BizFocus

BizFocus

ทันยุค ทันสมัย หัวใจธุรกิจ บิสโฟกัส

SMART เผยผลประกอบการ Q3/61 กวาดรายได้รวม 92.08 ล้านบาท โต 16.23 % ขาดทุนสุทธิลดลง 86.93 % ลุ้นเทิร์นอะราวด์โค้งสุดท้ายปีนี้ มั่นใจตลาดอิฐมวลเบาในประเทศโต EEC งานเมกะโปรเจคภาครัฐ หนุนเอกชนลงทุนนิคมอุตสาหกรรม คลังสินค้า อสังหาฯเพิ่ม พร้อมชูกลยุทธ์ O2O ปั๊มยอดขาย ขณะที่ตลาดต่างประเทศ ทรงตัว มียอดสั่งซื้อต่อเนื่อง

นายรังสี ทีปกรสุขเกษม กรรมการผู้จัดการ บริษัท สมาร์ทคอนกรีต จำกัด (มหาชน) (SMART) ผู้ผลิตและจำหน่ายอิฐมวลเบาด้วยระบบอบไอน้ำภายใต้ความดันสูงเพื่อใช้ในงานก่อสร้างและงานกั้นผนังอาคาร เปิดเผยว่าผลประกอบการงวดไตรมาส 3/61 มีทิศทางที่ดีขึ้นมีผลขาดทุนลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยมีรายได้รวม 92.08 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.86 ล้านบาท หรือ 16.23% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้รวม 79.22 ล้านบาท และมีขาดทุนสุทธิ 1.78 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีขาดทุนสุทธิ 13.65 ล้านบาท หรือลดลง 86.93 % 

ส่วนผลประกอบการงวด 9 เดือน มีรายได้รวม 267.13 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 35.79 ล้านบาท หรือ 15.47% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้รวม 231.34  ล้านบาท และมีขาดทุนสุทธิ 19.6 ล้านบาท หรือลดลง 68.34%  จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีขาดทุนสุทธิ 61.92 ล้านบาท

สาเหตุที่ผลประกอบการปรับตัวดีขึ้นอย่างมาก เนื่องจากปริมาณการใช้งานวัสดุอิฐมวลเบาของโครงการเมกะโปรเจคภาครัฐ โครงการก่อสร้างภาคเอกชน และราคาจำหน่ายอิฐมวลเบามีการปรับตัวเพิ่มขึ้น อีกทั้งในช่วงที่ผ่านมาบริษัทได้ขยายช่องทางการจัดจำหน่ายในทุกช่องทาง อาทิ  โมเดิร์นเทรด ห้างค้าปลีกวัสดุก่อสร้าง เพิ่มตัวแทนจำหน่าย ร้านค้าวัสดุก่อสร้าง จึงสามารถกระจายสินค้าเข้าสู่กลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้เพิ่มขึ้น ส่งผลให้กำไรขั้นต้นของบริษัทปรับตัวดีขึ้น

“ในช่วงโค้งสุดท้ายของปีนี้ภาพรวมตลาดวัสดุก่อสร้าง-อิฐมวลเบาในประเทศ มีทิศทางที่ดีอย่างต่อเนื่อง จากนโยบายระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ EEC ผลักดันให้เกิดการลงทุนก่อสร้างนิคมอุตสาหกรรม โรงงาน โครงการเมกะโปรเจคขนาดใหญ่ของภาครัฐ อาทิ งานก่อสร้างอาคารสถานีรถไฟฟ้าสายต่างๆที่อยู่ระหว่างดำเนินการ  และผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ทยอยลงทุนในโครงการใหม่มากขึ้น  ปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้ความต้องการสินค้ากลุ่มวัสดุก่อสร้าง-อิฐมวลเบา ปรับตัวดีขึ้นและ SMART ยังคงเดินหน้าทำการตลาดเชิงรุก แนะนำสินค้าให้เป็นที่รู้จัก ผลักดันสินค้าผ่านช่องทางการจำหน่ายให้หลากหลายมากขึ้น และมีการขยายฐานลูกค้าทุกกลุ่มอย่างต่อเนื่อง” นายรังสี กล่าว

นอกจากนี้บริษัทยังมุ่งเน้นการใช้กลยุทธ์ O2O (Online to Offline ) เพื่อกระตุ้นการสร้างยอดขายให้เติบโตอย่างมีประสิทธิภาพ และสร้างการรับรู้กับลูกค้าในวงกว้าง ผ่านสื่อออนไลน์และโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ใหม่กลุ่ม บล็อกมวลเบาตกแต่ง  อีกทั้งได้มีการจัดกิจกรรมการตลาดเพื่อแนะนำผลิตภัณฑ์ ซึ่งมีกระแสตอบรับที่ดี และมีคำสั่งซื้อจากโครงการในภาคตะวันออก กลุ่มลูกค้าสถาปนิก และผู้รับเหมารายย่อยมากขึ้น ส่งผลให้สัดส่วนรายได้ในปัจจุบัน งานภาคเอกชน 70 % งานภาครัฐ 28% และต่างประเทศ 2 %

ส่วนตลาดในกลุ่มประเทศ AEC ยังทรงตัว อย่างไรก็ตามบริษัทยังคงเดินหน้ารุกตลาดในประเทศสปป.ลาว โดยมีแผนเพิ่มตัวแทนจำหน่ายให้ครอบคลุมพื้นที่ต่างๆมากขึ้น เนื่องจากความต้องการใช้งานในสปป.ลาว  มีการขยายตัวค่อนข้างมาก ปัจจุบันมีออเดอร์สินค้าเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ส่วนตลาดในประเทศกัมพูชา ยังเติบโตดีมีปริมาณคำสั่งซื้อต่อเนื่อง  

