BizFocus

BizFocus

ทันยุค ทันสมัย หัวใจธุรกิจ บิสโฟกัส

DOD โชว์ กำไร Q3/61 พุ่ง 168.71 % มั่นใจปี 61 โตก้าวกระโดด 
จ่อ เทคฯ ธุรกิจความงาม ขึ้นแท่นผู้นำธุรกิจผลิตผลิตภัณฑ์ความงามและสุขภาพ ครบวงจร

บมจ. ดีโอดี ไบโอเทค (DOD) เผยผลการดำเนินงาน งวดไตรมาส 3/2561 มีรายได้รวม 157.37 ล้าน บาท เพิ่มขึ้น 102.72 % จากงวดเดียวกันของปีก่อน ที่มีรายได้รวม 77.64 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 72.74 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 168.71 % จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 27.07 ล้านบาท พร้อมระบุ ภาพรวมผลประกอบการในปีนี้ เติบโตแบบก้าวกระโดด  ด้าน CEO “ ศุภมาส อิศรภักดี ” ส่งซิกข่าวดี จ่อปิดดีล เทคโอเวอร์ ธุรกิจผลิตผลิตภัณฑ์ด้านความงาม เบื้องต้นคาดว่าไม่เกินภายในสิ้นปีนี้  เชื่อหากดีลสำเร็จ จะส่งผลให้ DOD ขึ้นแท่น ผู้นำธุรกิจผลิตผลิตภัณฑ์ความงามและสุขภาพ แบบครบวงจร

นางสาวศุภมาส อิศรภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดีโอดี ไบโอเทค จำกัด (มหาชน) หรือ DOD ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ที่มีส่วนประกอบหลักมาจากสารสกัดจากธรรมชาติ ในรูปแบบการรับจ้างพัฒนาและผลิต (ODM) ที่ให้บริการครบวงจร (One Stop Service) ซึ่งได้รับมาตรฐานระดับสากล เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานประจำงวดไตรมาส 3/2561 สิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2561ว่า บริษัทฯมีรายได้รวม 157.37 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 102.72 % จากงวดเดียวกันของปีก่อน ที่มีรายได้รวม 77.63 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 72.74 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 168.71 % เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่มีกำไรสุทธิ 27.07 ล้านบาท ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 63.46 % เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 59.09 % หรือ 4.38 %

สำหรับผลการดำเนินงานงวด 9 เดือนแรกปี 2561บริษัทฯ มีรายได้รวม 605.16 ล้านบาท เพิ่มขึ้น106.80 % จากงวดเดียวกันของปีก่อน ที่มีรายได้รวม 292.77 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ จำนวน 296.06 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 157.16 % จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่มีกำไรสุทธิ 115.12 ล้านบาท โดยมีอัตรากำไรขั้นต้นที่ 63.04 % เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อนที่ 59.46 % หรือ เพิ่มขึ้น 3.58 %

สำหรับสาเหตุที่บริษัทฯมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น เป็นผลต่อเนื่องจากกรณีที่บริษัทฯย้ายที่ตั้งโรงงานใหม่ ไปที่นิคมอุตสาหกรรม อยู่เจริญ-ท่าจีน ซึ่งมีพื้นที่กว่า 7 ไร่  ทำให้มีกำลังการผลิตในการรองรับออเดอร์ จากลูกค้าขนาดใหญ่ เพิ่มมากขึ้น โดยปัจจุบันบริษัทฯมีกำลังการผลิตอยู่ที่ประมาณ 1,000,000 กล่องต่อเดือน และสามารถรองรับการผลิตได้เต็มที่กว่า 1,600,000 กล่องต่อเดือน หรือคิดเป็นประมาณ 70% ของกำลังการผลิตทั้งหมด จากการรับจ้างพัฒนาและผลิต (ODM) ประกอบกับในช่วงที่ผ่านมา บริษัทฯมียอดออเดอร์ เข้ามาเพิ่มขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากลูกค้าหลายราย มีการย้ายฐานผลิตจากที่เดิม มาผลิตและออกผลิตภัณฑ์เสริมอาหารใหม่ๆกับทางบริษัทฯ 

ทั้งนี้ หากพิจารณาจากผลการดำเนินงานในงวด 9 เดือนที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่า บริษัทฯยังคงมีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเห็นจากกำไรสุทธิ ตั้งแต่งวดไตรมาส 1/2561 ที่มีกำไรสุทธิ 111.20 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก YoY ที่ 33.52 ล้านบาท ขณะที่ไตรมาส 2/2561 มีกำไรสุทธิ 112.11 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก YoY ที่ 54.54 ล้านบาท และไตรมาส 3/2561  มีกำไรสุทธิ 72.74 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก YOY ที่มีกำไรสุทธิ 27.07 ล้านบาท ดังนั้นจะเห็นได้ว่า กำไรสุทธิงวด 9 เดือนที่ผ่านมา บริษัทฯมีความสามารถ ในการทำกำไรสุทธิที่ 296.06 ล้านบาท ซึ่งก็สูงกว่าปี 2560 ทั้งปีแล้ว ที่มีกำไรสุทธิ 142.19 ล้านบาท และจากปัจจัยดังกล่าว จึงเป็นเครื่องตอกย้ำให้เห็นถึงศักยภาพ และความแข็งแกร่งทางสถานะทางการเงิน รวมถึงการเติบโตด้านผลการดำเนินงานในปี 2561 ที่บริษัทฯมั่นใจว่า DOD เติบโตแบบก้าวกระโดด 

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. ดีโอดี ไบโอเทค (DOD) ยังได้กล่าวเพิ่มเติมว่า ล่าสุด บริษัทฯได้มีการเข้าไปศึกษา เพื่อเข้าซื้อหุ้นบริษัทแห่งหนึ่ง ซึ่งดำเนินธุรกิจผลิตผลิตภัณฑ์ด้านความงาม คิดเป็นเงินทั้งสิ้นไม่เกิน 400 ล้านบาท ซึ่งในเบื้องต้นคาดว่า ดีลดังกล่าวจะแล้วเสร็จภาย ในเดือนธันวาคม 2561 นี้

โดยสาเหตุที่บริษัทฯมีแผนข้าไปลงทุนในธุรกิจดังกล่าว เพราะเล็งเห็นว่าจะสามารถต่อยอดธุรกิจและเสริมทัพธุรกิจ ให้บริษัทฯมีความแข็งแกร่งมากขึ้น เนื่องจากบริษัททั้ง 2 แห่ง มีการดำเนินธุรกิจในรูปแบบใกล้เคียงกัน ดังนั้นเชื่อว่าการเข้าไปลงทุนในครั้งนี้ จะช่วยเสริมศักยภาพ DOD ให้ก้าวขึ้นสู่การเป็นผู้นำในธุรกิจผลิตผลิตภัณฑ์ ด้านความงามและสุขภาพได้อย่างครบวงจร พร้อมทั้งยังสามารถขยายฐานลูกค้าให้กับ DOD ได้เพิ่มขึ้น รวมถึงยังเพิ่มสัดส่วนรายได้ ให้กับบริษัทฯในอนาคตอันใกล้ ได้อย่างมีนัยสำคัญ 

อย่างไรก็ตาม นอกจากบริษัทฯจะเป็นผู้ผลิตแล้ว บริษัทฯยังมีช่องทางการตลาดให้กับกลุ่มลูกค้า เพื่อขยายตลาดแบรนด์สินค้าของลูกค้า ไปยังประเทศจีนอีกด้วย เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมา DOD ได้รับเลือก เป็นผู้ประกอบการไทย เพียงรายเดียว ที่ร่วมลงนามเซ็น MOU กับ CNR MALL และสถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์จีน ในการเป็นตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร - วิตามิน ผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทย – ยาแผนโบราณ ผลิตภัณฑ์สกินแคร์ และเครื่องสำอาง ผ่านช่องทางการจำหน่าย TV shopping ของ CNR MALL ช่องสถานีโทรทัศน์ CCTV ซึ่งปัจจัยดังกล่าว เป็นการแสดงศักยภาพให้เห็นถึงการก้าวสู่ผู้นำธุรกิจผลิตผลิตภัณฑ์ความงามและสุขภาพ แบบครบ

“สำหรับภาพรวมธุรกิจของบริษัทฯในช่วงโค้งสุดท้าย มองว่า ยังคงมีแนวโน้มอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการเตรียมส่งมอบออเดอร์ผลิตภัณฑ์ ให้กับลูกค้ารายใหญ่  รวมถึงการผลิตผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในรูปแบบใหม่ๆที่เตรียมออก ในช่วงไตรมาส 4/2561นี้ นอกจากนี้ยังมีดีล ซึ่งอยู่ระหว่างการเจรจา โดยเบื้องต้นคาดว่าจะสามารถได้ข้อสรุปในเร็วๆนี้ ”  

ECF มองโค้งสุดท้ายปี 61 เติบโตแกร่ง คาดจบดีลร่วมทุนธุรกิจยักษ์ใหญ่ด้าน IT บริษัท S-TREK พ.ย. นี้ ธุรกิจเฟอร์นิเจอร์เข้าไฮซีซั่น ออเดอร์ส่งออกทะลัก ดันยอดขายต่างประเทศพุ่งดีเดย์ COD 50 MWแรก โรงไฟฟ้ามินบู เมียนมาร์ ใน Q1/62 เผยไตรมาส 3 รายได้ 369.52 ล้านบาท กำไรสุทธิ 8.52 ล้านบาท งวด 9 เดือน รายได้ 1,071.65 ล้านบาท กำไร 21.52 ล้านบาท

