BizFocus

BizFocus

ทันยุค ทันสมัย หัวใจธุรกิจ บิสโฟกัส

SENA โตสนั่นกำไรครึ่งปีแรกพุ่ง 146.6% อัดโปรเจกต์พรีเมี่ยมดันยอดขายโตตามเป้า

SENA กางผลงานครึ่งปีแรก 2561 กำไรสะพรั่ง 389.8 ล้านบาท โต 146.6 %ฟั่นยอดขาย 6 เดือน 4,296 ล้านบาท มั่นใจดีมานด์ตลาดอสังหาฯระดับกลางถึงไฮเอนด์ตอบรับดี เผยครึ่งปีหลังจ่อเปิดโครงการใหม่สินค้ากลุ่มคอนโดมิเนียมพรีเมี่ยมและบ้านเดี่ยว ปั้นยอดขายและยอดรับรู้รายได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้แน่นอน

นางสาวอธิกา บุญรอดชู ผู้ช่วยผู้อำนวยการสายงานจัดสรรเงินทุนและการลงทุน บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ SENA ผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่อาศัยทั้งแนวราบและแนวสูง เปิดเผยถึงตลาดอสังหาริมทรัพย์ในช่วงที่ผ่านมามีแนวโน้มการเติบโตดีขึ้นจากปัจจัยบวก อาทิ กำลังซื้อในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ยังมีอยู่มากโดยเฉพาะตลาดระดับกลางบนถึงไฮเอนด์ ซึ่งยอดขายและยอดโอนกรรมสิทธิ์ทั้งแนวราบและคอนโดมิเนียม จะเป็นตัวชี้วัดให้เห็นถึงกำลังซื้อที่ยังคงมีอยู่ของสินค้าระดับกลางบนได้อย่างชัดเจน ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานของบริษัทในไตรมาส 2/2561 บริษัทมีรายได้รวม 1,734 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 551.3 ล้านบาท คิดเป็น 46.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้รวมอยู่ที่ 1,182.7 ล้านบาท ส่วนกำไรสุทธิอยู่ที่ 225.2 ล้านบาท คิดเป็น 13% ของรายได้รวม เพิ่มขึ้น 137.8 ล้านบาท หรือคิดเป็น 157.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2560  สำหรับรายได้จากการขายที่อยู่อาศัยในไตรมาส 2/2561 อยู่ที่ 1,596.9 ล้านบาท โตเพิ่ม 524.6 ล้านบาท หรือ คิดเป็น 48.9% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปี 2560 ที่มีรายได้ 1,072.3  ล้านบาท อันเนื่องมาจากการรับรู้รายได้จากการโอนกรรมสิทธิ์คอนโดมิเนียมเพิ่มขึ้น ทำให้ทั้งรายได้และกำไรของบริษัทในครึ่งปีแรกนี้เติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง

โดยผลการดำเนินงานในครึ่งปีแรกของปี 2561 นั้น ทางเสนามีอัตราการเติบโตก้าวกระโดดได้อย่างเป็นที่น่าพอใจ โดยสร้างรายได้รวมจากสินค้าแนวราบ แนวสูง และธุรกิจอื่นๆ ได้สูงถึง 2,822.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเท่ากับ 1,151.9 ล้านบาท คิดเป็น 69% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปี 2560 ที่มีรายได้รวม 1,670.5 ล้านบาท ด้านกำไรสุทธิโตขึ้น 146.6%  หรือ 389.8 ล้านบาท คิดเป็น 13.8% ของรายได้รวม เพิ่มขึ้น 231.7 ล้านบาท เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปี 2560 ซึ่งมีกำไรสุทธิ158.1 ล้านบาท ส่วนยอดขายในช่วง 6 เดือนแรก (ณ. วันที่ 30 มิถุนายน 2561) บริษัทฯ สร้างยอดขายรวมได้แล้วถึง 4,296 ล้านบาท ซึ่งถ้าหากบริษัทฯ ยังคงรักษาระดับการขายในปัจจุบันได้เชื่อมั่นว่าจะสามารถทำยอดขายได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้

ทั้งนี้ ในส่วนของผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2561 ในกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มีการรับรู้รายได้จากการโอนกรรมสิทธิ์ รวมทั้งสิ้น 2,493.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,051.7 ล้านบาท คิดเป็น 72.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 1,441.7 ล้านบาท ซึ่งมาจากการรับรู้รายได้จากการโอนกรมสิทธิ์คอนโดมิเนียมและโครงการบ้านที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้น ประกอบด้วย โครงการ นิช ไอดี บางแค เฟส 2  ,โครงการ นิช ไอดี พระราม 2 เฟส 2 ,โครงการ นิช ไอดี สุขุมวิท 113 ,โครงการ นิช ไพรด์ ทองหล่อ-เพชรบุรี ,โครงการ นิช โมโน สุขุมวิท 50 ,โครงการ เดอะ คิทท์ ไลท์ บางกะดี และ โครงการ เดอะ คิทท์ พลัส สุขุมวิท 113 เป็นต้น

นอกจากนี้ยังมีการโอนกรรมสิทธิ์โครงการแนวราบมาอย่างต่อเนื่องจากปีก่อน ได้แก่ โครงการเสนา พาร์ค แกรนด์ รามอินทรา ,โครงการ เสนา พาร์ค วิลล์ วงแหวนฯ – รามอินทรา ,โครงการ เสนา วิลล์ บรมราชชนนี สาย 5 และโครงการ เสนา ทาวน์ รามอินทรา เป็นต้น ขณะเดียวกันบริษัทยังมีรายได้จากธุรกิจการให้เช่าและบริการในช่วงครึ่งปีแรกอยู่ที่ 278.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 124.1 ล้านบาท หรือคิดเป็น 80.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวของปี 2560 ซึ่งมีรายได้จากค่าเช่าและบริการ 154.7 ล้านบาท ส่วนธุรกิจบริการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ช่วงครึ่งปีแรก อยู่ที่ 8.4 ล้านบาท ลดลง 31.9 ล้านบาท หรือคิดเป็น 79.2%  เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันจากปีก่อนที่มีรายได้ อยู่ที่ 40.3 ล้านบาท

ทั้งนี้ บริษัทยังมียอดขายที่รอรับรู้รายได้จากการโอน(Backlog) ณ. สิ้นเดือนมิถุนายน 2561 มูลค่า 7,133.89 ล้านบาท (รวมโครงการร่วมทุน 2 โครงการประกอบด้วย นิช ไพรด์ เตาปูน – อินเตอร์เชนจ์ และ นิช โมโน สุขุมวิท– แบริ่ง)

อย่างไรก็ตามจากผลการดำเนินงานในรอบ 6 เดือนแรกของปี 2561 คณะกรรมการบริษัทฯจึงมีมติจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลในอัตราหุ้นละ 0.109757 บาท และกำหนดจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลในวันที่12 กันยายน 2561

ทั้งนี้ สรุปแผนธุรกิจในปี 2561 ทางบริษัทเสนาฯ พร้อมเดินหน้ามุ่งมั่นสู่“Growth Hormone2018” โดยตั้งเป้ายอดขาย  10,300 ล้านบาท และเป้ารายได้ 6,200 ล้านบาท เติบโต 20 % จากปีก่อน ซึ่งจะมาจากการเปิดตัวโครงใหม่ทั้งสิ้น 17 โครงการ รวมเป็นมูลค่า 23,000 ล้านบาท โดยในช่วงครึ่งปีแรกเปิด 5 โครงการ มูลค่ารวม 6,527 ล้านบาท และช่วงครึ่งปีหลังจะเปิดอีก 12 โครงการทั้งโครงการแนวราบและแนวสูงบททำเลศักยภาพ รวมมูลค่า 16,000 – 17,000 ล้านบาท

ทาทา สตีล เผยผลประกอบการ 3 เดือน โต 18%
พร้อมชูสินค้าเหล็กนวัตกรรม “3 เซฟ” หนุนเมกะโปรเจกต์ไทย ตั้งเป้ายอดขาย สิ้นปี 220,000 ตัน

บริษัท ทาทา สตีล (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยผลประกอบการระหว่างเดือนเมษายนถึงเดือนมิถุนายน ปริมาณการขายมีจำนวน 281,000 ตัน  ตัวเลขยอดขายสุทธิ 5,443 ล้านบาท สูงขึ้นร้อยละ 18 เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน และในไตรมาสนี้ยังคงทำกำไรสุทธิก่อนหักภาษีได้ 75 ล้านบาท สูงกว่ากำไรสุทธิก่อนหักภาษีในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ทั้งนี้แม้ว่าความต้องการ ในประเทศจะยังคงชะลอตัวแต่ปริมาณการส่งออกสินค้าไปยังประเทศอินเดีย กัมพูชา และ ลาวที่สูงขึ้น พร้อมเปิดตัวกลยุทธ์การผลิตและจำหน่ายสินค้าเหล็กนวัตกรรม “3 เซฟ” ด้วย 3 ผลิตภัณฑ์ เหล็กเส้นข้ออ้อยแรงดึงสูง SD50 เหล็กเส้นเหนียวพิเศษต้านแผ่นดินไหว และเหล็กเส้นตัดและดัดสำเร็จรูป (Cut & Bend) ช่วยเซฟต้นทุนการก่อสร้าง เซฟชีวิตให้ปลอดภัย และ เซฟเวลาในการก่อสร้าง เพื่อตอบสนองการลงทุนของภาครัฐ และภาคเอกชน พร้อมตั้งเป้าหมายภายในสิ้นปีการเงิน 2562 จะผลักดันยอดขายเหล็กเส้นข้ออ้อยแรงดึงสูง SD50 เหล็กเส้นเหนียวพิเศษต้านแผ่นดินไหว และเหล็กเส้นตัดและดัดสำเร็จรูป เพิ่มขึ้นรวมเป็น 220,000 ตัน   