“Dell Rugged: แกร่งสุดขั้ว ทนทุกสภาวะ”

งานหลายๆ อย่างที่ยากลำบากที่สุดในโลกต้องการการฝึกฝนที่หนักหน่วงอย่างที่สุดเพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมาย ซึ่งรูปแบบของการฝึกฝนและทดสอบที่หนักหน่วงได้ถูกนำมาใช้เช่นเดียวกันในเครื่อง โน้ตบุ๊ค Rugged เน็กซ์เจนของเดลล์ โดยระบบแต่ละระบบจะถูกทดสอบซ้ำแล้วซ้ำอีกเพื่อให้สามารถผ่านมาตรฐานทุกรูปแบบและเพื่อสร้างระดับมาตรฐาน “ความแข็งแกร่งทนทาน” ที่สูงยิ่งขึ้นไปพร้อมกัน จากโรงงานต่างๆ ไปจนถึงการใช้งานในแวร์เฮาส์ แท่นขุดเจาะน้ำมันนอกชายฝั่ง ผู้ใช้งานต้องการระบบที่น่าเชื่อถือ การเชื่อมต่อ และประสิทธิภาพในการทำงาน 24/7

หนึ่งในผู้ใช้ที่มีความต้องการใช้ Rugged เป็นอย่างมากคือ ไมค์ ลีเบคกิ นักไต่เขาและนักสำรวจของ National Geographic ที่ประสบความสำเร็จในการเดินทางกับคณะสำรวจมากว่า 80 ครั้ง ซึ่งรวมถึงการผจญภัยไปยังสถานที่ต่างๆ ที่มนุษย์ยังไม่เคยเหยียบย่างไปถึง เช่นเดียวกับการเดินทางล่าสุดของเขาสู่เปรู หมู่เกาะเฟรนช์พอลินีเชีย กรีนแลนด์ เนปาล และอินเดีย เครื่อง Dell Rugged อยู่ร่วมด้วยในการเดินทางครั้งล่าสุดของไมค์ ลีเบคกิที่ไปยังประเทศจีน และที่สำคัญกว่านั้น ยังมีส่วนช่วยในการนำพาเขากลับออกมาอีกด้วย จากวิดีโอที่บันทึกไว้ ไมค์เดิมพันรสชาติชีวิตในการสำรวจกับการมองหาโน้ตบุ๊ค Dell Rugged ที่ได้รับการออกแบบใหม่ทั้งสายผลิตภัณฑ์ และนั่นเป็นการอธิบายได้เป็นอย่างดีว่าเพราะอะไรอุปกรณ์ของเขา ต้องสามารถทำงานได้ตลอดเวลาโดยไม่สามารถที่จะล้มเหลวในการทำงาน

ไบเออร์ดึง ‘มาเรียน ริเวร่า’ พรีเซ็นเตอร์โฆษณา รุกตลาดกลุ่มยาฆ่าเชื้อรา หยุด!โรคผิวหนังจากเชื้อรา

  • มั่นใจภาพลักษณ์นางแบบดังช่วยดันยอดขาย ‘ยาฆ่าเชื้อรา’
  • เตรียมเผยแพร่สปอตโฆษณาออกสู่สายตาผู้ชมทั่วเอเชีย

บริษัท ไบเออร์ไทย จำกัด เปิดตัวสปอตโฆษณาชุดใหม่ โดยได้ความสดใสของซุปเปอร์สตาร์ชื่อดังจากฟิลิปปินส์ “มาเรียน ริเวร่า” (Marian Rivera) มาร่วมแสดง สะท้อนบุคลิกสาวยุคใหม่ที่ใส่ใจสุขภาพ พร้อมแนะนำผลิตภัณฑ์ยาชนิดครีมสำหรับรักษา “โรคผิวหนังจากเชื้อรา” ที่มาพร้อมกับไลฟ์สไตล์คนไทยซึ่งกำลังนิยมออกกำลังกายและเล่นกีฬา จนเกิดปัญหาความอับชื้นใต้ร่มผ้าสู่อาการคันตามจุดต่างๆ ของร่างกาย

สปอตโฆษณาชิ้นใหม่ของ บริษัท ไบเออร์ไทย จำกัด ออกอากาศทางโทรทัศน์เมื่อเร็วๆนี้ เพื่อนำเสนอการรักษา “โรคผิวหนังที่เกิดจากเชื้อรา” ได้สร้างความน่าสนใจให้แก่ผู้ชม ด้วยการเชิญดารานักร้องแถวหน้าชาวฟิลิปินส์ “มาเรียน ริเวร่า” ผู้หญิงเก่งมากความสามารถ มีผลงานทางโทรทัศน์และภาพยนตร์มากมาย รวมทั้งยังเป็นนางแบบระดับโลกจากนิตยสาร FHM มาร่วมแสดงด้วย โดยได้เริ่มเผยแพร่แล้วในประเทศไทย และจะปรากฎสู่สายตาผู้ชมอีกหลายล้านคนทั่วเอเชีย มีเป้าหมายสื่อสารกับลูกค้าที่มีอาการคันจากเชื้อรา กลาก เกลื้อน น้ำกัดเท้าหรือฮ่องกงฟุต หันมารักษาให้ถูกจุดและได้ผล เพียงทาบริเวณที่เกิดโรคผิวหนังจากเชื้อรา