นายอารักษ์ สุขสวัสดิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อีสต์โคสท์เฟอร์นิเทค จำกัด (มหาชน) (ECF) ผู้ผลิตและจำหน่ายเฟอร์นิเจอร์ไม้ปาร์ติเคิลบอร์ด เฟอร์นิเจอร์ไม้ยางพารา โชว์รูมจำหน่ายเฟอร์นิเจอร์ภายใต้แบรนด์ “ELEGA” และโชว์รูมจำหน่ายเฟอร์นิเจอร์ภายใต้ลิขสิทธิ์ DISNEY “FINNA HOUSE” เปิดเผยว่า ในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา ในขณะที่บริษัทอยู่ในช่วงการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่หลายโครงการ อาทิ โรงไฟฟ้าที่เมียนมาร์ ขนาด 220 เมกะวัตต์ที่บริษัทถือหุ้น 20% โครงการโรงงานผลิตแผ่นไม้เอ็มดีเอฟ ซึ่งปัจจุบันทั้งสองโครงการยังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง แต่ช่วงสามไตรมาสที่ผ่านมา บริษัทยังสามารถสร้างกำไรจากการดำเนินงานให้เกิดขึ้นได้ และมีรายได้จากส่วนธุรกิจเฟอร์นิเจอร์เติบโตตั้งแต่ไตรมาส 3 ที่ผ่านมาจากแนวโน้มเศรษฐกิจที่เริ่มดีขึ้น ส่วนไตรมาส 4 แนวโน้มรายได้ของบริษัทคาดสามารถสร้างการเติบโตได้ในเกณฑ์ดี โดยเฉพาะธุรกิจผลิตและจำหน่ายเฟอร์นิเจอร์เริ่มเข้าสู่ช่วงไฮซีซั่น

ในส่วนของความคืบหน้าการเข้าศึกษาความเป็นไปได้เพื่อลงทุนในธุรกิจใหม่ด้าน IT Solution หลังจากที่บริษัทได้ลงนามร่วมกับ บริษัท เอสเทรค (ประเทศไทย) จำกัด (“S-TREK”) ในบันทึกข้อตกลงเพื่อเข้าศึกษาความเป็นไปได้ในการเข้าร่วมลงทุนในธุรกิจร่วมกัน ขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนการดำเนินงานด้านเอกสารต่าง ๆ คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือน พ.ย.2561

สำหรับธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ บริษัทได้มีการปรับกลยุทธ์กระตุ้นยอดขายในประเทศด้วยแบรนด์ Costa อย่างต่อเนื่อง กระจายสินค้าเข้าสู่ร้านค้าปลีก-ส่งเฟอร์นิเจอร์ทั่วประเทศแล้วกว่า 1,500 ราย และในช่วงที่ผ่านมาได้จัดโปรโมชั่นให้กับตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศเพื่อเร่งยอดขาย อีกทั้งมีการขยายฐานตัวแทนจำหน่ายในพื้นที่ต่าง ๆ ตลอดจนการขยายช่องทางร้านโมเดิร์นเทรดชั้นนำทั่วประเทศ ขณะที่ตลาดต่างประเทศในช่วงไตรมาส 4 ถือเป็นช่วงไฮซีซั่นที่จะมียอดคำสั่งซื้อสินค้าเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก

ส่วนธุรกิจพลังงานทดแทนภายหลังจากโรงไฟฟ้าพลังงานชีวมวลขนาด 7.5 เมกะวัตต์ที่นราธิวาส จำหน่ายไฟฟ้ามาได้ปีกว่าแล้วตอนนี้ความคืบหน้าสำหรับโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ขนาด 220 MW ประเทศเมียนมาร์ ขณะนี้การก่อสร้างเฟสแรกมีความคืบหน้าไปมาก คาดว่าจะเริ่ม COD ภายในไตรมาส 1 ปี 2562 สำหรับเฟส 2-3-4 รวมทั้งสิ้น 220 เมกะวัตต์ อยู่ระหว่างการปรับแผนงานเพื่อหาทางเร่งการก่อสร้างให้ครบโดยเร็วที่สุดจากแผนเดิมเสร็จปีละ 1 เฟส เพื่อส่งผลดีต่อการรับรู้รายได้ที่จะเร็วขึ้นจากเดิม

นายอารักษ์ กล่าวต่อไปถึงผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2561 ว่า บริษัทมีรายได้รวมทั้งสิ้น 369.52 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้รวมอยู่ที่ 353.50 ล้านบาท จำนวน 16.02  ล้านบาท หรือปรับตัวเพิ่มขึ้น 4.53% และมีกำไรจากธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ 13.77 ล้านบาท สำหรับกำไรรวมธุรกิจอื่น ๆ และธุรกิจพลังงานมีกำไร 8.52 ล้านบาท ปรับตัวลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน

ขณะที่ผลประกอบการงวด 9 เดือนรายได้รวมทั้งสิ้น 1,071.65 ล้านบาท มียอดขายใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้รวมอยู่ที่ 1,080.19 ล้านบาท และมีกำไรจากธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ 30.91 ล้านบาท สำหรับกำไรรวมธุรกิจอื่น ๆ และธุรกิจพลังงานมีกำไร 21.52 ล้านบาท กำไรรวมลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 47 % ทั้งนี้เป็นผลมาจากบริษัทอยู่ระหว่างการขยายธุรกิจไปสู่ธุรกิจใหม่ๆเพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน ทั้งธุรกิจเกี่ยวข้องเฟอร์นิเจอร์ ธุรกิจพลังงาน จึงก่อให้เกิดค่าใช้จ่ายในการเข้าศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุนเป็นจำนวนมาก ประกอบกับโครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างยังไม่สามารถรับรู้รายได้ในเชิงพาณิชย์ขณะนี้

SONIC ลงนาม “ซีกัลล์ ซัพพลาย เชน” เช่าศูนย์จัดเก็บสินค้า

ดร.สันติสุข โฆษิอาภานันท์ (กลาง) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.โซนิค อินเตอร์เฟรท (SONIC) ผู้นำธุรกิจให้บริการการจัดการระบบโลจิสติกส์แบบครบวงจรระดับภูมิภาค และ นายรนัท เลียวเลิศสกุลชัย (ขวา) กรรมการ และผู้จัดการทั่วไป บริษัทแกรนด์ลิงค์ ลอจิสติกส์ จำกัด ในเครือ โซนิค กรุ๊ป และ Mr. Jack Tan Director (ซ้าย) ประธานฝ่ายปฎิบัติการ กลุ่มบริษัท ซีกัลล์ ซัพพลาย เชน (ไทยแลนด์) จำกัด สัญชาติมาเลเซีย หนึ่งในผู้นำการให้บริการธุรกิจขนส่งสินค้าผ่านชายแดนไทย-มาเลเซีย-สิงคโปร์ ทางรถบรรทุก ได้ทำการร่วมลงนามความร่วมมือทางธุรกิจในโครงการเช่าอาคารสถานที่สำหรับศูนย์จัดเก็บ และกระจายสินค้ารองรับการขนส่งข้ามแดนไทย-มาเลเซีย ภายใต้การให้บริการของ SONIC ซึ่งเป็นการตอกย้ำวิสัยทัศน์ สู่การเป็นผู้นำทางธุรกิจด้านโลจิสติกส์ และการบริหารจัดการในห่วงโซ่อุปทานแบบครบวงจร ในภูมิภาคอาเซียน ณ บริษัท โซนิค อินเตอร์เฟรท จำกัด (มหาชน) ถนนกิ่งแก้ว อำเภอบางพลี จังหวัด สมุทรปราการ เมื่อเร็วๆ นี้

WHA Group โชว์กำไรปกติ 9 เดือนแรกเติบโตต่อเนื่อง ส่งซิกข่าวดี เตรียมเปิดนิคมฯ แห่งที่ 10 จ่อปิดดีลขายที่ดิน – พื้นที่เช่าคลังสินค้าส่งท้ายปี

บมจ.ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น หรือ WHA Group ประกาศผลการดำเนินงาน 9 เดือนแรกปี 2561 มีรายได้รวม และส่วนแบ่งกำไรจากการลงทุนในบริษัทร่วมและกิจการร่วมค้าอยู่ที่ 7,227 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 1,446 ล้านบาท ลดลง 7% จากผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนและรายการพิเศษ ขณะที่กำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติ ไม่รวมผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนและรายการพิเศษ เพิ่มขึ้นกว่า 17% จากการรับรู้รายได้การขายน้ำ และการรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากธุรกิจไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น ด้าน GROUP CEO “จรีพร จารุกรสกุล” มั่นใจผลงานโค้งสุดท้ายสดใส ส่งซิกเตรียมเปิดนิคมอุตสาหกรรมแห่งที่ 10 พร้อมจ่อเจรจาปิดดีลลูกค้ารายใหญ่ขายที่ดิน และเช่าคลังสินค้าส่งท้ายปี ระบุประกาศเดินหน้าตอกย้ำการเติบโตทางธุรกิจที่แข็งแกร่ง สอดรับนโยบายการลงทุนในโครงการ EEC เตรียมบุ๊ครายได้จากการขายสินทรัพย์เข้ากอง WHART และ HREIT เข้ากระเป๋าปลายปีนี้

นางสาวจรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการบริษัท และประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ WHA Group ผู้นำธุรกิจแบบครบวงจร ด้านธุรกิจโลจิสติกส์ นิคมอุตสาหกรรม ระบบสาธารณูปโภคและพลังงาน และดิจิทัลแพลตฟอร์ม เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงาน 9 เดือนแรกปี 2561 บริษัทฯ มีรายได้รวมและส่วนแบ่งกำไรจากการลงทุนในบริษัทร่วมและกิจการร่วมค้า 7,227 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4% เมื่อเทียบจากปีก่อนที่มีรายได้รวม และส่วนแบ่งกำไรฯ ที่ 6,922 ล้านบาท ขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ 1,446  ล้านบาท โดยมีกำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติอยู่ที่ 1,454 ล้านบาท  เติบโตกว่า 17% จากการรับรู้รายได้การขายสินทรัพย์เข้ากองทรัสต์เพื่อการลงทุนในสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์เหมราช (HREIT) ที่มีมูลค่าทรัพย์สิน 1,590 ล้านบาท ในช่วงต้นปี รวมทั้งปริมาณการขายและให้บริการน้ำที่เพิ่มขึ้น ตามความต้องการใช้น้ำของลูกค้าในนิคมอุตสาหกรรมฯ และการให้บริการโรงไฟฟ้า SPP ที่เริ่มเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) ได้ตั้งแต่ไตรมาส 2/2560 เป็นต้นมา จำนวน 5 แห่ง ส่งผลบริษัทฯ รับรู้รายได้ส่วนแบ่งกำไรจากธุรกิจไฟฟ้าเพิ่มขึ้น รวมถึงการลดลงอย่างมีนัยสำคัญของต้นทุนทางการเงินกว่า 26%

ส่วนผลการดำเนินงานในไตรมาส 3/2561 บริษัทฯ มีรายได้รวมและส่วนแบ่งกำไรจากการลงทุนในบริษัทร่วม และกิจการร่วมค้า 1,757 ล้านบาท ลดลง 18% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน ที่มีรายได้รวมและส่วนแบ่งกำไรฯ ที่ 2,150 ล้านบาท โดยมีกำไรสุทธิ 363 ล้านบาท ลดลงจาก 506 ล้านบาท หรือคิดเป็น 28% เนื่องจากยอดการโอนที่ดินลดลง แต่ทั้งนี้หากพิจารณารายได้จากการให้บริการสาธารณูปโภค ซึ่งเป็นรายได้ประจำ (recurring income) บริษัทฯยังคงมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ประธานคณะกรรมการบริษัท และประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บมจ. ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น กล่าวเพิ่มเติมว่า ในช่วงโค้งสุดท้ายของไตรมาสนี้ บริษัทฯ ยังคงมีความโดดเด่น และมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุด บริษัทฯ เตรียมเปิดนิคมอุตสาหกรรม แห่งที่ 10 ภายใต้ชื่อ นิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ อีสเทิร์นซีบอร์ด 3 จังหวัดชลบุรี บนพื้นที่กว่า 2,197 ไร่ ซึ่งเป็นพื้นที่รองรับนโยบายโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) สอดคล้องกับพันธกิจของบริษัทฯในการมุ่งส่งเสริมพัฒนา 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย (S-curve) ของประเทศ อาทิ อุตสาหกรรมการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ อุตสาหกรรมการผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค รวมถึงลูกค้าอุตสาหกรรมใหม่ที่ภาครัฐให้การสนับสนุน ได้แก่ อุตสาหกรรมการบิน และอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่

ประกอบกับในช่วงเดือนกันยายน ที่ผ่านมา บริษัทฯได้เซ็นสัญญาในการเช่าคลังสินค้าแบบ Built-to-Suit กับลูกค้ารายใหญ่รายหนึ่ง จำนวน 130,000 ตารางเมตร และอยู่ระหว่างการเจรจากับลูกค้ารายใหญ่ อีก 2-3 ราย ที่เตรียมเช่าพื้นที่ประมาณ 100,000 ตารางเมตร โดยเบื้องต้นคาดว่าจะสามารถสรุปความชัดเจนได้ในเร็วๆนี้ ทั้งนี้หากเป็นไปตามที่คาดการณ์ จะส่งผลให้บริษัทฯ มียอดการเช่าพื้นที่คลังสินค้าเพิ่มขึ้นทะลุเป้าที่วางไว้ 250,000 ตารางเมตร

ส่วนพื้นที่ในนิคมอุตสาหกรรมฯนั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจาลูกค้ารายใหญ่ที่สนใจซื้อพื้นที่ในนิคมอุตสาหกรรม อีก 4-5 ราย รวมถึงผู้ประกอบการอื่นๆ อีกประมาณ 20 ราย ซึ่งคาดว่าจะสามารถสรุปได้ในช่วงปลายปีนี้ หรือต้นปีหน้า นอกจากนี้ช่วงทุกๆไตรมาส 4 ของทุกปี บริษัทฯ มีเตรียมแผนการขายทรัพย์สินของบริษัทฯเข้ากองทรัสต์ เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และสิทธิการเช่าดับบลิวเอชเอ พรีเมี่ยม โกรท (WHART) โดยล่าสุด ได้รับไฟเขียวจาก สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต) ในการเสนอขายหน่วยทรัสต์เพิ่มทุนครั้งที่ 3 คิดเป็นมูลค่าทรัพย์สินจำนวน 4,464.5 ล้านบาท พร้อมเปิดขายให้กับผู้ถือหน่วยเดิม และนักลงทุนทั่วไปช่วงกลางเดือนถึงปลายเดือนพฤศจิกายนนี้ และคาดว่าจะโอนทรัพย์สินแล้วเสร็จในช่วงต้นเดือนธันวาคมนี้

ขณะที่กองทรัสต์เพื่อการลงทุนในสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์เหมราช (HREIT) อยู่ระหว่างการเรียกประชุมผู้ถือหน่วยทรัสต์สำหรับการลงทุนในทรัพย์สินเพิ่มเติมครั้งที่ 2 มูลค่าทรัพย์สินประมาณ 477 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะสามารถดำเนินการได้ตามเป้าหมาย และสามารถรับรู้รายได้ภายในไตรมาส 4 ของปีนี้เช่นเดียวกัน

รวมทั้งเมื่อวันที่ 19 ตุลาคมที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้มีการออกหุ้นกู้ครั้งที่ 3/2561 จำนวน 3,500 ล้านบาท เสนอขายให้กับนักลงทุนสถาบันและนักลงทุนรายใหญ่ แบ่งเป็นหุ้นกู้อายุ 2 ปี 3.5 ปี 5 ปี และ 7 ปี โดยมีต้นทุนทางการเงินเฉลี่ย 3.81% และมีอายุเฉลี่ยของหุ้นกู้อยู่ที่ 5.9 ปี ซึ่งถือเป็นการลดความเสี่ยงของความผันผวนของอัตราดอกเบี้ยในระยะยาวอีกด้วย

WHAUP โชว์ 9 เดือนแรกกำไรทะลุ 1,600 ล้านบาท ลุยเซ็นสัญญาติดตั้ง Solar Rooftop หนุนรายได้โตมั่นคง

บมจ. ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ (WHAUP) เผยผลการดำเนินงานไตรมาส 3/2561  มีกำไรสุทธิจำนวน 631.1 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.7% YoY รวม 9 เดือนแรกจำนวน 1,643.2 ล้านบาท เติบโต 6.5% YoY  เนื่องจากความต้องการใช้น้ำที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และโรงไฟฟ้า SPP จำนวน 5 โครงการเปิด COD เต็มไตรมาส รวมถึงการดำเนินงานของโรงไฟฟ้าที่แข็งแกร่ง ด้าน CEO “นายวิเศษ จูงวัฒนา” ระบุ โค้งสุดท้ายปีนี้ผลงานสดใสหลังลูกค้าทยอยเซ็นสัญญาติดตั้ง Solar Rooftop และจ่อเซ็นสัญญาเพิ่มอีกหลายราย เชื่อทั้งปีทำได้ตามแผน 10 เมกะวัตต์ MW รวมถึงธุรกิจค้าปลีกก๊าซธรรมชาติในโครงการ ดับบลิวเอชเอ อีสเทิร์น ซีบอร์ด เอ็นจีดี 2  เริ่มให้บริการในไตรมาส 4/2561 นี้ ส่งผลให้หนุนรายได้ทั้งปีโตอย่างมั่นคง

นายวิเศษ จูงวัฒนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ WHAUP เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานไตรมาส 3/2561 สิ้นสุด ณ วันที่ 30 กันยายน 2561 บริษัทฯ มีรายได้จากการขายและการให้บริการจำนวน 443.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.2 % เมื่อเทียบจากปีก่อน และส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนจำนวน 547.3 ล้านบาท ลดลง 1.2 % โดยในจำนวนนี้ประกอบด้วยกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนจำนวน 124.9 ล้านบาทในไตรมาส 3/2561 และ 119.7 ล้านบาทในไตรมาส 3/2560 โดยบริษัทฯ มีกำไรสุทธิ จำนวน 631.1 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.7 % เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติ (Normalized Net Profit) จำนวน 577.4 ล้านบาท มีการเติบโตเพิ่มขึ้น 28.2% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน

ส่วนผลการดำเนินงานงวด 9 เดือนแรกปี 2561 บริษัทฯ มีรายได้จากการขายและการให้บริการจำนวน 1,288.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.4 % เมื่อเทียบจากปีก่อน และส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนจำนวน 1,453.4 ล้านบาท ลดลง 2.5 % เมื่อเทียบจากปีก่อน โดยในจำนวนนี้ประกอบด้วยกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนจำนวน 60.2 ล้านบาทใน 9 เดือนแรกปี 2561 และ 458.6 ล้านบาทใน 9 เดือนแรกปี 2560 โดยบริษัทฯ มีกำไรสุทธิจำนวน 1,643.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.5 % เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติ (Normalized Net Profit) จำนวน 1,654.1 ล้านบาท มีการเติบโตเพิ่มขึ้น 52.5% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน

“สำหรับการเติบโตเพิ่มขึ้นของผลการดำเนินงานในงวดที่ผ่านมา เป็นผลมาจากปริมาณการใช้น้ำของลูกค้าภายในนิคมอุตสาหกรรม และจากการขยายตัวของลูกค้าในนิคมอุตสาหกรรมทั้งรายเดิมและรายใหม่ที่เพิ่มสูงขึ้น รวมทั้งธุรกิจโรงไฟฟ้าที่มีผลการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้น โดยมีกำลังการผลิตไฟฟ้าตามสัดส่วนการถือหุ้นของบริษัทฯอยู่ที่ 511 เมกะวัตต์”  

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ (WHAUP) กล่าวเพิ่มว่า สำหรับภาพรวมธุรกิจในไตรมาส 4/2561 มีแนวโน้มเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ผ่านมา ทั้งจากธุรกิจสาธารณูปโภค ที่มีปริมาณความต้องการใช้น้ำที่เพิ่มขึ้น และจากธุรกิจพลังงานจากการทยอยเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ของโครงการ Solar Rooftop และธุรกิจค้าปลีกก๊าซธรรมชาติโครงการ ดับบลิวเอชเอ อีสเทิร์น ซีบอร์ด เอ็นจีดี 2  ซึ่งจากปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้บริษัทฯ มั่นใจว่าอัตราการเติบโตของรายได้ทั้งปีจะมีแนวโน้มขยายตัวในทิศทางที่ดีขึ้น เมื่อเทียบจากปีก่อน

นอกจากนี้ยังได้กล่าวถึงการให้บริการติดตั้งแผง Solar Rooftop ให้กับลูกค้า ภายในนิคมอุตสาหกรรมของดับบลิวเอชเอ ว่ายังคงมีเข้ามาต่อเนื่อง เนื่องจากลูกค้าเริ่มให้ความสำคัญในการรักษาสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังสามารถช่วยลดต้นทุนด้านพลังงานได้อย่างมาก ปัจจุบันบริษัทฯ มีกำลังการผลิตที่เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์แล้วจำนวน 1.4  เมกะวัตต์  อยู่ระหว่างก่อสร้างอีกจำนวน 6.5 เมกกะวัตต์ และที่อยู่ระหว่างการเจรจาและรอเซ็นสัญญาเพิ่มเติมอีกประมาณ 2.1 เมกะวัตต์ ดังนั้นในปีนี้คาดว่าจะมีการเซ็นสัญญาให้บริการ Solar Rooftop จำนวนทั้งสิ้น 10 เมกะวัตต์ ตามแผน

สำหรับธุรกิจค้าปลีกก๊าซธรรมชาติโครงการ ดับบลิวเอชเอ อีสเทิร์น ซีบอร์ด เอ็นจีดี 2 จะก่อสร้างแล้วเสร็จและพร้อมจำหน่ายก๊าซธรรมชาติให้ลูกค้าในอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ อีสเทิร์นซีบอร์ด 2 ได้ภายในไตรมาส 4/2561 นี้ ขณะที่โครงการลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ อีสเทิร์นซีบอร์ด 4 คาดว่าจะแล้วเสร็จพร้อมดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้ภายในปี  2562

ส่วนการลงทุนในต่างประเทศ โดยเฉพาะโครงการสาธารณูปโภคในประเทศเวียดนามนั้น ซึ่งบริษัทฯได้สิทธิในการดำเนินธุรกิจสาธารณูปโภคด้านน้ำ ในเขตอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ เหงะอาน ที่ประเทศเวียดนามเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการพัฒนาโครงการ และคาดว่าจะดำเนินการผลิตเชิงพาณิชย์ในปี 2562

เปิดประตูอภิมหาโครงการเมืองไอคอนสยาม สะกดทุกสายตาโลก
ร่วมภาคภูมิใจในศักยภาพคนไทย ณ เมืองแห่งความรุ่งโรจน์ ที่ซึ่งสิ่งที่ดีที่สุดของไทยบรรจบกับสิ่งที่ดีที่สุดของโลก

  • รวมพลังครั้งยิ่งใหญ่ สร้างไอคอนสยามเป็น ‘เดสติเนชั่น’ ที่ไม่มีที่ใดเหมือน พลิกโฉมการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ ด้วยคอนเซ็ปต์ Creating Shared Value และ Co-Creation ในสเกลที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในโลก
  • ตื่นตาตื่นใจกับ Global Iconic Stores ของเหล่าลักชัวรี่แบรนด์ชื่อดังของโลก เนรมิตอย่างวิจิตรตระการตาด้วยสถาปัตยกรรมที่ไม่เหมือนที่ใดในโลก
  • ครั้งแรกของแบรนด์ชื่อดังระดับแนวหน้าของโลก และของไทยกว่า 7,000 แบรนด์ ที่มาพร้อมคอนเซ็ปต์ใหม่ นำเสนอสินค้าสุดพิเศษ เฉพาะที่ไอคอนสยามเท่านั้น
  • เฉลิมฉลองด้วยโปรโมชั่นจัดเต็ม 9 พ.ย.2561 – 20 ม.ค.2562 ทุกการช้อปลุ้นรับของรางวัลมากมาย รวมมูลค่ากว่า 20 ล้านบาท และพิเศษสำหรับวันที่ 10 พ.ย.2561 ช้อปครบ 10,000 บาท รับคืนรวมสูงสุด 20,000 บาท

วันนี้ ไอคอนสยาม อภิมหาโครงการเมืองแห่งการใช้ชีวิตสู่โลกอนาคต มูลค่า 54,000 ล้านบาท เปิดประตูอภิมหาโครงการเมืองสัญลักษณ์แห่งความรุ่งโรจน์ของไทยริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งประกอบไปด้วยอาณาจักรศูนย์การค้าแห่งยุค 2 อาคาร คอนโดมิเนียมหรูสุดสง่างาม 2 อาคาร และ 7 สิ่งมหัศจรรย์ของไอคอนสยาม จารึกเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ โดยพลิกโฉมการพัฒนาโครงการที่เป็นจุดหมายปลายทางที่ยิ่งใหญ่ ด้วยคอนเซ็ปต์ “Creating Shared Value” หรือการสร้างประโยชน์ร่วมกันทุกฝ่าย และ “Co-Creation” หรือการร่วมกันรังสรรค์ อย่างเป็นรูปธรรม เต็มรูปแบบ ซึ่งเกิดขึ้นจริงแล้วในสเกลที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในโลก และจะเป็นโครงการที่ “สิ่งที่ดีที่สุดของไทยมาบรรจบกับสิ่งที่ดีที่สุดของโลก” โดยจัดงานเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่ด้วยการรวมพลังหัวใจไทยและผู้มีฝีมือระดับโลก มาร่วมกันสร้างปรากฏการณ์บนแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อสะกดทุกสายตาโลก

นางชฎาทิพ จูตระกูล กรรมการ บริษัท ไอคอนสยาม จำกัด กล่าวว่า “ไอคอนสยามคือ ‘เดสติเนชั่น’ ที่เกิดจากการรวมพลังความคิดสร้างสรรค์ระดับชาติครั้งยิ่งใหญ่ จากหัวใจคนไทยหลายภาคส่วนผู้มีความรู้ความสามารถจากชุมชนทั่วประเทศ ภาคธุรกิจ ภาคราชการ รวมถึงผู้เชี่ยวชาญแขนงต่างๆ จากหลายประเทศที่รักเมืองไทยรวมแล้วเป็นทีมผู้ร่วมสร้างสรรค์กว่า 1,000 คน ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นผู้มีความปรารถนาที่จะช่วยกันสร้างสัญลักษณ์ใหม่ให้เป็นตัวแทนจินตนาการแห่งยุค เสริมสร้างให้คนไทยภาคภูมิใจในความเป็นไทย และช่วยกันสืบทอดความงดงามของความเป็นไทยสู่ชนรุ่นหลัง อีกทั้งให้คนทั่วโลกที่มาเยือนรู้สึกหลงรักและประทับใจประเทศไทยมากยิ่งขึ้น”