มร.ราจีฟ มังกัล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทาทา สตีล (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เผยว่า ปริมาณการขายในไตรมาสที่ 1 ปีงบประมาณการเงินของบริษัทระหว่างเดือนเมษายน – มิถุนายน มีจำนวน 281,000 ตัน ลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสที่ผ่านมา ซึ่งมีปริมาณการขาย 316,000 ตัน แต่ยังคงมีปริมาณการขายที่สูงกว่าไตรมาสเดียวกันในปีที่ผ่านมา จำนวนร้อยละ 2  โดยมีตัวเลขยอดขายสุทธิ 5,443 ล้านบาท สูงขึ้นร้อยละ 18 เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน และในไตรมาสนี้ยังคงทำกำไรสุทธิก่อนหักภาษีได้ 75 ล้านบาท และกำไรสูงสุดหลังหักภาษี 56 ล้านบาท ในขณะที่ EBITDA (Earnings Before Interest, Taxes, Depreciation and Amortization) ในส่วน EBITDA อยู่ที่ 216 ล้านบาท สูงขึ้นร้อยละ 56 เมื่อเทียบกับปีก่อน

ทั้งนี้ แม้ว่าความต้องการเหล็กเส้นและเหล็กลวดสำเร็จรูปในประเทศจะยังคงชะลอตัว จากบรรยากาศภาพรวมของตลาดที่ซบเซา อย่างไรก็ตาม ปริมาณการขายสินค้าภายในประเทศที่ลดลงได้ถูกชดเชยด้วยปริมาณการส่งออกสินค้าไปยังประเทศอินเดีย กัมพูชา และลาวที่สูงขึ้น นอกจากนี้โดยจะเห็นได้ว่าราคาขายเหล็กก็ปรับตัวสูงขึ้นเช่นเดียวกัน เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน อันเกิดจากราคาวัตถุดิบที่เพิ่มสูงขึ้น ทั้งนี้สำหรับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ สงครามการค้าระหว่างประเทศมหาอำนาจยังคงไม่ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมเหล็กไทย  มร.ราจีฟ กล่าว

นายชัยเฉลิม บุญญานุวัตร ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ – การตลาดและการขาย

ด้าน นายชัยเฉลิม บุญญานุวัตร ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ – การตลาดและการขาย กล่าวว่า ทาทา สตีล (ประเทศไทย) เตรียมชูกลยุทธ์การผลิตและจำหน่ายสินค้าเหล็กนวัตกรรม “3 เซฟ” ด้วย 3 ผลิตภัณฑ์ เหล็กเส้นข้ออ้อยแรงดึงสูง SD50 เหล็กเส้นเหนียวพิเศษต้านแผ่นดินไหว และเหล็กเส้นตัดและดัดสำเร็จรูป (Cut & Bend) ช่วยเซฟต้นทุนการก่อสร้าง เซฟชีวิตให้ปลอดภัย และ เซฟเวลาในการก่อสร้าง เพื่อตอบสนองการลงทุนของภาครัฐ และภาคเอกชน ได้แก่

1) เหล็กเส้นข้ออ้อยแรงดึงสูง SD50 โดยเหล็กเส้นข้ออ้อยแรงดึงสูง SD50 มีกำลังรับแรงมากกว่าเหล็ก SD40 ทั่วไป จึงช่วย เซฟต้นทุนการก่อสร้าง สามารถลดปริมาณเหล็กที่ต้องใช้ในการก่อสร้างได้มากกว่า 20% อีกทั้งยังช่วยเพิ่มตัวเลือกด้านการออกแบบที่หลากหลาย ส่งเสริมการออกแบบอาคารให้ทันสมัยมากขึ้น ซึ่งมีให้บริการตามความต้องการครบทุกขนาด ตั้งแต่ขนาด 10 – 40 มิลลิเมตร 

2) เหล็กเส้นเหนียวพิเศษต้านแผ่นดินไหว ทาทา ทิสคอน เอส ซุปเปอร์ ดั๊กไทล์ (SD40S, SD50S) ที่มีคุณสมบัติเหนียวกว่า สามารถดูดซับพลังงานจากแผ่นดินไหวได้มากกว่าเหล็กเส้นเกรดปกติอื่นๆ ช่วยเซฟชีวิต เพิ่มความมั่นใจด้านความปลอดภัยแก่ผู้อยู่อาศัย โดยเหล็กเส้นเหนียวพิเศษต้านแผ่นดินไหวนี้ มีคุณสมบัติเทียบเท่ามาตรฐานสากล เช่น BS (อังกฤษ), SS (สิงคโปร์), EC2 (ยุโรป) และ ASTM (สหรัฐอเมริกา)   

3) เหล็กเส้นตัดและดัดสำเร็จรูป เป็นการให้บริการแบบเบ็ดเสร็จด้วยการตัดและดัดเหล็กสำเร็จรูปตามแบบที่ลูกค้าต้องการ ช่วยเซฟเวลาในการก่อสร้าง ไม่ต้องรอแรงงานตัดและดัดเหล็กที่หน้างาน อีกทั้งยังช่วยลดการสูญเสียเหล็กที่ถูกตัดทิ้งเป็นเศษเหลือใช้โดยเปล่าประโยชน์

ด้วยสินค้าเหล็กนวัตกรรม “3 เซฟ” ทั้งเหล็กเส้นข้ออ้อยแรงดึงสูง SD50 เหล็กเส้นเหนียวพิเศษต้านแผ่นดินไหว และเหล็กเส้นตัดและดัดสำเร็จรูป จะสามารถตอบสนองการลงทุนโครงสร้างต่างๆ ช่วยให้ผู้รับเหมาโครงการทั้งภาคเอกชนรวมถึงภาครัฐได้ใช้เหล็กคุณภาพมาตรฐานสูง ประหยัดการใช้ทรัพยากร ลดต้นทุนในส่วนของการก่อสร้าง ช่วยในการประหยัดพลังงาน และทำให้เศรษฐกิจโดยรวมดีขึ้น ทั้งนี้ ยังเชื่อมั่นว่าภาพรวมทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้นจากการขยายการลงทุนในโครงการระเบียงเขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก อีกทั้งการเร่งรัดการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน และสาธารณูปโภคต่างๆ โดยภาครัฐจะสามารถนำนวัตกรรมเหล็ก “3 เซฟ” ไปใช้ช่วยยกมาตรฐานการผลิตในอุตสาหกรรมการก่อสร้างให้สูงขึ้นอีกด้วย พร้อมตั้งเป้าหมายภายในสิ้นปีการเงิน 2562 จะผลักดันยอดขายเหล็กเส้นข้ออ้อยแรงดึงสูง SD50 เหล็กเส้นเหนียวพิเศษต้านแผ่นดินไหว และเหล็กเส้นตัดและดัดสำเร็จรูป เพิ่มขึ้นรวมเป็น 220,000 ตัน นายชัยเฉลิม กล่าวทิ้งท้าย

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน ทาทา สตีล มีโรงงานในเครือ 3 โรงงาน ซึ่งได้แก่  บริษัท เอ็น.ที.เอส.สตีลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ("NTS") ตั้งอยู่ที่จังหวัดชลบุรี บริษัท เหล็กก่อสร้างสยาม จำกัด ("SCSC") ตั้งอยู่ที่จังหวัดระยอง และบริษัท เหล็กสยาม (2001) จำกัด ("SISCO")  ซึ่งแต่ละโรงงานมีศักยภาพชัดเจน และผลิตสินค้าแตกต่างกันตามความถนัด รวมกำลังการผลิตกว่า 1.7 ล้านตันต่อปี ตลอดจนเป็นองค์กรที่ยึดมั่นในนโยบายบรรษัทพลเมืองดี ให้ความสำคัญต่อพนักงาน ชุมชนและสิ่งแวดล้อม โดยตั้งเป้าลดอุบัติเหตุจนถึงขั้นหยุดงานให้เป็นศูนย์ ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้รับรางวัล “Thailand Sustainability Investment Award” (รางวัลรายชื่อหุ้นยั่งยืน) จากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และ “Sustainability Report Award 2017” (รางวัลรายงานความยั่งยืน ปี 2560) ในระดับ “Recognition” จากสมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ และสถาบันไทยพัฒน์

นอกจากนี้ บริษัท เอ็น.ที.เอส. สตีลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) (NTS) ในเครือของ ทาทา สตีล ได้รับรางวัลอุตสาหกรรมดีเด่นประจำปี 2560 ประเภทการบริหารความปลอดภัย จากนายกรัฐมนตรี และได้เลื่อนระดับโรงงานสีเขียวอยู่ในระดับ 4 (วัฒนธรรมสีเขียว) จากกรมโรงงานอุตสาหกรรม รวมทั้งรางวัล “โครงการส่งเสริมอุตสาหกรรมเหมืองแร่ให้มีมาตรฐานสากลเพื่อความรับผิดชอบต่อสังคม ปี 2560” จากกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ กระทรวงอุตสาหกรรม

ทั้งนี้ ทาทา สตีล ได้จัดงานแถลงผลประกอบการและแนะนำสินค้าใหม่ เมื่อเร็วๆ นี้ ณ บริษัท ทาทา สตีล (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) อาคารรสา ทาวเวอร์ กรุงเทพฯ  สำหรับนักลงทุนและผู้ประกอบการด้านการก่อสร้างที่ต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมสามารถติดต่อได้ที่ ฝ่ายสื่อสารและกิจกรรมองค์กร โทรศัพท์  02-937-1000 หรือเข้าไปที่ www.tatasteelthailand.com

เอสโซ่ ประเทศไทยชูตัวนวัตกรรมใหม่

เอสโซ่ ประเทศไทยเปิดตัว “โมบิล ปีกาซัส™ 605 อัลตร้า 40 (Mobil Pegasus™ 605 Ultra 40) ” น้ำมันเครื่องเพิ่มประสิทธิภาพของเครื่องยนต์ประเภทที่ใช้พลังงานจากก๊าซชีวมวลและก๊าซฝังกลบ พร้อมโชว์ “โมบิล เอสเอชซี ปีกาซัส™ 30 (Mobil SHC PegasusTM 30) ” และ “โมบิล เซิร์ฟ℠ (Mobil Serv℠)” ระบบวิเคราะห์เครื่องยนต์อัจฉริยะล่าสุด

