑลไห่หนาน มณฑลกวางตุ้ง มณฑลเจ้อเจียงมณฑลเสฉวน และนครเชี่ยงไฮ้ ฯลฯ ผ่านช่องทางการจัดงานแสดงสินค้า และการเชิญชวนผู้ประกอบการจีนเข้ามาร่วมงานแสดงสินค้าในไทย อาทิ งาน Thaifex-World of Food Asia 2018 รวมทั้ง แผนการจัดงานแสดงสินค้าในแต่ละมณฑล โดยร่วมกับห้างสรรพสินค้าชั้นนำหลายแห่งของจีนในการนำผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยไปบุกตลาดจีน

นอกจากนี้ ไทยและจีนยังได้มีการจัดทำข้อตกลงเขตการค้าเสรีไทย-จีน (Thailand-China Free Trade Area) ซึ่งมีส่วนทำให้ประเทศไทยได้รับผลประโยชน์ทางการค้าร่วมกับจีนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการส่งออกสินค้า หรือการนำเข้าวัตถุดิบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมบางประเภทของไทยที่ยังต้องมีการพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้าจากประเทศจีนอยู่ โดยอาจมีการตั้งฐานการผลิตหรือโรงงานผลิตชิ้นส่วนในประเทศจีน ซึ่งตลอดเส้นทางการค้า ถือเป็นโอกาสที่ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะเอสเอ็มอีในการเข้าถึงตลาดใหม่ๆที่มีศักยภาพผ่านประชากร 60 ล้านคนของไทย สู่ประชากร 250 ล้านคนของ CLMVT ไปสู่ประชากรกว่า 1,300 ล้านคนของจีนจึงถือเป็นช่องทางสำคัญที่จะทำให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเติบโต และสามารถเข้าถึงช่องทางการค้าในตลาดจีนได้เป็นอย่างดี” นางสาวบรรจงจิตต์ กล่าวสรุป

ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์และคณะผู้จัดงาน เชื่อมั่นว่าผู้ประกอบการที่เข้าร่วมงานสัมมนา ‘ผ่าขุมทรัพย์จีนตอนใต้ รู้ก่อน รวยก่อน’ จะได้รับคำแนะนำที่เป็นประโยชน์ และสามารถจัดทัพปรับกลยุทธ์ก่อนบุกตลาดจีนตอนใต้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญในประเทศจีนทั้งจากภาครัฐและเอกชน ที่จะมาแกะรอยเส้นทางการค้าเพื่อเจาะตลาดจีนตอนใต้ อาทิ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กรมการค้าต่างประเทศ ผู้เชี่ยวชาญคลังสมองจีน-อาเซียน ศูนย์วิจัยยุทธศาสตร์ ไทย-จีน สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และหอการค้าเชียงราย ซึ่งจะทำให้ผู้ประกอบการไทยได้ใช้ประโยชน์จากข้อมูลที่ได้รับ และสามารถนำไปต่อยอดทางการค้าและการลงทุนไปสู่ตลาดจีนได้อย่างยั่งยืน

กรอ. จับมือ กฟผ. ร่วมยกระดับหม้อน้ำสมองกลสู่โรงงานและโรงไฟฟ้า ตั้งเป้าประหยัดพลังงานกว่า 1 พันล้านบาทต่อปี

กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.)  ร่วมกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ยกระดับหม้อน้ำสู่หม้อน้ำสมองกล  ด้วยเทคโนโลยีและระบบดิจิทัล โดยตั้งเป้านำร่องยกระดับการใช้งานหม้อน้ำที่มีอยู่ในโรงไฟฟ้ากว่า 337 เครื่อง และคาดว่าจะสามารถช่วยลดต้นทุนการผลิต และประหยัดการใช้พลังงานได้กว่า 1,000 ล้านบาทต่อปี

EPG ร่วมโครงการปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติ

ด้วยจังหวัดระยอง ได้จัดกิจกรรมภายใต้โครงการ “ปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9” เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 86 พรรษา ขึ้น โดยมี นายธีรวัฒน์ สุดสุข รองผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง (ที่ 7 จากขวา) เป็นประธานในพิธี กิจกรรมดังกล่าวได้รับความร่วมมือจากหลายหน่วยงานในจังหวัดระยอง บริษัท อีสเทิร์นโพลีเมอร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ (EPG) นำโดย ดร.ภวัฒน์ วิทูรปกรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ที่ 6 จากขวา) ได้นำคณะผู้บริหารและพนักงาน กว่า 100 คน เข้าร่วมปลูกกล้าไม้ยืนต้น จำนวน 2,000 ตัน เพื่ออนุรักษ์และฟื้นฟูสภาพผืนป่าร่วมกับชุมชมพื้นที่ใกล้เคียง ณ เขาจอมแห จังหวัดระยอง เมื่อเร็วๆ นี้

Aeroflex คว้ารางวัลผู้ประกอบธุรกิจส่งออกยอดเยี่ยม PM Award 2018 ครั้งที่ 27

นางปิยณี วิทูรปกรณ์ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายขายและการตลาดต่างประเทศ บริษัท แอร์โรเฟลกซ์ จำกัด หรือ Aeroflex บริษัทย่อยของ บริษัท อีสเทิร์นโพลีเมอร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ EPG เข้ารับรางวัลจาก พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ซึ่งให้เกียรติเป็นประธานในพิธีมอบรางวัลผู้ประกอบธุรกิจส่งออกดีเด่นประจำปี 2561 ครั้งที่ 27 (PRIME MINISTER’S EXPORT AWARD 2018) โดยในปีนี้ Aeroflex ได้รับรางวัลผู้ประกอบธุรกิจส่งออกยอดเยี่ยม (Best Exporter) ซึ่งเป็นรางวัลที่มอบให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจส่งออกสินค้าและบริการที่มีผลงานคุณภาพและมาตรฐานระดับประเทศ ณ ทำเนียบรัฐบาล เมื่อเร็วๆ นี้

Page Visitor

009945241
Today
Yesterday
This Week
Last Week
This Month
Last Month
All days
9533
47024
153249
6707921
1334101
1540324
9945241
Your IP: 54.236.35.159
2020-10-28 04:20