นางชฎาทิพ กล่าวว่า “ไอคอนสยามถูกรังสรรค์ขึ้นจากปณิธานที่ต้องการเชิดชูเรื่องราวอันมีคุณค่าและเป็นความภาคภูมิใจ จากทุกมิติของความเป็นไทยที่มีอยู่ในชาติ นำเสนอในรูปแบบวิจิตรล้ำสมัย ซึ่งการเชิดชูอัตลักษณ์ไทยไม่เพียงสะท้อนออกมาที่การผนึกกำลังกับศิลปินของไทย และผู้มีฝีมือจากทั่วโลกสร้างสรรค์องค์ประกอบต่างๆ ของไอคอนสยามเท่านั้น แต่อีกสิ่งหนึ่งที่น่าภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งสำหรับคนไทยและถือเป็นปรากฏการณ์ที่ยิ่งใหญ่ก็คือ การที่ผู้ประกอบการร้านค้าเหล่าแฟชั่นแบรนด์และลักชัวรี่แบรนด์ชื่อดังระดับโลกมีความเชื่อมั่น และมองเห็นคุณค่าความดีงามของความเป็นไทย จึงได้เข้าร่วมผนึกกำลังกับไอคอนสยาม ด้วยการคิดนอกกรอบและทำงานร่วมกับศิลปินไทยสร้างสรรค์ผลงานมาสเตอร์พีซ ที่จะเชิดชูอัตลักษณ์ไทยอย่างสง่างามภายในร้าน ทั้งการนำผ้าไหมไทย หรือวัสดุไทยต่างๆ มาใช้ในการสร้างสรรค์ผลงานหรือตกแต่งร้าน นับเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในโลก”

“ไอคอนสยาม คือเมืองที่เป็นศูนย์รวมของความมหัศจรรย์อันหลากหลาย ทั้งศิลปะและวัฒนธรรม ผสมผสานรวมอยู่กับที่สุดของการช้อปปิ้งและความบันเทิง โดยการผนึกกำลังพันธมิตรองค์กรธุรกิจทั้งใหญ่และเล็กทุกขนาดและหลากหลายรูปแบบธุรกิจ รวมไปถึงผู้คนจำนวนมากจากนานาสาขาอาชีพที่มีความปรารถนา จะสร้างสถานที่ที่บอกเล่าหลากหลายเรื่องราวของความภาคภูมิใจในความเป็นไทย ผสมกับสิ่งที่ดีในมิติต่างๆ จากทุกมุมโลก รวมพลังสร้างสรรค์สัญลักษณ์ใหม่ที่จะกลายเป็นมหาปรากฏการณ์ที่ประสานประโยชน์ร่วมกันทุกฝ่าย แผ่กระจายความรุ่งเรืองไปทั่วทั้งในระดับชุมชน สังคม และประเทศ ซึ่งเป็นแนวคิดการทำธุรกิจในโลกยุคใหม่ที่มุ่งเน้นการสานประโยชน์ร่วมกันทุกฝ่าย เพื่อเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน ซึ่งไอคอนสยามได้ทำให้เกิดขึ้นจริงแล้ว และในสเกลที่ไม่เคยเกิดขึ้นที่ใดมาก่อนในโลก” นางชฎาทิพ กล่าว

ตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นได้อย่างชัดเจนถึงการใช้แนวคิดการทำธุรกิจในโลกยุคใหม่ ที่มุ่งเน้นสานประโยชน์ร่วมกันทุกฝ่าย เพื่อเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน คือ 7 สิ่งมหัศจรรย์ของไอคอนสยาม ได้แก่

ไอคอนสยาม อภิมหาโครงการเมืองแห่งการใช้ชีวิตสู่โลกอนาคต

  1. River ParkCommunity Space ขนาดใหญ่ริมน้ำ เพื่อการใช้สอยทุกวันของชุมชน ต่อยอดจากโลเคชั่นที่ได้เปรียบในเรื่องของทัศนียภาพที่สวยงามของแม่น้ำเจ้าพระยา มาสู่การสร้างพื้นที่ Community Space ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาขนาดใหญ่กว่า 10,000 ตารางเมตร ที่ไม่เคยมีมาก่อน เปิดให้สาธารณชนเข้ามาใช้ประโยชน์ได้ทุกวัน เป็นการเอื้อประโยชน์กับผู้คนในชุมชนโดยรอบ และผู้คนจากที่ต่างๆ ที่รักและชื่นชอบบรรยากาศแม่น้ำเจ้าพระยา
  1. ระบำสายน้ำที่ยาวที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  -- ‘ICONIC Multimedia Water Features’ จะเป็น Iconic Attraction ระดับโลก ที่ช่วยส่งเสริมอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของกรุงเทพฯ และประเทศไทย สร้างความแข็งแกร่งของกรุงเทพฯ เทียบชั้นมหานครอื่นๆ ทั่วโลก เช่น London Eye ที่เมืองลอนดอน ประเทศอังกฤษ Botanic Garden ที่ Marina Bay Sand ประเทศสิงคโปร์ เป็นต้น โดยจะช่วยจุดประกายการท่องเที่ยวให้กับทั้งแม่น้ำเจ้าพระยาได้อย่างเป็นปรากฏการณ์
  1. สุขสยาม เมืองมหัศจรรย์ที่เป็น Co-Creation Space ครั้งแรกในประเทศไทยกับการผนึกกำลังสร้างสรรค์จากชุมชนท้องถิ่น 77 จังหวัดทั่วประเทศ ร่วมสร้าง Platform ธุรกิจ และพื้นที่เชิงวัฒนธรรม โดยสร้างเครือข่ายที่แข็งแกร่งของผู้ประกอบการรายย่อยจากชุมชนระดับท้องถิ่นจาก 77 จังหวัดทั่วประเทศ วิสาหกิจท้องถิ่น ศิลปินตัวจริงจากทุกภาค องค์กรภาครัฐ ช่วยกันสร้างเมืองที่นำเสนอสินค้ายอดนิยมและวัฒนธรรมที่เป็นความภาคภูมิใจของทุกจังหวัด เป็น Platform ต่อยอดการพัฒนาสินค้า เรียนรู้กลไกการค้าปลีกและค้าส่ง สู่ต่างประเทศ การตลาดรูปแบบใหม่อย่างครบวงจร ถือเป็น Commercial Ecosystem ที่มีการบริหารจัดการสินค้าโดยมีผู้เกี่ยวข้องทั่วประเทศและผู้ได้รับประโยชน์ในวงกว้าง สร้างงานสร้างรายได้และนำเสนอคุณค่าของสิ่งขึ้นชื่อของประเทศไทยอย่างเข้าถึงใจคน
  1. ทรูไอคอนฮอลล์ – ศูนย์ประชุมนวัตกรรมล้ำยุค ที่จะส่งต่อธุรกิจเป็นวงกว้างให้แก่ผู้ประกอบการทั้งแม่น้ำ และส่งเสริมอุตสาหกรรม MICE ของประเทศไทย โดยเป็นศูนย์ประชุมมาตรฐานสากลพร้อมนวัตกรรมล้ำยุคแห่งแรกในประเทศไทย ที่สามารถรองรับการจัดงานประชุมระดับชาติ และจัดแสดงโชว์ที่มีชื่อเสียง และงาน MICE ระดับโลกได้ จะเป็นปัจจัยหนึ่งที่ช่วยผลักดันให้กรุงเทพฯ และประเทศไทย เป็นศูนย์กลางการประชุมนานาชาติ สนับสนุนอุตสาหกรรม MICE ของประเทศได้ อีกทั้งยังส่งต่อธุรกิจ กระจายผลประโยชน์ไปถึงกลุ่มธุรกิจริมแม่น้ำเจ้าพระยาทั้งหมด โดยจะเปิดในเดือนกรกฎาคม 2562
  1. รถไฟฟ้าสายสีทอง – ส่งเสริมการพัฒนาเมืองที่เชื่อมต่อการคมนาคม รถ-ราง-เรือ ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนและศักยภาพเศรษฐกิจในวงกว้าง นับเป็นครั้งแรกของประเทศไทยที่เอกชนผู้พัฒนาโครงการใหญ่ สนับสนุนการสร้างระบบขนส่งมวลชนสาธารณะเพื่อช่วยลดปัญหาการจราจร ซึ่งที่จริงแล้วเป็นวิถีปฏิบัติของการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ในหลายประเทศ นอกจากนี้ไอคอนสยามยังสร้างท่าเรือขนาดใหญ่ถึง 4 ท่าในโครงการเพื่อเชื่อมโยงการสัญจรทาง รถ ราง เรือ เข้ากันอย่างสมบูรณ์แบบ อำนวยความสะดวกให้กับผู้คนจำนวนมาก เพิ่มทางเลือกในการเดินทาง ซึ่งจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของคนที่อาศัยอยู่แนวริมแม่น้ำเจ้าพระยาให้ดียิ่งขึ้น
  1. พิพิธภัณฑ์ระดับโลก ริเวอร์ มิวเซียม แบงค็อกCultural Space in Commercial Project พื้นที่องค์ความรู้ให้สาธารณชนเรียนรู้และเข้าถึงศิลปะระดับโลกจากประเทศต่างๆ ได้ในชีวิตประจำวัน การสร้างพื้นที่พิพิธภัณฑ์มาตรฐานสากลครั้งแรกในเมืองไทย ที่สามารถรองรับการจัดแสดงงานศิลปะล้ำค่าจากทั่วโลกที่จะหมุนเวียนมาจัดแสดงได้ จะเป็นพื้นที่ Cultural Space ที่ทำให้ผู้คนเข้าถึงและเรียนรู้งานศิลปะจากทั่วโลกได้ง่ายขึ้น เป็นพื้นที่เชิงศิลปะวัฒนธรรมที่สร้างคุณค่าให้แก่สังคม โดยจะเปิดในเดือนกรกฎาคม 2562
  1. ปรากฏการณ์รวมโลกในรอยไทยรวมผลงานอันยอดเยี่ยมของศิลปินทุกแขนงกว่า 100 คน ตั้งแต่ศิลปินท้องถิ่นจากทุกภาคของไทย ไปจนถึงศิลปินแห่งชาติ รวมทั้งศิลปินระดับโลกจากหลายประเทศ มาร่วมกันสร้างสรรค์ผลงานชิ้นเอกเพื่อไอคอนสยามโดยเฉพาะ ซึ่งไม่เคยปรากฎที่ไหนมาก่อนใน Commercial Project ในประเทศไทย นับเป็นการต่อยอดความสำเร็จของวงการศิลปะไทยสู่เวทีโลก อาทิ เสาจิตรกรรมจากสี่ภาคของไทย โดยศิลปินตัวจริงจาก 4 ภาค คุณทรงเดช ทิพย์ทอง, คุณมีชัย สุวรรณสาร ,คุณอนุชา อุ่นช่วง, คุณเป็นไท สว่างศรี ออกแบบลวดลายวิจิตรบรรจง แสดงถึงเอกลักษณ์เฉพาะ วิถีชีวิต วัฒนธรรมประเพณีอันดีงามของแต่ละภาค รูปปั้นผีตาโขน โดย คุณจิระ จิระประวัติ ณ อยุธยา ศิลปินและนักออกแบบชื่อดัง สะท้อนเอกลักษณ์ของศิลปะภาคอีสานที่สนุกสนาน สร้างสรรค์ จัดจ้านทางอารมณ์ ประทีปต้นผึ้ง โดย คุณกฤตพงศ์ แจ่มจันทร์ เจ้าของรางวัลถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิตฯ การประกวดแจกันประดิษฐ์ดอกไม้สด ซึ่งประทีปแสดงถึงความเคารพสูงสุดของชาวล้านนา หนังตะลุง โดย คุณวาที ทรัพย์สิน ทายาทครูหนังตะลุง สุชาติ ทรัพย์สิน ศิลปินแห่งชาติ นำเสนอตัวตะลุงที่มีเอกลักษณ์ดั้งเดิม ในรูปแบบแปลกใหม่ ร่วมกับศิลปินแห่งชาติหลากหลายสาขา อาทิ อาจารย์ปรีชา เถาทอง ศิลปินแห่งชาติสาขาทัศนศิลป์ สาขาย่อยการจิตรกรรม สร้างสรรค์งานจิตรกรรมวิจิตรบรรจงทรงคุณค่าบนโครงสร้างเสาสูง 16 เมตร 4 ต้น อาจารย์ถาวร โกอุดมวิทย์ ศิลปินชั้นครูร่วมสมัยสร้างประติมากรรมใน commercial Space ครั้งแรก เนรมิตเสาแห่งมงคล ขนาดใหญ่ 8 ต้นตระการตาด้วยศิลปะงานพิมพ์และซิลค์สกรีน รวมถึงงานของศิลปินแห่งชาติสาขาดนตรี ซึ่งแต่งเพลงให้ไอคอนสยามโดยเฉพาะ และงานภาพถ่ายจากศิลปินแห่งชาติจำนวนกว่า 400 ภาพ นอกจากนี้ยังมีศิลปินต่างชาติที่มีชื่อเสียงได้มาสร้างสรรค์ผลงานร่วมกับศิลปินไทย ถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไทยที่สามารถรวบรวมงานของทั้งศิลปินไทย และศิลปินต่างชาติทั่วโลกมาไว้ได้มากที่สุด