คุณคัม-ฟ่ง ซิว ผู้จัดการฝ่ายขายผลิตภัณฑ์หล่อลื่น ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

คุณคัม-ฟ่ง ซิว ผู้จัดการฝ่ายขายผลิตภัณฑ์หล่อลื่น ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เปิดเผยว่า โมบิล ปีกาซัส™ 605 อัลตร้า 40 มีสมรรถนะที่อาจช่วยยืดระยะเวลาในการเปลี่ยนถ่ายเป็นสองเท่า และได้รับการออกแบบมาเพื่อให้สอดคล้องกับการเพิ่มขึ้นขององค์กร ที่เลือกผลิตพลังงานจากเชื้อเพลิงประเภทก๊าซฝังกลบและก๊าซชีวมวล

โดยน้ำมันเครื่องชนิดใหม่นี้ช่วยควบคุมการเกิดคราบเขม่าและคาร์บอนภายในเครื่องยนต์ พร้อมพัฒนาให้สามารถแก้ไขข้อจำกัดของเครื่องยนต์ที่ต้องใช้พลังงานจากก๊าซฝังกลบและก๊าซชีวมวล รวมถึงมีสมรรถนะในการป้องกันการสึกกร่อนและการครูดกร่อนได้เป็นอย่างดี นอกจากนิ้โมบิล ปีกาซัส™ 605 อัลตร้า 40 ยังได้รับอนุญาตให้ใช้กับเครื่องยนต์มาตรฐานแบรนด์ Jenbacher และ Waukesha จาก GE ด้วย

“เอสโซ่ ประเทศไทย มุ่งมั่นที่จะเสนอผลิตภัณฑ์ที่ดีและครบถ้วนเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานอย่างยั่งยืน ซึ่งรวมถึงผลิตภัณฑ์น้ำมันหล่อลื่นที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและผลิตภัณฑ์อื่นๆ สำหรับผู้ผลิตไฟฟ้าที่ใช้พลังงานทางเลือก นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์ของบริษัทยังสอดคล้องกับแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกของรัฐบาลด้วย

เรานำเสนอผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงที่มีประสิทธิภาพในการเพิ่มสมรรถนะของเครื่องยนต์ ซึ่งรวมถึงโมบิล ปีกาซัส™ 605 อัลตร้า 40 และโมบิล เอสเอชซี ปีกาซัส™ 30 โดยเราเพิ่งฉลองการครบรอบ 50 ปีของกลุ่มผลิตภัณฑ์โมบิล ปีกาซัสไปเมื่อเร็วๆ นี้” คุณคัม-ฟ่ง ซิว กล่าว

คุณดอง โจ ลี ผู้จัดการวิศวกรรมสำรวจประจำภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก

ด้าน คุณดอง โจ ลี ผู้จัดการวิศวกรรมสำรวจประจำภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก กล่าวว่า “โมบิล เอสเอชซี ปีกาซัส™ 30”  สามารถช่วยลดการใช้เชื้อเพลิงลงได้ถึง 1.5% ให้การปกป้องเครื่องยนต์โดยเฉพาะในช่วงที่มีสัดส่วนความอัดสูง รวมถึงความดันขณะปฏิบัติงานและอุณหภูมิจากการเดินเครื่องยนต์ก๊าซ เรียกได้ว่าโมบิล เอสเอชซี ปีกาซัส ช่วยให้เครื่องยนต์ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ในขณะเดียวกันยังช่วยคงความ-สมดุลของประสิทธิผลของสารเติมแต่งน้ำมันพื้นฐาน โดยปราศจากการมีผลกระทบต่อสมรรถนะด้านอื่นๆ ภายในส่วนประกอบของตัวน้ำมันเครื่องเอง

นอกจากนี้ บริษัทยังเปิดตัวนวัตกรรมการบริการใหม่ โดยได้นำการบริการรูปแบบใหม่ ในชื่อว่า โมบิลเซิร์ฟ (Mobil Serv℠) ซึ่งเป็นการบริการวิเคราะห์น้ำมันเครื่องแบบก้าวหน้าให้กับลูกค้า ซึ่งการตรวจวิเคราะห์นี้จัดได้ว่าเป็นหนึ่งในสุดยอดการแปลค่าอัลกอริธึ่มที่เสถียรมากที่สุดในขณะนี้ รวมถึงการวิเคราะห์ค่าจากฐานข้อมูลที่เก็บจากประวัติการใช้น้ำมัน เพื่อตรวจจับเหตุเบื้องต้นก่อนที่จะกลายเป็นปัญหา ระบบตรวจซ่อมและบำรุงนี้จะสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิผล ลดการใช้เวลาที่เกินความจำเป็น เสริมอายุการใช้งานของเครื่องมือ รวมถึงลดการใช้น้ำมันหล่อลื่นด้วย

อนึ่ง บริษัท เอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เป็นบริษัทในเครือของกลุ่มบริษัทเอ็กซอนโมบิล เป็นหนึ่งในบริษัทที่ดำเนินกิจการกลั่นและค้าน้ำมันครบวงจรชั้นนำของไทย โดยมีธุรกิจหลัก ได้แก่ 1. ธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันแบบคอมเพล็กซ์ มีกำลังการกลั่นน้ำมัน 177,000 บาร์เรลต่อวัน 2. โรงงานอะโรเมติกส์ ที่มีกำลังการผลิตพาราไซลีน 500,000 ตันต่อปี 3. หน่วยผลิตสารทำละลาย มีกำลังการผลิต 50,000 ตันต่อปี

4. เครือข่ายสถานีบริการน้ำมันค้าปลีกภายใต้ชื่อการค้า “เอสโซ่” ที่มีอยู่ทั่วประเทศ และ 5. การจำหน่ายผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม ซึ่งประกอบไปด้วยก๊าซปิโตรเลียมเหลว น้ำมันเบนซิน น้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยาน/น้ำมันก๊าด น้ำมันดีเซล น้ำมันเตาและยางมะตอย และผลิตภัณฑ์หล่อลื่น ภายใต้ชื่อการค้า “เอ็กซอนโมบิล” “เอสโซ่” และ “โมบิล”

อิตัลไทยอุตสาหกรรม ผนึกยักษ์จีน SDLG ลุยตลาดรถเครื่องจักรกลหนักทั่วประเทศ
จัดแข่ง “SDLG Top Driver” ขยายฐานเหมืองแร่/ก่อสร้าง มั่นใจสิ้นปีโตเท่าตัว

 อิตัลไทยอุตสาหกรรม ผนึก SDLG ยักษ์เครื่องจักรกลหนักจากจีน เปิดเกมรุกขยายฐานลูกค้ากลุ่มเหมืองแร่ โรงงาน และภาคก่อสร้างฯ หวังคว้าโอกาสลงทุนโครงสร้างพื้นฐานภาครัฐ พร้อมจัด  SDLG Top Driver เฟ้นหาสุดยอดนักขับรถตักล้อยาง ต่อยอดความสำเร็จหลังขึ้นแท่นผู้นำตลาดแบรนด์จีน ตั้งเป้ายอดขายปี 59 โตเท่าตัว

นายปรีชาพล เวชรักษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายขายเครื่องจักรกลหนักแบรนด์ SDLG บริษัท อิตัลไทยอุตสาหกรรม จำกัด (ITI)

นายปรีชาพล เวชรักษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายขายเครื่องจักรกลหนักแบรนด์ SDLG บริษัท อิตัลไทยอุตสาหกรรม จำกัด (ITI) เปิดเผยทิศทางการขยายตลาด SDLG ปี 2559 ว่าบริษัทฯ ปรับกลยุทธ์การตลาดและการขายเพื่อสร้างแบรนด์และส่งเสริมยอดขาย หลังสามารถนำผลิตภัณฑ์ SDLG ขึ้นแท่นกลุ่มผู้นำตลาด   รถตักล้อยางแบรนด์จีน ด้วยส่วนแบ่งตลาด 25%  สำเร็จภายในเวลา 4 ปี

ปัจจัยความสำเร็จสำคัญของ SDLG เกิดจากคุณภาพสินค้าคุ้มค่าคุ้มราคากว่ารถตักล้อยางมือสองเจ้าตลาดเดิม และที่เหนือกว่ารถจีนแบรนด์อื่น คือ งานบริการหลังการขายที่มีการรับประกัน งานอะไหล่และซ่อมบำรุง ที่พร้อมให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง ด้วยศูนย์บริการอิตัลไทยเซ็นเตอร์ 15 สาขาครอบคลุมพื้นที่สำคัญทั่วประเทศไทย รวมทั้งใน สปป.ลาว 

นายปรีชาพล กล่าวว่า นโยบายปีนี้บริษัทฯ จะเพิ่มประเภทสินค้าเพื่อขยายฐานตลาด จากเดิมมุ่งเน้นขายรถตักล้อยางให้กลุ่มอุตสาหกรรมเกษตร อาทิ โรงสีข้าว ลานมัน ยางพารา ฯลฯ จะขยายเข้าสู่กลุ่มลูกค้าโรงงานอุตสาหกรรมที่ต้องใช้รถตักลำเลียงวัสดุเพิ่มขึ้น รวมถึงกลุ่มงานเหมืองแร่ ก่อสร้างและปรับปรุงถนน นอกจากนี้ยังได้เพิ่มประเภทสินค้าอย่าง รถเกรด รดบดถนน และ รถตักหน้าขุดหลัง เพื่อรองรับความต้องการจากนโยบายการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ  

ขณะเดียวกัน บริษัทฯ จะให้ความสำคัญกับการ สร้างประสบการณ์ร่วมให้ผู้ซื้อผู้ใช้ได้สัมผัสและทดสอบสินค้าผ่านกิจกรรม SDLG Top Driver 2016 เป็นการแข่งขันเฟ้นหาสุดยอดนักขับรถตักล้อยางและรถเกรดทั่วประเทศไทย ซึ่งจัดขึ้นเป็นปีที่ 2 ภายใต้ความร่วมมือระหว่างอิตัลไทยอุตสาหกรรม และ Shandong Lingong Construction Machinery เจ้าของแบรนด์ SDLG โดยจะเปิดแข่งขันทั่วประเทศ ช่วงเดือนสิงหาคม – พฤศจิกายน 2559 นี้