ปัจจุบัน โรคผิวหนังจากเชื้อรามีโอกาสเกิดขึ้นบ่อยๆ โดยเฉพาะยุคนี้ที่ไลฟ์สไตล์ของคนไทยไม่ว่าวัยรุ่นหรือวัยทำงาน ต่างหันมาเล่นกีฬาใส่ใจสุขภาพตัวเองเป็นประจำทั้งเข้าฟิตเนส วิ่งจ๊อคกิ้ง และเล่นกีฬาหนักๆ เป็นผลให้ร่างกายสะสมเหงื่อและความอับชื้นโดยไม่รู้ตัวหรือไม่ดูแลระมัดระวังอย่างเพียงพอ ประกอบกับอากาศที่ร้อนชื้นอาจทำให้เกิดโรคผิวหนัง อาทิ กลากที่เท้า กลากที่มือ กลากที่ลำตัว กลากที่ขาหนีบ เกลื้อน รวมทั้งโรคที่มาพร้อมฟ้าฝนและคนที่ต้องลุยน้ำนานๆ เช่นโรคน้ำกัดเท้าหรือฮ่องกงฟุต ฯลฯ

“ไบเออร์เชื่อว่าสปอตโฆษณาซึ่ง มาเรียน ริเวร่า เป็นพรีเซ็นเตอร์ จะช่วยดึงดูดกลุ่มเป้าหมายที่มีไลฟ์สไตล์นิยมความท้าทาย โดยเฉพาะกลุ่มผู้ชายที่ชื่นชอบออกกำลังกายบ่อยครั้ง ทั้งเหงื่อ เสื้อผ้า รองเท้าที่สวมใส่ อาจเปียกชื้นและนำไปสู่อาการคันที่ผิวหนัง จนเกิดเชื้อรา กลาก เกลื้อนต่างๆ ซึ่งเราชื่อว่าลูกค้าจะจดจำยารักษาอาการคันนี้ได้ และปรึกษาเภสัชกรสำหรับใช้รักษาเชื้อราที่ผิวหนังที่เป็นอยู่”

สำหรับผู้สนใจสปอตโฆษณา ของไบเออร์ “โรคผิวหนังที่เกิดจากเชื้อรา” ที่มี มาเรียน ริเวร่า นำแสดงดังกล่าว สามารถติดตามรับชมได้แล้วผ่านช่องทางสื่อสาธารณะต่างๆ หรือ เว็บไซต์ ไบเออร์ไทย (www.bayer.co.th)

BEM แจ้งผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 61 กำไรสุทธิ 3,119 ล้านบาท

บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM เปิดเผยผลประกอบการไตรมาสที่ 3 ปี 2561 มีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นก่อนกำไรจากการเปลี่ยนประเภทเงินลงทุน 1,089 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน 149 ล้านบาท หรือร้อยละ 15.9 หากนับรวมกำไรจากการโอนเปลี่ยนประเภทเงินลงทุนสุทธิจากภาษี 2,030 ล้านบาท ทำให้กำไรสุทธิไตรมาสนี้เท่ากับ 3,119 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน 2,179 ล้านบาท หรือร้อยละ 231.8 BEM มีรายได้ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยมีปัจจัยสำคัญจากรายได้โครงการทางพิเศษ สายศรีรัช-วงแหวนรอบนอกฯ (SOE) และรายได้ค่าโดยสารโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน รวมทั้งในไตรมาสนี้ BEM มีกำไรจากการขายเงินลงทุนใน บมจ.ซีเค พาวเวอร์ (CKP)

สำหรับงวดเก้าเดือนปี 2561 BEM มีกำไร 4,834 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อน 2,469 ล้านบาท หรือร้อยละ 104.4 เนื่องจากในปีนี้มีกำไรจากการขายเงินลงทุน และการโอนเปลี่ยนประเภทเงินลงทุน รวมถึงการรีไฟแนนซ์เงินกู้ยืมระยะยาวโครงการทางพิเศษสาย SOE

BEM ได้รับการประกาศให้อยู่ในรายชื่อ “หุ้นยั่งยืน” (Thailand Sustainability Investment; THSI) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ในฐานะที่ BEM มีการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และบริหารงานภายใต้หลักบรรษัทภิบาล

“Dell Rugged: แกร่งสุดขั้ว ทนทุกสภาวะ”

งานหลายๆ อย่างที่ยากลำบากที่สุดในโลกต้องการการฝึกฝนที่หนักหน่วงอย่างที่สุดเพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมาย ซึ่งรูปแบบของการฝึกฝนและทดสอบที่หนักหน่วงได้ถูกนำมาใช้เช่นเดียวกันในเครื่อง โน้ตบุ๊ค Rugged เน็กซ์เจนของเดลล์ โดยระบบแต่ละระบบจะถูกทดสอบซ้ำแล้วซ้ำอีกเพื่อให้สามารถผ่านมาตรฐานทุกรูปแบบและเพื่อสร้างระดับมาตรฐาน “ความแข็งแกร่งทนทาน” ที่สูงยิ่งขึ้นไปพร้อมกัน จากโรงงานต่างๆ ไปจนถึงการใช้งานในแวร์เฮาส์ แท่นขุดเจาะน้ำมันนอกชายฝั่ง ผู้ใช้งานต้องการระบบที่น่าเชื่อถือ การเชื่อมต่อ และประสิทธิภาพในการทำงาน 24/7