นายสุพจน์ ชัยวัฒน์ศิริกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไอคอนสยาม จำกัด กล่าวว่า “ไอคอนสยามเปิดประตูอภิมหาโครงการเมือง ด้วยความมหัศจรรย์ที่เป็น ‘ที่สุด’ และ ‘ครั้งแรก’ ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประเทศไทยมากมาย โดยเหล่าแบรนด์ดังที่เป็นสุดยอดความหรูหราระดับโลกจำนวนหนึ่งจะตั้งอยู่ในอาคารไอคอนลักซ์ (ICONLUXE) ซึ่งมีพื้นที่ 25,000 ตารางเมตร ตั้งอยู่ติดริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นอาคารอาณาจักรศูนย์การค้าที่ล้ำเลิศแห่งยุค และเป็นสัญลักษณ์แห่งความวิจิตรตระการตาที่จะกลายเป็นปรากฏการณ์ในฐานะศูนย์กลางความหรูหราระดับโลก โดดเด่นทั้งสถาปัตยกรรมที่ไม่เหมือนที่ใดในโลก โดยจะเป็นอาคารกระจกโครงสร้างไร้เสาที่ยาวที่สุดในโลก รูปทรงคล้ายกระทงแก้ว สร้างสรรค์ขึ้นอย่างวิจิตรงดงามให้เป็นสัญลักษณ์ใหม่บนแม่น้ำเจ้าพระยา และการรวบรวมสุดยอดแบรนด์ลักชัวรี่ชื่อดังจากทั่วโลกมาเนรมิตร้านแฟลกชิฟสโตร์ในรูปแบบ Global ICONIC Store ครั้งแรกในประเทศไทย ซึ่งรวมถึงคอนเซ็ปต์ Icons within Icon ที่ไอคอนสยามได้รังสรรค์ให้ลักชัวรี่แบรนด์มีคฤหาสน์ของตนเองในรูปแบบ Duplex Mansion อยู่ภายในอาคารไอคอนลักซ์อย่างน่าตื่นตาตื่นใจ และนอกจากนั้น ยังเป็นครั้งแรกของแบรนด์ชื่อดังระดับแนวหน้าของโลก และของไทยกว่า 7,000 แบรนด์ ที่มาพร้อมคอนเซ็ปต์ใหม่ นำเสนอสินค้าสุดพิเศษ เฉพาะที่ไอคอนสยามเท่านั้น”

นายสุพจน์ กล่าวว่า “เพื่อให้ไอคอนสยามเป็นแลนด์มาร์คแห่งใหม่ของประเทศไทย ที่นำเสนอความแปลกใหม่อย่างมีอัตลักษณ์โดดเด่น เราได้ทำงานลงลึกในรายละเอียดร่วมกับผู้ประกอบการร้านค้าตั้งแต่สุดยอดแบรนด์ของไทย ไปจนถึงลักชัวรี่แบรนด์จากต่างประเทศ ให้แต่ละร้านนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับแบรนด์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวความเป็นมา จนถึงแนวคิดและนวัตกรรมโดยเชื่อมโยงกับการออกแบบร้าน เพื่อให้ไอคอนสยามเป็นโครงการแรกที่ทำ Story Telling ที่จะสร้างความตื่นตาตื่นใจได้อย่างเพียบพร้อมสมบูรณ์แบบที่สุด ซึ่งหลายแบรนด์ดังระดับโลกให้ความเชื่อมั่นในไอคอนสยาม โดยร่วมกันคิดสร้างสรรค์สิ่งพิเศษที่จะเกิดขึ้นภายในร้านของเขาเฉพาะที่สาขาไอคอนสยามเท่านั้น สร้างเป็นประสบการณ์ที่แตกต่างอย่างมีคุณค่าให้แก่ผู้มาเยือน”

ไฮไลท์แบรนด์และสโตร์ที่เป็นปรากฏการณ์ ‘ที่สุด’ และ ‘ครั้งแรก’ อาทิ สยาม ทาคาชิมายะ โดยทาคาชิมายะห้างสรรพสินค้าระดับตำนานที่ได้รับการยอมรับอย่างสูงจากประเทศญี่ปุ่น เปิดสาขาแรกในประเทศไทยบนพื้นที่ขนาด 36,000 ตารางเมตร ครอบคลุม 7 ชั้น ครบครันไปด้วยสินค้าที่หลากหลายสำหรับทุกเพศทุกวัย ทั้งหมดกว่า 500 แบรนด์ ในจำนวนนี้ เป็นแบรนด์ญี่ปุ่นชื่อดังมากถึง 180 แบรนด์ และมีกว่า 80 แบรนด์ เข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยเป็นครั้งแรก, Apple Store แห่งแรกในประเทศไทย