“บริษัทฯ มั่นใจว่ากลยุทธ์เหล่านี้จะช่วยสนับสนุนให้ผลิตภัณฑ์แบรนด์ SDLG เป็นที่รู้จักและยอมรับของลูกค้าในวงกว้างมากขึ้น ซึ่งจะช่วยผลักดันยอดขายในปีนี้อยู่ที่ 400 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา 100 % ตามเป้า” ปรีชาพล กล่าว

พร้อมขยายความว่าโครงการ SDLG Top Driver 2016 เป็น Global Campaign ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างแบรนด์ SDLG ให้เป็นที่รู้จักและรุกตลาดในวงกว้าง พร้อมแสดงสมรรถนะ สร้างประสบการณ์ร่วมให้ผู้เกี่ยวข้องเกิดความรู้และเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ ทั้งเป็นการพัฒนามาตรฐานขับขี่เครื่องจักรกลอุตสาหกรรม

สำหรับรูปแบบแข่งขันปีนี้ มีทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติเกี่ยวกับทักษะขับขี่ ความปลอดภัย และบำรุงรักษาเชิงป้องกันเบื้องต้น ซึ่งจะจัดในพื้นที่ดำเนินงานของกลุ่มลูกค้าทั่วประเทศ ส่วนรอบชิงชนะเลิศจะจัดขึ้นในวันที่ 4 พฤศจิกายน 2559  โดยผู้ชนะเลิศทั้งประเภทรถตักล้อยางและรถเกรด รับเงินรางวัล 200,000 บาท พร้อมโล่ห์รางวัลและแพ็กเกจศึกษาดูงาน ณ สาธารณรัฐประชาชนจีน ส่วน อันดับ 2 เงินรางวัล 50,000 บาท และ อันดับ 3 เงินรางวัล 10,000 บาท พร้อมโล่ห์รางวัล

มร. มาร์โค หม่า กรรมการผู้จัดการประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก บริษัท Shandong Lingong Construction Machinery

มร. มาร์โค หม่า กรรมการผู้จัดการประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก บริษัท Shandong Lingong Construction Machinery กล่าวว่า ตลาดกลุ่มรถเครื่องจักรกลหนักในประเทศไทย ถือเป็นหนึ่งในตลาดสำคัญของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง และจากนโยบายขยายลงทุนของรัฐบาลไทยในขณะนี้ ทำให้โอกาสทางการตลาดเปิดกว้างมากขึ้น

ทั้งนี้สิ่งที่ยืนยันว่าบริษัทให้ความสำคัญกับตลาดในประเทศไทย คือการเลือกประเทศไทยเป็นประเทศแรกที่นำ  SDLG Top Driver มาจัดกิจกรรม ถือเป็นการตอกย้ำความร่วมมือที่เข้มแข็ง และคาดหวังว่าจะเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมพัฒนามาตรฐานขับขี่เครื่องจักรกลอุตสาหกรรม ให้กับประเทศไทยได้เช่นเดียวกับที่ทำสำเร็จมาแล้วในสาธารณรัฐประชาชนจีน

อนึ่ง บริษัท อิตัลไทยอุตสาหกรรม จำกัด หรือ ITI คือ หนึ่งในธุรกิจหลักของกลุ่มบริษัทอิตัลไทย ดำเนินธุรกิจจัดจำหน่ายและให้บริการหลังการขายเครื่องจักรกลหนักแบรนด์ชั้นนำระดับโลก อาทิ วอลโว่ - เอสดีแอลจี -ทาดาโน่ - ยูตง - บ๊อบแคทส์ - ดูซาน - แอตลาสต์คอปโค่ และ พาวเวอร์สกรีน ที่สามารถตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรมก่อสร้างได้แบบครบวงจร

"Coffee World "ตอกย้ำความเป็นกาแฟพรีเมียม 
ตั้งเป้าขยาย “แฟรนไชส์” รุกตลาด AEC เปิด 4 สาขารวด

บริษัท จีเอฟเอ คอร์ปอเรชั่น (ไทยแลนด์) จำกัด ผู้บริหาร “คอฟฟี่เวิลด์” (Coffee World) แบรนด์กาแฟระดับพรีเมียม ซึ่งเติบโตต่อเนื่องมาเกือบ 20 ปี ปัจจุบันมีกว่า 130 สาขา ทั้งในและต่างประเทศ ตั้งเป้าขยาย “แฟรนไชส์” จำนวน 20 สาขาในปี 2559  ล่าสุดเปิดแฟรนไชส์ที่ประเทศลาว และพร้อมเปิดอีก 4  สาขาพร้อมกันที่กัวลาลัมเปอร์ ภายในเดือนสิงหาคมนี้

มร.ดาเรน ไวท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท จีเอฟเอ คอร์ปอเรชั่น (ไทยแลนด์) จำกัด กล่าวว่า ภาพรวมของธุรกิจที่ผ่านมาเป็นไปตามเป้าที่ตั้งไว้  ซึ่งสองไตรมาสที่ผ่านทั้งอัตราการเติบโตทางธุรกิจของเราโตขึ้น 10%   การขยายสาขามีอัตราการเติบโต 15 %  สัดส่วนของแฟรนไชส์โตขึ้น 10%  และคอร์เปอร์เรท 5 %   และในครึ่งปีหลังนี้เราจะใช้งบลงทุนมากกว่า 50 ล้านบาท ในส่วนของการขยายสาขาในตลาดประเทศไทย  ซึ่งในครึ่งปีที่ผ่านมาเราได้ขยายไปแล้ว5สาขา จากเป้าที่ตั้งไว้ 20สาขา ยังเหลือที่ต้องเปิดอีก 15 สาขา และเรากำลังทำตามเป้าที่วางไว้  โดยในตอนนี้มีสาขาที่พร้อมเปิดคือ ร้านในสนามบินภูเก็ต 2 สาขา และกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ซึ่งจะมีการเปิดพร้อมกัน 4 สาขา ในรูปแบบคอฟฟี่เวิลด์ เรสเตอร์รองค์    คาดว่าเมื่อจบไตรมาสสุดท้ายเราจะสามารถทำได้ตามที่ตั้งไว้ ที่ผ่านมาทางคอฟฟี่เวิลด์ได้ขยายสาขาไปยังต่างประเทศและกลุ่มประชาคมอาเซียนหลายประเทศ  เช่น จีน อินเดีย บาเรนห์ บังคลาเทศ ลาว มาเลเซีย ซึ่งปัจจัยที่ทำให้เราประสบความสำเร็จมาจากทางบริษัทฯ ได้มีการเล็งเห็นพฤติกรรมของผู้บริโภคมากขึ้น ทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนลุคส์ และดีไซน์ให้สอดรับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค เป็นแบบ Loft Style เน้นความเรียบเท่ โชว์ความเปลือยของวัสดุที่ผสมผสานกันระหว่างอิฐ ไม้ ปูน  เหล็ก  เพื่อให้ลูกค้าได้ดื่มด่ำบรรยากาศที่แตกต่างจากเดิม ซึ่งรูปแบบร้านดีไซน์ใหม่ทำให้เข้าถึงลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ ได้มากขึ้น อีกทั้งทางคอฟฟี่เวิลด์ได้มีการพัฒนาตนเองไม่เคยหยุดนิ่ง ได้มีการสร้างสรรค์เมนูใหม่มาให้ลิ้มลองกันทุกสองเดือน 

มร.ดาเรน ยังกล่าวต่อไปอีกว่า จุดเด่นของแฟรนไชส์ “คอฟฟี่เวิลด์” คือภาพลักษณ์ของแบรนด์เป็นกาแฟระดับพรีเมี่ยม ร้านมีดีไซน์ทันสมัย เข้าถึงง่าย คอฟฟี่เวิลด์ ยังผลิตและคัดสรรวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์ของตนเองในทุกๆ ด้าน ตั้งแต่กาแฟ อาหารและขนมอย่างครบวงจร เมนูเครื่องดื่ม-อาหารมีความหลากหลายและสร้างสรรค์  มีเสน่ห์ของกาแฟรสชาติเข้มเข้นตามแบบฉบับของคอฟฟี่เวิลด์ ที่ผ่านการชงด้วยความพิถีพิถันจากบาริสต้าที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างเชี่ยวชาญ รวมทั้งยังกรุ่นกลิ่นหอมของสูตรลับกาแฟที่เป็นเอกลักษณ์ของคอฟฟี่เวิลด์  “CW HOUSE BLEND”  สูตรใหม่ล่าสุดที่ใช้กาแฟอราบิก้าคั่วบดพันธุ์ดีจาก เชียงใหม่ และ โบโลเวน  ซึ่ง “CW HOUSE BLEND”   เป็นเบล็นด์ล่าสุดที่เรานำเมล็ดกาแฟจากแหล่งเพาะพันธุ์ที่ดีมาใช้ ทำให้มีรสชาติกาแฟที่เข้มข้นขึ้น  นอกจากนี้ยังเป็นการช่วยเหลือเศรษฐกิจของชาวไร่ในประเทศไทย และยังช่วยเศรษฐกิจในหมู่คู่ค้าแถบประเทศ AEC อีกด้วย”  