หนึ่งในผู้ใช้ที่มีความต้องการใช้ Rugged เป็นอย่างมากคือ ไมค์ ลีเบคกิ นักไต่เขาและนักสำรวจของ National Geographic ที่ประสบความสำเร็จในการเดินทางกับคณะสำรวจมากว่า 80 ครั้ง ซึ่งรวมถึงการผจญภัยไปยังสถานที่ต่างๆ ที่มนุษย์ยังไม่เคยเหยียบย่างไปถึง เช่นเดียวกับการเดินทางล่าสุดของเขาสู่เปรู หมู่เกาะเฟรนช์พอลินีเชีย กรีนแลนด์ เนปาล และอินเดีย เครื่อง Dell Rugged อยู่ร่วมด้วยในการเดินทางครั้งล่าสุดของไมค์ ลีเบคกิที่ไปยังประเทศจีน และที่สำคัญกว่านั้น ยังมีส่วนช่วยในการนำพาเขากลับออกมาอีกด้วย จากวิดีโอที่บันทึกไว้ ไมค์เดิมพันรสชาติชีวิตในการสำรวจกับการมองหาโน้ตบุ๊ค Dell Rugged ที่ได้รับการออกแบบใหม่ทั้งสายผลิตภัณฑ์ และนั่นเป็นการอธิบายได้เป็นอย่างดีว่าเพราะอะไรอุปกรณ์ของเขา ต้องสามารถทำงานได้ตลอดเวลาโดยไม่สามารถที่จะล้มเหลวในการทำงาน

ทดสอบความคงทนจากการตกกระแทก

 

ทดสอบความทนทานต่อสภาพความเย็นแบบฟรีซเซอร์

 

ทดสอบความทนทานต่อสภาพความร้อนในตู้อบ

Rugged คือแล็ปท็อปที่ได้รับการสร้างแบบมีวัตถุประสงค์ ทั้งถูกออกแบบและถูกทดสอบด้วยกระบวนการต่างๆ เพื่อให้ถึงจุดที่เครื่องไม่สามารถทำงานได้ต่อไป รวมทั้งได้รับการพัฒนาให้แข็งแกร่งทนทานต่อทุกสภาพการทำงาน เพื่อให้สามารถส่งมอบประสิทธิภาพที่ลูกค้าอย่างไมค์ หรือ แมคลาเรน (McLaren) ต้องการ มาถึงวันนี้ เดลล์มีความภูมิใจที่จะเปิดตัวสมาชิกของเครื่องตระกูล Rugged ทั้ง Dell Latitude 7424 Rugged Extreme พร้อมทั้ง Dell Latitude 5424 และ 5420 Rugged โน้ตบุ๊ค แม้ความต้องการของลูกค้าที่ใช้ Rugged PCs จะไม่เหมือนกัน แต่สิ่งที่ลูกค้าต่างมีความต้องการแบบเดียวกันนั่นก็คือ การผนวกความสามารถด้านการรักษาความปลอดภัยแบบครบวงจร (end-to-end) เข้ากับความน่าเชื่อถือและความสามารถในการจัดการของเครื่อง Dell Latitude ไม่ว่าจะทำงานที่ไหนหรือกำลังทำไรก็ตาม

จริงๆ แล้วความทนทานต่อการกระแทกอย่างรุนแรงเป็นเพียงแค่ผลประโยชน์ขั้นต้นที่ได้รับ และเพียงแค่อยู่รอดในสภาพแวดล้อมต่างๆ ยังไม่เพียงพอ ผู้ใช้ต่างคาดหวังให้เครื่องพีซี Dell Rugged มาพร้อมทั้งความสามารถและประสบการณ์การใช้งานที่มีประสิทธิภาพ และล้ำสมัยยิ่งขึ้น ดังนั้น เครื่องโน๊ตบุ๊ครุ่นใหม่จึงให้การแสดงผลภาพที่สามารถมองเห็นได้อย่างง่ายดาย ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ในร่มหรือกลางแจ้งเพื่อการใช้งานที่เต็มประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทั้งในสภาพฝนตกหรือแดดออก ซึ่งทั้งหมดต้องขอบคุณจอแสดงผลความละเอียดสูง (HD) ที่คมชัดยิ่งขึ้นและสว่างมากขึ้น (1000-NIT) พร้อมการแสดงผลของสีที่ดียิ่งขึ้น และด้วยเครื่องในเจนเนอเรชันใหม่นี้ ลูกค้าสามารถทำงานได้โดยไม่ต้องกังวลด้วยการทำงานแบบ zero down-time ซึ่งต้องขอบคุณระบบแบตเตอรี่ย์แบบคู่ที่สามารถสลับสับเปลี่ยนได้ในระหว่างทำงาน (hot-swappable dual-batteries) ที่ผนึกกำลังเพื่อให้เครื่องทำงานได้ยาวนานมากกว่า 14 ชั่วโมง

และถ้าหาก optical drives คือ ทางเลือกของ external storage สำหรับคุณในการสำรอง (back-up) และถ่ายโอน (offload) ข้อมูล Dell Rugged 7424 และ 5424 มาพร้อมทางเลือก Blu-Ray burner สำหรับความหนาแน่นของข้อมูล และสำหรับผู้ใช้ที่ต้องการสิ่งที่มากกว่าความสามารถในการพกพา เครื่อง Rugged 5420 มาพร้อมตัวเครื่องที่บางกว่าและเบากว่า 22 เปอร์เซ็นต์เพื่อเพิ่มความสามารถในการเข้าถึงโดยไม่สูญเสียความสามารถดั้งเดิมที่เยี่ยมยอดของ Dell Rugged ไป