ซึ่งจะเป็นจุดศูนย์รวมให้ผู้คนมาแลกเปลี่ยนความคิด เรียนรู้ และสร้างสรรค์อะไรใหม่ๆ ไปด้วยกัน และจะเป็นที่ที่สร้างแรงบันดาลใจและจุดประกายความคิดสร้างสรรค์ให้กับคนในชุมชน ที่สำคัญ Apple ICONISAM ไม่ได้เป็นแค่ร้าน เพราะมีการเตรียมกิจกรรมที่น่าสนใจเอาไว้มากมาย ตั้งแต่โปรแกรมที่จะสร้างแรงบันดาลใจดีๆ ไปจนถึงเซสชั่นแบบลงมือปฏิบัติจริง, @Cosme ร้านสเปเชียลตี้สโตร์เครื่องสำอางที่ประสบความสำเร็จที่สุดในประเทศญี่ปุ่น เปิดสาขาแรกในประเทศไทย บนพื้นที่มากกว่า 300 ตารางเมตร, H&M เปิดสโตร์ในรูปแบบอาคารของตัวเอง Triplex Store 3 ชั้นสุดอลังการเป็นครั้งแรก, Urban Revivo แห่งแรกในประเทศไทย, JD Sports ร้านมิลติแบรนด์สปอร์แฟชั่นชื่อดังระดับโลก สาขาแรกในประเทศไทย, Nike Kicks Lounge แห่งแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บนพื้นที่มากว่า 210 ตารางเมตร นำเสนอสินค้าที่แตกต่างจาก Nike Store อื่นๆ, Adidas Original Store ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย, ICONACTIVE พื้นที่สำหรับที่สุดของไลฟ์สไตล์ที่เป็นมากกว่าสปอร์ตแฟชั่น ครั้งแรกในประเทศไทย พื้นที่กว่า 1,350 ตารางเมตรนำเสนอเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย แอคเซสเซอรี่ แบรนด์ดังจากทั่วโลกกว่า 40 แบรนด์, และ Jumbo Seafood ร้านอาหารซีฟู้ดชื่อดังจากสิงคโปร์ สาขาแรกในประเทศไทย

ไอคอนคราฟต์ พื้นที่กว่า 2,500 ตารางเมตร ที่เนรมิตขึ้นเป็นพิเศษในไอคอนสยาม เพื่อนำเสนอคุณค่าความเป็นไทยสู่ทุกสายตาทั่วโลก ด้วยการรวบรวมงาน นวัตศิลป์และงานคราฟต์แบบร่วมสมัยหลากหลายประเภทของคนไทยมาไว้ในที่เดียว เปิดโอกาสให้ช่างฝีมือไทยได้ต่อยอดความสามารถ เพิ่มคุณค่าในผลงาน ตลอดจนเพิ่มโอกาสและเพิ่มพื้นที่จัดแสดงและจำหน่ายผลงานของตน ในโครงการที่จะเป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก

นอกจากนั้น ยังมีอาณาจักรยนตรกรรมระดับพรีเมียมลักชัวรี่ ที่รวบรวมสุดยอดยานยนต์เทคโนโลยีล้ำสมัย และประสบการณ์ที่แปลกใหม่ เหนือระดับจากหลากหลายค่ายดัง ไม่ว่าจะเป็น Rolls-Royce, Maserati, Mini และ BMW Motorrad, Porsche, และ Toyota โดยเฉพาะ , BMW ร่วมเปิดประสบการณ์ใหม่ในการชมรถยนต์ครั้งแรกในเอเชีย ด้วยเทคโนโลยี VR หรือเวอร์ชวลเรียลลิตี้ แสดงภาพรถเสมือนจริงผ่านแว่นแบบพิเศษ ให้คุณสามารถเดินชมรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูได้รอบคัน เปลี่ยนสีตัวถัง กำหนดออปชั่น เปิดประตูเข้าไปดูในห้องโดยสาร ทดลองใช้ฟีเจอร์ต่างๆ หรือเปลี่ยนฉากเป็นกลางวันหรือกลางคืนก็สามารถทำได้

“มหาปรากฏการณ์งานเปิดเมืองไอคอนสยาม’ วันที่ 9-11 พฤศจิกายนนี้ เป็นการผนึกกำลังครั้งสำคัญและเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ด้วยการรวมพลังหัวใจไทยสร้างปรากฏการณ์ครั้งยิ่งใหญ่บนแม่น้ำเจ้าพระยาให้สะกดทุกสายตาโลก โดยจะมีการแสดงครั้งประวัติศาสตร์ และกิจกรรม การแสดงระดับประเทศและระดับโลกเกิดขึ้นมากมายครอบคลุมทุกพื้นที่ของไอคอนสยาม และเพื่อร่วมเฉลิมฉลองการจารึกประวัติศาสตร์หน้าใหม่ นอกจากกิจกรรมการแสดงครั้งประวัติศาสตร์มากมายแล้ว ไอคอนสยามยังมอบโปรโมชั่นแบบจัดเต็ม โดยตั้งแต่วันที่ 9 พ.ย. 2561 – 20 ม.ค. 2562 ทุกการช้อปจะได้รับของรางวัลมากมาย รวมมูลค่ากว่า 20 ล้านบาท อาทิ ช้อปครบ 5,000 บาทขึ้นไป รับเคสโทรศัพท์มือถือลายพิเศษ, ช้อปครบ 20,000 บาท รับ Siam Gift Card มูลค่า 500 บาท ไปจนถึงช้อปครบ 1,000,000 บาท รับ Siam Gift Card มูลค่า 50,000 บาท และพิเศษสำหรับวันที่ 10 พ.ย. 2561 ช้อปครบ 10,000 บาทขึ้นไป รับ Siam Gift Card มูลค่าสูงสุด 10,000 บาททันที และหากชำระผ่านบัตรเครดิตวันสยาม-กสิกรไทย ด้วย จะได้รับ เครดิตเงินคืน สูงสุด 10,000 บาทเพิ่มอีก รวมรับคืนสูงสุด 20,000 บาท นอกจากนั้นยังมีโปรโมชั่นอื่นๆ อีกมากมายร่วมกับบัตรเครดิตและพาร์ทเนอร์ต่างๆ ได้แก่ บัตรเครดิตวันสยาม-กสิกรไทย บัตรเครดิตกสิกรไทย บัตรเครดิตไทยพาณิชย์ บัตรเครดิตซิตี้ บัตรเครดิตธนาคารออมสิน บัตรเครดิตกรุงศรี ทรูยู และทรูมันนี่ ” นายสุพจน์ กล่าว

นายวิสิษฐ์ มาลัยศิริรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (MQDC) ผู้พัฒนาโครงการที่พักอาศัยสุดหรู 2 อาคาร ภายในโครงการไอคอนสยาม กล่าวว่า แมกโนเลียส์ วอเตอร์ฟร้อนท์ เรสซิเดนซ์เป็นคอนโดมิเนียมที่พักอาศัยคุณภาพเหนือระดับที่หรูหราที่สุดริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา สูง 70 ชั้น จำนวน 379 ยูนิต ขณะนี้เสร็จสมบูรณ์ไปแล้วกว่า 90% และ เดอะ เรสซิเดนซ์ แอท แมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นโครงการที่พักอาศัยระดับซูเปอร์ลักชัวรี่แบรนด์ ‘แมนดาริน โอเรียนเต็ล’ แห่งแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และแห่งที่ 14 ของโลกความสูง 52 ชั้น จำนวน 146 ยูนิต ขณะนี้เสร็จสมบูรณ์ไปแล้วกว่า 85% โดยทั้ง 2 โครงการได้สร้างปรากฏการณ์ความสำเร็จในวงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของไทย ในฐานะโครงการที่พักอาศัยที่มีมาตรฐานเทียบชั้นโครงการที่พักอาศัยที่ดีที่สุดในต่างประเทศ เทียบเท่าที่พักอาศัยในมหานครชั้นนำอย่างนิวยอร์ค ลอนดอน โตเกียว และเซี่ยงไฮ้ พร้อมสร้างสถิติใหม่เป็นโครงการที่พักอาศัยริมแม่น้ำเจ้าพระยา ที่มีราคาสูงที่สุดคุ้มค่ากับการลงทุนและอยู่อาศัย โดยมีราคาเริ่มต้น 85 ล้านบาท สำหรับคอนโด 2 ห้องนอน และห้องเพนท์เฮ้าส์ โดยห้องชุดที่ใหญ่ที่สุดมีพื้นที่ใช้สอยรวม 707 ตารางเมตร ซึ่งมีราคาราวๆ 460 ล้านบาท”

 

ให้ข้อมูลรัสเซีย

นางสาวบงกช อนุโรจน์ รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) (คนที่ 3 จากขวา) ให้การต้อนรับคณะ Russian-ASEAN Business Council ที่นำนักลงทุนจากรัสเซียในกลุ่มพลังงาน เคมีภัณฑ์ และดิจิทัล มาศึกษาลู่ทางการลงทุนในประเทศไทย และขอรับทราบนโยบายส่งเสริมการลงทุนและสิทธิประโยชน์จากบีโอไอ ณ อาคารบีโอไอ ถนนวิภาวดีรังสิต

ดั๊บเบิ้ล เอ มอบทองผู้โชคดีแคมเปญ QR Lucky Gold

นายชาญวิทย์ จารุสมบัติ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ดั๊บเบิ้ล เอ สัญจรมอบโชคให้ผู้โชคดีจากการจับรางวัลรอบสุดท้ายในแคมเปญ Double A QR Lucky Gold ที่ได้รับทองคำหนัก 1 บาท จำนวน 5 รางวัล และทองคำหนัก 50 สตางค์ จำนวน 15 รางวัล ด้วยการสแกนคิวอาร์โค้ดข้างกล่องดั๊บเบิ้ล เอ โดย 1QR ได้ 1 สิทธิ์ ลุ้นทองคำ และจากกระแสการตอบรับที่ดี ดั๊บเบิ้ล เอ จึงจัดแคมเปญ Double A QR Lucky in Gold ขึ้นอีกครั้ง โดยผู้ที่สนใจสามารถร่วมสนุกสแกนคิวอาร์โค้ดข้างกล่องดั๊บเบิ้ล เอ ได้แล้วตั้งแต่วันนี้ถึง 30 เม.ย. 2562 จับรางวัลทุกเดือนและประกาศรายชื่อผู้โชคดีทาง www.facebook.com/DoubleAPaper