มร.ดาเรน กล่าวเชิญชวนว่า หากท่านใดต้องการเป็นพันธมิตรลงทุนเปิดแฟรนไชส์กับคอฟฟี่เวิลด์ สามารถเข้ามาพูดคุยหรือขอคำปรึกษาได้ เรามีทีมงานมีความพร้อมซัพพอร์ตในทุกด้านอย่างครบวงจร  ตั้งแต่การจัดหาพื้นที่ การออกแบบ การตกแต่งร้าน การตลาด การอบรม การทำโอเปอร์เรชั่น จนผู้ร่วมทุนสามารถเปิดร้านค้าต้อนรับลูกค้าได้เป็นอย่างดี การทำแฟรนไชส์นั้นทางเรามีทีมพัฒนา ก่อนที่จะมีการตัดสินใจลงทุน เราต้องไปดูพื้นที่ เมื่อผ่านพิจารณารอบด้านแล้ว เรายังมีดีลพิเศษกับสถาบันการเงินให้กับนักลงทุนได้อีกด้วย สำหรับงบประมาณการลงทุนเริ่มต้นที่ 1.5 ล้านบาท ซึ่งจะเป็นการลงทุนแบบเบ็ดเสร็จ โดยมีขนาดประมาณ 40-120 ตร.เมตร ภายใต้สัญญา 6 ปี ทีมงานพร้อมทำหน้าที่ดูแลผู้ร่วมทุนอย่างดีจนสุดความสามารถจนกว่าผู้ร่วมทุนจะแข็งแรง และยังดูแลอย่างต่อเนื่องด้วยการร่วมวิเคราะห์ปัญหาในการทำธุรกิจ  ดังนั้นนักลงทุนที่กำลังมองหาโอกาสทาธุรกิจสนใจอยากร่วมทุน ทั้งมีพื้นที่ของตนเองหรือไม่มีพื้นที่ สามารถเข้าไปสอบถามข้อมูลได้ที่ www.coffeeworld.com

มร.ดาเรน ยังกล่าวปิดท้ายว่า ในเร็วๆ นี้ ทางคอฟฟี่เวิลด์มีโปรเจคใหม่ที่จะเปิดตัว เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้เพิ่มมากขึ้น และตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนเมืองในย่านการค้าธุรกิจ ทางเราจึงเริ่มทำCoffee World Food Truckเป็นร้านขายกาแฟเคลื่อนที่ไปตามสถานที่ต่างๆ ทั้งตามตึก บริษัท โรงเรียน และตลาดที่มีคอนเซ็ปในสไตล์ต่างๆ รวมถึงการพัฒนานำไปใช้ในการจัดงานนอกสถานที่แบบแคทเทอริ่ง ที่ทางเรารับจัดงานมาอย่างต่อเนื่อง หรือแม้แต่การนำไปจัดงานอีเว้นท์ต่างๆ เช่น งานสังสรรค์ งานกีฬาสี งานเปิดตัวสินค้าต่างๆ ทางเราก็คิดว่าจะต้องนำไปใช้เพื่อเป็นการสร้างสีสันให้กับงานได้อีกด้วย

ยูนิเวอร์แซล โรบอทส์โชว์ศักยภาพหุ่นยนต์ที่สามารถทำงานร่วมกับมนุษย์
ในงาน Assembly & Automation Technology 2016

บริษัทชั้นนำระดับโลกสัญชาติแดนิชผู้บุกเบิกหุ่นยนต์รองรับการทำงานร่วมกันระหว่างมนุษย์และหุ่นยนต์
เปิดตัวโชว์รูมออนไลน์
Universal Robots+ รองรับคู่ค้านักพัฒนาโปรดักส์ และเอ็นด์ยูสเซอร์

ยูนิเวอร์แซล โรบอทส์ (UR) ผู้พัฒนาและผู้ผลิตหุ่นยนต์อุตสาหกรรมที่มีความยีดหยุ่นคล่องตัว และใช้งานง่ายชั้นหน้าของโลก ร่วมงาน Assembly & Automation Technology 2016 ที่ไบเทค นำ collaborative robots (co-bots) หรือหุ่นยนต์ที่มีศักยภาพในการทำงานร่วมกับมนุษย์รุ่น UR3 และ UR10 มาแสดงศักยภาพกันในงาน ระหว่างวันที่ 22-26 มิถุนายน พ.ศ. 2559 พบกันได้ที่ บูธ 1F11

เชอร์มีน ก็อตเฟรดเซ็น ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ยูนิเวอร์แซล โรบอทส์ ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กล่าวว่าตนเอง “ตื่นเต้นที่ได้เข้าร่วมงาน และพบปะนักธุรกิจ ผู้เชี่ยวชาญสาขาต่างๆ ในภาคส่วนอุตสาหกรรมในงาน Assembly & Automation Technology โดยถือเป็นโอกาสดีที่ได้แลกเปลี่ยนความคืบหน้าของพัฒนาการเทคโนโลยีด้านโรโบติกส์ และยูนิเวอร์แซล โรบอทส์ได้นำโปรดักส์มาแสดงศักยภาพรวมถึงความชำนาญในอุตสาหกรรมที่มุ่งเน้นความสำเร็จของชิ้นงาน เช่น อุตสาหกรรมในภาคส่วนการผลิต การประกอบชิ้นส่วน และการผลิตเวชภัณฑ์  ในภาวะที่การแข่งขันธุรกิจเข้มข้นอย่างทุกวันนี้  เจ้าของกิจการส่วนใหญ่ต่างก็ตระหนักดีต่อความจำเป็น ที่จะต้องขยายขีดความสามารถของทรัพยากรต้นทุนที่มีอยู่ ให้เกิดประโยชน์ได้มากที่สุดโดยไม่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพ ดังนั้น จึงเป็นเรื่องที่บริษัทของเรายินดีอย่างยิ่งที่จะได้แสดงถึงศักยภาพสุดล้ำของ co-bots จากยูนิเวอร์แซล โรบอทส์ และยังเป็นการส่งเสริมความรู้ความเข้าใจถึงประโยชน์ที่จะได้รับจากเทคโนโลยีนี้อีกด้วย”

ทั่วโลกในช่วงห้าปีที่ผ่านมา ความต้องการหุ่นยนต์อุตสาหกรรมได้ขยายตัวขึ้นมาก ในปี พ.ศ. 2558 ยูอาร์ (UR) มีรายรับ 61.65 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นอัตราการเติบโตจากปี พ.ศ. 2557 ถึง 91 เปอร์เซ็นต์ ในปัจจุบัน ยูอาร์มีตัวแทนจำหน่ายทั้งสื้น 200 รายทั่วโลก และ 25 เปอร์เซ็นต์ของการจำหน่ายมาจากเอเชีย

ในประเทศไทย ยูอาร์กำลังพิจารณาขยายเครือข่ายของการจัดจำหน่ายเพื่อรองรับสนับสนุนความต้องการหุ่นยนต์ ประเภท co-bots ที่ขยายตัวขึ้น ในปัจจุบัน ยูอาร์ทำงานร่วมกับตัวแทนจำหน่ายสามรายในประเทศไทย ได้แก่ บริษัท เซราไทย จำกัด บริษัท เฟิร์สเม็ค จำกัด และบริษัท เจอแรงการ์ เซอร์วิส (ไทยแลนด์) จำกัด โดยจับมือเป็นพันธมิตรกันเพื่อให้ทันต่อความต้องการในการผลิตจากลูกค้าที่มีอยู่ในอุตสาหกรรมต่างๆ ทั่วประเทศ

เชอร์มีน เสริมว่า “ความต้องการหุ่นยนต์อุตสาหกรรมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ผู้ผลิตในประเทศไทยต่างก็เห็นทิศทางการเคลื่อนตัวมาสู่ออโตเมชั่นเพื่อการพัฒนาคุณภาพของโปรดักส์ ดังนั้น ด้วยพันธมิตรตัวแทนจำหน่ายในไทยของเรา จะช่วยให้เราเข้าถึงบริษัทธุรกิจต่างๆ ได้มากขึ้น ช่วยให้บริษัทเหล่านั้นได้ประโยชน์จากการนำ co-bots มาใช้งานในสายการผลิตของตนเอง ช่วยเพิ่มผลผลิต เสริมศักยภาพสร้างความน่าเชื่อถือ และลดต้นทุนค่าใช้จ่ายในระยะยาว”

อันเนื่องมาจากความยืดหยุ่นคล่องตัว และสมรรถนะในการทำงานร่วมกับมนุษย์ในพื้นที่จำกัด หุ่นยนต์ประเภท co-bots นี้มีคุณสมบัติที่ให้ประโยชน์อยู่หลายประการเหมาะสำหรับวิสาหกิจขนาดเล็กและกลาง (SMEs)  ซึ่งคิดเป็น 98.5 เปอร์เซ็นต์ของธุรกิจในประเทศไทย[1] ประโยชน์เหล่านั้น ได้แก่ ขนาดที่กะทัดรัดจึงคล่องตัวสำหรับติดตั้งใช้งานในพื้นที่การผลิตรูปแบบต่างๆ กันไป และมีอินเตอร์เฟซที่ใช้งานง่าย เซ็ตอัพสะดวก

ปัจจัยหลักในการพัฒนาหุ่นยนต์อุตสาหกรรมมาสู่รูปแบบการทำงานเคียงข้างกันระหว่างมนุษย์และหุ่นยนต์ คือ ความปลอดภัยและความเชื่อมั่น โปรดักส์พอร์ตโฟลิโอของยูอาร์ ประกอบด้วยรุ่น UR3, UR5 และ UR10  ต้องตามมาตรฐาน 10218 สำหรับหุ่นยนต์อุตสาหกรรมขององค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐาน (ISO)  เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ได้มีการเปิดตัวข้อมูลจำเพาะทางเทคนิค (TS) ล่าสุดสำหรับ co-bots และ ISO/TS 15066 ซึ่งเป็นแนวทางที่สนับสนุนมาตรฐานที่มีอยู่แล้วคือ ISO 10218 สำหรับความปลอดภัยในการปฏิบัติการของ co-bots เช่นที่ยูอาร์ได้ยึดถือปฏิบัติเป็นแนวทางอยู่แล้ว

พร้อมกันนี้ ยูอาร์ได้แนะนำ Universal Robots+ โชว์รูมออนไลน์ที่มีปลั๊กแอนด์เพลย์แอพพลิเคชั่นโซลูชั่นไว้อำนวยความสะดวกแก่บริษัทที่กำลังสนใจจะติดตั้งหุ่นยนต์ของยูอาร์เพื่อการใช้งาน