ด้วยโน้ตบุ๊ค Rugged แต่ละรุ่น คุณจะได้รับระบบรักษาความปลอดภัยที่ได้รับการพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น รวมถึงการ log-on อย่างรวดเร็วกว่าเดิมผ่านระบบจดจำใบหน้า (facial recognition) ของ “Windows Hello” และประสิทธิภาพที่พัฒนาให้ดีขึ้นอย่างมหาศาลอันเป็นมาจากโพรเซสเซอร์ Intel quad-core กราฟิกชิพระดับเครื่องเวิร์กสเตชันของ AMD ทางเลือกสำหรับสตอเรจที่มีขนาดใหญ่ พร้อมโซลูชันระบบทำความเย็นใหม่เพื่อให้เครื่องอยู่ในสภาวะควบคุมได้ในทุกสภาพแวดล้อม

และเพราะความสามารถในการเชื่อมต่อคือสิ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด เครื่องพีซี Rugged จึงวางตลาดพร้อมกับ Cat16 4G/LTE ยุคหน้า เดลล์ตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่งที่จะบอกว่าเรายังวางแผนที่จะรองรับ FirstNet พร้อมด้วยการเชื่อมต่อ Band 14 เป็นทางเลือกสำหรับเครื่องในสายผลิตภัณฑ์ Dell Rugged

พบกับ Dell Rugged ใหม่เพื่อมองหาเครื่องที่คุณมองหาได้ที่ เพจของ Dell Rugged บน Dell.com

อุตฯ เปิดศูนย์นวัตกรรม “มิเอะ-ไทยแลนด์ อินโนเวชั่น เซ็นเตอร์ ” ต่อยอดอุตฯอาหารไทย ก้าวไกลสู่ฐานการผลิตเทคโนโลยีขั้นสูงระดับโกลบอล

กระทรวงอุตสาหกรรมร่วมมือกับจังหวัดมิเอะ ประเทศญี่ปุ่น เปิดศูนย์นวัตกรรม “มิเอะ-ไทยแลนด์ อินโนเวชั่น เซ็นเตอร์ ” (Mie- Thailand Innovation Center) ศูนย์ยกระดับอุตสาหกรรมอาหารไทยให้เป็นผู้นำสู่ระดับสากลด้วยเทคโนโลยีการผลิตระดับสูง ผ่านแนวทางในการขับเคลื่อน  3 ด้าน ได้แก่ 1.การถ่ายทอดเทคโนโลยีและนวัตกรรมการแปรรูปอาหาร 2. การพัฒนาบุคลากร  และ 3. การพัฒนาเครือข่ายผู้ประกอบการ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของภาคการผลิต ทั้งในด้านคุณภาพและมาตรฐาน และการสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยนวัตกรรมควบคู่ไปกับการขยายโอกาสทางการตลาดในประเทศ ให้กว้างขึ้นไปสู่ระดับโลกอีกด้วยและนวัตกรรม

นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า จากที่กระทรวงอุตสาหกรรมและบีโอไอได้ร่วมลงนามบันทึกความร่วมมือกับจังหวัดมิเอะ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นหนึ่งในจังหวัดที่มีความเชี่ยวชาญด้านนวัตกรรม และเทคโนโลยีการผลิตระดับสูง รวมทั้งการวิจัยและพัฒนา  ด้านเกษตรอาหาร เทคโนโลยีชีวภาพ การปรับปรุงพันธุ์ และบริการทดสอบทางวิทยาศาสตร์ จึงได้ร่วมกันจัดตั้งศูนย์นวัตกรรม “มิเอะ-ไทยแลนด์ อินโนเวชั่น เซ็นเตอร์ ” (Mie- Thailand Innovation Center) โดยมีวัตถุประสงค์ในการถ่ายทอดเทคโนโลยีและนวัตกรรมการแปรรูปอาหาร  เพื่อขับเคลื่อนยกระดับอุตสาหกรรมอาหารไทยให้เป็นผู้นำได้ในระดับสากล พร้อมสนับสนุนการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการผลิตมาผนวกกับเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยปฏิรูปอุตสาหกรรมอาหารทั้งระบบ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของภาคการผลิต ทั้งในด้านคุณภาพและมาตรฐาน และการสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยนวัตกรรมควบคู่ไปกับ การขยายโอกาสทางการตลาดในประเทศให้กว้างขึ้นไปสู่ระดับโลก

นายอุตตม กล่าวต่อว่า สำหรับแนวทางการขับเคลื่อนศูนย์นวัตกรรมดังกล่าว กระทรวงอุตสาหกรรมเตรียม 3 กรอบการดำเนินงานที่สำคัญไว้ เพื่อขับเคลื่อนยกระดับภาคอุตสาหกรรมและการส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือระหว่างอุตสาหกรรมทั้ง 2 ฝ่าย ได้แก่