ดาต้าร่วมออกบูธสินค้า ในงาน “Thailand Lighting fair 2018”

ดาต้า เพาเวอร์ นำทีมโดย นายอภิสฤษฎิ์ นิรุชทรัพย์รดา (คนซ้าย) กรรมการผู้จัดการ พร้อมด้วย นายณัฏฐัฑฒพัณณ์ อนันต์ถวัลย์เลิศ (คนขวา) ฝ่ายพัฒนาลูกค้าในต่างประเทศบริษัท ดาต้า เพาเวอร์ จำกัด ผู้ผลิต และจัดจำหน่ายปลั๊กไฟมากว่า 30 ปี ภายใต้แบรนด์ ดาต้า (DATA) ”เชื่อในสิ่งที่ดีที่สุด” ร่วมออกบูธสินค้า ในงาน “Thailand Lighting fair 2018” งานแสดงนวัตกรรมไฟฟ้าแสงสว่างที่ครบวงจรที่สุดในอาเซียน พร้อมให้ข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เชิงลึก ในการใช้ปลั๊กไฟอย่างถูกวิธีเพื่อความปลอดภัย เป็นงานที่รวบรวมเทคโนโลยีล่าสุดด้านไฟฟ้าแสงสว่าง  ณ ไบเทค บางนา เมื่อเร็วๆนี้

เอมิเรตส์ ส่งโปรโมชั่นสุดคุ้ม Early Bird ให้คุณเริ่มต้นปี 2019 ด้วยทริปสุดประทับใจ

เอมิเรตส์ สายการบินชั้นนำระดับโลก พร้อมให้นักท่องเที่ยวเปิดประสบการณ์ใหม่ในการท่องเที่ยวช่วงวันหยุดปีใหม่ ด้วยบัตรโดยสารชั้นประหยัดและชั้นธุรกิจจากโปรโมชั่น Early Bird ซึ่งสามารถออกเดินทางได้จากกรุงเทพฯ และภูเก็ต สู่จุดหมายปลายทางเอมิเรตส์ที่มีเครือข่ายครอบคลุมทั่วโลก เช่น ฮ่องกง, ดูไบ, มิวนิก, มิลาน, ปารีส, บอสตัน และนิวยอร์ก เป็นต้น

ลูกค้าสายการบินเอมิเรตส์สามารถซื้อบัตรโดยสารจากโปรโมชั่น Early Bird ได้แล้วตั้งแต่วันนี้ถึง 28 พฤศจิกายน 2561 นี้ และสามารถออกเดินทางได้ตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม ถึง 30 มิถุนายน 2562

โปรโมชั่น Early Bird พร้อมให้ลูกค้าจองบัตรโดยสารสำหรับการเดินทางได้อย่างอิสระและในราคาสุดคุ้มยิ่งขึ้น หากสำรองบัตรโดยสารล่วงหน้าก่อนวันออกเดินทางเป็นระยะเวลานาน โดยมั่นใจได้ว่าผู้โดยสารทุกคนจะสามารถเดินทางได้อย่างราบรื่น ไม่ว่าจะเดินทางภายในภูมิภาคเอเชีย ไปการสำรวจดินแดนตะวันออกกลาง หรือชื่นชมความงามของโซนยุโรปหรืออเมริกาตะวันออก

สำหรับราคาเริ่มต้นของบัตรโดยสารสู่เส้นทางต่างๆ มีรายละเอียดดังตารางด้านล่างนี้

จุดหมายปลายทาง

ราคาบัตรโดยสารชั้นประหยัด

เริ่มต้นที่

ฮ่องกง

7,240 บาท

ลอนดอน

25,640 บาท

มิลาน

27,975 บาท

นิวยอร์ก

31,235 บาท

 

จุดหมายปลายทาง

ราคาบัตรโดยสารชั้นธุรกิจ

เริ่มต้นที่

ฮ่องกง

17,455 บาท

อัมสเตอร์ดัม

98,485 บาท

ลอนดอน

99,000 บาท

มิลาน

112,980 บาท

ผู้โดยสารจากประเทศไทย สามารถเดินทางจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิสู่จุดหมายปลายทางต่างๆ ผ่านท่าอากาศยานนานาชาติดูไบ ด้วยบริการ 6 เที่ยวบินต่อวันจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และ 2 เที่ยวบินต่อวันจากสนามบินนานาชาติภูเก็ต โดยมีตารางการบินหลากหลายเวลาให้เลือกตลอดทั้งวันเพื่อเชื่อมต่อผู้โดยสารสู่จุดหมายปลายทางต่างๆ ผ่านดูไบ นอกจากนี้ผู้โดยสารยังสามารถสัมผัสประสบการณ์สุดมหัศจรรย์ด้วยแหล่งช้อปปิ้งชื่อดังระดับโลก ชิมอาหารเลิศรส หรือ การท่องเที่ยวแบบผจญภัย ผ่านโปรแกรม Stopover ในระยะเวลาสั้นๆ ณ ดูไบ

ผู้โดยสารที่ออกเดินทางจากกรุงเทพฯ สู่ดูไบจะได้รับประสบการณ์การเดินทางอันยอดเยี่ยมจากเครื่องบินแอร์บัส A380 และเชื่อมต่อด้วยบริการจากเครื่องบินคุณภาพสู่ปลายทางอื่นๆ ในขณะที่ผู้โดยสารที่ออกเดินทางจากภูเก็ตจะได้พบกับบริการเครื่องบินสองชั้น (double-decker) แล้วจึงเชื่อมต่อสู่เส้นทางต่างๆ ผ่านทางดูไบเช่นเดียวกัน นอกจากนี้ เอมิเรตส์ยังให้บริการทุกวันจากกรุงเทพฯ สู่ฮ่องกงและซิดนีย์ อีกด้วย

เครื่องบินแอร์บัส A380 ของสายการบินเอมิเรตส์ในชั้นธุรกิจ พร้อมให้ผู้โดยสารเพลิดเพลินไปกับที่นั่งซึ่งสามารถปรับให้กลายเป็นเตียงนอน มอบความบันเทิงผ่านหน้าจอ LCD แบบ HD ขนาด 32 นิ้ว รวมถึงบริการห้องรับรองบนเครื่องบินให้ได้พบปะสังสรรค์ระหว่างเที่ยวบิน สำหรับผู้โดยสารชั้นประหยัดจะได้รับความสะดวกสบายผ่านที่นั่งที่มีพื้นที่วางขากว้างเป็นพิเศษ หลอดไฟประจำที่นั่งที่สามารถปรับได้ตามความต้องการ บริการ Wi-Fi รวมถึงระบบความบันเทิงบนเที่ยวบิน ice ที่ได้รับรางวัลการันตีระดับโลก ซึ่งได้รวบรวมภาพยนตร์ เกมส์ เพลง และความบันเทิงต่างๆ จากทั่วโลก กว่า 3,500 ช่อง ให้ผู้โดยสารได้เพลิดเพลินตลอดทั้งการเดินทาง

ทั้งนี้ ไม่ว่าจะผู้โดยสารชั้นธุรกิจจะต้องเดินทางเพื่อติดต่อทางธุรกิจหรือการพักผ่อน ซึ่งออกเดินทางจากกรุงเทพฯ จะได้รับบริการรับ-ส่งฟรีจากสนามบินและสามารถพักผ่อน รับประทานอาหาร หรือทำงานก่อนเที่ยวบินได้ ณ ห้องรับรองพิเศษผู้โดยสารที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

สำหรับสมาชิก Skywards จะได้รับสิทธิประโยชน์สุดคุ้มด้วยสิทธิ์การแลกซื้อบัตรโดยสารโดยใช้ไมล์สะสมแทนเงินสด และจ่ายเงินสดในจำนวนที่น้อยลง ผู้โดยสารสายการบินเอมิเรตส์จึงสามารถซื้อบัตรโดยสารได้อย่างสบายกระเป๋า

ปัจจุบันสายการบินเอมิเรตส์ให้บริการเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางกว่า 159 แห่ง ใน 85 ประเทศทั่วโลก โดยให้บริการทั้งหมด 49 เที่ยวบินต่อสัปดาห์จากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และ 14 เที่ยวบินต่อสัปดาห์จากสนามบินนานาชาติภูเก็ตไปยังท่าอากาศยานนานาชาติดูไบ ด้วยเครื่องบินโบอิ้ง 777 และเครื่องบินแอร์บัส A380

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมและการสำรองที่นั่งสามารถเข้าชมได้ที่ www.emirates.com/th หรือจองผ่านตัวแทนจำหน่ายใกล้บ้านท่าน ซึ่งราคาบัตรโดยสารดังกล่าวได้รวมค่าภาษีสนามบินและค่าธรรมเนียมแล้ว ทั้งนี้อัตราค่าโดยสารอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามอัตราการแลกเปลี่ยนเงินตราในแต่ละวัน โดยเงื่อนไขและข้อกำหนดเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด

Page Visitor

019713552
Today
Yesterday
This Week
This Month
Last Month
All days
14396
51261
219789
1113331
1643254
19713552
Your IP: 3.230.173.249
2021-04-22 06:54