“Universal Robots+ เป็นแพลตฟอร์มเพื่ออำนวยความสะดวกในการเข้าถึงออโตเมชั่นโซลูชั่นที่ทรงประสิทธิภาพ  ผ่านการพิสูจน์ และมีความปลอดภัยในการใช้งาน ซึ่งได้ยกระดับสู่ขั้นตอนที่ได้ผนวกกับองค์ประกอบที่สำคัญอื่น นั่นคือ นักพัฒนาโปรดักส์ ด้วยการผนวกรวมแอคเซสซอรี่คอมโพเน้นท์ที่สร้างขึ้นสำหรับใช้กับแขนกลของเราโดยเฉพาะ จึงช่วยลดค่าใช้จ่ายที่ใช้ไปกับการพัฒนาแอพพลิเคชั่นและการทดสอบได้ของทั้งพันธมิตรคู่ค้าและเอนด์ยูสเซอร์ของเราลงได้” เชอร์มีนกล่าว “ด้วย Universal Robots+ ทุกฝ่ายล้วน ได้-ได้-ได้ ประโยชน์ได้แก่ คอมมูนิตี้นักพัฒนา พันธมิตรคู่ค้า และลูกค้าอย่างที่ไม่เคยปรากฎมาก่อน”

นักพัฒนาสามารถเข้าร่วมโปรแกรม +YOU ที่อยู่ใน Universal Robots+ เพื่อรับการสนับสนุนจากยูอาร์ในการพัฒนา URCaps ซึ่งเป็นแอคเซสซอรี่คอมโพเน้นท์ที่ต่อยอดสมรรถนะของแขนกลของยูอาร์ โดยจะเป็นฮาร์ดแวร์คอมโพเน้นท์ หรือซอฟท์แวร์ปลั๊กอิน หรือแม้แต่ทั้งสองอย่างรวมกันก็ย่อมได้ เมื่อใดที่ส่งมอบ URCaps ให้ยูอาร์ บริษัทจะทำการทดสอบโปรดักส์เพื่อให้แน่ใจว่าถึงมาตรฐานคุณภาพตามที่ยูอาร์กำหนดไว้ นักพัฒนาผู้ที่ได้รับการอนุมัติให้นำ URCaps มาแสดงกับ Universal Robots+ จะไม่มีค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด และเท่ากับได้เข้าอยู่ในแพลตฟอร์มการตลาดระดับมืออาชีพ ที่อนุญาตให้มีแอคเซสเข้าถึงไปยังเครือข่ายกว้างใหญ่ที่เชื่อมโยงลูกค้าทั้งโลกไว้ด้วยกัน

Universal Robots+ เป็นแพลตฟอร์มที่ตัวแทนจำหน่ายใช้ต่อยอดขยายสินค้าข้อเสนอต่างๆ ให้แก่ลูกค้า สามารถแอคเซสโชว์รูมเพื่อค้นหา URCaps ที่ผ่านการอนุมัติทั้งหมด ที่ล้วนปรับแต่งมาโดยเฉพาะเพื่อเป็นโซลูชั่นที่เหมาะสมที่สุดต่อความต้องการใช้งานของลูกค้าเฉพาะรายไป ด้วยการเลือกแอคเซสซอรี่, ข้อต่อสุดท้ายที่ปลายแขนกล (end-effectors) และซอฟท์แวร์โซลูชั่นจาก Universal Robots+ ทั้งตัวแทนจำหน่าย และเอนด์ยูสเซอร์จะสามารถที่เห็นได้เลยตั้งแต่ต้นว่าแอพพลิเคชั่นทำงานดีหรือไม่ ประหยัดเวลาที่มิเช่นนั้นแล้วต้องเสียไปกับขั้นตอนต่างๆ เป็นสัปดาห์หรือเป็นเดือน กว่าจะผ่านช่วงการทำคอนเซ็ปท์และมาสู่ขั้นการปฏิบัติงานจริง

เป้าหมายของ Universal Robots+ คือการลดช่วงเวลาที่ใช้ไปกับการติดตั้ง เพิ่มความสะดวกสบายของผู้ใช้ และลดค่าใช้จ่ายสำหรับทุกส่วนงานที่เกี่ยวข้อง ด้วยโชว์รูมใหม่นี้ ยูอาร์ได้สร้างระบบนิเวศน์เป็นของตัวเองขึ้นมา สนับสนุนแอพพลิเคชั่นที่วนเวียนเกี่ยวข้องกับแขนกลของหุ่นยนต์ ที่สามารถทำงานร่วมกับมนุษย์เพื่อพัฒนาและนำมาแสดงต่อไป

URCaps ที่ได้รับการอนุมัติเป็นรายแรกปัจจุบันกำลังเปิดแสดงอยู่ที่งาน AUTOMATICA เมืองมิวนิก ประเทศเยอรมนี สามารถชมได้ที่ Universal Robots+ Showroom

“ธราภา” ลุยตลาดอาหารเสริมเห็ดหลินจือแดง “นิสสัน เรชิ”
ชูจุดเด่นออแกร์นิค 100% ต้านเซลล์มะเร็ง ลดภูมิแพ้ ชะลอความแก่

ภัทรา โชติวิทยะกุล ประธานกรรมการ บริษัท ธราภา จำกัด กล่าวว่า ผลิตภัณฑ์อาหารเสริม “นิสสัน เรชิ (Nissan Reishi)” เป็นผลิตภัณฑ์อาหารเสริมออร์แกนิค 100% ในเครือนิสสัน ประเทศญี่ปุ่น จัดจำหน่ายไปทั่วโลกมากว่า 30 ปี และได้เริ่มนำเข้ามาในประเทศไทยเมื่อปี 2552  โดยมีกลุ่มเป้าหมายหลักคือผู้ที่รักและใส่ใจสุขภาพ ซึ่งบริษัทเล็งเห็นว่าตลาดผู้บริโภคในกลุ่มผู้รักสุขภาพมีแนวโน้มเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง อีกทั้ง “นิสสัน เรชิ” ถือเป็นผลิตภัณฑ์ทางเลือกของคนไทย จึงได้สร้างความร่วมมือกับ บริษัท นิสสัน เคมีคอล อินดัสตรีส์ จำกัด ในการเป็นผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารเสริมชนิดเม็ด “นิสสัน เรชิ” เพียงผู้เดียวในประเทศไทย โดยใช้เวลาเจรจาเกือบ 3 ปี  และเริ่มจำหน่ายเป็นครั้งแรกเมื่อเดือนสิงหาคม 2555 ภายใต้การรับรองของอ.ย. ให้เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร

“นิสสัน เรชิ ทำมาจากเห็ดหลินจือแดงออร์แกนิค มีลักษณะเป็นรูปครึ่งวงกลม ซึ่งตามความเชื่อแล้ว ถือว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งโชคและสุขภาพ ปลูกโดยไร้สารพิษ ในโรงเพาะปลูกที่ใกล้เคียงสภาพธรรมชาติมากที่สุด เป็นโรงเรือนระบบปิดไม่มีการใช้ยาฆ่าแมลงหรือสารเคมีใดๆ มีการควบคุมปัจจัยทางสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมและได้รับการดูแลอย่างดีตลอดระยะ เวลาการเพาะปลูก กระทั่งเติบโตอย่างสมบูรณ์ มีการตรวจสอบคุณภาพอย่างเข้มงวดหลากหลายขั้นตอน เพื่อผลิตสินค้าที่บริสุทธิ์และมีมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุด ส่งให้ถึงมือผู้บริโภคโดยผ่านกระบวนการเคลือบด้วยน้ำตาล เพื่อลดรสชาติขมของเห็ดหลินจือแดง

ทั้งนี้ ผลการวิจัยทางการแพทย์ในปัจจุบันพบว่าในบรรดาเห็ดหลินจือ ซึ่งมีหลากหลายชนิดนั้น เห็ดหลินจือแดงถือว่ามีสรรพคุณสูงที่สุด มีส่วนประกอบของ สารโพลีแซคคาไรด์ ไตรเทอร์พีน โปรตีโอไกลแคน ฟลาโวนอยด์ อัลคาลอยด์ อะดิโนซีน และกรดอะมิโน สารสำคัญเหล่านี้มีคุณสมบัติที่หลากหลาย ก่อให้เกิดสรรพคุณต่างๆ มากมาย คือ ช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเม็ดเลือดขาวในการต่อต้านเชื้อโรค และทำลายเซลล์ที่ผิดปกติ เช่น เซลล์มะเร็ง และยังช่วยลดอาการภูมิแพ้ หอบหืด

คุณสมบัติอื่นๆ อาทิ มีฤทธิ์ต่อต้านการเจริญของเซลล์มะเร็งได้โดยตรง ยับยั้งการขยายตัวของเซลล์มะเร็ง มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอความเสื่อมของเนื้อเยื่อต่างๆ ของร่างกาย ฟื้นฟูเซลล์ที่เสื่อมสภาพในผู้ใหญ่ ทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งสดใส ( Anti-Aging Process ) มีส่วนช่วยให้ชะลอความแก่ ยับยั้งการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือดป้องกันการเกิดเส้นเลือดอุดตันในสมองและหัวใจ ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดโรคอัมพฤต และกล้ามเนื้อหัวใจตาย บำรุงและป้องกันตับจากสารพิษ ช่วยในการสมานแผลในกระเพาะอาหาร ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด ควบคุมอาการเบาหวาน ช่วยลดความดันโลหิต และไขมันในเลือด บำรุงระบบประสาท และกล้ามเนื้อ ช่วยลดอาการของโรคอัลไซเมอร์ และช่วยให้นอนหลับสนิทยิ่งขึ้น ตลอดจนช่วยบรรเทาผลข้างเคียงจากรังสีรักษา หรือเคมีบำบัดในการรักษาโรคมะเร็ง เช่น อาการอักเสบ ท้องเสีย คลื่นไส้อาเจียน หรือเม็ดเลือดขาวต่ำ สามารถทานติดต่อกันเป็นเวลานานโดยปราศจากสารตกค้างในร่างกาย