  1. การถ่ายทอดเทคโนโลยีและนวัตกรรมการแปรรูปอาหาร ประกอบไปด้วยการจัดกิจกรรมสัมมนา เวิร์คช็อป (Workshop) มุ่งเน้นการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีการแปรรูปอาหารของบริษัทจากจังหวัดมิเอะ การทำวิจัยและทำต้นแบบผลิตภัณฑ์แปรรูปอาหารเพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่ๆ ผลักดัน SMEs ให้มีศักยภาพด้านเทคโนโลยีนวัตกรรมมากขึ้น นอกจากนี้ ยังนำร่องมุ่งเน้นใน 2 พื้นที่ ที่มีศักยภาพ คือ จังหวัดสงขลา เป็นศูนย์กลางในการแปรรูปอาหารในกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารทะเลหรือของสด ให้กับ 14 จังหวัดภาคใต้   และ จังหวัดเชียงใหม่ จะต่อยอดการดำเนินงานยุทธศาสตร์ Northern Food Valley ในพื้นที่ภาคเหนือ ผ่านโครงการร่วมมือเช่น เช่น Lanna Matsusaka Beef โดยอาศัยจุดเด่นของจังหวัดมิเอะที่มีชื่อเสียงในเรื่องของเนื้อ Matsusaka ให้ถ่ายทอดพันธ์เนื้อมาต่อยอดการเลี้ยงวัวในภาคเหนือ รวมถึงโครงการ Medical and Bio-Technology  การถ่ายทอดเทคโนโลยีการสกัดสมุนไพรจากพืชชนิดต่างๆ และ ความร่วมมือเพื่อการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และวัฒนธรรม ระหว่างจังหวัดเชียงใหม่กับจังหวัดมิเอะ ซึ่งจังหวัดทั้ง 2 มีจุดแข็งในด้านเดียวกัน
  2. การพัฒนาบุคลากร ผ่านการพัฒนาหลักสูตรของ Mie Industry and Enterprise Support Center (MIESC) ซึ่งเป็นหลักสูตรการสร้างบุคลากรในระดับ “Leader” ของผู้ประกอบการ SMEs ที่มีเป้าหมายเพื่อสร้างบุคลากรที่จะเข้ามาลดช่องว่างของกลุ่มแรงงานและผู้บริหาร เป็นหลักสูตรที่ได้รับผลตอบรับที่ดีมากจากบริษัทในจังหวัดมิเอะ ซึ่งจะมีการปรับหลักสูตรการฝึกอบรมให้ตรงต่อความต้องการของผู้ประกอบการไทย และให้มีเนื้อหาการฝึกอบรมที่เหมาะสมต่อวัฒนธรรมของประเทศไทย จากนั้นจะมีการกำหนดแผนการฝึกอบรมที่เป็นรูปธรรมร่วมกัน โดยได้คาดหวังว่าหลักสูตรนี้จะช่วยยกระดับให้กับภาคอุตสาหกรรมในประเทศ
  3. การพัฒนาเครือข่ายผู้ประกอบการ (Business Networking) มุ่งหมายให้เกิดความร่วมมือระหว่างกัน เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมและเกิดประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่ายต่อไปในอนาคต ซึ่งจะช่วยให้เกิดการขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ ของประเทศไทยเติบโตได้ในระยะยาว

ด้าน นายยงวุฒิ เสาวพฤกษ์ ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร กล่าวว่า ได้ร่วมมือกับกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม และจังหวัดมิเอะ ในการผลักดันผู้ประกอบการเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตด้วยนวัตกรรม และการวิจัยและพัฒนาเพื่อสรรค์สร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ควบคู่ไปกับการขยายโอกาสทางการตลาดในประเทศให้กว้างขึ้น โดยทั้งไทยและญี่ปุ่นได้ต่อยอดความร่วมมือที่ผ่านมาได้แก่ การวิจัยเกี่ยวกับ Thai snack จากข้าวหอมมะลิไทยที่มีลักษณะของการวิจัยเพื่อการผลิตสินค้าเชิงพาณิชย์ และการบริการในการทำตัวอย่างสินค้าให้กับกลุ่มผู้ประกอบการที่เป็น Start Up ที่ต้องการผลิตเพื่อทดลองสินค้าและตลาด พร้อมทั้งการวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการแปรรูปผลิตผลทางการเกษตรเป็นสินค้าอาหารเจ ซึ่งได้รับความนิยมจากผู้บริโภคชาวไทย นอกจากนี้จะได้รับสิทธิประโยชน์การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล เป็นเวลา  5 - 10 ปี ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดแล้ว ยังจะได้รับสิทธิเพิ่มเติมเป็นพิเศษ เช่น การลดหย่อนอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลร้อยละ 50 เป็นเวลา 5 ปี

ทั้งนี้ การจัดตั้งศูนย์นวัตกรรม “มิเอะ-ไทยแลนด์ อินโนเวชั่น เซ็นเตอร์ ” (Mie- Thailand Innovation Center) เป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือการที่จะช่วยยกระดับและพัฒนาบุคลากรในภาคอุตสาหกรรม สร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยสามารถเข้าถึงเทคโนโลยี งานวิจัย และนวัตกรรมที่เหมาะสมที่จะช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าและบริการ และยกระดับอุตสาหกรรมอาหารของประเทศให้เป็นผู้นำได้ในระดับสากล และที่สำคัญคือการเชื่อมโยงสร้างเครือข่ายระหว่างภาคอุตสาหกรรมของทั้ง 2 ประเทศ ที่จะช่วยให้เกิดความร่วมมือที่ขยายวงไปในด้านการค้า การลงทุน รวมถึงการท่องเที่ยวระหว่างกัน ได้ต่อไปในอนาคต นายยงวุฒิ กล่าวสรุป

สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจรายละเอียด สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กลุ่มงานประชาสัมพันธ์ สำนักงานเลขานุการกรม กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม โทรศัพท์  022024414 - 17 หรือ เข้าไปที่ www.dip.go.th

ประชุมสัมมนานานาชาติ มาเซียน่า ครั้งที่ 6

คุณสิริกิติยา เจนเซน (ที่ 5 จากขวา) ให้เกียรติเข้าร่วมงานประชุมสัมมนานานาชาติ มาเซียน่า ครั้งที่ 6 ที่กรุงเทพฯ ว่าด้วยการอนุรักษ์มรดกสถาปัตยกรรมโมเดิร์นในกลุ่มประเทศอาเซียน และได้พบปะ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับบรรดาผู้เชี่ยวชาญจากญี่ปุ่น ยุโรป และทุกประเทศในอาเซียน โดยมี (จากซ้ายไปขวา) ดร.ชิน มูรามัตสึ ดร.โยชิยูกิ ยามานะ ดร.เคนจิ วาทานาเบ้ ทั้ง 3  ท่านจากองค์กรโดโคโมโม่ณี่ปุ่น คุณปองขวัญ ลาซูส กรรมการบริหารสมาคมอิโคโมสไทยและประธานจัดงาน ศาสตราจารย์ อันนา โตสตอย ประธาน ประธานองค์กรโดโคโมโม่ สากล ดร.วีระพันธ์ ชินวัตร  อุปนายกสมาคมอิโคโมสไทย  คุณชิเกกิ โกบายาชิ จากสถานฑูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย คุณโนริฮิโกะ โยชิโอกะ ผู้อำนวยการแจแปนฟาวน์เดชั่น กรุงเทพฯ ดร. วสุ โปษยะนันทน์ เลขาธิการสมาคมอิโคโมสไทย ร่วมกิจกรรม ณ อาคารศิลปวัฒนธรรม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย งานนี้ร่วมจัดโดยองค์กรโดโคโมโม่ ญี่ปุ่น แจแปน ฟาวน์เดชั่น สมาคมอิโคโมสไทยและคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อเร็วๆนี้

The Mall Korat Presents Strider Cup 2018
การแข่งขันจักรยานทรงตัวเด็กสนามมาตรฐานระดับเอเชีย ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในภาคอีสาน

เดอะมอลล์ ช้อปปิ้งเซ็นเตอร์ ร่วมกับ บริษัท บีเคเค สไตรเดอร์ จำกัด งาน “The Mall Korat Presents Strider Cup 2018” การแข่งขันจักรยานทรงตัวสนามมาตรฐานระดับเอเชียยิ่งใหญ่ที่สุดในภาคอีสาน ชวนน้องๆ อายุระหว่าง 2 - 7 ขวบ เข้าร่วมการแข่งขัน โดยในปีนี้ นอกจากเนรมิต เอ็มซีซี ฮอลล์ เดอะมอลล์ โคราช กว่า 4,000 ตารางเมตร ให้เป็นสนามมาตรฐานระดับเอเชียแล้ว ยังจัดกิจกรรมภารกิจพิชิตอวกาศ โดยมีกิจกรรมเครื่องเล่นเกี่ยวกับอวกาศและเวิร์กช้อปต่างๆ เพื่อพัฒนาศักยภาพทั้งทางด้านร่างกายและส่งเสริมจินตนาการความคิดสร้างสรรค์ งานจัดระหว่างวันที่ 17 - 18 พฤศจิกายน 2561 ณ เอ็มซีซี ฮอลล์ ชั้น 3 เดอะมอลล์ โคราช

สำหรับการจัดงาน “The Mall  Korat Presents Strider Cup 2018” การแข่งขันจักรยานทรงตัวเด็กสนามที่ใหญ่ที่สุดในภาคอีสาน  จัดต่อเนื่องขึ้นเป็นปีที่4   โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมพัฒนาการทางร่างกาย ด้านการทรงตัว ฝึกสมาธิ และยังเป็นการสร้างเสริมสุขภาพของเด็กและเยาวชน อีกทั้งยังเป็นกิจกรรมที่ช่วยส่งเสริมสถาบันครอบครัว  ตลอดจนร่วมพัฒนาศักยภาพความสามารถของเด็กไทยให้ก้าวสู่การแข่งขันในระดับโลกต่อไปอีกด้วย สำหรับการแข่งขันจักรยานทรงตัวเป็นกีฬาที่ได้รับความนิยมอย่างมากในต่างประเทศ และเป็นที่แพร่หลายในประเทศไทย

การแข่งขันในปีนี้แบ่งออกเป็น  7 รุ่น ได้แก่ รุ่น  2 ขวบ, 3 ขวบ, 4 ขวบ, 5 ขวบ, 6 ขวบ, โอเพ่นคลาส และ รุ่น 14x (2 - 7 ขวบ) ภายในงานยังมีกิจกรรมให้ร่วมสนุกมากมาย อาทิ Strider Adventure Zone สนาม สไตรเดอร์สำหรับนักกีฬาตัวน้อยได้ฝึกทักษะก่อนลงแข่งขัน, การจำลองอวกาศ พร้อมกิจกรรมภารกิจพิชิตอวกาศและเวิร์กช้อปเพื่อให้น้องๆได้เกิดจินตนาการความคิดสร้างสรรค์ อาทิ เวิร์กช้อปประดิษฐ์หน้ากากมนุษย์อวกาศ มูลค่า 60 บาท สิทธิพิเศษสมาชิก M Card รับสิทธิ์ร่วมกิจกรรมฟรี (1 ท่าน ต่อ 1  สิทธิ์ จำกัด 50 สิทธิ์ ตลอดรายการ), กิจกรรมจำลองการปล่อยจรวด ตลอดจนกิจกรรมเกมส์เพื่อเรียนรู้วงโคจรของระบบสุริยจักรวาล