มิสเตอร์ โอะซามุ มิอุระ (ซ้าย) กรรมการผู้จัดการ บริษัท นิสสัน เคมีคอล อินดัสตรีส์ จำกัด ประเทศไทย กล่าวว่า นิสสัน เคมีคอล ถือเป็นบริษัทแรกที่บุกเบิกอุตสาหกรรมการผลิตสารเคมีในประเทศญี่ปุ่น และเป็นหนึ่งในสามบริษัทแม่ของนิสสัน กรุ๊ป ซึ่งมีธุรกิจในเครือจำนวนมาก โดยนิสสัน เคมีคอล ได้ขยายธุรกิจและสายการผลิตจนครอบคลุมหลากหลายสาขา อาทิ อุตสาหกรรมเคมี ปุ๋ย สารเคมีที่ใช้ในการเกษตร ผลิตภัณฑ์และวัตถุดิบอุตสาหกรรม (วัตถุสารกึ่งตัวนำ) ปิโตรเคมี เภสัชภัณฑ์ วัสดุขั้นสูง (วัสดุอนินทรีย์และอิเล็กทรอนิกส์) และผลิตภัณฑ์อาหารเสริมจากธรรมชาติ

“สถาบันวิจัยนิสสัน เคมีคอล ได้ทุ่มเททำการวิจัยเพื่อพัฒนาการผลิตเห็ดหลินจือแดงจนประสบความสำเร็จ นักวิทยาศาสตร์ของสถาบันฯ  ค้นพบวิธีการปลูกเห็ดหลินจือภายใต้การควบคุมสภาวะแวดล้อมอย่างเข้มงวด จนได้เห็ดหลินจือแดงที่มีคุณภาพดีที่สุดและมาจากธรรมชาติ 100% และนำมาผ่านกระบวนการสกัดจนได้เป็นผลิตภัณฑ์อาการเสริมคุณภาพสูง ซึ่งผลิตภัณฑ์อาหารเสริม นิสสัน เรชิ ได้รับการจัดจำหน่ายไปทั่วโลกมากกว่า 30 ปีแล้ว และได้นำเข้าสู่ประเทศไทยในปี  2555”

“ทรีนีตี้” มั่นใจครึ่งปีหลังรายได้โต

“ทรีนีตี้” วางยุทธศาสตร์ครึ่งปีหลังผลักดันรายได้เติบโตทุกธุรกิจ เล็งเพิ่มจำนวนผู้ลงทุนรายใหญ่ (High Net Worth) 20% บวกเพิ่มเงินลงทุนภายใต้การบริหารจัดการกองทุนส่วนบุคคลเป็น 3,000 ลบ. ภายในสิ้นปี 2559 คาดว่าจะนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ (IPO) 2 บริษัท พร้อมเดินหน้าตามวิสัยทัศน์ มุ่งสร้างผลตอบแทนให้กับลูกค้าสูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาด 20%

คุณชาญชัย กงทองลักษณ์ กรรมการ บริษัท ทรีนีตี้ วัฒนา จำกัด(มหาชน) และกรรมการอำนวยการ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด เปิดเผยถึงตลาดหุ้นไทยในปี 2558 ว่า มีทิศทางปรับตัวลงอย่างต่อเนื่อง โดย SET Index มีการปรับตัวลดลงถึง 14%, SET50 Index ปรับตัวลดลง 18.7% และ SET100 Index ปรับตัวลดลง 17.7% ซึ่งถึงแม้ว่าหุ้นขนาดเล็กจะมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่ง แต่หุ้นขนาดกลางและขนาดใหญ่ก็ถูกกดดันจากทั้งปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ

สำหรับปัจจัยภายใน ได้แก่ การปรับลดประมาณการของบริษัทจดทะเบียนที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้ากว่าที่คาดโดยเฉพาะการส่งออกโครงการภาครัฐที่มีความล่าช้า และการประมูลคลื่นความถี่ที่มีราคาสูงเกินคาด ส่วนปัจจัยภายนอกที่สำคัญได้แก่ การปรับตัวลดลงของราคาน้ำมันอย่างรวดเร็ว การส่งสัญญาณการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed และเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัวซึ่งส่งผลให้ SET Index และมูลค่าการซื้อขายหลักทรัพย์เฉลี่ยต่อวันของ SET และ MAI ลดลงทุกไตรมาสมูลค่าการซื้อขายหลักทรัพย์เฉลี่ยต่อวันสูงสุดในไตรมาสที่ 1 อยู่ที่ 54,369 ล้านบาท และลดลงมาที่ระดับ 40,000 ล้านบาทในไตรมาสที่ 2 – ไตรมาสที่ 4 ขณะที่ SET Index ปรับตัวสูงสุดที่ 1,615.89 จุด และต่ำสุดที่ 1,216.66 จุด

คุณชาญชัย กล่าวต่อว่า แม้ภาวะของดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฯ จะผันผวนยาวนานตั้งแต่ปี 2558 จนถึงปัจจุบัน แต่บริษัทก็ยังคงยึดมั่นในวิสัยทัศน์ของบริษัท ด้วยการสร้างผลตอบแทนให้ลูกค้าสูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาด 20% ในทุกกลุ่มธุรกิจ โดยบริษัทมีกำไรสุทธิลดลงในปี 2558 ที่ 146.10 ล้านบาท ลดลงจากปี 2557 ที่ 191.72 ล้านบาท และมีส่วนแบ่งการตลาดลดลงในปี 2558 ที่ ร้อยละ 1.95 ลดลงจากปี 2557 ที่ร้อยละ 2.67

โดยเป็นผลมาจากภาวะตลาดที่มีความผันผวน และภาวะการแข่งขันด้านราคาที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ดี บริษัทมีทิศทางที่ดีจากธุรกิจที่ปรึกษาทางการเงินโดยบริษัทประสบความสำเร็จในการเป็นผู้จัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหลักทรัพย์ที่เสนอขายต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) 3 บริษัท ได้แก่ บริษัท ทีพีซี พาวเวอร์ โฮลดิ้ง  จำกัด(มหาชน) หรือ TPCH, บริษัท เอส 11กรุ๊ป จำกัด(มหาชน) หรือ S11 และบริษัท  มาสเตอร์ คูล อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด(มหาชน) หรือ KOOL

คุณชาญชัย กล่าวถึงเป้าหมายการดำเนินธุรกิจในช่วงครึ่งปีหลัง 2559 ว่า บริษัทมีกลยุทธ์ในการรักษาและขยายฐานลูกค้าโดยนำเสนอบทวิเคราะห์ในรูปแบบใหม่ เพื่อตอบสนองความต้องการในการลงทุนของลูกค้าที่มีอย่างหลากหลาย และมีข้อจำกัดของเงินลงทุนที่แตกต่างกัน และบริษัทยังคงดำเนินนโยบายกระจายฐานรายได้ต่อเนื่อง จะเห็นว่ารายได้ค่านายหน้าของบริษัทมีสัดส่วนอยู่ที่ร้อยละ 46 ของรายได้รวม ซึ่งแตกต่างจากบริษัทหลักทรัพย์อื่นที่ยังคงมีสัดส่วนของรายได้ค่านายหน้าในระดับสูงประมาณ 70 – 80%

อย่างไรก็ตามบริษัทก็ยังคงยึดมั่นในวิสัยทัศน์ ด้วยการสร้างผลตอบแทนให้ลูกค้าสูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาด 20% โดยบริษัทวางกลยุทธ์ในการให้บริการลูกค้าแบบครบวงจร มีตั้งเป้าหมายจะเพิ่มลูกค้าใหม่ที่เป็นกลุ่มลูกค้าผู้ลงทุนรายใหญ่ (High Net Worth) อีก 20%

“เรามีนโยบายที่จ่ายเงินปันผลในอัตราที่สูงอย่างสม่ำเสมอมาโดยตลอด โดยบริษัทสามารถจ่ายตราเงินปันผลตอบแทน (Dividend Yield)ในระยะ 5 ปีที่ผ่านมา ไม่น้อยกว่าร้อยละ 8 สำหรับปี 2558 บริษัทจ่ายปันผลในอัตรา 0.60 บาท ต่อหุ้น คิดเป็นอัตราจ่ายเงินปันผลตอบแทน ร้อยละ 9.84 ซึ่งติดอันดับ 1 ใน 10 ของบริษัทจดทะเบียนที่มีอัตราการจ่ายเงินปันผลตอบแทนสูง” คุณชาญชัย กล่าว

“อยุธยาสร้างบ้าน” เปิดตัวแบรนด์ใหม่ “AYB RESORT HOUSE”
มุ่งสู่เจ้าตลาดรับสร้างบ้านสไตล์ รีสอร์ท-ชูงานคุณภาพผสานความเป็นไทย

บริษัท อยุธยาสร้างบ้าน ฉลองความสำเร็จกว่า 16 ปี ก้าวสู่ปีที่ 17 เดินหน้าธุรกิจในภาพลักษณ์ใหม่พร้อมเปิดตัวแบรนด์ “AYB RESORT HOUSE” ตอกย้ำคุณภาพ ด้วยมาตรฐาน ISO 2015  พร้อมมุ่งสู่การเป็นเจ้าตลาดรับสร้างบ้านสไตล์ รีสอร์ท  ผสมผสานความทันสมัยและอัตลักษณ์ความเป็นไทยไว้ได้อย่างลงตัว ฉายวิสัยทัศน์ใหม่ AYB 4Sเพิ่มรายได้ สร้างมูลค่าเพิ่ม พัฒนาระบบสารสนเทศช่วยเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานทุกขั้นตอน เสริมความแกร่งทางธุรกิจด้วยจุดแข็งพัฒนาทีมช่างฝีมือสืบต่อจากรุ่นสู่รุ่น วางรากฐานสร้างการเติบโตอย่างมั่นคงเฉลี่ย 15% ต่อปี จากแผนการตลาดเร่งขยายฐานลูกค้า นำเทคโนโลยีช่วยพัฒนาผลงาน และเปิดแบบบ้านใหม่ตอบโจทย์คนรักบ้านสไตล์ รีสอร์ท 4 รูปแบบ ครอบคลุมการพักผ่อนริมน้ำ ภูเขา ป่า และศิลปวัฒนธรรม