ร่วมเปิดประสบการณ์ความสนุกสุดท้าทาย  ชมและเชียร์เป็นกำลังใจให้นักกีฬาตัวน้อย พร้อมสนุกไปกับกิจกรรมมากมายในงาน “The Mall Korat Presents Strider Cup 2018” งานจัดระหว่างวันที่ 17 – 18 พฤศจิกายน 2561 ณ เอ็มซีซี ฮอลล์ ชั้น 3 เดอะมอลล์ โคราช ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  Facebook: The Mall Thailand หรือ Facebook : Strider Korat   

อิฮาระนิเคอิ เคมิคอล (ประเทศไทย) เปิดโรงงานแห่งใหม่ในนิคมฯ ดับบลิวเอชเอ ตะวันออก (มาบตาพุด)

บริษัท อิฮาระนิเคอิ เคมิคอล (ประเทศไทย) ผู้นำด้านอุตสาหกรรมเคมีจากประเทศญี่ปุ่น เปิดโรงงานแห่งใหม่ที่นิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ ตะวันออก (มาบตาพุด) ซึ่งตั้งอยู่ในเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) พร้อมติดตั้งเทคโนโลยีอันทันสมัย เพื่อเสริมกำลังการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการที่เพิ่มขึ้นของลูกค้าในภูมิภาค

บรรยายภาพ : มร. เดวิด นาร์โดน (ขวา) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมและการลงทุนต่างประเทศ บริษัท ดับบลิวเอชเอ อินดัสเตรียล ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) มอบพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชแก่ มร. ซาโตชิ ยามานาชิ (ซ้าย) กรรมการผู้จัดการ บริษัท อิฮาระนิเคอิ เคมิคอล (ประเทศไทย) ในพิธีเปิดโรงงานแห่งใหม่

อนันดาฯ ตรวจคุณภาพงานก่อสร้าง โครงการ ไอดีโอ โมบิ อโศก

คุณสุเมธ รัตนศรีกุล (กลาง) กรรมการผู้จัดการธุรกิจคอนโดมิเนียม แอชตัน/ไอดีโอ คิว และ เอลลิโอ บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วย คุณวีระศักดิ์ วานิชวัฒน์ (ที่ 2 จากซ้าย) กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฑีฆา ก่อสร้าง จำกัด ผู้รับเหมาก่อสร้างหลัก และ คุณรังสรรค์ เกียรติยศ (ที่ 1 จากซ้าย) กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอบิวด์ แมเนจเมนท์ จำกัด ที่ปรึกษาและควบคุมงานก่อสร้าง เข้าตรวจความคืบหน้าการก่อสร้าง โครงการคอนโดมิเนียม ไอดีโอ โมบิ อโศก เป็นโครงการคอนโดมิเนียม High Rise สูง 37 ชั้น ตั้งอยู่บนทำเลย่านธุรกิจหลักที่สำคัญที่สุดในอนาคตทั้งอโศกและพระราม 9 เพียบพร้อมด้วยระบบคมนาคมหลากหลาย ช่วยให้การเดินทางสะดวกสบาย เพียง 290 เมตร จากรถไฟฟ้าใต้ดิน MRT สถานีเพชรบุรี และ 320 เมตร จาก Airport Rail Link สถานีมักกะสัน และ เพียง 10 นาทีสู่รถไฟฟ้า BTS สถานีอโศก ซึ่งขณะนี้การก่อสร้างโครงการมีความคืบหน้าเป็นไปตามแผนงานที่วางไว้ และคาดว่าโครงการพร้อมโอนภายในเดือนพฤศจิกายน นี้

 

ข้อมูลเพิ่มเติม :

ไอดีโอ โมบิ อโศก คอนโดมิเนียม High-Rise สูง 37 ชั้น 1 อาคาร จำนวน 508 ยูนิต ตั้งอยู่บนทำเลย่านธุรกิจหลักที่สำคัญที่สุดในอนาคตทั้งอโศกและพระราม 9 ใกล้ระบบคมนาคม (Mass Transit System) เพียง 290 เมตร จากรถไฟฟ้าใต้ดิน MRT สถานีเพชรบุรี และ 320 เมตร จาก Airport Rail Link สถานีมักกะสัน และ เพียง 10 นาทีสู่รถไฟฟ้า BTS สถานีอโศก แวดล้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครัน พร้อมสัมผัสประสบการณ์ใหม่กับครั้งแรกของการออกกำลังกายบนทางวิ่งต่างระดับจากชั้น 1 สู่ชั้น 7 พร้อมผ่อนคลายกับการว่ายน้ำในรูปแบบ Illuminated Swim Lane และ Under Water Sound System ด้วยดีไซน์การออกแบบอย่างชาญฉลาด (Smart Design) ให้ทุกห้องสามารถเห็นทัศนียภาพของวิวเมืองโดยไม่เหลื่อมบังกัน อีกทั้งยังมั่นใจในความปลอดภัย (Smart Safety) ที่เชื่อมต่อระบบ Security ผ่าน Smartphone แจ้งเตือนแบบ Real Time ใกล้แหล่งออฟฟิศ ตลาดหลักทรัพย์ สถานฑูต ห้างสรรพสินค้า และโอบล้อมด้วยทัศนียภาพสีเขียวของสวนสาธารณะหลายแห่งแม้อยู่ใจกลางเมือง พร้อมให้คุณได้ก้าวสู่ยุคใหม่แห่งการอยู่อาศัยอย่างแท้จริงในราคาเริ่มต้น 5.39 ล้านบาท

Page Visitor

019710144
Today
Yesterday
This Week
This Month
Last Month
All days
10988
51261
216381
1109923
1643254
19710144
Your IP: 3.230.173.249
2021-04-22 05:28