เอสซีจีแถลงผลประกอบการ Q2 และครึ่งปีแรก

ผลประกอบการเอสซีจีไตรมาสที่ 2 และครึ่งปีแรกของปี 2559 กำไรเพิ่มขึ้นจากธุรกิจเคมีภัณฑ์ที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง เผยตลาดในภูมิภาคอาเซียนแนวโน้มสดใสมีศักยภาพการเติบโตสูงในอุตสาหกรรมก่อสร้างและบรรจุภัณฑ์ เนื่องจากเป็นฐานการผลิตและส่งออกที่สำคัญของโลกพร้อมเตรียมจ่ายเงินปันผล 8.5 บาทต่อหุ้น

คุณรุ่งโรจน์  รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี เปิดเผยว่า งบการเงินรวมก่อนสอบทานของเอสซีจีในไตรมาสที่ 2 ประจำปี 2559 มีรายได้จากการขาย 108,874 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 4 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เอสซีจีมีกำไรสำหรับงวด 16,027 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 15 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นของธุรกิจเคมีภัณฑ์

ส่วนผลประกอบการครึ่งปีแรกของปี 2559 เอสซีจีมีรายได้จากการขาย 218,872 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 2 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากราคาสินค้าเคมีภัณฑ์ที่ปรับตัวลดลงตามราคาแนฟทา และราคาน้ำมัน มีกำไรสำหรับงวด 29,515 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 18 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากธุรกิจเคมีภัณฑ์มีผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นนอกจากนี้ ยังมีรายได้จากการส่งออกครึ่งปีแรก59,439ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 27ของยอดขายรวม ลดลงร้อยละ 9จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

สำหรับธุรกิจของเอสซีจีในอาเซียน นอกเหนือจากประเทศไทย ในไตรมาสที่ 2 ปี 2559 เอสซีจี มีรายได้จากธุรกิจที่มีฐานการผลิตในภูมิภาคอาเซียน และจากการส่งออกไปยังอาเซียน 25,186 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 23 ของรายได้รวมลดลงร้อยละ 2 จากปีก่อน ทั้งนี้ เป็นรายได้จากธุรกิจที่มีฐานการผลิตในภูมิภาคอาเซียน 13,161 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 12 ของรายได้รวม เพิ่มขึ้นร้อยละ 20 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และรายได้จากการส่งออกไปยังอาเซียน 12,025 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 11 ของรายได้รวม ลดลงร้อยละ 18 จากปีก่อน

สำหรับในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2559 มีรายได้จากธุรกิจที่มีฐานการผลิตในภูมิภาคอาเซียน และจากการส่งออกไปยังอาเซียน 49,582 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 23 ของรายได้รวม เท่ากับสัดส่วนของปีก่อน ทั้งนี้ เอสซีจีมีสินทรัพย์รวมในอาเซียน นอกเหนือจากประเทศไทย ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2559 มูลค่า 121,951 ล้านบาท หรือประมาณร้อยละ 23 ของสินทรัพย์รวมของบริษัท (สินทรัพย์รวมของเอสซีจี ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2559 มีมูลค่า 523,038 ล้านบาท)

ด้านผลการดำเนินงานในไตรมาสที่ 2 และครึ่งปีแรกปี 2559 แยกตามรายธุรกิจดังนี้ เอสซีจี ซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง ในไตรมาสที่ 2 ในปี 2559 มีรายได้จากการขาย 42,984 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 6 จากช่วงเดียวกันของปีก่อนและลดลงร้อยละ 6 จากไตรมาสก่อน ซึ่งเป็นผลจากทั้งปริมาณและราคาขายที่ลดลงตามการชะลอตัวของตลาดภายในประเทศ มีกำไรสำหรับงวด 2,476 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 15 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และลดลงร้อยละ 25 จากไตรมาสก่อน ตาม EBITDA ที่ลดลงและค่าเสื่อมราคาที่เพิ่มขึ้นตามโครงการลงทุนทั้งในและต่างประเทศ

เอสซีจีแถลงผลประกอบการ Q2 และครึ่งปีแรก

ในครึ่งปีแรกของปี 2559 มีรายได้จากการขายเท่ากับ 88,864 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 4 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากสภาวะตลาดในประเทศที่ยังคงซบเซา กระทบต่อการเติบโตของราคาและปริมาณขาย มีกำไรสำหรับงวด 5,766 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 11 จากช่วงเดียวกันของปีก่อนตาม EBITDA ที่ลดลงและค่าเสื่อมราคาที่เพิ่มขึ้น

เอสซีจี เคมิคอลส์  ในไตรมาสที่ 2 ในปี 2559 มีรายได้จากการขาย 49,529 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 8 จากช่วงเดียวกันของปีก่อนขณะที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 4 จากไตรมาสก่อนตามราคาสินค้าเคมีภัณฑ์ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น มีกำไรสำหรับงวด 11,232 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 22 จากช่วงเดียวกันของปีก่อนผลจากต้นทุนราคาวัตถุดิบที่ปรับตัวลดลง และเพิ่มขึ้นร้อยละ 25 จากไตรมาสก่อน ผลจากประสิทธิภาพการดำเนินงานที่ดีขึ้น และมีส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมเพิ่มขึ้นในครึ่งปีแรกของปี 2559 มีรายได้จากการขายเท่ากับ 97,339 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 4 จากช่วงเดียวกันของปีก่อนสาเหตุจากราคาเคมีภัณฑ์ปรับตัวลดลงตามราคาแนฟทาและราคาน้ำมันที่ลดลง มีกำไรสำหรับงวด 20,212 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 43 จากช่วงเดียวกันของปีก่อนเนื่องจากต้นทุนราคาวัตถุดิบที่ปรับตัวลดลง

เอสซีจี แพคเกจจิ้ง ในไตรมาสที่ 2 ในปี 2559 มีรายได้จากการขาย 18,841 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 10 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ใกล้เคียงกับไตรมาสก่อน มีกำไรสำหรับงวด 1,015 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 33 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ลดลงร้อยละ 19 จากไตรมาสก่อน ในครึ่งปีแรกของปี 2559 มีรายได้จากการขายเท่ากับ 37,688 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 10 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากปริมาณขายที่เพิ่มขึ้นทั้งจากสายธุรกิจบรรจุภัณฑ์และสายธุรกิจเยื่อและกระดาษมีกำไรสำหรับงวด 2,270 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 38 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สาเหตุหลักมาจากผลของ EBITDA ที่เพิ่มขึ้น

สำหรับครึ่งปีแรกของปี 2559 เอสซีจีมียอดขายสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่ม (High Value Added Products & Services ; HVA) 82,237 ล้านบาท ใกล้เคียงกับปีก่อน คิดเป็นร้อยละ 38 ของยอดขายรวม โดยใช้งบประมาณงานวิจัยและพัฒนากว่า 2,378 ล้านบาทคิดเป็นร้อยละ 1.1 ของยอดขายรวมโดยในครึ่งปีหลัง ยังคงเดินหน้าลงทุนวิจัยและพัฒนานวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของผู้บริโภคที่อยู่ในภูมิภาคอาเซียน

เอสซีจีแถลงผลประกอบการ Q2 และครึ่งปีแรก

“ตลาดในภูมิภาคอาเซียนยังมีแนวโน้มสดใส และมีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเวียดนาม มีความต้องการวัสดุก่อสร้าง และบรรจุภัณฑ์เพิ่มสูงขึ้น จากการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมก่อสร้าง อาทิ โครงสร้างสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน ที่อยู่อาศัย และโรงงาน ตามการปรับตัวเป็นฐานการผลิตที่สำคัญของโลก กัมพูชามีการเติบโตของอุตสาหกรรมก่อสร้างเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อินโดนีเซียมีแนวโน้มทางเศรษฐกิจดีขึ้น โครงการก่อสร้างสาธารณูปโภคของภาครัฐเริ่มทยอยดำเนินการ ในขณะเดียวกันการค้าระหว่างชายแดนไทยและประเทศเพื่อนบ้านไปได้ดี

ส่วนการลงทุนในประเทศอื่นๆ คืบหน้าตามแผนโดยโรงงานปูนซิเมนต์ในประเทศเมียนมาคาดว่าจะเริ่มเดินสายการผลิตได้ในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปี 2559 และสปป.ลาว คาดว่าจะเริ่มเดินสายการผลิตได้ในปี 2560 ทั้งนี้ เอสซีจียังคงขยายการลงทุน โดยให้ความสำคัญในการหาพันธมิตรที่ดำเนินธุรกิจเดิมอยู่แล้วเพื่อพัฒนาธุรกิจให้เจริญเติบโตร่วมกันต่อไป” คุณรุ่งโรจน์ กล่าว

นอกจากนี้ คณะกรรมการบริษัทอนุมัติจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลจากผลการดำเนินงานครึ่งปีแรกของปี 2559 ในอัตรา 8.5 บาทต่อหุ้น เป็นเงินทั้งสิ้น 10,200 ล้านบาท โดยกำหนดจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลในวันที่ 25 สิงหาคม 2559 กำหนดวันที่ XDในวันที่ 8 สิงหาคม 2559 กำหนดรายชื่อผู้มีสิทธิรับเงินปันผล (Record date) วันที่ 10 สิงหาคม 2559 และปิดสมุดทะเบียนรวบรวมรายชื่อเพื่อสิทธิรับเงินปันผลวันที่ 11 สิงหาคม 2559

Page Visitor

011329229
Today
Yesterday
This Week
Last Week
This Month
Last Month
All days
21616
52165
176786
8039087
1211024
1507065
11329229
Your IP: 100.24.113.182
2020-11-25 09:51